ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าในทรัพย์สินสมรสมีผลผูกพันหรือไม่ เมื่อคู่สมรสไม่ยินยอม วิเคราะห์หลักกฎหมายการจัดการสินสมรสและสิทธิเรียกร้องค่าเช่า

สินสมรสและการจัดการทรัพย์สิน, การโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าโดยมิชอบ, สิทธิของคู่สมรสหลังหย่า, การแบ่งสินสมรสตามกฎหมาย, อำนาจทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินสมรส, สัญญาที่ไม่มีผลผูกพันคู่สมรส, การเพิกถอนสัญญาทางแพ่ง, สิทธิเรียกร้องค่าเช่าคืน, กฎหมายครอบครัวและมรดก, ผู้จัดการมรดกและอำนาจหน้าที่, สิทธิในอสังหาริมทรัพย์ให้เช่า, การจัดการทรัพย์โดยฝ่ายเดียว, การคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน, ข้อพิพาทค่าเช่าและผลทางกฎหมาย, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับสินสมรส

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญทางกฎหมายครอบครัวและทรัพย์สิน กล่าวคือ การโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าจากทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสโดยคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเพียงลำพัง โดยไม่ได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง จะมีผลผูกพันหรือไม่ รวมถึงสิทธิในการเรียกร้องเงินค่าเช่าคืนในกรณีที่มีการจัดการทรัพย์สินโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการตีความขอบเขตอำนาจในการจัดการทรัพย์สินร่วมกันของคู่สมรสภายหลังการหย่า ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิในทรัพย์สินเดิมกับสิทธิเรียกร้องที่เกิดขึ้นจากการใช้ทรัพย์สินนั้น

ข้อเท็จจริงของคดี

   เดิมโจทก์ที่ 1 กับผู้ตายเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีทรัพย์สินเป็นที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างให้เช่าจำนวนมากซึ่งถือเป็นสินสมรส ต่อมาทั้งสองได้หย่ากันและทำบันทึกแบ่งสินสมรส โดยตกลงให้ทรัพย์สินทั้งหมดตกเป็นของฝ่ายชายเพื่อไปจัดการชำระหนี้ และหากมีทรัพย์สินเหลือจะยกให้บุตรทั้งสอง

   ภายหลังฝ่ายชายได้ทำหนังสือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นไปทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าให้แก่บุคคลภายนอก โดยคู่สมรสฝ่ายหญิงไม่ทราบและไม่ได้ให้ความยินยอม ต่อมาเกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิในค่าเช่าและการเรียกคืนทรัพย์สิน

ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัย

   ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าที่ทำขึ้นโดยฝ่ายชายเพียงฝ่ายเดียวมีผลผูกพันต่อโจทก์หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จะมีการแบ่งสินสมรสแล้ว แต่การจัดการทรัพย์สินดังกล่าวต้องเป็นไปตามข้อตกลงที่กำหนดไว้ในบันทึกแบ่งสินสมรส การกระทำที่เกินขอบเขตหรือขัดต่อเจตนารมณ์ของข้อตกลงย่อมไม่ผูกพันอีกฝ่ายหนึ่ง

   เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าทำขึ้นโดยโจทก์ไม่ทราบและไม่ให้ความยินยอม สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง และผู้รับโอนสิทธิต้องคืนเงินค่าเช่าที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

   หลักกฎหมายสำคัญในคดีนี้คือการจัดการสินสมรสและผลของการแบ่งทรัพย์สินภายหลังการหย่า แม้จะมีการโอนกรรมสิทธิ์หรือมอบอำนาจ แต่การดำเนินการต้องอยู่ภายใต้ข้อตกลงที่กำหนดไว้ หากฝ่ายใดกระทำเกินขอบเขตหรือขัดต่อเจตนารมณ์ของการแบ่งทรัพย์ ย่อมถือว่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

   นอกจากนี้ยังเกี่ยวข้องกับหลักเรื่องสัญญาที่ไม่มีผลผูกพันบุคคลภายนอกที่มิได้ให้ความยินยอม และหลักการคืนลาภมิควรได้ เมื่อผู้รับโอนสิทธิได้รับค่าเช่าโดยไม่มีสิทธิย่อมต้องคืนให้แก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริง

เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

   เจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัวมุ่งคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสในทรัพย์สินร่วมกัน และป้องกันมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจโดยพลการจนเกิดความเสียหายแก่สิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องมักวินิจฉัยไปในทำนองเดียวกันว่า การจัดการทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสหรือทรัพย์ที่ยังมีข้อผูกพัน ต้องได้รับความยินยอมจากผู้มีสิทธิ มิฉะนั้นย่อมไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมาย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยบางส่วนคืนทรัพย์สินและเงินค่าเช่าที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย และให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้อง

2 ศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้ให้ยกฟ้องในบางส่วน โดยเห็นว่าการกระทำของผู้ตายเป็นการบริหารจัดการทรัพย์สิน จึงไม่ต้องคืนค่าเช่าและทรัพย์สินบางรายการ

3 ศาลฎีกา

พิพากษากลับ เห็นว่าสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าไม่มีผลผูกพันโจทก์ เนื่องจากไม่ได้ให้ความยินยอม และเป็นการกระทำที่ขัดต่อบันทึกแบ่งสินสมรส จึงให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักสำคัญว่าการจัดการทรัพย์สินที่มีลักษณะเป็นสินสมรสหรืออยู่ภายใต้ข้อตกลงแบ่งทรัพย์ ต้องกระทำภายในขอบเขตที่กฎหมายและข้อตกลงกำหนด การกระทำโดยฝ่ายเดียวที่กระทบสิทธิของอีกฝ่ายหนึ่งโดยปราศจากความยินยอม ย่อมไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันตามกฎหมาย และผู้ได้รับประโยชน์จากการกระทำนั้นโดยไม่มีสิทธิ ต้องคืนประโยชน์ดังกล่าวตามหลักลาภมิควรได้ อันเป็นหลักพื้นฐานที่มุ่งรักษาความเป็นธรรมในระบบกฎหมายแพ่ง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า การโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าจากทรัพย์สินซึ่งเป็นสินสมรสโดยฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียวโดยไม่ได้รับความยินยอมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง จะมีผลผูกพันหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำที่ไม่ผูกพันคู่สมรสอีกฝ่าย

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

1 อำนาจจัดการสินสมรส หมายถึง สิทธิของคู่สมรสในการจัดการทรัพย์สินร่วมกันต้องอยู่ภายใต้ความยินยอมร่วม หากกระทำโดยฝ่ายเดียวในเรื่องสำคัญ ย่อมไม่มีผลผูกพัน

2 สัญญาไม่ผูกพันบุคคลภายนอก หมายถึง สัญญาที่ทำขึ้นโดยไม่มีอำนาจหรือขัดต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่แก่บุคคลนั้น

คำถามที่พบบ่อย FAQ

1 คำถาม การโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าในทรัพย์สินสมรสโดยคู่สมรสฝ่ายเดียวมีผลผูกพันหรือไม่

คำตอบ การโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าในทรัพย์สินสมรสโดยคู่สมรสฝ่ายเดียวโดยปราศจากความยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่ง โดยหลักแล้วย่อมไม่มีผลผูกพัน เนื่องจากทรัพย์สินดังกล่าวเป็นทรัพย์สินร่วมที่อยู่ภายใต้การจัดการร่วมกันของคู่สมรส การกระทำใดที่มีลักษณะเป็นการจำหน่ายจ่ายโอนหรือก่อให้เกิดภาระผูกพันในทรัพย์สินนั้น จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งด้วย หากไม่มีความยินยอมดังกล่าว สัญญาที่ทำขึ้นย่อมไม่สมบูรณ์และไม่สามารถบังคับใช้กับผู้ที่มิได้ให้ความยินยอมได้ ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของคู่สมรสและหลักความสุจริตในการทำนิติกรรม 

2 คำถาม หลังการหย่า การจัดการทรัพย์สินตามบันทึกแบ่งสินสมรสมีผลอย่างไร

คำตอบ เมื่อคู่สมรสหย่ากันและมีการทำบันทึกแบ่งสินสมรสแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันคู่กรณีตามกฎหมาย และต้องตีความตามเจตนารมณ์ของคู่สัญญา หากมีการกำหนดเงื่อนไขให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้จัดการทรัพย์สินเพื่อชำระหนี้หรือดำเนินการบางประการ การดำเนินการดังกล่าวต้องเป็นไปตามขอบเขตที่กำหนดไว้ในบันทึกนั้น หากมีการกระทำเกินขอบเขตหรือขัดต่อวัตถุประสงค์ของข้อตกลง เช่น การโอนสิทธิให้บุคคลภายนอกโดยไม่ได้รับความยินยอม ย่อมถือเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ผูกพันอีกฝ่ายหนึ่ง 

3 คำถาม ผู้รับโอนสิทธิที่ได้รับค่าเช่าโดยไม่มีสิทธิต้องรับผิดอย่างไร

คำตอบ ผู้รับโอนสิทธิที่ได้รับค่าเช่าโดยไม่มีสิทธิ ย่อมมีหน้าที่ต้องคืนเงินค่าเช่าที่ได้รับไปตามหลักลาภมิควรได้ เนื่องจากการได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวไม่มีมูลทางกฎหมายรองรับ การคืนทรัพย์สินหรือเงินดังกล่าวต้องกระทำแก่ผู้มีสิทธิที่แท้จริง พร้อมทั้งอาจต้องชำระดอกเบี้ยตามกฎหมายในกรณีที่มีการเรียกร้อง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและป้องกันมิให้บุคคลใดได้ประโยชน์โดยไม่ชอบจากการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายหรือสิทธิของผู้อื่น 

4 คำถาม การมอบอำนาจให้บุคคลอื่นทำสัญญาแทนมีผลเพียงใด

คำตอบ การมอบอำนาจให้บุคคลอื่นทำสัญญาแทนย่อมมีผลผูกพันตามขอบเขตของอำนาจที่ได้รับ หากผู้มอบอำนาจมีอำนาจโดยชอบในการกระทำดังกล่าว แต่หากผู้มอบอำนาจไม่มีสิทธิหรือมีอำนาจจำกัด เช่น กรณีทรัพย์สินเป็นสินสมรสที่ต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่ายหนึ่ง การมอบอำนาจดังกล่าวย่อมไม่สามารถทำให้การกระทำที่ขาดอำนาจกลายเป็นชอบด้วยกฎหมายได้ ดังนั้นสัญญาที่ทำขึ้นภายใต้การมอบอำนาจเช่นนี้ย่อมไม่ผูกพันบุคคลที่มิได้ให้ความยินยอม 

5 คำถาม การเพิกถอนสัญญาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายทำได้หรือไม่

คำตอบ สัญญาที่ทำขึ้นโดยปราศจากอำนาจหรือขัดต่อกฎหมายสามารถถูกเพิกถอนหรือถือเป็นโมฆะได้ ขึ้นอยู่กับลักษณะของข้อบกพร่อง หากเป็นกรณีที่ขาดความยินยอมของผู้มีสิทธิในทรัพย์สินร่วม สัญญานั้นอาจไม่มีผลผูกพันตั้งแต่ต้น หรืออาจถูกเพิกถอนโดยผู้เสียหาย การเพิกถอนดังกล่าวมีผลให้คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม และต้องคืนทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ได้รับไป ทั้งนี้เป็นไปตามหลักการคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายและหลักความเป็นธรรมในกฎหมายแพ่ง 

6 คำถาม ผู้จัดการมรดกมีอำนาจเกี่ยวกับทรัพย์สินเพียงใด

คำตอบ ผู้จัดการมรดกมีหน้าที่จัดการทรัพย์สินของกองมรดกตามขอบเขตที่ศาลกำหนด และต้องปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตเพื่อประโยชน์ของทายาททุกคน การกระทำใดที่เกินขอบเขตหรือขัดต่อสิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย ย่อมอาจถูกเพิกถอนหรือถูกตรวจสอบได้ หากผู้จัดการมรดกกระทำการโดยไม่มีอำนาจหรือใช้สิทธิในทางที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทายาท ย่อมต้องรับผิดตามกฎหมายทั้งในทางแพ่งและอาจมีผลในทางอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ 

7 คำถาม สิทธิเรียกร้องค่าเช่าหลังเกิดข้อพิพาทเป็นของใคร

คำตอบ สิทธิเรียกร้องค่าเช่าหลังเกิดข้อพิพาทขึ้นอยู่กับผู้มีสิทธิในทรัพย์สินนั้นตามกฎหมาย หากพิสูจน์ได้ว่าการโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้ที่เป็นเจ้าของสิทธิเดิมย่อมมีสิทธิเรียกร้องค่าเช่าคืนจากผู้ที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ การพิจารณาสิทธิดังกล่าวต้องอาศัยข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานประกอบกัน เพื่อให้ศาลวินิจฉัยได้ว่าผู้ใดเป็นผู้มีสิทธิที่แท้จริงในทรัพย์สินและผลประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น 

8 คำถาม หลักกฎหมายคุ้มครองคู่สมรสในทรัพย์สินมีความสำคัญอย่างไร

คำตอบ หลักกฎหมายคุ้มครองคู่สมรสในทรัพย์สินมีความสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความเป็นธรรมและความสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส โดยเฉพาะในกรณีที่มีทรัพย์สินร่วมกัน การกำหนดให้การจัดการทรัพย์สินสำคัญต้องได้รับความยินยอมร่วมกัน เป็นการป้องกันมิให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจโดยพลการจนเกิดความเสียหายแก่สิทธิของอีกฝ่ายหนึ่ง หลักการดังกล่าวยังสะท้อนถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองสถาบันครอบครัวและสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลอย่างเท่าเทียม

การอธิบายหลักกฎหมาย ปพพ ม 374

มาตรา 374 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เป็นบทบัญญัติที่กำหนดหลักเกี่ยวกับความรับผิดในการคืนทรัพย์สินหรือประโยชน์ที่ได้รับไปโดยไม่มีสิทธิ โดยมีสาระสำคัญว่าผู้ใดได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์จากผู้อื่นโดยปราศจากมูลอันชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นมีหน้าที่ต้องคืนทรัพย์สินหรือประโยชน์ดังกล่าวแก่ผู้เสียหาย หลักการนี้เรียกว่า ลาภมิควรได้ ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานในกฎหมายแพ่งที่มุ่งแก้ไขความไม่เป็นธรรมอันเกิดจากการได้ประโยชน์โดยไม่มีสิทธิ

การใช้บทบัญญัตินี้ในทางปฏิบัติต้องพิจารณาองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ หนึ่ง ต้องมีการได้รับทรัพย์สินหรือประโยชน์ สอง การได้รับนั้นต้องไม่มีมูลทางกฎหมายรองรับ และสาม ต้องเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น หากครบองค์ประกอบดังกล่าว ผู้ได้รับประโยชน์ย่อมต้องคืนทรัพย์สินหรือชดใช้ค่าเสียหายตามสมควร

ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการโอนสิทธิหรือการรับเงินค่าเช่าโดยมิชอบ มาตรานี้มีบทบาทสำคัญในการบังคับให้ผู้ที่ได้รับเงินโดยไม่มีสิทธิต้องคืนเงินดังกล่าวแก่เจ้าของสิทธิที่แท้จริง อันเป็นการสร้างความสมดุลและความยุติธรรมในระบบกฎหมายแพ่ง

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1140/2559 

โจทก์ที่ 1 กับ อ. จดทะเบียนการหย่าโดยชอบด้วยกฎหมาย และมีการทำบันทึกแบ่งสินสมรส ให้ อ. ดำเนินการเกี่ยวกับสินสมรสและภาระหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นโดยไม่ชักช้า หากยังมีเหลืออยู่เท่าใด อ. จะยกให้แก่บุตรทั้งสอง อ. ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่ากับจำเลยที่ 2 ซึ่งตามสัญญา ในข้อ 1 ระบุว่าผู้โอนสิทธิเป็นผู้มีสิทธิในการเก็บค่าเช่าห้องพักบนที่ดิน เมื่อที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินตามบันทึกแบ่งสินสมรส ซึ่ง อ. ทราบอยู่แล้วว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ที่ 1 กับ อ. การที่ อ. ทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่า โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ทราบเรื่องและไม่ให้ความยินยอมด้วย สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง

โจทก์ทั้งสองฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงิน 17,800,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งสองคนละกึ่งหนึ่ง พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นัดถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และคืนห้องเช่าทั้งหมดให้แก่โจทก์ทั้งสอง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชดใช้เงินค่าเช่าเดือนละ 396,000 บาท นับแต่วันถัดจากวันฟ้องหากจำเลยทั้งสองยังคงร่วมกันเก็บค่าเช่าอยู่ จนกว่าจำเลยทั้งสองจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับค่าเช่าห้องดังกล่าว ให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์ยี่ห้อบีเอ็มดับเบิลยู หมายเลขทะเบียน 2 ฐ - 7111 (ที่ถูก 2 ฐ - 1711) กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ทั้งสอง หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้เพิกถอนสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าระหว่างนายอภิชัยกับจำเลยที่ 2 ฉบับลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2547

จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฐ - 7111 (ที่ถูก 2 ฐ - 1711) กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ที่ 2 หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาเป็นเงิน 700,000 บาท ให้จำเลยที่ 2 คืนเงิน 8,910,000 บาท แก่โจทก์ที่ 2 พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 20 ตุลาคม 2552 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ นอกเหนือจากนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 2 ที่ให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฐ - 1711 กรุงเทพมหานคร และที่ให้จำเลยที่ 2 คืนเงินค่าเช่า 8,910,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ที่ 2 เสียด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์ที่ 1 กับนายอภิชัย เป็นสามีภริยากันและจดทะเบียนสมรสกันโดยชอบด้วยกฎหมายมีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ โจทก์ที่ 2 และนายชัยวุฒิ ที่ดินโฉนดเลขที่ 48317 ตำบลทุ่งศุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เนื้อที่ 14 ไร่ 67 ตารางวา ตามสำเนาโฉนดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นห้องพักให้เช่าจำนวน 396 ห้อง เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนายอภิชัย ต่อมาวันที่ 20 มกราคม 2546 โจทก์ที่ 1 กับนายอภิชัยจดทะเบียนหย่า ตามสำเนาทะเบียนหย่าและสำเนาบันทึกแบ่งสินสมรส วันที่ 8 มกราคม 2549 นายอภิชัยถึงแก่ความตาย โดยก่อนตายเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2548 นายอภิชัยได้ทำพินัยกรรมไว้ ตามสำเนาพินัยกรรม วันที่ 24 มีนาคม 2552 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตั้งโจทก์ที่ 2 เป็นผู้จัดการมรดกของนายอภิชัยและตั้งจำเลยที่ 1 เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกับโจทก์ที่ 2 เฉพาะทรัพย์สินที่จำเลยที่ 1 ได้รับ ตามพินัยกรรมตามสำเนาคำสั่ง วันที่ 30 มิถุนายน 2552 ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เพิกถอนข้อกำหนดในพินัยกรรม ตามสำเนาคำพิพากษา และวันที่ 20 พฤษภาคม 2554 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้เพิกถอนพินัยกรรม คดีอยู่ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา วันที่ 30 เมษายน 2556 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ถอนจำเลยที่ 1 ออกจากการเป็นผู้จัดการมรดกของนายอภิชัย โจทก์ที่ 1 ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนเงินค่าเช่าและให้จำเลยที่ 1 คืนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 2 ฐ - 1711 กรุงเทพมหานคร แก่โจทก์ที่ 1 และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ร่วมกับจำเลยที่ 2 เก็บค่าเช่าตามฟ้อง

มีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ทั้งสองว่า จำเลยที่ 2 ต้องคืนเงินค่าเช่าตามฟ้องให้แก่โจทก์ที่ 2 หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์ที่ 1 กับนายอภิชัยจดทะเบียนการหย่าโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว และมีการทำบันทึกแบ่งสินสมรส โดยข้อ 1 โจทก์ที่ 1 ยินยอมให้สินสมรสที่มีอยู่ทั้งสังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายอภิชัย ข้อ 5 มีข้อความว่า ฝ่ายหญิงยินยอมที่จะลงนามเอกสารและมอบเอกสารต่าง ๆ ที่ต้องใช้ในการทำนิติกรรมเกี่ยวกับสินสมรสที่ฝ่ายหญิงเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เพื่อให้ฝ่ายชายดำเนินการเกี่ยวกับสินสมรสและภาระหนี้สินที่มีอยู่ทั้งหมดให้เสร็จสิ้นโดยไม่ชักช้า และในวันทำบันทึกนี้ฝ่ายหญิงได้ลงนามในหนังสือมอบอำนาจที่ดิน พร้อมมอบสำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาใบเปลี่ยนชื่อให้แก่ฝ่ายชายเพื่อทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินตามที่ระบุไว้รวม 4 แปลง ถือว่าโจทก์ที่ 1 ได้ปฏิบัติตามบันทึกการแบ่งสินสมรสข้อ 1 แล้ว หลังจากนั้นจึงเป็นหน้าที่ของนายอภิชัยที่จะต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อ 2 และข้อ 3 คือภาระหนี้สินต่าง ๆ ที่มีอยู่เหนือสินสมรส นายอภิชัยตกลงเป็นผู้รับผิดชอบ โดยเมื่อนายอภิชัยนำสินสมรสตามข้อ 1 ไปชำระหนี้หรือหักกลบลบหนี้กับภาระหนี้สินต่าง ๆ ที่มีอยู่ตามข้อ 2 ครบถ้วน หากยังมีเหลืออยู่เท่าใด นายอภิชัยจะยกให้แก่บุตรทั้งสอง ดังนั้นการที่นายอภิชัยทำหนังสือมอบอำนาจลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2547 มอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าที่แหลมฉบังชลบุรีกับจำเลยที่ 2 ซึ่งตามสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่า ในข้อ 1 ระบุว่าผู้โอนสิทธิเป็นผู้มีสิทธิในการเก็บค่าเช่าห้องพักจำนวน 396 ห้อง บนที่ดินแปลงโฉนดเลขที่ 48317 ตำบลทุ่งศุขลา อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เมื่อที่ดินแปลงดังกล่าวเป็นที่ดินตามบันทึกแบ่งสินสมรสข้อ 5 ซึ่งนายอภิชัยทราบอยู่แล้วว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์ที่ 1 กับนายอภิชัยและโจทก์ที่ 1 ได้ลงนามในเอกสารเพื่อให้นายอภิชัยทำนิติกรรมเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าวตามบันทึกแบ่งสินสมรสข้อ 1 การที่นายอภิชัยทำหนังสือมอบอำนาจให้จำเลยที่ 1 ทำสัญญาโอนสิทธิการเก็บค่าเช่า โดยโจทก์ที่ 1 ไม่ทราบเรื่องและไม่ให้ความยินยอมด้วย สัญญาดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันโจทก์ทั้งสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า นายอภิชัยทำสัญญาโอนสิทธิการเช่าให้แก่จำเลยที่ 2 ถือเป็นการบริหารจัดการสินสมรสไม่เป็นการขัดกับบันทึกการแบ่งสินสมรสนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ทั้งสองฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

โอนสิทธิการเก็บค่าเช่าโดยไม่ให้คู่สมรสรู้ แบบนี้สัญญายังมีผลตามกฎหมายหรือไม่ คำพิพากษานี้วางหลักว่า แม้จะมีการหย่าและแบ่งสินสมรสแล้ว แต่การจัดการทรัพย์ต้องเป็นไปตามข้อตกลง หากฝ่ายใดดำเนินการเกินขอบเขตหรือโดยไม่ให้ความยินยอม ย่อมไม่ผูกพันอีกฝ่าย กรณีนี้มีการมอบอำนาจโอนสิทธิการเก็บค่าเช่าโดยคู่สมรสอีกฝ่ายไม่ทราบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาดังกล่าวไม่มีผลผูกพัน ผู้รับโอนสิทธิที่ได้รับค่าเช่าไปจึงไม่มีสิทธิ ต้องคืนเงินค่าเช่าแก่ผู้มีสิทธิแท้จริง เป็นการตอกย้ำหลักคุ้มครองสิทธิในสินสมรสและหลักลาภมิควรได้ในกฎหมายแพ่ง




สินสมรส

เพิกถอนการขายที่ดินสินสมรสแล้วขับไล่ผู้รับโอนได้หรือไม่ เมื่ออุทธรณ์ขอเพิกถอนทั้งแปลงและขับไล่ไว้แล้ว
การนำสืบที่มาของที่ดินเพิ่มเติมจากคำให้การเป็นการนำสืบนอกคำให้การหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงยังอยู่ในประเด็นทรัพย์สินก่อนสมรส
เพิกถอนการขายสินสมรสให้บุคคลภายนอกได้เมื่อใด เมื่อคู่สมรสขายที่ดินและบ้านโดยไม่ได้รับความยินยอมและผู้รับโอนรู้อยู่แล้วว่าเป็นสินสมรส
ขณะทำพินัยกรรมจดทะเบียนหย่ากันแล้วพินัยกรรมไม่เป็นโมฆะ
คู่สมรสโอนเงินสินสมรสให้บุคคลอื่นโดยไม่ยินยอม ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมได้ และดอกเบี้ยเริ่มเมื่อศาลพิพากษาเพิกถอน
เงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กบข. และเงินบำนาญ เป็นสินสมรสหรือไม่ หลักเกณฑ์การแบ่งสินสมรสเมื่อฟ้องหย่า สิทธิของคู่สมรส และขอบเขตการแบ่งทรัพย์สิน
ฟ้องแบ่งบ้านหลังหย่าได้หรือไม่ เมื่อมีบันทึกข้อตกลงท้ายทะเบียนหย่ากำหนดทรัพย์สินไว้แล้ว และคู่สมรสเคยตกลงแบ่งสินสมรสกันมาก่อน
สิทธิการเช่าอาคารพาณิชย์ที่ได้มาในระหว่างสมรสเป็นสินสมรสหรือไม่ และศาลสามารถวินิจฉัยเรื่องการบอกล้างสัญญาระหว่างสมรสได้เพียงใดเมื่อเป็นประเด็นพิพาทในคดีหย่าและแบ่งสินสมรส
ฟ้องแบ่งสินสมรสต้องพิสูจน์อย่างไร เมื่อคู่สมรสอ้างว่าทรัพย์ถูกขายหมดแล้ว ศึกษาหลักภาระการพิสูจน์ คำให้การไม่ชัดแจ้ง และการแบ่งสินสมรสหลังหย่า
สิทธิในทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินฉันสามีภริยาก่อนจดทะเบียนสมรสเป็นสินสมรสหรือกรรมสิทธิ์รวมกันแน่
ยักยอกสินสมรสที่เป็นกรรมสิทธิ์รวม คู่สมรสมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์ได้เพียงใด และศาลจะกำหนดค่าเสียหายอย่างไรตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
สามีเสียชีวิตก่อนคดีถึงที่สุด สิทธิเรียกลงชื่อเป็นเจ้าของร่วมในสินสมรสตกทอดเป็นมรดกได้หรือไม่ และศาลแบ่งสินสมรสอย่างไรตาม
โอนที่ดินระหว่างสามีภริยาเป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้หรือไม่ เมื่อทรัพย์เป็นสินสมรสและเจ้าหนี้ยังยึดทรัพย์บังคับคดีได้ตามกฎหมาย
“หย่าโดยคำพิพากษาแล้วทรัพย์สินได้มาหลังวันฟ้องหย่าเป็นสินสมรสหรือไม่ ภาระการพิสูจน์เมื่ออ้างถือกรรมสิทธิ์แทนผู้อื่น และผลของข้อสันนิษฐานตามกฎหมายที่ดินและกฎหมายครอบครัว”
แยกสินสมรสจากกิจการบริษัทที่เป็นนิติบุคคลและเงื่อนไขตามกฎหมาย
บ้านมรดกเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส สิทธิร้องขัดทรัพย์ของคู่สมรส(ฎีกา 2467/2549)
เงินประกันชีวิตเป็นสินสมรสหรือมรดก แนวคำพิพากษาศาลฎีกา(ฎีกา 4239/2558)
สินสมรส & ดอกผล มาตรา 148, คุ้มครองชั่วคราว,(ฎีกา 10361/2557)
(ฎีกาที่ 1319/2568)การแบ่งสินสมรส บ้านและที่ดินหลังหย่า
สามีมีชู้เสียชีวิตระหว่างฎีกา สิทธิฟ้องหย่าและค่าทดแทนยังคงอยู่หรือไม่(ฎีกา4977/2565)
ฎีกาที่ 4837/2567: สิทธิเรียกคืนสินสมรสและทรัพย์มรดกจากการโอนโดยมิชอบ พร้อมข้อวินิจฉัยเรื่องอาวุธปืนเป็นสินสมรส
สิทธิแบ่งสินสมรสตามสัญญาประนีประนอมยอมความ กับข้อจำกัดการบังคับคดีและขั้นตอนตามกฎหมายแพ่งที่ต้องปฏิบัติก่อน
คดีที่ดินมรดกและผลผูกพันของคำพิพากษาในคดีเดิม ผู้สืบสิทธิจะฟ้องเพิกถอนการโอนและจำนองที่ดินได้หรือไม่ เมื่อประเด็นสิทธิได้ยุติไปแล้ว
เงินประกันชีวิตระหว่างสมรสเป็นสินสมรส ต้องคืนส่วนครึ่งหนึ่งให้อดีตคู่สมรส
การตีความหนังสือแบ่งทรัพย์สินตามเจตนาที่แท้จริง ป.พ.พ. มาตรา 171
บันทึกท้ายทะเบียนการหย่าเรื่องแบ่งสินสมรส, การแบ่งสินสมรสในการหย่า, ส่วนควบ
ภริยายินยอมให้ใส่ชื่อสามีฝ่ายเดียวในที่ดินสินสมรสเป็นการให้ความยินยอมไว้ล่วงหน้า
สามีโจทก์ได้สมยอมแกล้งเป็นหนี้พี่สาวแล้วทำสัญญายอมความยึดสินสมรส
เงินสินส่วนตัวซื้อที่ดินและปลูกบ้านระหว่างสมรส ทรัพย์เป็นของใคร
ทรัพย์สินที่ไม่ได้ใช้ประกอบอาชีพเพียงอย่างเดียวเป็นสินสมรส
ข้อตกลงเรื่องการหย่าและข้อตกลงเรื่องการแบ่งทรัพย์สิน(สินสมรส)
ฟ้องแบ่งที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างสินสมรสระหว่างคนไทยและคนต่างด้าว