ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




เงินสินส่วนตัวซื้อที่ดินและปลูกบ้านระหว่างสมรส ทรัพย์เป็นของใคร

การใช้เงินสินส่วนตัวซื้อที่ดินระหว่างสมรส, บ้านที่ปลูกในระหว่างสมรสเป็นสินส่วนตัวหรือไม่, สิทธิฟ้องขับไล่คู่สมรสออกจากทรัพย์สิน, อำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการครอบครองโดยมิชอบ, การพิสูจน์ที่มาของเงินตามมาตรา 1472, ทรัพย์ที่ได้มาก่อนสมรสกับทรัพย์ที่ได้มาระหว่างสมรส, การก่อสร้างบ้านด้วยเงินส่วนตัวในที่ดินของตน, หลักเกณฑ์แยกสินส่วนตัวกับสินสมรส, ภาระการพิสูจน์ในคดีทรัพย์สินคู่สมรส, คำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับสินส่วนตัว, การถอนเงินจากบัญชีส่วนตัวก่อนสมรส,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการจำแนกทรัพย์สินระหว่าง “สินส่วนตัว” และ “สินสมรส” อันเป็นประเด็นสำคัญในกฎหมายครอบครัว โดยเฉพาะกรณีที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งใช้เงินซึ่งมีมาก่อนจดทะเบียนสมรสซื้อที่ดินและก่อสร้างบ้านในระหว่างสมรส คำถามสำคัญคือ แม้การก่อสร้างจะเกิดขึ้นภายหลังจดทะเบียนสมรสแล้ว แต่หากพิสูจน์ได้ว่าใช้เงินสินส่วนตัวทั้งหมด ทรัพย์ดังกล่าวจะยังคงมีสถานะเป็นสินส่วนตัวหรือกลายเป็นสินสมรสโดยผลของเวลา

คดีนี้ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยถึงภาระการพิสูจน์ที่มาของเงิน ความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน และเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง ตลอดจนผลทางกฎหมายว่าผู้เป็นเจ้าของสินส่วนตัวมีอำนาจฟ้องขับไล่คู่สมรสและบริวารออกจากบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ ซึ่งคำวินิจฉัยนี้มีนัยสำคัญต่อแนวปฏิบัติในคดีทรัพย์สินคู่สมรสทั่วประเทศ

ข้อเท็จจริงแห่งคดี

โจทก์ประกอบกิจการส่วนตัว ก่อนจดทะเบียนสมรสได้ทำสัญญาซื้อที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) พร้อมบ้านขนาดเล็กซึ่งมีเพียงโครงสร้างพื้นและหลังคา โดยชำระราคาครบถ้วนและรับมอบการครอบครอง ต่อมาภายหลังจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 โจทก์ได้ว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างบ้านเพิ่มเติม พร้อมโรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำ โดยใช้เงินที่ถอนจากบัญชีเงินฝากส่วนตัวซึ่งเปิดไว้ก่อนสมรส และมีพยานบุคคลรวมทั้งผู้รับเหมาเบิกความยืนยัน

จำเลยทั้งสองอ้างว่าเงินดังกล่าวเป็นเงินที่ทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างสมรส และอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ลงทุนจำนวนมาก แต่ไม่มีหลักฐานสนับสนุน ทั้งยังปรากฏว่าจำเลยที่ 1 มีภาระหนี้สินจำนวนมากก่อนอยู่กินกับโจทก์

ต่อมาความสัมพันธ์แตกร้าว โจทก์ฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากการครอบครองบ้านพิพาท

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญคือ บ้านและสิ่งปลูกสร้างที่ก่อสร้างในระหว่างสมรส แต่ใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ทั้งหมด จะถือเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสหรือไม่ และหากเป็นสินส่วนตัว โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายได้เพียงใด

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัย ป.พ.พ. มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีอยู่ก่อนสมรส หรือได้มาระหว่างสมรสโดยการรับมรดกหรือโดยเสน่หา หรือโดยใช้เงินสินส่วนตัว ย่อมเป็นสินส่วนตัวของฝ่ายนั้น

การวิเคราะห์พยานหลักฐานและภาระการพิสูจน์

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับพยานเอกสารทางการเงิน โดยเฉพาะบัญชีเงินฝากที่เปิดก่อนสมรสและโจทก์มีสิทธิเบิกถอนแต่ผู้เดียว ประกอบกับคำเบิกความของผู้รับเหมาและคำรับของจำเลยที่ 1 ในชั้นถามค้าน ศาลเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่า

ส่วนคำกล่าวอ้างของจำเลยเป็นเพียงถ้อยคำลอย ๆ ไม่มีหลักฐานทางบัญชีหรือเอกสารสนับสนุน จึงรับฟังไม่ได้ ภาระการพิสูจน์ตกแก่ฝ่ายที่อ้างสิทธิว่าเป็นสินสมรส แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้

หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ของมาตรา 1472

เจตนารมณ์ของมาตรา 1472 มุ่งคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินที่แต่ละฝ่ายมีมาก่อนสมรส และป้องกันมิให้ทรัพย์สินส่วนตัวถูกกลืนเป็นสินสมรสโดยปราศจากเหตุอันควร หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าใช้เงินสินส่วนตัวในการได้มาหรือก่อสร้าง ทรัพย์นั้นย่อมคงสถานะเป็นสินส่วนตัว แม้จะได้มาในระหว่างสมรส

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องวางหลักสอดคล้องกันว่า การได้ทรัพย์ในระหว่างสมรสไม่ใช่เกณฑ์เด็ดขาด ต้องพิจารณาแหล่งที่มาของเงินเป็นสำคัญ หากเป็นเงินก่อนสมรสหรือเงินที่พิสูจน์ได้ว่าเป็นสินส่วนตัว ทรัพย์นั้นย่อมเป็นสินส่วนตัว

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าบ้านและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ และโจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากบ้านและเรียกค่าเสียหายจากการครอบครองโดยมิชอบได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินและบ้านพิพาท ส่งมอบทรัพย์คืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะออกจากทรัพย์ พร้อมค่าฤชาธรรมเนียม

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ เห็นว่าข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอรับฟังว่าบ้านพิพาทเป็นสินส่วนตัว

3. ศาลฎีกา พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เห็นว่าโจทก์พิสูจน์ได้ชัดแจ้งว่าใช้เงินสินส่วนตัวซื้อและก่อสร้าง ทรัพย์จึงเป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1472 และมีอำนาจฟ้องขับไล่เรียกค่าเสียหายได้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญในกฎหมายครอบครัวว่า “ช่วงเวลา” ที่ได้มาซึ่งทรัพย์มิใช่เกณฑ์วินิจฉัยเพียงอย่างเดียว หากต้องพิจารณา “แหล่งที่มาของทรัพย์” เป็นสำคัญ การที่ทรัพย์เกิดขึ้นหรือถูกพัฒนาขึ้นในระหว่างสมรส มิได้ทำให้ทรัพย์นั้นกลายเป็นสินสมรสโดยอัตโนมัติ หากพิสูจน์ได้ว่าได้มาหรือก่อสร้างด้วยเงินสินส่วนตัว

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับหลักภาระการพิสูจน์ ฝ่ายที่อ้างสิทธิว่าทรัพย์เป็นสินสมรสต้องนำพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักมาหักล้าง มิใช่อาศัยเพียงคำกล่าวอ้างลอย ๆ ทั้งนี้ หลักดังกล่าวสอดคล้องกับหลักความมั่นคงแห่งกรรมสิทธิ์ และคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินส่วนบุคคลตามระบบกฎหมายเอกชน

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ สิทธิฟ้องขับไล่ คู่สมรสที่มิใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ในสินส่วนตัว ย่อมไม่มีสิทธิครอบครองต่อไปโดยปราศจากฐานสิทธิ หากเจ้าของสินส่วนตัวบอกเลิกหรือเรียกคืน ย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากการครอบครองโดยมิชอบได้

แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในคดีพิพาททรัพย์สินระหว่างคู่สมรส โดยเฉพาะกรณีการลงทุนก่อสร้างหรือพัฒนาทรัพย์ในที่ดินของฝ่ายหนึ่ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

หากบ้านถูกก่อสร้างในระหว่างสมรส จะถือเป็นสินสมรสโดยอัตโนมัติหรือไม่

คำตอบ

ไม่โดยอัตโนมัติ ต้องพิจารณาว่าใช้เงินจากแหล่งใด หากพิสูจน์ได้ว่าใช้เงินสินส่วนตัวทั้งหมด บ้านย่อมเป็นสินส่วนตัวตามมาตรา 1472 แม้จะก่อสร้างในระหว่างสมรสก็ตาม

2. คำถาม

การถอนเงินจากบัญชีที่เปิดก่อนสมรส มีผลอย่างไรต่อการพิสูจน์ว่าเป็นสินส่วนตัว

คำตอบ

บัญชีที่เปิดก่อนสมรสและมีเจ้าของเพียงฝ่ายเดียว เป็นพยานหลักฐานสำคัญแสดงแหล่งที่มาของเงิน หากสามารถแสดงเส้นทางการเงินได้ชัดเจน ศาลย่อมรับฟังได้ว่าเป็นเงินสินส่วนตัว

3. คำถาม

คู่สมรสอีกฝ่ายอ้างว่าร่วมกันทำมาหาได้ แต่ไม่มีหลักฐาน จะมีผลอย่างไร

คำตอบ

ภาระการพิสูจน์ตกแก่ผู้กล่าวอ้าง หากไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน คำกล่าวอ้างย่อมไม่มีน้ำหนักเพียงพอหักล้างหลักฐานทางการเงินที่ชัดเจนของอีกฝ่าย

4. คำถาม

เจ้าของสินส่วนตัวสามารถฟ้องขับไล่คู่สมรสได้หรือไม่

คำตอบ

ได้ หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์เป็นสินส่วนตัวโดยแท้ คู่สมรสอีกฝ่ายไม่มีสิทธิครอบครองต่อไป เจ้าของย่อมมีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายจากการครอบครองโดยมิชอบได้

5. คำถาม

หากมีการลงทุนปรับปรุงทรัพย์ในระหว่างสมรส จะทำให้ทรัพย์กลายเป็นสินสมรสหรือไม่

คำตอบ

ไม่เสมอไป ต้องพิจารณาแหล่งที่มาของเงินที่ใช้ปรับปรุง หากเป็นเงินสินส่วนตัวทั้งหมด ทรัพย์ยังคงสถานะเป็นสินส่วนตัว แต่หากใช้เงินสินสมรสร่วมด้วย อาจเกิดสิทธิเรียกร้องชดใช้หรือแบ่งสัดส่วนตามกฎหมายได้

6. คำถาม

แนวคำพิพากษานี้มีความสำคัญต่อคดีครอบครัวอย่างไร

คำตอบ

เป็นแนวบรรทัดฐานสำคัญในการแยกทรัพย์สินระหว่างสินส่วนตัวและสินสมรส โดยเฉพาะกรณีที่มีการลงทุนหรือพัฒนาทรัพย์ในระหว่างสมรส ช่วยสร้างความชัดเจนในการวางแผนทรัพย์สินและการต่อสู้คดี

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 145/2563

โจทก์ใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นบ้านเล็กๆ มีแต่หลังคาแต่ไม่มีฝาบ้านมาในระหว่างสมรส และใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ในการก่อสร้างบ้าน โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำในที่ดินพิพาทของโจทก์ แม้เป็นการก่อสร้างในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันก็จะถือว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างสมรสหาได้ไม่ บ้านพิพาทย่อมเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายได้

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินและบ้านของโจทก์ ส่งมอบทรัพย์คืนในสภาพเรียบร้อย ห้ามเกี่ยวข้องอีก และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออกจากทรัพย์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินตามใบจอง (น.ส.2) และบ้านเลขที่ 47/1 ส่งมอบคืนโจทก์ ห้ามเกี่ยวข้องอีก และให้ร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะออก พร้อมค่าฤชาธรรมเนียม จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ซื้อที่ดินพร้อมบ้านหลังเล็กเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 ก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 โดยใช้เงินส่วนตัว และข้อวินิจฉัยดังกล่าวยุติแล้ว ต่อมาภายหลังสมรส โจทก์ได้ว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างบ้าน โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำ โดยชำระค่าก่อสร้างจากบัญชีเงินฝากส่วนตัวที่เปิดก่อนสมรส มีพยานบุคคลและเอกสารทางการเงินสนับสนุน ขณะที่จำเลยอ้างว่าเป็นเงินทำมาหาได้ร่วมกันแต่ไม่มีหลักฐาน อีกทั้งจำเลยที่ 1 มีหนี้สินจำนวนมากก่อนอยู่กินกับโจทก์ จึงไม่น่าเชื่อว่ามีฐานะพอปลูกสร้างบ้านได้

ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าโจทก์ใช้เงินสินส่วนตัวซื้อที่ดินและก่อสร้างสิ่งปลูกสร้าง แม้ก่อสร้างในระหว่างสมรส บ้านพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวตาม ป.พ.พ. มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่และเรียกค่าเสียหายได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและบริวารขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและบ้านของโจทก์ ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินและบ้านคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อย ห้ามจำเลยทั้งสองเกี่ยวข้องอีกต่อไป และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 50,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะออกจากที่ดินและบ้านของโจทก์

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกจากที่ดินตามใบจอง (น.ส. 2) เล่มที่ 12 หน้า 94 สารบบเลขที่ 212 หมู่ที่ 2 ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด และบ้านเลขที่ 47/1 ตำบลห้วงน้ำขาว อำเภอเมืองตราด จังหวัดตราด ให้จำเลยทั้งสองส่งมอบที่ดินและบ้านพิพาทคืนโจทก์ในสภาพเรียบร้อยและห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 8 ธันวาคม 2559) เป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองและบริวารจะขนย้ายทรัพย์สินออกจากที่ดินและบ้านพิพาท กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 30,000 บาท ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีให้เป็นพับ

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่า โจทก์ประกอบกิจการขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป และกิจการให้เช่าพระเครื่อง พระบูชา ตั้งอยู่ที่ศูนย์การค้าเทศบาลเมืองตราด เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2556 โจทก์ทำสัญญาซื้อที่ดินส่วนหนึ่งตามใบจอง เล่มที่ 12 หน้า 94 สารบบเลขที่ 212 เนื้อที่ 15 ไร่ พร้อมบ้าน จากนางธัญกมล ราคา 630,000 บาท ชำระเงินครบถ้วนและได้รับมอบการครอบครองที่ดินพร้อมบ้านในวันทำสัญญา เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2556 โจทก์กับจำเลยที่ 1 จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 2 เป็นบุตรของจำเลยที่ 1 กับภริยาคนก่อน โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดตราด คดีถึงที่สุดโดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้ยกฟ้องโจทก์ คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่าโจทก์ซื้อที่ดินพิพาทด้วยเงินส่วนตัวของโจทก์ ที่ดินพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์โดยแท้ จำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้ง ปัญหาดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ โจทก์อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า ที่ดินพิพาทที่ซื้อจากนางธัญกมลมีบ้านหลังเล็ก ๆ เลขที่ 47/1 ซึ่งมีแต่หลังคาและพื้นบ้านกว้างประมาณ 4 เมตร ยาวประมาณ 6 เมตร แต่ไม่มีฝาบ้าน เมื่อเดือนสิงหาคม 2556 พยานมอบหมายให้จำเลยที่ 1 ไปติดต่อว่าจ้างนายธงชัย ผู้รับเหมาให้มาก่อสร้างบ้าน โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำในที่ดินพิพาท เป็นค่าแรง 190,000 บาท และค่าวัสดุก่อสร้าง 700,000 บาท บ้านสร้างเสร็จเดือนกันยายน 2556 ส่วนโรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำสร้างเสร็จเดือนมกราคม 2557 พยานเป็นผู้ชำระเงินทั้งหมดให้แก่นายธงชัย โดยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) และมีนายธงชัย เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า โจทก์ให้จำเลยที่ 1 ติดต่อว่าจ้างพยานไปก่อสร้างบ้านในที่ดินพิพาท พยานคิดค่าแรง 70,000 บาท สร้างเสร็จประมาณวันที่ 27 กันยายน 2556 และเดือนธันวาคม 2556 พยานได้สร้างโรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำให้โจทก์ ค่าแรง 120,000 บาท สร้างเสร็จเดือนมกราคม 2557 พยานได้รับเงินค่าจ้างทั้งหมดจากโจทก์สอดคล้องกับคำเบิกความของโจทก์ที่ยืนยันว่าโจทก์เป็นผู้ซื้อวัสดุก่อสร้างและชำระเงินค่าจ้างก่อสร้างบ้าน โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำทั้งหมดให้แก่นายธงชัย โดยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบัญชีเงินฝากส่วนตัวของโจทก์ ทั้งจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านรับว่า เงินที่นำมาซื้อที่ดินพิพาทและก่อสร้างบ้านเป็นเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ซึ่งเปิดไว้ก่อนที่โจทก์จะมาอยู่กินฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 1 และโจทก์เป็นผู้มีสิทธิเบิกถอนเงินจากบัญชีดังกล่าวเพียงผู้เดียว แสดงว่านอกจากโจทก์ใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ที่มีมาก่อนจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทแล้ว โจทก์ยังใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ก่อสร้างบ้าน โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำด้วย จำเลยทั้งสองคงมีแต่คำเบิกความของจำเลยที่ 1 เพียงลอย ๆ ว่า เงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์ดังกล่าวเป็นเงินที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำมาหาได้ร่วมกัน โดยจำเลยทั้งสองไม่มีพยานหลักฐานใดมาสนับสนุน จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าถมดิน ปลูกบ้าน สร้างคอกวัว และทำคันรอบบ่อเลี้ยงปลาเป็นเงินกว่า 3,000,000 บาท ดังที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้ ยิ่งกว่านั้นยังได้ความจากจำเลยที่ 1 เบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านอีกว่า ก่อนอยู่กินฉันสามีภริยากับโจทก์ จำเลยที่ 1 เป็นหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร 100,000 กว่าบาท เป็นหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความและคำพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 59/2556 ของศาลชั้นต้น 400,000 บาท และเป็นหนี้อื่น ๆ อีกประมาณ 800,000 บาท รวมเป็นหนี้กว่า 1,300,000 บาท จึงไม่น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 จะมีฐานะการเงินพอที่จะปลูกสร้างบ้านพิพาทได้ โจทก์มีพยานบุคคลและพยานเอกสารประกอบด้วยเหตุผลมีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานของจำเลยทั้งสอง ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์ใช้เงินสินส่วนตัวของโจทก์ก่อสร้างบ้าน โรงจอดรถ คอกวัว และศาลาริมน้ำในที่ดินพิพาทของโจทก์ แม้เป็นการก่อสร้างในระหว่างที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันก็จะถือว่าบ้านพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้มาระหว่างสมรสหาได้ไม่ บ้านพิพาทย่อมเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง โจทก์จึงมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากบ้านพิพาทและเรียกค่าเสียหายได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และฎีกาให้เป็นพับ




สินสมรส

“หย่าโดยคำพิพากษาแล้วทรัพย์สินได้มาหลังวันฟ้องหย่าเป็นสินสมรสหรือไม่ ภาระการพิสูจน์เมื่ออ้างถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น และผลของข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ดินและกฎหมายครอบครัว”
แยกสินสมรสจากกิจการบริษัทที่เป็นนิติบุคคลและเงื่อนไขตามกฎหมาย
บ้านมรดกเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส สิทธิร้องขัดทรัพย์ของคู่สมรส(ฎีกา 2467/2549)
เงินประกันชีวิตเป็นสินสมรสหรือมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 4239/2558)
สินสมรส & ดอกผล มาตรา 148, คุ้มครองชั่วคราว,(ฎีกา 10361/2557)
(ฎีกาที่ 1319/2568)การแบ่งสินสมรส บ้านและที่ดินหลังหย่า
สามีมีชู้เสียชีวิตระหว่างฎีกา สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทนยังคงอยู่หรือไม่(ฎีกา4977/2565)
ฎีกาที่ 4837/2567: สิทธิเรียกคืนสินสมรสและทรัพย์มรดกจากการโอนโดยมิชอบ พร้อมข้อวินิจฉัยเรื่องอาวุธปืนเป็นสินสมรส
สิทธิแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กับข้อจำกัดการบังคับคดีและขั้นตอนตามกฎหมายแพ่งที่ต้องปฏิบัติก่อน
คดีที่ดินมรดกและผลผูกพันของคำพิพากษาในคดีเดิม ผู้สืบสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนและจำนองที่ดินได้หรือไม่ เมื่อประเด็นสิทธิได้ยุติไปแล้ว
เงินประกันชีวิตระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ต้องคืนส่วนครึ่งหนึ่งให้อดีตคู่สมรส
การตีความหนังสือแบ่งทรัพย์สินตามเจตนาที่แท้จริง ป.พ.พ. มาตรา 171
บันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเรื่องแบ่งสินสมรส, การแบ่งสินสมรสในการหย่า, ส่วนควบ
ข้อตกลงตามบันทึกท้ายทะเบียนหย่าให้คู่หย่าฝ่ายชายจัดการสินสมรสและภาระหนี้สิน
ภริยายินยอมให้ใส่ชื่อสามีฝ่ายเดียวในที่ดินสินสมรสเป็นการให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้า
สามีโจทก์ได้สมยอมแกล้งเป็นหนี้พี่สาวแล้วทำสัญญายอมความยึดสินสมรส
ทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียวเป็นสินสมรส
ข้อตกลงเรื่องการหย่าและข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน(สินสมรส)
ฟ้องแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างสินสมรสระหว่างคนไทยและคนต่างด้าว
ที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสมีชื่อภรรยาเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์คนเดียว
ขณะทำพินัยกรรมจดทะเบียนหย่ากันแล้วพินัยกรรมไม่เป็นโมฆะ