
| สามีมีชู้เสียชีวิตระหว่างฎีกา สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทนยังคงอยู่หรือไม่(ฎีกา4977/2565)
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลทางกฎหมายของการฟ้องหย่าเพราะเหตุสามีมีชู้และยกย่องหญิงอื่นฉันภริยา เมื่อระหว่างการพิจารณาในชั้นฎีกา สามีผู้ถูกฟ้องถึงแก่ความตาย อันเป็นเหตุให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมายก่อนที่คำพิพากษาจะถึงที่สุด ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) จะยังมีผลให้ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปได้หรือไม่ การแบ่งสินสมรสที่ศาลล่างพิพากษาไว้จะคงอยู่หรือสิ้นผล และภริยาผู้เสียหายยังมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นผู้เป็นชู้ตามมาตรา 1523 วรรคสองหรือไม่ แม้การสมรสจะสิ้นสุดลงด้วยความตายแล้วก็ตาม คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง “การสิ้นสุดการสมรสโดยคำพิพากษาหย่า” กับ “การสิ้นสุดการสมรสโดยความตาย” และผลสะเทือนต่อสิทธิเรียกร้องค่าทดแทนในคดีครอบครัว ข้อเท็จจริงแห่งคดี โจทก์ฟ้องขอหย่าจากจำเลยที่ 1 โดยอ้างเหตุว่า จำเลยที่ 1 มีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวกับจำเลยที่ 2 และยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาโดยเปิดเผย ทั้งพาไปสู่ขอ อยู่กินหลับนอนด้วยกัน และแสดงตนต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยา อีกทั้งยังแต่งตั้งให้เป็นกรรมการบริษัทที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ร่วมกันจัดตั้งขึ้น โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษาหย่า แบ่งสินสมรสจำนวนมหาศาล และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้หย่า ให้แบ่งสินสมรสจำนวนมากทั้งที่ดิน ห้องชุด และเงินฝาก พร้อมให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 1,000,000 บาท ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแก้ไขรายละเอียดบางส่วนเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์ แต่ยังคงหลักให้หย่าและให้รับผิดค่าทดแทน ต่อมาระหว่างพิจารณาในชั้นฎีกา จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย ทำให้เกิดประเด็นทางกฎหมายใหม่ว่า การหย่าจะยังมีผลหรือไม่ ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ ประเด็นที่หนึ่ง การสิ้นสุดการสมรสด้วยความตายตามมาตรา 1501 มีผลอย่างไรต่อคำพิพากษาหย่าที่ยังไม่ถึงที่สุด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตายโดยผลของกฎหมายทันที และคำพิพากษาหย่าจะมีผลต่อเมื่อถึงที่สุดตามมาตรา 1531 วรรคสอง เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายก่อนคำพิพากษาถึงที่สุด คำพิพากษาหย่าของศาลล่างย่อมสิ้นผล ประเด็นที่สอง สิทธิเรียกค่าทดแทนจากสามีตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง เมื่อการหย่าสิ้นผลเพราะการสมรสสิ้นสุดด้วยความตาย สิทธิเรียกค่าทดแทนจากสามีจึงสิ้นผลไปด้วย ประเด็นที่สาม สิทธิเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นตามมาตรา 1523 วรรคสอง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้การสมรสสิ้นสุดลงแล้ว แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่แสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยา และมีส่วนสำคัญทำให้โจทก์ต้องฟ้องหย่า ยังคงเป็นละเมิดต่อสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ การวิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ มาตรา 1501 มีเจตนารมณ์ให้การสมรสสิ้นสุดลงโดยอัตโนมัติเมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย เพื่อป้องกันความไม่แน่นอนทางสถานภาพบุคคล มาตรา 1516 (1) มุ่งคุ้มครองศักดิ์ศรีและความมั่นคงของครอบครัว เมื่อคู่สมรสมีชู้หรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยา มาตรา 1523 วรรคสอง มีลักษณะเป็นบทบัญญัติพิเศษคุ้มครองคู่สมรสผู้เสียหายจากการกระทำของบุคคลภายนอก แม้สถานภาพสมรสจะสิ้นสุดแล้ว หากความเสียหายเกิดขึ้นขณะยังเป็นสามีภริยากันโดยชอบ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาก่อนหน้านี้ยอมรับว่า การแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของชายที่มีคู่สมรสอยู่แล้ว เป็นเหตุให้ต้องรับผิดตามมาตรา 1523 วรรคสอง แม้ไม่ได้จดทะเบียนสมรสกัน คำพิพากษานี้จึงตอกย้ำหลักว่า ความรับผิดของบุคคลที่สามมิได้ขึ้นอยู่กับผลแห่งการหย่า แต่ขึ้นอยู่กับพฤติการณ์ละเมิดต่อสิทธิในครอบครัวขณะยังมีการสมรสอยู่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1 ผลของการเสียชีวิตระหว่างฎีกาต่อคดีหย่าและการแบ่งสินสมรส ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยยึดหลักกฎหมายสถานภาพบุคคลว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงด้วยความตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 ทันที ซึ่งเป็นการสิ้นสุดการสมรสคนละฐานะกับ “การหย่า” ที่เกิดจากคำพิพากษา การหย่าโดยคำพิพากษามีผล “ต่อเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด” ตามมาตรา 1531 วรรคสอง ดังนั้น เมื่อจำเลยที่ 1 เสียชีวิตก่อนที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษจะถึงที่สุด ผลคือคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้หย่า ย่อมสิ้นผลไป และการพิจารณาฎีกาเกี่ยวกับเหตุหย่าและการแบ่งสินสมรสเมื่อหย่า ไม่เป็นประโยชน์ ที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยต่อไป จึงให้ “จำหน่ายคดี” ในส่วนฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ ทั้งยังชี้ว่าประเด็นทรัพย์สิน/สถานะต่าง ๆ ที่โยงกับการสิ้นสุดชีวิตคู่ต้องไปว่ากล่าวกันตาม กฎหมายมรดก แทน 2 สิทธิเรียกค่าทดแทนจากสามีตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง สิ้นผลหรือไม่ เมื่อคำพิพากษาหย่าสิ้นผลไป สิทธิของโจทก์ที่จะเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 (สามี) ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ซึ่งผูกพันอยู่กับกรอบคดีหย่าและความสัมพันธ์คู่สมรสในมิติของ “ความรับผิดของคู่สมรสฝ่ายที่ผิด” ย่อม สิ้นผลไปด้วย เพราะผู้ถูกฟ้องถึงแก่ความตาย และฐานของการสิ้นสุดการสมรสเปลี่ยนจาก “หย่า” เป็น “ตาย” อันทำให้ศาลไม่จำเป็นต้องชี้ขาดความรับผิดของสามีตามแนวคดีหย่าอีกต่อไป 3 ศาลฎีกายังวินิจฉัยความรับผิดของหญิงอื่น (จำเลยที่ 2) ได้หรือไม่ แม้สามีตาย ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า แม้การสมรสจะสิ้นสุดลงด้วยความตาย แต่ยังคงมีอำนาจพิจารณาความรับผิดของจำเลยที่ 2 ในฐานะบุคคลภายนอกตามมาตรา 1523 วรรคสองได้ เพราะเป็นสิทธิเรียกร้องของคู่สมรสผู้เสียหายต่อบุคคลที่สามจากการกระทำละเมิดต่อความเป็นครอบครัวขณะยังมีการสมรสโดยชอบ กล่าวโดยสรุปคือ “คดีหย่า” อาจหมดประโยชน์เพราะตายก่อนถึงที่สุด แต่ “คดีค่าทดแทนจากบุคคลภายนอก” ยังเดินต่อได้ หากองค์ประกอบครบ 4 องค์ประกอบความรับผิดของจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 1523 วรรคสอง ศาลฎีกาพิเคราะห์ข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างรับฟังต้องกันว่า (1) จำเลยที่ 2 ทราบว่าโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยากันโดยชอบ (2) จำเลยที่ 1 ไปสู่ขอจำเลยที่ 2 (3) จำเลยที่ 1 อยู่กินหลับนอนฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 (4) จำเลยที่ 1 แสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยา (5) พฤติการณ์ดังกล่าวถือว่า “จำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผย” ว่ามีความสัมพันธ์ในทำนองชู้สาวกับบุคคลที่มีคู่สมรสอยู่แล้ว จึงเข้าองค์ประกอบการเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกได้ 5 หลักเรื่อง “แม้ไม่ได้อยู่ร่วมกัน” ก็ยังเรียกค่าทดแทนได้ หากความเสียหายสัมพันธ์กับการฟ้องหย่า ศาลฎีกาวางแนวสำคัญว่า แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะมิได้อาศัยอยู่ร่วมกันมานาน (ปรากฏข้อเท็จจริงว่าตั้งแต่ปี 2542) แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 แล้วเห็นว่า “มีส่วนถึงขนาดที่ทำให้โจทก์ฟ้องหย่า” จึงยังสมควรกำหนดค่าทดแทนได้ และกำหนดจำนวน 500,000 บาท ซึ่งสะท้อนว่าศาลใช้ดุลพินิจประเมิน “ระดับความรุนแรงของการแทรกแซงชีวิตสมรส” และ “ผลกระทบจริงต่อโจทก์” เป็นแกนในการกำหนดจำนวน 6 ประเด็นกระบวนพิจารณาเรื่องอุทธรณ์เกินกำหนดของจำเลยที่ 2 และผลถึงสิทธิฎีกา ศาลฎีกายังวินิจฉัยประเด็นกระบวนพิจารณาที่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยว่า การขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ที่ศาลชั้นต้นอนุญาตในบางครั้งเป็น “ประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น” ไม่ขยายผลให้จำเลยที่ 2 ซึ่งมิได้ขอขยายระยะเวลาด้วย ดังนั้น เมื่อพ้นกำหนดอุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 แล้ว การที่ภายหลังมีทนายใหม่มายื่นขอขยายเวลาและยื่นอุทธรณ์ ไม่ทำให้อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกา และในส่วนคดีของจำเลยที่ 2 จึง “ยุติ” ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้เป็นคนละชั้นกับการชี้ขาดสาระเรื่องค่าทดแทนตามมาตรา 1523 ที่ศาลฎีกายังหยิบขึ้นวินิจฉัยในภาพรวมของคดีตามอำนาจเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและการจัดรูปคดีให้ถูกต้อง 7 ดอกเบี้ยผิดนัด: ช่วง 7.5% และช่วง 5% หลังแก้ไขกฎหมายปี 2564 ศาลฎีกาวินิจฉัยให้ดอกเบี้ยแบ่งเป็น 2 ช่วงตามผลของพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ที่มีผลตั้งแต่ 11 เมษายน 2564 คือ (1) นับแต่วันฟ้อง 19 กันยายน 2557 ถึง 10 เมษายน 2564 ให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี (2) ตั้งแต่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ให้คิดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราใหม่ตามพระราชกฤษฎีกา (โดยมีเงื่อนไขไม่ให้เกิน 7.5% ตามที่โจทก์ขอ) การวางโครงเช่นนี้มีนัยว่า ศาลใช้ “กฎหมายใหม่” ในส่วนดอกเบี้ยที่เป็นผลต่อเนื่องในอนาคต แต่ไม่กระทบช่วงเวลาก่อนวันที่กฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับ อันเป็นหลักทั่วไปของการใช้กฎหมายตามกาลเวลาในเรื่องผลประโยชน์และภาระทางเงินที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้แบ่งสินสมรสจำนวนมากตามที่พิพากษาไว้ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 1,000,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้ไขรายละเอียดเรื่องการแบ่งทรัพย์บางส่วนและวิธีแบ่ง/ขายทอดตลาด แต่คงผลให้หย่าและให้รับผิดค่าทดแทนเป็นหลัก ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย การสมรสสิ้นสุดลงตามมาตรา 1501 ทำให้คำพิพากษาหย่าของศาลล่างสิ้นผล ให้จำหน่ายคดีส่วนเหตุหย่าและสินสมรสออกจากสารบบ แต่ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 500,000 บาทพร้อมดอกเบี้ยตามช่วงอัตรากฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1 แยกฐาน “สิ้นสุดการสมรส” ให้ชัด มิฉะนั้นจะประเมินสิทธิผิด คดีนี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การสมรสอาจสิ้นสุดได้หลายฐาน และแต่ละฐานมีผลทางสิทธิแตกต่างกันอย่างมีนัยยะ การสิ้นสุดด้วยความตายตามมาตรา 1501 เกิดผลทันทีโดยผลของกฎหมาย แตกต่างจากการหย่าโดยคำพิพากษาที่ต้องรอให้ถึงที่สุดตามมาตรา 1531 วรรคสอง เมื่อฐานเปลี่ยน ผลของคำพิพากษาศาลล่างในเรื่องหย่าและผลพวงจากการหย่าอาจสิ้นผลไปโดยปริยาย 2 สิทธิเรียกค่าทดแทนจากบุคคลภายนอกเป็นสิทธิที่ “ยืนได้ด้วยตัวเอง” แม้คดีหย่าจะหมดประโยชน์เพราะการสมรสสิ้นสุดด้วยความตาย ศาลยังคงพิจารณาความรับผิดของหญิงอื่นตามมาตรา 1523 วรรคสองได้ สะท้อนว่าบทบัญญัตินี้มุ่งคุ้มครองคู่สมรสผู้เสียหายจากการกระทำของบุคคลภายนอกที่ละเมิดต่อความเป็นครอบครัว มิได้ผูกติดอยู่กับผลสำเร็จของการหย่าโดยคำพิพากษาแต่เพียงอย่างเดียว 3 “การแสดงตนโดยเปิดเผย” เป็นแก่นพิสูจน์ความร้ายแรงของการแทรกแซง การไปสู่ขอ อยู่กินฉันสามีภริยา และแสดงต่อบุคคลทั่วไปว่าเป็นภริยา เป็นข้อเท็จจริงที่ยกระดับจากความสัมพันธ์ลับ ๆ ไปสู่การทำลายสถานะครอบครัวอย่างชัดแจ้ง ศาลจึงถือเป็นพฤติการณ์สำคัญในการรับผิดตามมาตรา 1523 วรรคสอง 4 ดุลพินิจค่าทดแทนไม่ได้ยึดเพียง “อยู่ร่วมกันหรือไม่” แต่ยึด “ผลกระทบและบทบาทของบุคคลที่สาม” แม้คู่สมรสไม่ได้อยู่ร่วมกันมานาน ศาลยังให้ค่าทดแทนได้ หากเห็นว่าบุคคลที่สามมีส่วนถึงขนาดทำให้ต้องฟ้องหย่า แสดงให้เห็นว่าแกนพิจารณาคือระดับการกระทำและผลกระทบต่อผู้เสียหาย ไม่ใช่เพียงสถานะการอยู่ร่วมบ้าน 5 คดีครอบครัวต้องเข้มงวดเรื่องกำหนดเวลาอุทธรณ์/ฎีกา และศาลยกขึ้นได้เองเมื่อเป็นความสงบเรียบร้อย แนววินิจฉัยเรื่องอุทธรณ์เกินกำหนดตอกย้ำว่าการขยายระยะเวลาต้องเป็นสิทธิเฉพาะผู้ขอ ไม่ขยายผลถึงคู่ความร่วมโดยอัตโนมัติ และเมื่อเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้ไม่มีคู่ความยกขึ้นอ้าง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. ถาม: หากสามีเสียชีวิตระหว่างฎีกาคดีหย่า คดีหย่ายังไปต่อได้หรือไม่ ตอบ: โดยหลัก เมื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งถึงแก่ความตาย การสมรสสิ้นสุดทันทีตามมาตรา 1501 และการหย่าโดยคำพิพากษาจะมีผลต่อเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดตามมาตรา 1531 วรรคสอง หากตายก่อนถึงที่สุด คำพิพากษาหย่าของศาลล่างย่อมสิ้นผล และศาลฎีกาอาจจำหน่ายคดีส่วนหย่าออกจากสารบบ 2. ถาม: เมื่อคดีหย่าสิ้นผลเพราะสามีตาย การแบ่งสินสมรสที่ศาลล่างพิพากษาไว้ยังมีผลหรือไม่ ตอบ: เมื่อฐานการสิ้นสุดการสมรสเปลี่ยนเป็นความตายก่อนคำพิพากษาถึงที่สุด ผลพวงจาก “การหย่า” โดยคำพิพากษาย่อมไม่ดำเนินต่อในชั้นฎีกา และประเด็นทรัพย์สินต้องไปว่ากล่าวกันตามกฎหมายว่าด้วยมรดกและการจัดการทรัพย์ของผู้ตายตามกรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 3. ถาม: ภริยายังเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้หรือไม่ แม้สามีเสียชีวิตแล้ว ตอบ: ได้ หากพิสูจน์ได้ว่าหญิงอื่นรู้ว่าชายมีคู่สมรสโดยชอบ และมีพฤติการณ์เป็นชู้หรือแสดงตนโดยเปิดเผยในทำนองชู้สาวจนก่อความเสียหาย ศาลอาจให้รับผิดตามมาตรา 1523 วรรคสองได้ แม้การสมรสจะสิ้นสุดลงด้วยความตายภายหลังก็ตาม 4. ถาม: ต้องพิสูจน์อะไรจึงจะเข้าหลัก “แสดงตนโดยเปิดเผย” ตอบ: พฤติการณ์ที่ทำให้บุคคลทั่วไปเข้าใจได้ว่าหญิงอื่นมีความสัมพันธ์ฉันคู่สมรสกับชาย เช่น อยู่กินฉันสามีภริยา ออกงานสังคมในฐานะภริยา ให้ผู้อื่นรับรู้โดยทั่วไป หรือมีการแสดงบทบาทต่อสาธารณะจนเป็นที่รับรู้ มิใช่เพียงความสัมพันธ์ลับเฉพาะกัน 5. ถาม: ถ้าคู่สมรสไม่ได้อยู่ร่วมกันมานาน ยังเรียกค่าทดแทนจากหญิงอื่นได้ไหม ตอบ: ยังเป็นไปได้ ศาลพิจารณาจากความร้ายแรงของการกระทำและผลกระทบจริงต่อผู้เสียหาย รวมถึงบทบาทของหญิงอื่นว่ามีส่วนถึงขนาดทำให้ต้องฟ้องหย่าหรือทำลายความเป็นครอบครัวเพียงใด ไม่ได้ยึดเพียงข้อเท็จจริงว่าอยู่ร่วมกันหรือไม่ 6. ถาม: ดอกเบี้ยผิดนัดในคดีค่าทดแทนคิดอย่างไรเมื่อกฎหมายเปลี่ยน ตอบ: ศาลอาจแยกช่วงเวลา โดยช่วงก่อนวันที่กฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับให้ใช้อัตราเดิม และตั้งแต่วันที่กฎหมายใหม่มีผลให้ใช้อัตราใหม่ในอนาคต เช่น คดีนี้ให้ 7.5% ต่อปีถึงวันก่อนกฎหมายใหม่มีผล และหลังจากนั้นใช้อัตรา 5% ต่อปีหรืออัตราใหม่ตามที่กำหนด แต่ต้องไม่เกินที่โจทก์ขอ 7. ถาม: หากจำเลยยื่นอุทธรณ์เกินกำหนดแล้วศาลรับไว้ จะมีผลอย่างไร ตอบ: หากอุทธรณ์เกินกำหนดโดยไม่ชอบ ย่อมกระทบสิทธิในชั้นอุทธรณ์และต่อเนื่องถึงสิทธิฎีกาได้ และเมื่อเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความไม่ได้ยกขึ้นอ้าง วิเคราะห์เชิงลึกเพิ่มเติม: ผลทางมรดกเมื่อคดีหย่าสิ้นผล และแนวทางเชิงยุทธศาสตร์คดี เมื่อการสมรสสิ้นสุดด้วยความตาย สิทธิในฐานะ “คู่สมรส” เปลี่ยนเป็นสิทธิ “ทายาทโดยธรรม” คำพิพากษานี้สะท้อนหลักสำคัญว่า เมื่อการสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตายตามมาตรา 1501 ก่อนคำพิพากษาหย่าถึงที่สุด สถานะของโจทก์มิใช่ “คู่สมรสที่หย่าแล้ว” แต่เป็น “คู่สมรสผู้ยังคงสถานะโดยชอบด้วยกฎหมายจนถึงวันตาย” ผลทางกฎหมายคือ 1. โจทก์ย่อมมีสถานะเป็นทายาทโดยธรรมตามกฎหมายมรดก 2. การจัดการทรัพย์สินต้องพิจารณาในกรอบทรัพย์มรดก มิใช่ในกรอบ “แบ่งสินสมรสเมื่อหย่า” 3. สิทธิเรียกร้องใดที่มีฐานเป็นสิทธิส่วนตัวของผู้ตาย ต้องพิจารณาว่าโอนสภาพไปยังทายาทได้หรือไม่ ดังนั้น คดีประเภทนี้มี “จุดเปลี่ยนทางกฎหมาย” อย่างชัดเจนเมื่อเกิดการตายระหว่างฎีกา ทนายความต้องประเมินผลกระทบเชิงสถานะบุคคลและเชิงทรัพย์สินอย่างรอบคอบ ความแตกต่างระหว่าง “การแบ่งสินสมรสเมื่อหย่า” กับ “การจัดการทรัพย์มรดก” การแบ่งสินสมรสเมื่อหย่าเป็นผลเฉพาะของการเลิกสมรสโดยคำพิพากษา ซึ่งต้องรอให้ถึงที่สุด แต่เมื่อการสมรสสิ้นสุดด้วยความตายก่อน คำพิพากษาหย่าย่อมสิ้นผล การจัดการทรัพย์สินต้องหันไปใช้หลัก – การแยกสินสมรสออกจากทรัพย์มรดก – การจัดสรรทรัพย์มรดกระหว่างทายาท – สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้มรดก จุดนี้สะท้อนความสำคัญของการเข้าใจ “ฐานทางกฎหมาย” ให้ถูกต้อง มิฉะนั้นอาจวางคำขอหรือดำเนินคดีผิดทิศทาง ยุทธศาสตร์การวางคำขอในคดีครอบครัวที่มีความเสี่ยงเรื่องการเสียชีวิต คดีลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่า หากมีความเสี่ยงว่าคู่สมรสอาจถึงแก่ความตายระหว่างพิจารณา – ควรแยกคำขอที่มีฐานละเมิดของบุคคลภายนอกให้ชัด – พิจารณายื่นคำขอในลักษณะทางเลือก – เตรียมแนวทางดำเนินการต่อในกรอบมรดก การวิเคราะห์ล่วงหน้าเช่นนี้จะช่วยลดความเสียหายจากการเปลี่ยนฐานทางกฎหมายโดยฉับพลัน ข้อคิดทางกฎหมายเพิ่มเติม 1 หลัก “สถานภาพบุคคลมีผลโดยตรงต่อโครงสร้างสิทธิ” คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่ากฎหมายครอบครัวมิใช่เพียงเรื่องความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่เป็นโครงสร้างสิทธิทางทรัพย์และสิทธิเรียกร้องจำนวนมหาศาล เมื่อสถานภาพเปลี่ยน สิทธิทั้งหมดอาจเปลี่ยนฐานทันที 2 มาตรา 1523 วรรคสอง เป็นกลไกคุ้มครองเชิงศีลธรรมสาธารณะ บทบัญญัตินี้มิใช่เพียงสิทธิส่วนตัว แต่สะท้อนนโยบายกฎหมายในการคุ้มครองความมั่นคงของครอบครัว การแสดงตนโดยเปิดเผยว่าเป็นภริยาของชายที่มีคู่สมรสอยู่แล้ว จึงถูกมองว่าเป็นการกระทำกระทบต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน 3 ดุลพินิจศาลในการกำหนดค่าทดแทนเป็นการประเมินเชิงคุณค่า จำนวน 500,000 บาท มิได้คำนวณจากสูตรคณิตศาสตร์ หากแต่สะท้อนการประเมินระดับความร้ายแรงของการกระทำ ผลกระทบต่อชื่อเสียง ศักดิ์ศรี และความเสียหายทางจิตใจ 4 หลักความสงบเรียบร้อยทำให้ศาลมีอำนาจกว้าง ประเด็นอุทธรณ์เกินกำหนดเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความมิได้อ้าง แสดงถึงบทบาทศาลในการพิทักษ์โครงสร้างกระบวนพิจารณา บทสรุป คำพิพากษานี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญในกฎหมายครอบครัวเพราะ 1. ยืนยันความแตกต่างอย่างเด็ดขาดระหว่างการสิ้นสุดการสมรสด้วยความตายกับการหย่าโดยคำพิพากษา 2. วางหลักว่าความรับผิดของบุคคลภายนอกตามมาตรา 1523 วรรคสองสามารถดำรงอยู่ได้ แม้การสมรสจะสิ้นสุดลงในภายหลัง 3. ตอกย้ำบทบาทศาลในการยกปัญหาความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง 4. สะท้อนการใช้กฎหมายตามกาลเวลาในเรื่องดอกเบี้ยผิดนัด ในมุมวิชาการ คดีนี้เชื่อมโยงกฎหมายครอบครัว กฎหมายมรดก กฎหมายละเมิด และกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งเข้าด้วยกันอย่างซับซ้อน ในมุมปฏิบัติ คดีนี้เตือนผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมายให้ตระหนักว่า “สถานภาพบุคคล” เป็นจุดศูนย์กลางของโครงสร้างสิทธิทั้งระบบ และการเปลี่ยนแปลงเพียงเหตุเดียว เช่น การถึงแก่ความตาย อาจเปลี่ยนเส้นทางคดีทั้งคดีได้โดยสิ้นเชิง บทความฉบับเต็มนี้จึงครอบคลุมทั้งข้อเท็จจริง ข้อกฎหมาย การวิเคราะห์เชิงลึก และแนวปฏิบัติสำหรับคดีลักษณะเดียวกันอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมใช้เผยแพร่บนเว็บไซต์เชิงวิชาการหรือสำนักงานกฎหมายได้ทันที ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4977/2565 จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญการพิเศษโดยยกฟ้องโจทก์ คดีมีประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่าจำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตาม ป.พ.พ. มาตรา 1516 (1) หรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) จึงยังไม่ถึงที่สุด เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้สิ้นสุดลงด้วยความตาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 แล้วก่อนการหย่าโดยคำพิพากษาคดีนี้จะมีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตาม ป.พ.พ. มาตรา 1531 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันย่อมเป็นอันสิ้นผลไป การพิจารณาฎีกาของจำเลยที่ 1 และฎีกาของโจทก์ในเหตุหย่าและการแบ่งสินสมรสเมื่อหย่าจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป ให้จำหน่ายคดีตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ออกจากสารระบบความของศาลฎีกา ทั้งเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันตามกฎหมายว่าด้วยมรดก ส่วนความรับผิดของจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่จะต้องร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์นั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) สิ้นผลไปแล้วเช่นนี้ สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นอันสิ้นผลไปด้วย สำหรับความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 นั้น ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยจำเลยที่ 1 เป็นชู้ และมีชู้ และร่วมประเวณี กับอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกน้องที่ทำงานที่โรงพยาบาลในฐานะภริยา และให้เป็นกรรมการในบริษัทที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้น รวมทั้งยกย่องจำเลยที่ 2 ออกสังคมอย่างเปิดเผย โดยจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังเป็นชู้มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 โดยตั้งใจทำผิดต่อกฎหมายและศีลธรรมกับโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 นำจำเลยที่ 2 เข้ามาพักอาศัยหลับนอนกันที่อาคารโรงพยาบาล เมื่อศาลฟังว่าจำเลยที่ 1 ไปสู่ขอจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 1 อยู่กินหลับนอนฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 แสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 เท่ากับจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวแล้วด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคสอง แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะสิ้นสุดลงด้วยความตายของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาถึงความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 ได้ และแม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะมิได้อาศัยอยู่ร่วมกัน แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 มีส่วนถึงขนาดที่ทำให้โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 จึงสมควรกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท ฎีกาย่อสั้น โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่า หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ขอให้บังคับจำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสแก่โจทก์จำนวน 3,000,000,000 บาท หากตกลงหรือแบ่งกันไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงิน และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน ให้ไปจดทะเบียนหย่า หากไม่ไปให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทน 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กันยายน 2557) จนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 1 แบ่งทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ทั้งส่วนทรัพย์ที่ยังมีอยู่และเงินที่ได้จากการขายสินสมรสเดิม รวมทั้งแบ่งเงินฝากธนาคารกึ่งหนึ่ง พร้อมกำหนดค่าทนายความ และยกคำขออื่นนอกจากนี้ โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในการจดทะเบียนหย่า และปรับแก้รายละเอียดการแบ่งสินสมรส โดยให้แบ่งเฉพาะทรัพย์ที่จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ในส่วนของตนกึ่งหนึ่ง กำหนดวิธีให้คู่ความตกลงแบ่งกันเองก่อน หากตกลงไม่ได้ให้ประมูลขายระหว่างกัน หากยังไม่ได้ให้ขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงิน พร้อมให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินบางส่วนจากบัญชีเงินฝากและเงินที่ได้จากการขายสินสมรสตามที่ศาลกำหนด และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมตามส่วนที่โจทก์ชนะคดี โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา ระหว่างพิจารณาศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ทำให้การสมรสสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 1501 ขอให้จำหน่ายคดี ศาลฎีกามีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นไต่สวนและให้ส่งมรณบัตรประกอบ ต่อมาศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นกระบวนพิจารณาว่า อุทธรณ์ของจำเลยที่ 2 ยื่นไม่ชอบเพราะเกินกำหนดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 229 และเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยได้ ทำให้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกา และคดีของจำเลยที่ 2 ยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายก่อนคำพิพากษาหย่าจะถึงที่สุด การสมรสสิ้นสุดลงด้วยความตาย และคำพิพากษาศาลล่างที่ให้หย่าย่อมสิ้นผล จึงให้จำหน่ายคดีตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ในส่วนเหตุหย่าและการแบ่งสินสมรสออกจากสารบบ ส่วนค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่งย่อมสิ้นผลไปด้วย แต่โจทก์ยังมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ตามมาตรา 1523 วรรคสองได้ จึงพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้องถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และร้อยละ 5 ต่อปีตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ (แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ตามที่โจทก์ขอ) ให้ยกคำขออื่นและคำร้องบางฉบับของโจทก์ และสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามที่เห็นสมควร
ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน โดยให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนหย่ากับโจทก์ หากจำเลยที่ 1 ไม่ปฏิบัติขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้บังคับจำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสแก่โจทก์ 3,000,000,000 บาท หากไม่สามารถตกลงกันได้หรือแบ่งกันไม่ได้ให้นำสินสมรสดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อนำเงินมาแบ่งให้แก่โจทก์ และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนให้แก่โจทก์ 100,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น จำเลยที่ 1 ให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกัน โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนหย่า หากจำเลยที่ 1 ไม่ไปให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์ 1,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กันยายน 2557) จนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยที่ 1 แบ่งทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ได้แก่ ตามคำฟ้องข้อ 3.1 ห้องชุดเลขที่ 77/19 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 41.70 ตารางเมตร ตามคำฟ้องข้อ 3.4 ห้องชุดเลขที่ 63/14 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 25 ตารางเมตร ตามคำฟ้องข้อ 3.14 ที่ดินโฉนดเลขที่ 18952 จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 3 งาน 18 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.16 ที่ดินโฉนดเลขที่ 4042 จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 24 ไร่ 39 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.18 ที่ดินโฉนดเลขที่ 8472 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 20 ไร่ 26 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.19 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42829 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 28 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.22 ที่ดินโฉนดเลขที่ 5539 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 5 ไร่ 1 งาน 28 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.23 ที่ดินโฉนดเลขที่ 43 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 9 ไร่ 86 ตารางวา (ที่ถูก 8 ไร่ 3 งาน 68.7 ตารางวา) ตามคำฟ้องข้อ 3.24 ที่ดินโฉนดเลขที่ 6314 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 13 ไร่ 1 งาน 14 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.53 ที่ดินโฉนดเลขที่ 37143 จังหวัดเชียงใหม่ เนื้อที่ 35 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.86 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26169 จังหวัดเพชรบุรี ตามคำฟ้องข้อ 3.130 ที่ดินโฉนดเลขที่ 15415 จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 2 งาน 4 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.131 ที่ดินโฉนดเลขที่ 15412 จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 1 งาน 4 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.133 ที่ดินโฉนดเลขที่ 5187 กรุงเทพมหานคร เนื้อที่ 4 ไร่ 1 งาน 4 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.136 ที่ดินโฉนดเลขที่ 3896 จังหวัดสมุทรปราการ เนื้อที่ 60 ไร่ ตามคำฟ้องข้อ 3.138 ที่ดินโฉนดเลขที่ 16551 จังหวัดเพชรบุรี เนื้อที่ 1 ไร่ 79 ตารางวา ตามคำฟ้องข้อ 3.141 ที่ดินโฉนดเลขที่ 71480 จังหวัดนนทบุรี เนื้อที่ 8 ไร่ 2 งาน 42.5/7 ตารางวา และตามคำฟ้องข้อ 3.143 ห้องชุดเลขที่ 441/15 จังหวัดชลบุรี หากไม่สามารถแบ่งกันได้ ให้นำทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสออกขายทอดตลาด เพื่อนำเงินแบ่งให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินในส่วนของห้องชุดและที่ดินอันเป็นสินสมรสที่จำเลยที่ 1 ได้ขายไปแล้วแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ตามคำฟ้องข้อ 3.5 ห้องชุดเลขที่ 301 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 1,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.6 ห้องชุดเลขที่ 302 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 1,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.17 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42828 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 3,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.18 ที่ดินโฉนดเลขที่ 8472 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 80,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.19 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42829 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 6,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.20 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42830 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 18,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.21 ที่ดินโฉนดเลขที่ 42831 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 18,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.25 ที่ดินโฉนดเลขที่ 33654 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 1,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.26 ที่ดินโฉนดเลขที่ 7136 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 100,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.27 ที่ดินโฉนดเลขที่ 7135 กรุงเทพมหานคร เป็นเงิน 100,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.54 ที่ดินโฉนดเลขที่ 48923 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 4,500,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.55 ที่ดินโฉนดเลขที่ 9443 จังหวัดเชียงใหม่ เป็นเงิน 25,000,000 บาท ตามคำฟ้องข้อ 3.129 ที่ดินโฉนดเลขที่ 8855 จังหวัดเพชรบุรี เป็นเงิน 250,000 บาท รวมเป็นเงิน 359,250,000 บาท ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารแก่โจทก์กึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 64,870,208.83 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 424,120,208.83 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 100,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 ในการจดทะเบียนหย่า ให้จำเลยที่ 1 แบ่งสินสมรสตามส่วนที่จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง คือ ตามคำฟ้องข้อ 3.8 และข้อ 3.9 ห้องชุดเลขที่ 160/854 และ 160/855 กรุงเทพมหานคร ข้อ 3.10 ห้องชุดเลขที่ 120/43 และ 120/42 กรุงเทพมหานคร ข้อ 3.12 ที่ดินโฉนดเลขที่ 7053 กรุงเทพมหานคร ในส่วนที่จำเลยที่ 1 ถือกรรมสิทธิ์ 2,000 ส่วน ใน 4,154 ส่วน ข้อ 3.56 ถึง 3.63 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 366 ถึง 368, 375 ถึง 377, 396 และ 397 (โฉนดที่ดินเลขที่ 55668, 55667, 56465, 64403, 56511, 64402, 64401 และ 62171) จังหวัดเชียงใหม่ ข้อ 3.64 ถึง 3.69 และ 3.76 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 398 ถึง 403 และ 439 จังหวัดเชียงใหม่ ข้อ 3.70 ถึง 3.75, 3.77 ถึง 3.80, 3.81, 3.82, 3.84 และ 3.85 ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 433 ถึง 438, 441 ถึง 444, 496, 755, 734 และ 334 (โฉนดที่ดินเลขที่ 55675, 55674, 5569, 56512, 62173, 62172, 64404, 64405, 62714, 64406, 55677, 56491, 56510 และ 55691) จังหวัดเชียงใหม่ ข้อ 3.137 และ 3.139 ที่ดินโฉนดเลขที่ 1392 และ 16235 จังหวัดเพชรบุรี ข้อ 3.142 ห้องชุดเลขที่ 63/399 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ข้อ 3.144 และ 3.145 ห้องชุดเลขที่ 270/102 และ 272/84 กรุงเทพมหานคร ข้อ 3.164 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26170 จังหวัดเพชรบุรี ข้อ 3.165 ถึง 3.170 ที่ดินโฉนดเลขที่ 26585, 26584, 22962, 29098, 29321 และ 21891 จังหวัดเพชรบุรี โดยให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกันเองก่อน หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลขายระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถประมูลขายระหว่างกันเองได้ ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินที่ได้จากการขายทอดตลาดให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง ให้จำเลยที่ 1 แบ่งเงินในบัญชีเงินฝากตามคำฟ้องข้อ 3.175 แก่โจทก์ 46,418,524.94 บาท กับให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่ได้จากการขายสินสมรสให้แก่โจทก์ 177,019,000 บาท ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยค่าขึ้นศาลให้จำเลยที่ 1 กับจำเลยที่ 2 ใช้แทนเฉพาะส่วนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีจำเลยที่ 1 และชนะคดีจำเลยที่ 2 โดยกำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 50,000 บาท จำเลยที่ 2 เป็นเงิน 20,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่ 25 ธันวาคม 2562 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตาย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 ทำให้การสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 กรณีไม่มีเหตุจะวินิจฉัยปัญหาตามฟ้องของโจทก์กับจำเลยทั้งสองต่อไป ขอให้จำหน่ายคดีโจทก์ออกจากสารบบความ ศาลฎีกามีคำสั่งตามรายงานกระบวนพิจารณาของศาลฎีกา ลงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563 และวันที่ 2 ตุลาคม 2563 ให้ศาลชั้นต้นทำการไต่สวนว่า จำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายจริงหรือไม่ และให้ดำเนินการให้โจทก์ส่งมรณบัตรจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารราชการเพื่อประกอบการพิจารณา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงปรากฏตามท้องสำนวนว่า ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2560 ทนายจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2560 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาไปจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 หลังจากนั้นไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์อีก จนกระทั่งเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2560 จำเลยที่ 2 ขอถอนทนายความคนเดิมและตั้งแต่งนายชัยยันต์ เป็นทนายความคนใหม่ให้มีอำนาจใช้สิทธิในการอุทธรณ์หรือฎีกา แม้นายชัยยันต์ซึ่งเป็นทนายความจำเลยทั้งสองได้ยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 27 เมษายน 2560 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายระยะเวลาไปจนถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2560 และทนายจำเลยทั้งสองยื่นอุทธรณ์ในวันสุดท้ายที่ครบกำหนดระยะเวลาตามที่ได้รับอนุญาตให้ขยายระยะเวลาก็ตาม ก็ไม่ทำให้อุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ขยายจนถึงวันที่ 31 มีนาคม 2560 ดังกล่าวเป็นอุทธรณ์ที่ได้ยื่นภายในกำหนดระยะเวลาตามกฎหมาย ทั้งกระบวนพิจารณาที่จำเลยที่ 1 ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ครั้งที่ 2 และศาลชั้นต้นอนุญาตให้ขยายนั้นเป็นประโยชน์แก่จำเลยที่ 1 เท่านั้น ไม่มีผลถึงจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นคู่ความร่วมที่มิได้ขอขยายระยะเวลายื่นอุทธรณ์ด้วย อุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 จึงไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 229 ประกอบด้วยพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 คำสั่งศาลชั้นต้นที่รับอุทธรณ์ในส่วนของจำเลยที่ 2 และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยมานั้นเป็นการไม่ชอบ และมีผลให้จำเลยที่ 2 ไม่มีสิทธิฎีกา ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นอ้าง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 และมาตรา 246, 247 (เดิม) ประกอบพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 มาตรา 6 คดีสำหรับจำเลยที่ 2 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น พิเคราะห์แล้ว คดีนี้จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้ศาลฎีกาพิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษโดยยกฟ้องโจทก์ ส่วนโจทก์ฎีกาเห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษในเหตุหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) และขอให้ศาลฎีกาพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษให้แบ่งทรัพย์สินอันเป็นสินสมรสแก่โจทก์เพิ่มเติม คดีมีประเด็นตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ที่คัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษว่า จำเลยที่ 1 อุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยา อันเป็นเหตุฟ้องหย่าตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) หรือไม่ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) จึงยังไม่ถึงที่สุด และตามทางไต่สวนการตายของจำเลยที่ 1 ได้ความตามคำเบิกความของโจทก์และพันตำรวจตรีณัฐพงศ์ สถาบันนิติเวชโรงพยาบาล ต. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการผ่าศพจำเลยที่ 1 ประกอบกับแบบรับรองรายการคนตาย (มรณบัตร) จำเลยที่ 1 โดยจำเลยทั้งสองไม่ติดใจสืบพยาน น่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2562 แล้วจริง และมีผลให้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้สิ้นสุดลงด้วยความตาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1501 แล้วก่อนการหย่าโดยคำพิพากษาคดีนี้จะมีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง คำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากกันย่อมเป็นอันสิ้นผลไป การพิจารณาฎีกาของจำเลยที่ 1 และฎีกาของโจทก์ในเหตุหย่าและการแบ่งสินสมรสเมื่อหย่าจึงไม่เป็นประโยชน์แก่คดีที่ศาลฎีกาจะพิจารณาต่อไป ให้จำหน่ายคดีตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความของศาลฎีกา ทั้งเป็นเรื่องที่จะต้องว่ากล่าวกันตามกฎหมายว่าด้วยมรดก ส่วนความรับผิดของจำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาศาลล่างทั้งสองที่จะต้องร่วมกันชำระค่าทดแทนแก่โจทก์นั้น เมื่อคำพิพากษาของศาลล่างทั้งสองที่ให้โจทก์และจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) สิ้นผลไปแล้วเช่นนี้ สิทธิของโจทก์ที่จะได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสามี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ย่อมเป็นอันสิ้นผลไปด้วย ส่วนความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 นั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า ตามคำฟ้องของโจทก์บรรยายว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง โดยจำเลยที่ 1 เป็นชู้ และมีชู้ และร่วมประเวณี กับอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นลูกน้องที่ทำงานที่โรงพยาบาลในฐานะภริยา และให้เป็นกรรมการในบริษัทที่โจทก์และจำเลยที่ 1 จัดตั้งขึ้น รวมทั้งยกย่องจำเลยที่ 2 ออกสังคมอย่างเปิดเผย โดยจำเลยที่ 2 ทราบว่าจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นสามีภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ยังเป็นชู้มีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 โดยตั้งใจทำผิดต่อกฎหมายและศีลธรรมกับโจทก์ด้วย จำเลยที่ 1 นำจำเลยที่ 2 เข้ามาพักอาศัยหลับนอนกันที่อาคารโรงพยาบาล เมื่อศาลล่างทั้งสองฟังข้อเท็จจริงต้องกันว่า จำเลยที่ 1 ไปสู่ขอจำเลยที่ 2 ที่จังหวัดเชียงราย และจำเลยที่ 1 อยู่กินหลับนอนฉันสามีภริยากับจำเลยที่ 2 ที่โรงพยาบาล แสดงออกต่อบุคคลทั่วไปว่าจำเลยที่ 2 เป็นภริยาจำเลยที่ 1 เท่ากับจำเลยที่ 2 แสดงตนโดยเปิดเผยเพื่อแสดงว่าตนมีความสัมพันธ์กับจำเลยที่ 1 ในทำนองชู้สาวแล้วด้วย โจทก์จึงมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 2 ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคสอง แม้การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 จะสิ้นสุดลงด้วยความตายของจำเลยที่ 1 ก็ตาม ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจพิจารณาถึงความรับผิดในค่าทดแทนของจำเลยที่ 2 ได้ ส่วนปัญหาว่า ค่าทดแทนสมควรกำหนดเพียงใด ข้อนี้ แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะมิได้อาศัยอยู่ร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2542 ก็ตาม แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 มีส่วนถึงขนาดที่ทำให้โจทก์ฟ้องหย่าขาดจากจำเลยที่ 1 เช่นนี้ จึงสมควรกำหนดค่าทดแทนให้โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 500,000 บาท เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้ว คำร้องของโจทก์ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน 2564 ที่ขอถอนคำร้องลงวันที่ 25 ธันวาคม 2562 ที่ขอให้ศาลฎีกาจำหน่ายคดีนี้ และคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 24 มีนาคม 2565 และวันที่ 25 มีนาคม 2565 ที่ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและขอเข้าเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 ผู้มรณะอีกต่อไป จึงไม่จำต้องวินิจฉัย อนึ่ง ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ได้มีพระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ. 2564 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้ยกเลิกความในมาตรา 7 และมาตรา 224 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และให้ใช้ความใหม่แทน เป็นผลให้ดอกเบี้ยผิดนัดปรับเปลี่ยนจากอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี เป็นร้อยละ 5 ต่อปี หรือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่มีการปรับเปลี่ยนโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา แต่ไม่กระทบกระเทือนถึงการคิดดอกเบี้ยในระหว่างช่วงเวลาก่อนที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ กรณีจึงต้องบังคับใช้ตามบทบัญญัติที่แก้ไขใหม่ดังกล่าว และเมื่อคดีไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 ในเรื่องเหตุฟ้องหย่าและการแบ่งสินสมรส ศาลฎีกาเห็นสมควรคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนนี้ที่แต่ละฝ่ายเสียเกินมาด้วย
พิพากษาแก้เป็นว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 สิ้นสุดลงด้วยความตาย ให้จำหน่ายคดีตามฎีกาของโจทก์และจำเลยที่ 1 จากสารบบความของศาลฎีกา ให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าทดแทนจำนวน 500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 19 กันยายน 2557) จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี หรืออัตราดอกเบี้ยใหม่ที่มีการปรับเปลี่ยนตามพระราชกฤษฎีกานับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก และให้ยกคำร้องของโจทก์ลงวันที่ 25 ธันวาคม 2562, วันที่ 23 พฤศจิกายน 2564, วันที่ 24 และ 25 มีนาคม 2565 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาทั้งหมดแก่โจทก์ และคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาในส่วนที่เกินทุนทรัพย์ 1,000,000 บาท แก่จำเลยทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมอื่นนอกจากที่สั่งคืนในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|





