
| สัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าในทรัพย์สินสมรสมีผลผูกพันหรือไม่ เมื่อคู่สมรสไม่ยินยอม วิเคราะห์หลักกฎหมายการจัดการสินสมรสและสิทธิเรียกร้องค่าเช่า
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญทางกฎหมายครอบครัวและทรัพย์สิน กล่าวคือ การโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าจากทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสโดยคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง จะมีผลผูกพันหรือไม่ รวมถึงสิทธิในการเรียกร้องเงินค่าเช่าคืนในกรณีที่มีการจัดการทรัพย์สินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการตีความขอบเขตอำนาจในการจัดการทรัพย์สินร่วมกันของคู่สมรสภายหลังการหย่า ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิในทรัพย์สินเดิมกับสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากการใช้ทรัพย์สินนั้น ข้อเท็จจริงของคดี เดิมโจทก์ที่ 1 กับผู้ตายเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีทรัพย์สินเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้เช่าจำนวนมากซึ่งถือเป็นสินสมรส ต่อมาทั้งสองได้หย่ากันและทำบันทึกแบ่งสินสมรส โดยตกลงให้ทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของฝ่ายชายเพื่อไปจัดการชำระหนี้ และหากมีทรัพย์สินเหลือจะยกให้บุตรทั้งสอง ภายหลังฝ่ายชายได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าให้แก่บุคคลภายนอก โดยคู่สมรสฝ่ายหญิงไม่ทราบและไม่ได้ให้ความยินยอม ต่อมาเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในค่าเช่าและการเรียกคืนทรัพย์สิน ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัย ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าที่ทำขึ้นโดยฝ่ายชายเพียงฝ่ายเดียวมีผลผูกพันต่อโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะมีการแบ่งสินสมรสแล้ว แต่การจัดการทรัพย์สินดังกล่าวต้องเป็นไปตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในบันทึกแบ่งสินสมรส การกระทำที่เกินขอบเขตหรือขัดต่อเจตนารมณ์ของข้อตกลงย่อมไม่ผูกพันอีกฝ่ายหนึ่ง เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าทำขึ้นโดยโจทก์ไม่ทราบและไม่ให้ความยินยอม สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง และผู้รับโอนสิทธิต้องคืนเงินค่าเช่าที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักกฎหมายสำคัญในคดีนี้คือการจัดการสินสมรสและผลของการแบ่งทรัพย์สินภายหลังการหย่า แม้จะมีการโอนกรรมสิทธิ์หรือมอบอำนาจ แต่การดำเนินการต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงที่กำหนดไว้ หากฝ่ายใดกระทำเกินขอบเขตหรือขัดต่อเจตนารมณ์ของการแบ่งทรัพย์ ย่อมถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับหลักเรื่องสัญญาที่ไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอกที่มิได้ให้ความยินยอม และหลักการคืนลาภมิควรได้ เมื่อผู้รับโอนสิทธิได้รับค่าเช่าโดยไม่มีสิทธิย่อมต้องคืนให้แก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริง เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง เจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวมุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสในทรัพย์สินร่วมกัน และป้องกันมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจโดยพลการจนเกิดความเสียหายแก่สิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องมักวินิจฉัยไปในทำนองเดียวกันว่า การจัดการทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสหรือทรัพย์ที่ยังมีข้อผูกพัน ต้องได้รับความยินยอมจากผู้มีสิทธิ มิฉะนั้นย่อมไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยบางส่วนคืนทรัพย์สินและเงินค่าเช่าที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง 2 ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องในบางส่วน โดยเห็นว่าการกระทำของผู้ตายเป็นการบริหารจัดการทรัพย์สิน จึงไม่ต้องคืนค่าเช่าและทรัพย์สินบางรายการ 3 ศาลฎีกา พิพากษากลับ เห็นว่าสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าไม่มีผลผูกพันโจทก์ เนื่องจากไม่ได้ให้ความยินยอม และเป็นการกระทำที่ขัดต่อบันทึกแบ่งสินสมรส จึงให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่าการจัดการทรัพย์สินที่มีลักษณะเป็นสินสมรสหรืออยู่ภายใต้ข้อตกลงแบ่งทรัพย์ ต้องกระทำภายในขอบเขตที่กฎหมายและข้อตกลงกำหนด การกระทำโดยฝ่ายเดียวที่กระทบสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่งโดยปราศจากความยินยอม ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมาย และผู้ได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้นโดยไม่มีสิทธิ ต้องคืนประโยชน์ดังกล่าวตามหลักลาภมิควรได้ อันเป็นหลักพื้นฐานที่มุ่งรักษาความเป็นธรรมในระบบกฎหมายแพ่ง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าจากทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง จะมีผลผูกพันหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ไม่ผูกพันคู่สมรสอีกฝ่าย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1 อำนาจจัดการสินสมรส หมายถึง สิทธิของคู่สมรสในการจัดการทรัพย์สินร่วมกันต้องอยู่ภายใต้ความยินยอมร่วม หากกระทำโดยฝ่ายเดียวในเรื่องสำคัญ ย่อมไม่มีผลผูกพัน 2 สัญญาไม่ผูกพันบุคคลภายนอก หมายถึง สัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีอำนาจหรือขัดต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่แก่บุคคลนั้น คำถามที่พบบ่อย FAQ 1 คำถาม การโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าในทรัพย์สินสมรสโดยคู่สมรสฝ่ายเดียวมีผลผูกพันหรือไม่ คำตอบ การโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าในทรัพย์สินสมรสโดยคู่สมรสฝ่ายเดียวโดยปราศจากความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยหลักแล้วย่อมไม่มีผลผูกพัน เนื่องจากทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินร่วมที่อยู่ภายใต้การจัดการร่วมกันของคู่สมรส การกระทำใดที่มีลักษณะเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนหรือก่อให้เกิดภาระผูกพันในทรัพย์สินนั้น จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งด้วย หากไม่มีความยินยอมดังกล่าว สัญญาที่ทำขึ้นย่อมไม่สมบูรณ์และไม่สามารถบังคับใช้กับผู้ที่มิได้ให้ความยินยอมได้ ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของคู่สมรสและหลักความสุจริตในการทำนิติกรรม 2 คำถาม หลังการหย่า การจัดการทรัพย์สินตามบันทึกแบ่งสินสมรสมีผลอย่างไร คำตอบ เมื่อคู่สมรสหย่ากันและมีการทำบันทึกแบ่งสินสมรสแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันคู่กรณีตามกฎหมาย และต้องตีความตามเจตนารมณ์ของคู่สัญญา หากมีการกำหนดเงื่อนไขให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้จัดการทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้หรือดำเนินการบางประการ การดำเนินการดังกล่าวต้องเป็นไปตามขอบเขตที่กำหนดไว้ในบันทึกนั้น หากมีการกระทำเกินขอบเขตหรือขัดต่อวัตถุประสงค์ของข้อตกลง เช่น การโอนสิทธิให้บุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับความยินยอม ย่อมถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ผูกพันอีกฝ่ายหนึ่ง 3 คำถาม ผู้รับโอนสิทธิที่ได้รับค่าเช่าโดยไม่มีสิทธิต้องรับผิดอย่างไร คำตอบ ผู้รับโอนสิทธิที่ได้รับค่าเช่าโดยไม่มีสิทธิ ย่อมมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าเช่าที่ได้รับไปตามหลักลาภมิควรได้ เนื่องจากการได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวไม่มีมูลทางกฎหมายรองรับ การคืนทรัพย์สินหรือเงินดังกล่าวต้องกระทำแก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริง พร้อมทั้งอาจต้องชำระดอกเบี้ยตามกฎหมายในกรณีที่มีการเรียกร้อง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและป้องกันมิให้บุคคลใดได้ประโยชน์โดยไม่ชอบจากการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือสิทธิของผู้อื่น 4 คำถาม การมอบอำนาจให้บุคคลอื่นทำสัญญาแทนมีผลเพียงใด คำตอบ การมอบอำนาจให้บุคคลอื่นทำสัญญาแทนย่อมมีผลผูกพันตามขอบเขตของอำนาจที่ได้รับ หากผู้มอบอำนาจมีอำนาจโดยชอบในการกระทำดังกล่าว แต่หากผู้มอบอำนาจไม่มีสิทธิหรือมีอำนาจจำกัด เช่น กรณีทรัพย์สินเป็นสินสมรสที่ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง การมอบอำนาจดังกล่าวย่อมไม่สามารถทำให้การกระทำที่ขาดอำนาจกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายได้ ดังนั้นสัญญาที่ทำขึ้นภายใต้การมอบอำนาจเช่นนี้ย่อมไม่ผูกพันบุคคลที่มิได้ให้ความยินยอม 5 คำถาม การเพิกถอนสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำได้หรือไม่ คำตอบ สัญญาที่ทำขึ้นโดยปราศจากอำนาจหรือขัดต่อกฎหมายสามารถถูกเพิกถอนหรือถือเป็นโมฆะได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อบกพร่อง หากเป็นกรณีที่ขาดความยินยอมของผู้มีสิทธิในทรัพย์สินร่วม สัญญานั้นอาจไม่มีผลผูกพันตั้งแต่ต้น หรืออาจถูกเพิกถอนโดยผู้เสียหาย การเพิกถอนดังกล่าวมีผลให้คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม และต้องคืนทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ได้รับไป ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายและหลักความเป็นธรรมในกฎหมายแพ่ง 6 คำถาม ผู้จัดการมรดกมีอำนาจเกี่ยวกับทรัพย์สินเพียงใด คำตอบ ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการทรัพย์สินของกองมรดกตามขอบเขตที่ศาลกำหนด และต้องปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคน การกระทำใดที่เกินขอบเขตหรือขัดต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย ย่อมอาจถูกเพิกถอนหรือถูกตรวจสอบได้ หากผู้จัดการมรดกกระทำการโดยไม่มีอำนาจหรือใช้สิทธิในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทายาท ย่อมต้องรับผิดตามกฎหมายทั้งในทางแพ่งและอาจมีผลในทางอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ 7 คำถาม สิทธิเรียกร้องค่าเช่าหลังเกิดข้อพิพาทเป็นของใคร คำตอบ สิทธิเรียกร้องค่าเช่าหลังเกิดข้อพิพาทขึ้นอยู่กับผู้มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นตามกฎหมาย หากพิสูจน์ได้ว่าการโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ที่เป็นเจ้าของสิทธิเดิมย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเช่าคืนจากผู้ที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ การพิจารณาสิทธิดังกล่าวต้องอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบกัน เพื่อให้ศาลวินิจฉัยได้ว่าผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิที่แท้จริงในทรัพย์สินและผลประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น 8 คำถาม หลักกฎหมายคุ้มครองคู่สมรสในทรัพย์สินมีความสำคัญอย่างไร คำตอบ หลักกฎหมายคุ้มครองคู่สมรสในทรัพย์สินมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความเป็นธรรมและความสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส โดยเฉพาะในกรณีที่มีทรัพย์สินร่วมกัน การกำหนดให้การจัดการทรัพย์สินสำคัญต้องได้รับความยินยอมร่วมกัน เป็นการป้องกันมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจโดยพลการจนเกิดความเสียหายแก่สิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง หลักการดังกล่าวยังสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสถาบันครอบครัวและสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลอย่างเท่าเทียม การอธิบายหลักกฎหมาย ปพพ ม 374 มาตรา 374 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกี่ยวกับความรับผิดในการคืนทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ โดยมีสาระสำคัญว่าผู้ใดได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์จากผู้อื่นโดยปราศจากมูลอันชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวแก่ผู้เสียหาย หลักการนี้เรียกว่า ลาภมิควรได้ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานในกฎหมายแพ่งที่มุ่งแก้ไขความไม่เป็นธรรมอันเกิดจากการได้ประโยชน์โดยไม่มีสิทธิ การใช้บทบัญญัตินี้ในทางปฏิบัติต้องพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ หนึ่ง ต้องมีการได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ สอง การได้รับนั้นต้องไม่มีมูลทางกฎหมายรองรับ และสาม ต้องเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น หากครบองค์ประกอบดังกล่าว ผู้ได้รับประโยชน์ย่อมต้องคืนทรัพย์สินหรือชดใช้ค่าเสียหายตามสมควร ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการโอนสิทธิหรือการรับเงินค่าเช่าโดยมิชอบ มาตรานี้มีบทบาทสำคัญในการบังคับให้ผู้ที่ได้รับเงินโดยไม่มีสิทธิต้องคืนเงินดังกล่าวแก่เจ้าของสิทธิที่แท้จริง อันเป็นการสร้างความสมดุลและความยุติธรรมในระบบกฎหมายแพ่ง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1140/2559 โจทก์ที่ 1 กับ อ. จดทะเบียนการหย่าโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีการทำบันทึกแบ่งสินสมรส ให้ อ. ดำเนินการเกี่ยวกับสินสมรสและภาระหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นโดยไม่ชักช้า หากยังมีเหลืออยู่เท่าใด อ. จะยกให้แก่บุตรทั้งสอง อ. ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่ากับจำเลยที่ 2 ซึ่งตามสัญญา ในข้อ 1 ระบุว่าผู้โอนสิทธิเป็นผู้มีสิทธิในการเก็บค่าเช่าห้องพักบนที่ดิน เมื่อที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินตามบันทึกแบ่งสินสมรส ซึ่ง อ. ทราบอยู่แล้วว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ที่ 1 กับ อ. การที่ อ. ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่า โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ทราบเรื่องและไม่ให้ความยินยอมด้วย สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 17,800,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นัดถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และคืนห้องเช่าทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินค่าเช่าเดือนละ 396,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องหากจำเลยทั้งสองยังคงร่วมกันเก็บค่าเช่าอยู่ จนกว่าจำเลยทั้งสองจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับค่าเช่าห้องดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู หมายเลขทะเบียน 2 ฐ - 7111 (ที่ถูก 2 ฐ - 1711) กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ทั้งสอง หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้เพิกถอนสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าระหว่างนายอภิชัยกับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2547 จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฐ - 7111 (ที่ถูก 2 ฐ - 1711) กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ที่ 2 หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 700,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 8,910,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ นอกเหนือจากนี้ให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ที่ให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฐ - 1711 กรุงเทพมหานคร และที่ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าเช่า 8,910,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ที่ 1 กับนายอภิชัย เป็นสามีภริยากันและจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ โจทก์ที่ 2 และนายชัยวุฒิ ที่ดินโฉนดเลขที่ 48317 ตำบลทุ่งศุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 14 ไร่ 67 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นห้องพักให้เช่าจำนวน 396 ห้อง เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนายอภิชัย ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2546 โจทก์ที่ 1 กับนายอภิชัยจดทะเบียนหย่า ตามสำเนาทะเบียนหย่าและสำเนาบันทึกแบ่งสินสมรส วันที่ 8 มกราคม 2549 นายอภิชัยถึงแก่ความตาย โดยก่อนตายเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2548 นายอภิชัยได้ทำพินัยกรรมไว้ ตามสำเนาพินัยกรรม วันที่ 24 มีนาคม 2552 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายอภิชัยและตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับโจทก์ที่ 2 เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้รับ ตามพินัยกรรมตามสำเนาคำสั่ง วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรม ตามสำเนาคำพิพากษา และวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เพิกถอนพินัยกรรม คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา วันที่ 30 เมษายน 2556 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายอภิชัย โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าเช่าและให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฐ - 1711 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 เก็บค่าเช่าตามฟ้อง มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 ต้องคืนเงินค่าเช่าตามฟ้องให้แก่โจทก์ที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 กับนายอภิชัยจดทะเบียนการหย่าโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และมีการทำบันทึกแบ่งสินสมรส โดยข้อ 1 โจทก์ที่ 1 ยินยอมให้สินสมรสที่มีอยู่ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายอภิชัย ข้อ 5 มีข้อความว่า ฝ่ายหญิงยินยอมที่จะลงนามเอกสารและมอบเอกสารต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรสที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อให้ฝ่ายชายดำเนินการเกี่ยวกับสินสมรสและภาระหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นโดยไม่ชักช้า และในวันทำบันทึกนี้ฝ่ายหญิงได้ลงนามในหนังสือมอบอำนาจที่ดิน พร้อมมอบสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาใบเปลี่ยนชื่อให้แก่ฝ่ายชายเพื่อทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามที่ระบุไว้รวม 4 แปลง ถือว่าโจทก์ที่ 1 ได้ปฏิบัติตามบันทึกการแบ่งสินสมรสข้อ 1 แล้ว หลังจากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของนายอภิชัยที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อ 2 และข้อ 3 คือภาระหนี้สินต่าง ๆ ที่มีอยู่เหนือสินสมรส นายอภิชัยตกลงเป็นผู้รับผิดชอบ โดยเมื่อนายอภิชัยนำสินสมรสตามข้อ 1 ไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้กับภาระหนี้สินต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามข้อ 2 ครบถ้วน หากยังมีเหลืออยู่เท่าใด นายอภิชัยจะยกให้แก่บุตรทั้งสอง ดังนั้นการที่นายอภิชัยทำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2547 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าที่แหลมฉบังชลบุรีกับจำเลยที่ 2 ซึ่งตามสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่า ในข้อ 1 ระบุว่าผู้โอนสิทธิเป็นผู้มีสิทธิในการเก็บค่าเช่าห้องพักจำนวน 396 ห้อง บนที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 48317 ตำบลทุ่งศุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินตามบันทึกแบ่งสินสมรสข้อ 5 ซึ่งนายอภิชัยทราบอยู่แล้วว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนายอภิชัยและโจทก์ที่ 1 ได้ลงนามในเอกสารเพื่อให้นายอภิชัยทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวตามบันทึกแบ่งสินสมรสข้อ 1 การที่นายอภิชัยทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่า โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ทราบเรื่องและไม่ให้ความยินยอมด้วย สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า นายอภิชัยทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ 2 ถือเป็นการบริหารจัดการสินสมรสไม่เป็นการขัดกับบันทึกการแบ่งสินสมรสนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|



.jpg)

