ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ครอบครองที่ดินริมตลิ่งแม่น้ำโขง ที่ดินรกร้างของรัฐ(ฎีกา 5122-5123/2566)

คำพิพากษาศาลฎีกา 5122-5123/2566 ที่ดินริมตลิ่งแม่น้ำโขง, การครอบครองที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2, สิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับตาม ป.ที่ดิน มาตรา 4, หลักเกณฑ์การแจ้งการครอบครองที่ดินภายใน 180 วัน ตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5, แนวคิดเรื่องที่ดินรกร้างว่างเปล่าและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1), การห้ามยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต ป.ที่ดิน

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องการครอบครองที่ดินริมตลิ่งแม่น้ำโขงซึ่งเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ โดยคู่ความเอกชนอ้างว่าครอบครองสืบต่อกันมาตั้งแต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับและขอให้ศาลรับรองสิทธิครอบครองของตน ขณะที่หน่วยงานของรัฐเห็นว่าเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยทั้งในประเด็นสถานะของที่ดินพิพาทตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 และมาตรา 4 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) รวมทั้งประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องของเอกชนผู้ยึดถือครอบครองโดยฝ่าฝืน ป.ที่ดิน มาตรา 9 ตลอดจนขอบเขตอำนาจฟ้องแย้งของหน่วยงานรัฐและนายอำเภอตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 122

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1 ที่ดินพิพาทซึ่งไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์จะถือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามกฎหมายหรือไม่

2 ผู้ฟ้องคดีสามารถอ้างสิทธิครอบครองสืบต่อก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดินเพื่อยันสิทธิรัฐได้เพียงใด

3 หน่วยงานของรัฐและนายอำเภอมีอำนาจฟ้องแย้งเพื่อขับไล่ผู้บุกรุกที่ดินสาธารณะตามกฎหมายหรือไม่

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทริมตลิ่งแม่น้ำโขงซึ่งไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์เป็นที่ดินของเอกชนที่มีสิทธิครอบครองสืบต่อกันมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน หรือเป็นที่ดินของรัฐในลักษณะสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่เอกชนไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองมายันรัฐได้ ศาลฎีกาจึงใช้หลักกฎหมายเรื่องที่ดินของรัฐและสาธารณสมบัติของแผ่นดิน รวมทั้งหลักเรื่องการครอบครองก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดินและข้อห้ามการยึดถือที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต มาประกอบการวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ในขณะที่จำเลยในฐานะหน่วยงานรัฐมีอำนาจฟ้องแย้งขับไล่ผู้บุกรุกออกจากที่ดินพิพาท

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ได้แก่ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 ว่าด้วยที่ดินของรัฐ มาตรา 4 ว่าด้วยสิทธิครอบครองก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และมาตรา 9 ว่าด้วยการห้ามยึดถือที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต ประกอบกับพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 ว่าด้วยการแจ้งการครอบครองที่ดิน เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้ครอบครองเดิม รวมถึงประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ว่าด้วยสาธารณสมบัติของแผ่นดิน และพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 122 ว่าด้วยหน้าที่และอำนาจของนายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลที่ดินสาธารณะ

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 ที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์

แก่นคดีเริ่มจากข้อเท็จจริงว่า ที่ดินพิพาทไม่มีโฉนดหรือหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ ศาลจึงต้องวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 ว่าที่ดินดังกล่าวหากมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลใด ต้องถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ

2 สิทธิครอบครองก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน (ป.ที่ดิน มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้ใช้ ป.ที่ดิน มาตรา 5)

โจทก์อ้างว่าสิทธิครอบครองสืบต่อกันมาก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 แต่ไม่สามารถนำสืบให้เห็นได้ว่ามีการได้สิทธิครอบครองโดยชอบและมีการแจ้งการครอบครองภายในเวลาตามมาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน จึงไม่เข้าเกณฑ์สิทธิครอบครองที่ได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 4

3 สาธารณสมบัติของแผ่นดิน (ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1))

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเข้าลักษณะที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือที่ดินเพื่อสาธารณประโยชน์ริมแม่น้ำโขง จึงเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 1304 (1) ไม่ว่ารูปลักษณ์ทางกายภาพจะเปลี่ยนไปเพียงใด สถานะเป็นทรัพย์สินของรัฐยังคงอยู่

4 การครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต (ป.ที่ดิน มาตรา 9)

เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ การที่โจทก์เข้ายึดถือครอบครองโดยไม่มีใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการกระทำที่ต้องห้ามตามมาตรา 9 สิทธิครอบครองของโจทก์จึงเป็นสิทธิที่ขัดต่อกฎหมาย ไม่อาจยกขึ้นอ้างยันรัฐหรือใช้เป็นฐานในการฟ้องขอห้ามมิให้รัฐออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง

5 อำนาจฟ้องแย้งของหน่วยงานรัฐและนายอำเภอ (พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ มาตรา 122)

ศาลฎีกายืนยันว่า นายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจตามมาตรา 122 ในการดูแลรักษาและคุ้มครองที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน เมื่อมีการบุกรุกหรือมีข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว หน่วยงานรัฐย่อมมีอำนาจฟ้องหรือฟ้องแย้งเพื่อขับไล่ผู้บุกรุกออกจากที่ดินพิพาทได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกา 5122-5123/2566 เป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับสิทธิครอบครองที่ดินริมตลิ่งแม่น้ำโขงที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ คู่ความฝ่ายเอกชนซึ่งเป็นโจทก์ทั้งสิบฝ่าย อ้างว่าตนและผู้โอนมาก่อนมีการครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทสืบต่อกันมาตั้งแต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าวตาม ป.ที่ดิน มาตรา 4

ขณะที่จำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐและนายอำเภอในพื้นที่ เห็นว่าที่ดินพิพาทดังกล่าวเป็นที่ดินของรัฐ เนื่องจากไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินและไม่มีหลักฐานว่ามีผู้ได้สิทธิครอบครองโดยชอบก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ที่ดินพิพาทจึงเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือที่ดินส่วนริมตลิ่งที่ตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1)

ข้อเท็จจริง

โจทก์ทั้งสิบต่างเข้าครอบครองที่ดินพิพาทส่วนที่ตนใช้ประโยชน์ โดยปลูกสร้างบ้านพักอาศัย บ้านพักแรม และใช้เป็นที่ประกอบกิจการค้าขายหรือปลูกพืชสวนครัว แต่ละรายมีเนื้อที่ครอบครองแตกต่างกัน ทั้งในลักษณะบ้านพักส่วนตัวและบ้านพักให้เช่าพักแรม

ต่อมาจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงสำนักงานที่ดิน ขอให้ตรวจสอบกรณีมีการบุกรุกที่ดินริมตลิ่งแม่น้ำโขง โดยเอกชนหลายรายได้เข้าไปล้อมรั้วแสดงสิทธิครอบครองและปลูกสร้างบ้านพัก โดยจำเลยที่ 1 ประสงค์ให้รังวัดที่ดินดังกล่าวเป็นที่ดินว่างเปล่าเพื่อใช้เป็นที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านและเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง

โจทก์ทั้งสองสำนวนจึงฟ้องต่อศาล ขอให้มีคำพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสิบเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทมาก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ซึ่งเป็นวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และที่ดินพิพาทไม่เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน อีกทั้งขอให้ห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการรบกวนการครอบครองและให้เพิกถอนการดำเนินการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท

ฝ่ายจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ พร้อมทั้งฟ้องแย้ง ขอให้ศาลมีคำพิพากษาขับไล่โจทก์ทั้งสิบพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายทรัพย์สินออกไป หากไม่รื้อถอนให้จำเลยหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจดำเนินการแทน โดยให้โจทก์ทั้งสิบเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด

คำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

ศาลชั้นต้นพิจารณารวมคดีทั้งสองสำนวนและมีคำพิพากษายกฟ้องโจทก์ทั้งสิบ เห็นว่าโจทก์ทั้งสิบไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามที่กล่าวอ้าง พร้อมทั้งพิพากษาให้ขับไล่โจทก์ทั้งสิบและบริวารออกจากที่ดินพิพาท รื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและขนย้ายสิ่งของออกไปด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ทั้งสิบ ห้ามเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป

ในส่วนของฟ้องแย้ง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้เป็นไปตามคำขอของจำเลยทั้งสอง และให้โจทก์ทั้งสิบใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งแทนจำเลยทั้งสอง ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมให้เป็นพับ

โจทก์ส่วนหนึ่งอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยให้ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนฟ้องแย้งและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับสถานะของที่ดินพิพาทและสิทธิครอบครองของตน

ประเด็นข้อกฎหมาย

ศาลฎีกาพิจารณาและวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายสำคัญโดยสรุปดังนี้

1 สถานะของที่ดินพิพาทเป็นกรรมสิทธิ์ของรัฐตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 และ ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1)

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่ดินพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน และไม่ปรากฏว่ามีบุคคลใดได้สิทธิครอบครองในที่ดินโดยชอบด้วยกฎหมายก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ เมื่อที่ดินดังกล่าวมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลใด ต้องถือว่าเป็นที่ดินของรัฐตามความหมายแห่ง ป.ที่ดิน มาตรา 2

แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าเคยเป็นที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขง และต่อมาสภาพพื้นที่เปลี่ยนแปลงไป โดยในฤดูฝนน้ำไม่ท่วมถึง แต่ศาลฎีกาเห็นว่าที่ดินพิพาทยังคงเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามความหมายแห่ง ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1)

ดังนั้น สถานะของที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์สินของแผ่นดินในลักษณะสาธารณสมบัติ ไม่ใช่กรรมสิทธิ์ของเอกชน

2 ภาระการพิสูจน์สิทธิครอบครองก่อนใช้บังคับประมวลกฎหมายที่ดินตาม ป.ที่ดิน มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เป็นฝ่ายอ้างว่าแต่ละคนมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทสืบเนื่องมาจากผู้ครอบครองเดิมตั้งแต่ก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ซึ่งเป็นวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงต้องตกอยู่ในภาระการนำสืบให้ศาลเชื่อว่ามีการได้มาซึ่งสิทธิครอบครองก่อนวันดังกล่าวตาม ป.ที่ดิน มาตรา 4

ศาลฎีกาพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแล้วเห็นว่า การเบิกความของพยานฝ่ายโจทก์ไม่อธิบายให้เห็นเหตุผลที่ผู้ครอบครองเดิมมิได้ไปแจ้งการครอบครองต่อทางราชการภายในเกณฑ์เวลาตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 ทั้งไม่ปรากฏหลักฐานใดแสดงให้เห็นความต่อเนื่องและความชอบด้วยกฎหมายของการครอบครองก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ

พยานหลักฐานที่ปรากฏเพียงยืนยันว่ามีการซื้อขายสิทธิครอบครองต่อกันภายหลังปี 2530 เป็นต้นมา และเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ การอ้างสิทธิครอบครองสืบต่อจากผู้ครอบครองเดิมก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดินจึงไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ศาลฎีกาจึงไม่รับฟังข้ออ้างว่ามีสิทธิครอบครองตาม ป.ที่ดิน มาตรา 4

3 ผลของการครอบครองโดยฝ่าฝืน ป.ที่ดิน มาตรา 9 และการไม่มีอำนาจฟ้องของเอกชน

เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐในลักษณะสาธารณสมบัติของแผ่นดิน การที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เข้ายึดถือครอบครองโดยไม่มีสิทธิครอบครอง และโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นการกระทำที่ต้องห้ามตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งห้าไม่มีสิทธิจะอ้างการครอบครองที่ผิดกฎหมายมาใช้ยันรัฐในทางใด การฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อมิให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท จึงเป็นการฟ้องโดยอาศัยสิทธิครอบครองที่มิชอบมาป้องกันการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายของหน่วยงานรัฐ อันเป็นการอ้างสิทธิครอบครองมายันรัฐซึ่งกฎหมายไม่อนุญาต

ผลทางกฎหมายคือ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

4 อำนาจฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และบทบาทของนายอำเภอตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ มาตรา 122

ศาลฎีกายังได้วินิจฉัยถึงอำนาจฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 และบทบาทของจำเลยที่ 2 ในฐานะนายอำเภอ โดยอ้างอิง พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 122 ซึ่งบัญญัติให้นายอำเภอมีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน

ในกรณีมีข้อพิพาทหรือคดีเกี่ยวกับที่ดิน นายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถร่วมกันดำเนินการ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินการก็ได้ จึงเป็นการรับรองอำนาจในการฟ้องหรือฟ้องแย้งเพื่อขับไล่ผู้บุกรุกออกจากที่ดินสาธารณะดังกล่าว

ศาลฎีกาจึงเห็นว่า จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีอำนาจฟ้องแย้งขอให้บังคับให้โจทก์ทั้งห้าและบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย

วิเคราะห์แนววินิจฉัย

คำพิพากษาศาลฎีกา 5122-5123/2566 แสดงให้เห็นแนวทางตีความกฎหมายที่ดินและกฎหมายแพ่งเกี่ยวกับทรัพย์สินของแผ่นดินอย่างเคร่งครัด ศาลเน้นให้ความสำคัญกับ

1. การพิสูจน์สิทธิครอบครองก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ โดยกำหนดภาระการพิสูจน์ไว้แก่ฝ่ายที่อ้างสิทธิอย่างชัดเจน และพิจารณาหลักฐานโดยคำนึงถึงการปฏิบัติตามขั้นตอนการแจ้งการครอบครองภายในกำหนดเวลาอันเป็นสาระสำคัญของการคุ้มครองสิทธิ

2. การคุ้มครองสาธารณสมบัติของแผ่นดิน โดยถือว่าที่ดินที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์และไม่ปรากฏการได้สิทธิครอบครองโดยชอบก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ย่อมเป็นที่ดินของรัฐในลักษณะที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือที่ดินเพื่อสาธารณประโยชน์

3. การป้องกันมิให้เอกชนที่บุกรุกที่ดินของรัฐนำสิทธิครอบครองที่ไม่ชอบมาฟ้องยันรัฐ การตัดตอนสิทธิฟ้องของเอกชนในลักษณะดังกล่าวมีนัยสำคัญเชิงนโยบายในการคุ้มครองทรัพย์สินของแผ่นดินไม่ให้ถูกยึดถือโดยมิชอบ

4. การยืนยันบทบาทและอำนาจของนายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาที่ดินสาธารณะ ซึ่งช่วยให้หน่วยงานรัฐสามารถใช้กลไกทางศาลในการขับไล่ผู้บุกรุกและฟื้นฟูการใช้ประโยชน์ของประชาชนโดยรวม

 IRAC

Issue

ประเด็นข้อพิพาทหลักในคดีนี้อาจสรุปได้สองประเด็นสำคัญ

1. ที่ดินพิพาทริมตลิ่งแม่น้ำโขงซึ่งไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ มีสถานะเป็นที่ดินของรัฐในลักษณะสาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือเป็นที่ดินซึ่งเอกชนมีสิทธิครอบครองโดยอาศัยการครอบครองสืบต่อกันมาก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ

2. โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ในฐานะผู้ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจฟ้องหน่วยงานของรัฐเพื่อขัดขวางการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงหรือไม่ และจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีอำนาจฟ้องแย้งขอขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทตามกฎหมายหรือไม่

Rule

กฎหมายที่ศาลฎีกานำมาปรับใช้ในคดีนี้ประกอบด้วย

ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 กำหนดให้ที่ดินที่มิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ

ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 บัญญัติให้บุคคลที่ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ มีสิทธิครอบครองสืบไป และให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอน

พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 กำหนดให้ผู้ครอบครองที่ดินต้องแจ้งการครอบครองภายในเกณฑ์เวลาที่กำหนด เพื่อรักษาสิทธิในที่ดินของตน

ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) บัญญัติให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าและที่ดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน เป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน

พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 122 บัญญัติให้นายอำเภอมีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน รวมทั้งมีอำนาจดำเนินคดีเมื่อมีข้อพิพาทหรือคดีเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว

Application

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์ก่อนว่ามีน้ำหนักเพียงพอหรือไม่ในการแสดงให้เห็นว่าตนได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 4

จากข้อเท็จจริง แม้จะมีการนำสืบว่าเคยมีบุคคลในรุ่นก่อนหน้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยการปลูกพืชไร่ ปลูกกอไผ่ หรือปลูกผักสวนครัว แต่ไม่ปรากฏว่าบุคคลดังกล่าวได้ไปแจ้งการครอบครองต่อทางราชการภายใน 180 วัน ตามหลักเกณฑ์ใน พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 อีกทั้งไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าผู้โอนสิทธิในแต่ละทอดได้สิทธิครอบครองโดยชอบมาก่อนวันใช้บังคับประมวลกฎหมายที่ดิน

การซื้อขายสิทธิครอบครองระหว่างเอกชนที่ปรากฏจึงเป็นเพียงการโอนการครอบครองในที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ภายหลังที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว ไม่สามารถยกระดับให้เป็นสิทธิครอบครองตามกฎหมายได้

ศาลฎีกาจึงถือว่า ที่ดินพิพาทไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลใด ต้องถือว่าเป็นที่ดินของรัฐตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 และเข้าลักษณะเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าซึ่งเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1)

เมื่อที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐ การที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เข้ายึดถือครอบครองโดยมิได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่จึงเป็นการฝ่าฝืน ป.ที่ดิน มาตรา 9 สิทธิครอบครองที่โจทก์อ้างจึงเป็นสิทธิที่ขัดต่อกฎหมาย ไม่อาจนำมาอ้างยันรัฐเพื่อขัดขวางการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้

ในส่วนอำนาจฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ศาลฎีกานำ พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ มาตรา 122 มาปรับใช้ เห็นว่ากฎหมายให้อำนาจนายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการคุ้มครองที่ดินสาธารณะ และสามารถดำเนินคดีเองหรือร่วมกันดำเนินคดีได้ การฟ้องแย้งเพื่อขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทจึงอยู่ภายในขอบเขตอำนาจตามกฎหมายอย่างชัดเจน

ดังนั้น ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์และศาลชั้นต้นในการยกฟ้องโจทก์ และให้เป็นไปตามคำฟ้องแย้งของจำเลยทั้งสอง

Conclusion

ศาลฎีกามีคำพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 5 และศาลชั้นต้น วินิจฉัยว่า

1. ที่ดินพิพาทริมตลิ่งแม่น้ำโขงเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ และไม่ปรากฏว่ามีผู้ได้สิทธิครอบครองโดยชอบก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงถือว่าเป็นที่ดินของรัฐและเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 ประกอบ ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1)

2. โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทโดยฝ่าฝืน ป.ที่ดิน มาตรา 9 จึงไม่มีสิทธิอ้างการครอบครองที่ผิดกฎหมายมายันรัฐ และไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง

3. จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีอำนาจฟ้องแย้งเพื่อขับไล่โจทก์และบริวารออกจากที่ดินพิพาทได้ตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ มาตรา 122

ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

ข้อคิดทางกฎหมาย

1. ผู้ใดอ้างสิทธิครอบครองที่ดินโดยอาศัยการครอบครองก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ต้องมีภาระนำสืบให้ชัดเจนถึงการได้มาซึ่งสิทธิครอบครองอย่างต่อเนื่อง ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นไปตามขั้นตอนการแจ้งการครอบครองตาม พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน หากขาดองค์ประกอบดังกล่าว ศาลจะไม่รับฟังข้ออ้างสิทธิครอบครองตามมาตรา 4

2. ที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์และไม่ปรากฏผู้มีสิทธิครอบครองโดยชอบ ย่อมตกเป็นที่ดินของรัฐ และมักเข้าลักษณะสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) เอกชนที่เข้าไปยึดถือครอบครองโดยพลการไม่มีฐานะเป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย

3. การครอบครองที่ดินของรัฐโดยฝ่าฝืน ป.ที่ดิน มาตรา 9 ไม่มีผลก่อให้เกิดสิทธิที่สามารถนำมาอ้างยันรัฐได้ เอกชนไม่อาจใช้สิทธิครอบครองที่ไม่ชอบกฎหมายมาขัดขวางภารกิจหรือการใช้สิทธิในนามของรัฐ

4. การดำเนินคดีเพื่อขับไล่ผู้บุกรุก การใช้กลไกฟ้องแย้งในกระบวนพิจารณาศาลจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการฟื้นฟูการใช้ประโยชน์ในที่ดินเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ห้า สำหรับนักกฎหมายและผู้ปฏิบัติงานด้านที่ดิน คำพิพากษาศาลฎีกานี้เป็นแนวคำพิพากษาที่ตอกย้ำให้ระมัดระวังการดำเนินคดีแทนลูกความที่ครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่มีหลักฐานสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะนอกจากจะไม่ก่อให้เกิดผลคุ้มครองสิทธิแล้ว ยังเปิดช่องให้รัฐใช้ฟ้องแย้งขับไล่และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างได้อย่างเด็ดขาด

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5122-5123/2566 

เมื่อที่ดินพิพาทซึ่งเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิที่ดินมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นของรัฐ ตาม ป.ที่ดิน มาตรา 2 และแม้หากที่ดินพิพาทจะพ้นจากการเป็นที่ชายตลิ่งไปโดยสภาพ เนื่องจากในฤดูฝนน้ำท่วมไม่ถึง แต่ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นของรัฐ ประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่า อันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (1) การที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิครอบครองและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการต้องห้ามตาม ป.ที่ดิน มาตรา 9 ย่อมไม่มีสิทธิอ้างการครอบครองที่ผิดกฎหมายใช้ยันรัฐได้ไม่ว่าในทางใด การฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อไม่ให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท จึงมีผลเท่ากับอ้างสิทธิครอบครองมายันรัฐซึ่งไม่อาจกระทำได้ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 122 บัญญัติให้นายอำเภอมีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในกรณีที่มีข้อพิพาทหรือคดีเกี่ยวกับที่ดิน นายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะร่วมกันดำเนินการ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะดำเนินการ ก็ให้มีอำนาจกระทำได้ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทได้


คดีทั้งสองสำนวนนี้ ศาลชั้นต้นพิจารณาและพิพากษารวมกัน โดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกว่า โจทก์ที่ 1 เรียกโจทก์ที่ 1 ถึงที่ 9 ในสำนวนหลังว่า โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 10 ตามลำดับ และเรียกจำเลยที่ 1 และที่ 2 ทั้งสองสำนวนว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2

โจทก์ทั้งสองสำนวนฟ้องขอให้พิพากษาว่า โจทก์ทั้งสิบเป็นเจ้าของผู้ครอบครองที่ดินก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ซึ่งเป็นวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ และที่ดินดังกล่าวไม่ใช่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน ห้ามจำเลยทั้งสองกระทำการอันเป็นการรบกวนการครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทของโจทก์ทั้งสิบ กับให้จำเลยทั้งสองไปดำเนินการเพิกถอนการขอออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา

จำเลยทั้งสองให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและขับไล่โจทก์ทั้งสิบพร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาท และรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาท หากโจทก์ทั้งสิบไม่รื้อถอนและขนย้ายทรัพย์สินออกไป ให้จำเลยทั้งสองหรือเจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจรื้อถอน และขนย้ายสิ่งปลูกสร้างทั้งหมดออกไป โดยให้โจทก์ทั้งสิบเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายทั้งหมด

โจทก์ที่ 1 ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

โจทก์ที่ 2 ถึงที่ 10 ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้ขับไล่โจทก์ทั้งสิบพร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท ให้โจทก์ทั้งสิบรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายสิ่งของออกจากที่ดินพิพาทด้วยค่าใช้จ่ายของโจทก์ทั้งสิบ ห้ามโจทก์ทั้งสิบและบริวารเกี่ยวข้องกับที่ดินพิพาทอีกต่อไป กับให้โจทก์ทั้งสิบใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองสำนวนแทนจำเลยทั้งสอง โดยกำหนดค่าทนายความ สำนวนแรก 3,000 บาท สำนวนที่สอง 10,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก ยกฟ้องโจทก์ทั้งสิบ ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมของโจทก์ทั้งสิบให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ถึงที่ 3 และที่ 5 ถึงที่ 10 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในส่วนฟ้องแย้งทั้งสองสำนวนในศาลชั้นต้นกับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่มิได้โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังได้ว่า โจทก์ทั้งสิบต่างครอบครองที่ดินพิพาท โจทก์ที่ 1 ครอบครองเนื้อที่ 1 งาน 5.6 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 71/1 โจทก์ที่ 2 เนื้อที่ 2 งาน 34.1 ตารางวา พร้อมบ้านอยู่อาศัยและให้เช่าพักแรมเลขที่ 3/9 โจทก์ที่ 3 เนื้อที่ 40.5 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 3/6 โจทก์ที่ 4 เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 20.2 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 3/4 โจทก์ที่ 5 เนื้อที่ 3 งาน 22.4 ตารางวา พร้อมบ้านอยู่อาศัยและให้เช่าพักแรมเลขที่ 99/4 โจทก์ที่ 6 เนื้อที่ 2 งาน 5.9 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 154/4 โจทก์ที่ 7 เนื้อที่ 84.1 ตารางวา พร้อมบ้านเลขที่ 135/5 โจทก์ที่ 8 เนื้อที่ 2 งาน 78.3 ตารางวา โจทก์ที่ 9 เนื้อที่ 1 งาน 66.1 ตารางวา และโจทก์ที่ 10 เนื้อที่ 3 งาน 11.5 ตารางวา วันที่ 28 ตุลาคม 2559 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีหนังสือถึงสำนักงานที่ดินว่า ด้วยจำเลยที่ 1 ได้รับการร้องเรียนกรณีมีการบุกรุกที่ดินริมตลิ่งแม่น้ำโขง โดยเอกชนหลายรายเข้าไปล้อมรั้วแสดงสิทธิครอบครอง และมีบางรายปลูกบ้านพักส่วนตัว ขอให้จำเลยที่ 1 ตรวจสอบและรังวัดที่ดินว่างเปล่าเพื่อเป็นที่สาธารณประโยชน์ของหมู่บ้านได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันและเพื่อออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวง จึงขอความอนุเคราะห์ประมาณค่าใช้จ่ายในการรังวัดที่ดินเนื้อที่ประมาณ 11 ไร่ มีผู้คัดค้านประมาณ 20 ราย ครอบคลุมที่ดินพิพาทที่โจทก์ทั้งสิบครอบครองด้วย คดีสำหรับโจทก์ที่ 4 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคดีสำหรับโจทก์ที่ 3 ที่ 6 และที่ 10 ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ตามที่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน และโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทหรือไม่ เห็นว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เป็นฝ่ายที่กล่าวอ้างว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 แต่ละคนต่างมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทด้วยการครอบครองที่ดินสืบต่อกันมาตั้งแต่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ตามที่ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 บัญญัติว่า "บุคคลใดได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและให้คุ้มครองตลอดถึงผู้รับโอนด้วย" โดยประมวลกฎหมายที่ดินเริ่มใช้บังคับในวันที่ 1 ธันวาคม 2497 หน้าที่ในการนำสืบข้อเท็จจริงตามที่กล่าวอ้างจึงตกแก่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ที่โจทก์ที่ 1 นำสืบว่า เดิมที่ดินพิพาทมีเนื้อที่ 1 ไร่ 2 งาน 65 ตารางวา นายวงค์และนางเตี้ยง ได้ครอบครองและทำประโยชน์ด้วยการปลูกพืชไร่และกอไผ่ขาย นายวงค์และนางเตี้ยงมีบุตร 5 คน นายบุญศรี และนางบาง มารดาของนายบุญตัน ต่างเป็นบุตรของนายวงค์และนางเตี้ยง หลังจากนายวงค์และนางเตี้ยงตาย ทายาทตกลงมอบที่ดินให้แก่นายบุญศรี ต่อมานายบุญศรีแบ่งที่ดิน 1 งาน 5.6 ตารางวา ให้แก่นายบุญตันซึ่งเป็นหลาน วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2537 นายบุญตันขายที่ดินให้แก่นางโสภาพรรณ ในราคา 130,000 บาท วันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 นางโสภาพรรณขายที่ดินให้แก่นางวันดี มารดาของโจทก์ที่ 1 ในราคา 500,000 บาท นางวันดีเข้าครอบครองที่ดินและปลูกสร้างบ้านเลขที่ 71/1 และเมื่อต้นปี 2555 นางวันดีได้ยกที่ดินพร้อมบ้านให้แก่โจทก์ที่ 1 โดยโจทก์ที่ 1 มีนายบุญตันซึ่งเกิดปี 2485 เป็นพยานเบิกความสนับสนุนว่า พยานเห็นนายวงค์และนางเตี้ยงครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทด้วยการปลูกพืชไร่และกอไผ่ขายตั้งแต่พยานจำความได้ พยานเคยไปช่วยนางเตี้ยงปลูกผักสวนครัวด้วยก็ตาม แต่นางเตี้ยงกลับมิได้ไปแจ้งการครอบครองที่ดินต่อนายอำเภอท้องที่ภายใน 180 วัน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตามพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 ซึ่งหากนายวงค์และนางเตี้ยงได้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินอยู่ก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 โดยชอบ เพียงแต่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน กับมิใช่เป็นที่ดินที่มีการหวงห้ามมิให้ราษฎรเข้าถือครอง ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่นายวงค์และนางเตี้ยงจะต้องละเลยไม่ไปแจ้งการครอบครองที่ดินต่อทางราชการเพื่อรักษาสิทธิในที่ดินของตนไว้ ทั้งนายบุญตันมิได้เบิกความอธิบายให้เหตุผลในเรื่องดังกล่าว ข้ออ้างการครอบครองที่ดินพิพาทของโจทก์ที่ 1 ว่าได้ครอบครองสืบต่อกันมาจากนายวงค์และนางเตี้ยงตั้งแต่ก่อนประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ จึงไม่มีน้ำหนักในการรับฟัง คงรับฟังได้เพียงว่า นายบุญตันครอบครองและขายที่ดินพิพาทให้แก่นางโสภาพรรณเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2537 นางโสภาพรรณขายที่ดินต่อให้แก่นางวันดี มารดาของโจทก์ที่ 1 เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2553 และนางวันดียกให้แก่โจทก์ที่ 1 ในปี 2555 เท่านั้น ล้วนแต่เป็นการเข้าครอบครองที่ดินพิพาทภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้วทั้งสิ้น ส่วนโจทก์ที่ 2 นำสืบว่า เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2554 นายธนชาตซื้อที่ดินพิพาทบางส่วนจากนายสุรันดรในราคา 150,000 บาท วันที่ 31 มกราคม 2556 โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินเนื้อที่ 1 งาน 53 ตารางวา จากนางจิรารัตน์ในราคา 700,000 บาท และวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2556 โจทก์ที่ 2 ซื้อที่ดินเนื้อที่ 50 ตารางวา จากนายธนชาตในราคา 200,000 บาท โจทก์ที่ 5 นำสืบว่า โจทก์ที่ 5 ซื้อที่ดินมาจากนายสุรันดรและนางปราณี เมื่อปี 2544 จากนั้นโจทก์ที่ 5 สร้างบ้านอยู่อาศัย ประกอบกิจค้าขายและให้เช่าพักแรมในชื่อ "บ้านพัก ร." มาจนถึงปัจจุบัน และโจทก์ที่ 7 นำสืบว่า เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2533 นางโสภาพรรณและนางสาวคะนึงนิจ ซื้อที่ดินมาจากนายปัญญา แล้วโจทก์ที่ 7 ซื้อที่ดินต่อจากนางโสภาพรรณและนางสาวคะนึงนิจ คงเป็นการนำสืบเพียงในช่วงที่แต่ละคนซื้อที่ดินมาและเข้าครอบครองที่ดินพิพาทส่วนของตนเท่านั้นและเป็นการซื้อที่ดินที่ไม่มีหลักฐานสำหรับที่ดินเพื่อการอ้างอิงถึงสิทธิครอบครองในที่ดิน ผู้ที่ขายที่ดินจะได้ที่ดินมาโดยชอบหรือไม่ อย่างไรและเมื่อใด ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับหรือไม่ ก็ไม่ปรากฏหลักฐานใด ๆ ที่โจทก์ที่ 2 เบิกความว่า ที่ดินพิพาทอยู่ในชุมชนเก่าที่ชาวบ้านอยู่อาศัยมานานหลายร้อยปี แต่ที่ดินกลับไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดินเลยและมีเฉพาะในส่วนที่โจทก์ทั้งสิบครอบครองซึ่งอยู่ริมแม่น้ำโขงเท่านั้นที่ไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ที่ดิน หาได้อยู่ในส่วนอื่นของชุมชนที่ส่วนใหญ่ใช้เป็นที่อยู่อาศัยไม่ สำหรับโจทก์ที่ 9 นำสืบว่า โจทก์ที่ 9 ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินเมื่อปี 2540 ตกทอดมาจากบิดามารดา และบิดามารดาครอบครองสืบมาต่อจากตายาย โจทก์ที่ 9 ปลูกผักสวนครัวและไม้ยืนต้น แต่โจทก์ที่ 9 เบิกความตอบทนายจำเลยทั้งสองถามค้านว่า ต้นไผ่ ต้นกล้วยและเถาวัลย์ตามภาพถ่ายเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและโจทก์ที่ 9 มิได้อาศัยอยู่ในที่ดินพิพาท พยานหลักฐานตามที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 นำสืบมายังฟังไม่ได้ว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 แต่ละคนได้ครอบครองที่ดินพิพาทสืบต่อจากผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินและโดยไม่ขาดสายตั้งแต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ หากแต่เป็นการเข้าครอบครองภายหลังวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับแล้ว ไม่มีกรณีที่จะทำให้โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 พึงได้รับความคุ้มครองว่าเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ได้ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 จึงไม่มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาท เมื่อที่ดินพิพาทมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นของรัฐ ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 และแม้หากที่ดินพิพาทจะพ้นจากการเป็นที่ชายตลิ่งไปโดยสภาพ เนื่องจากในฤดูฝนน้ำท่วมไม่ถึง ดังโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ฎีกา แต่ที่ดินพิพาทก็ยังคงเป็นของรัฐ ประเภทที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกัน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ตามคำให้การต่อสู้คดีของจำเลยทั้งสอง การที่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทโดยไม่มีสิทธิครอบครองและโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เป็นการต้องห้ามตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 ย่อมไม่มีสิทธิอ้างการครอบครองที่ผิดกฎหมายใช้ยันรัฐได้ไม่ว่าในทางใด การฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐเพื่อไม่ให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท จึงมีผลเท่ากับอ้างสิทธิครอบครองมายันรัฐซึ่งไม่อาจกระทำได้ โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสอง ส่วนจำเลยที่ 1 นั้น พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พุทธศักราช 2457 มาตรา 122 บัญญัติให้นายอำเภอมีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ในกรณีที่มีข้อพิพาทหรือคดีเกี่ยวกับที่ดิน นายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะร่วมกันดำเนินการ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะดำเนินการ ก็ให้มีอำนาจกระทำได้ จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จึงมีอำนาจฟ้องแย้งขอให้บังคับโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 พร้อมบริวารออกไปจากที่ดินพิพาทได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาทั้งสองสำนวนให้เป็นพับ

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

ให้พิจารณาว่า จากข้อเท็จจริงที่โจทก์ทั้งสิบต่างเข้ายึดถือครอบครองที่ดินพิพาทริมตลิ่งแม่น้ำโขงโดยไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ และโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 อ้างว่าครอบครองสืบต่อกันมาตั้งแต่ก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 อันเป็นวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับนั้น ศาลจะวินิจฉัยสถานะของที่ดินพิพาทว่าเป็นที่ดินของเอกชนหรือที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) อย่างไร

ธงคำตอบ

การวินิจฉัยสถานะของที่ดินพิพาทต้องเริ่มจากหลักทั่วไปตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 ที่บัญญัติว่า ที่ดินซึ่งมิได้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบุคคลใด ให้ถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ ประกอบกับหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) ที่กำหนดให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าและที่ดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จากข้อเท็จจริง ที่ดินพิพาทไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์ ไม่ปรากฏหลักฐานทางทะเบียนที่ดินว่ามีบุคคลหนึ่งบุคคลใดได้กรรมสิทธิ์หรือได้สิทธิครอบครองโดยชอบมาก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน ขณะที่ข้ออ้างของโจทก์เรื่องการครอบครองสืบต่อกันมาจากบรรพบุรุษก่อนวันที่ 1 ธันวาคม 2497 ก็ไม่มีหลักฐานยืนยันให้เห็นถึงการได้มาซึ่งสิทธิครอบครองที่ชอบด้วยกฎหมายและมิได้มีการแจ้งการครอบครองตามขั้นตอนในพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 ศาลฎีกาจึงเห็นว่า ไม่อาจรับฟังได้ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของเอกชนหรือมีผู้ได้สิทธิครอบครองโดยชอบแต่ประการใด เมื่อที่ดินพิพาทไม่มีเจ้าของกรรมสิทธิ์เอกชน จึงต้องถือเป็นที่ดินของรัฐและเข้าลักษณะที่ดินรกร้างว่างเปล่าอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามมาตรา 1304 (1) ซึ่งรัฐมีหน้าที่รักษาและจัดให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน

ข้อ 2

ให้พิจารณาว่า ข้ออ้างของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ว่าได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทสืบต่อจากผู้ครอบครองเดิมมาตั้งแต่ก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับนั้น จะเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 ประกอบพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 หรือไม่ โดยพิจารณาว่าโจทก์ได้ปฏิบัติตามเกณฑ์และภาระการพิสูจน์สิทธิครอบครองก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดินครบถ้วนเพียงใด

ธงคำตอบ

ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 4 รับรองสิทธิของบุคคลที่ได้มาซึ่งสิทธิครอบครองในที่ดินก่อนวันที่ประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับ ให้มีสิทธิครอบครองสืบไปและคุ้มครองถึงผู้รับโอน แต่การจะได้รับความคุ้มครองตามมาตรานี้ต้องพิจารณาประกอบกับพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. 2497 มาตรา 5 ที่กำหนดให้ผู้ครอบครองต้องแจ้งการครอบครองที่ดินภายใน 180 วันตามหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีกำหนด การอ้างสิทธิครอบครองก่อนใช้ประมวลกฎหมายที่ดินจึงต้องมีภาระการพิสูจน์ว่า ผู้ครอบครองเดิมได้ครอบครองอยู่จริงโดยชอบมาก่อนวันใช้บังคับ และได้ดำเนินการแจ้งการครอบครองภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด ข้อเท็จจริงในคดีนี้ แม้โจทก์จะนำพยานบุคคลมาเบิกความว่า บรรพบุรุษเคยปลูกพืชไร่ กอไผ่ หรือผักสวนครัวในที่ดินพิพาท แต่ไม่มีหลักฐานยืนยันว่าบุคคลดังกล่าวเคยไปแจ้งการครอบครองต่อทางราชการตามมาตรา 5 และพยานก็ไม่สามารถอธิบายเหตุผลที่สมควรได้ว่าทำไมจึงไม่แจ้งการครอบครอง ทั้งยังปรากฏว่าการซื้อขายสิทธิครอบครองที่โจทก์อ้างเกิดขึ้นภายหลังปี 2530 ซึ่งเป็นภายหลังประมวลกฎหมายที่ดินใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว การครอบครองในภายหลังจึงเป็นเพียงการยึดถือที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์โดยอาศัยการซื้อขายระหว่างเอกชน มิใช่การสืบสิทธิจากผู้ครอบครองเดิมที่ได้รับการรับรองตามมาตรา 4 เมื่อโจทก์ไม่สามารถนำสืบให้ศาลเชื่อได้ว่ามีสิทธิครอบครองที่ได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 4 ประกอบมาตรา 5 ข้ออ้างดังกล่าวจึงฟังไม่ขึ้นและไม่อาจใช้ลบล้างสถานะความเป็นที่ดินของรัฐได้

ข้อ 3

ให้พิจารณาว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ที่ดินพิพาทเคยเป็นที่ริมตลิ่งแม่น้ำโขง และต่อมาสภาพพื้นที่เปลี่ยนไปในทางกายภาพ โดยในฤดูฝนน้ำท่วมไม่ถึงแล้ว โจทก์ฎีกาอ้างว่า ที่ดินส่วนดังกล่าวจึงไม่เป็นที่ดินริมตลิ่งหรือที่ดินสาธารณสมบัติของแผ่นดินอีกต่อไป ศาลฎีกาจะวินิจฉัยผลของการเปลี่ยนแปลงสภาพดังกล่าวต่อสถานะความเป็นทรัพย์สินของรัฐตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) อย่างไร

ธงคำตอบ

การพิจารณาว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินหรือไม่ ต้องพิจารณาจากลักษณะทางกฎหมายของที่ดินมากกว่าการเปลี่ยนแปลงบางประการทางกายภาพเพียงช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มาตรา 1304 (1) แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บัญญัติให้ที่ดินรกร้างว่างเปล่าและที่ดินซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์หรือสงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ในคดีนี้ ศาลฎีกาพิจารณาว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินไม่มีหนังสือสำคัญแสดงกรรมสิทธิ์และอยู่ในเขตริมแม่น้ำโขง ซึ่งโดยสภาพเป็นพื้นที่ที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในลักษณะที่ดินสาธารณะ แม้โจทก์จะฎีกาอ้างว่า ในฤดูฝนน้ำไม่ท่วมถึงแล้ว ที่ดินไม่อยู่ในสภาพชายตลิ่งเหมือนเดิม แต่การเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของระดับน้ำหรือสภาพกายภาพบางส่วน ไม่ทำให้ฐานะความเป็นที่ดินของรัฐและสาธารณสมบัติของแผ่นดินสิ้นสุดลง ที่ดินพิพาทยังคงเป็นที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือที่ดินเพื่อสาธารณประโยชน์ที่สงวนไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชนตามมาตรา 1304 (1) ศาลฎีกาจึงไม่รับฟังข้ออ้างว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพทางกายภาพดังกล่าวทำให้ที่ดินพิพาทกลายมาเป็นที่ดินของเอกชนหรือที่เอกชนเข้าครอบครองโดยชอบได้

ข้อ 4

ให้พิจารณาว่า เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐและการเข้าครอบครองของโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เป็นการยึดถือโดยฝ่าฝืนประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 แล้ว โจทก์ทั้งห้าจะมีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ เพื่อขอให้ศาลห้ามมิให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาทหรือขอให้เพิกถอนการดำเนินการดังกล่าวได้หรือไม่ และเพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

หลักตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 9 กำหนดห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การเข้าครอบครองที่ดินของรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาตจึงเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย หาใช่การครอบครองที่ก่อให้เกิดสิทธิที่ชอบด้วยกฎหมายไม่ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินของรัฐและโจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 เข้ายึดถือครอบครองโดยไม่มีสิทธิและไม่ปรากฏใบอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ การครอบครองดังกล่าวจึงเป็นการครอบครองที่ผิดกฎหมาย สิทธิครอบครองในลักษณะเช่นนี้ไม่อาจนำมาอ้างเป็นฐานให้บุคคลดังกล่าวมีอำนาจฟ้องต่อศาลเพื่อระงับยับยั้งการใช้สิทธิของรัฐในการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงได้ การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เพื่อให้ศาลมีคำพิพากษาห้ามมิให้ออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในที่ดินพิพาท จึงมีผลเป็นการนำสิทธิครอบครองที่ผิดกฎหมายมายันรัฐ ซึ่งไม่อาจกระทำได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งสองในส่วนคำขอดังกล่าว และคำฟ้องย่อมต้องถูกยกฟ้องโดยไม่จำต้องวินิจฉัยในเนื้อหาสิทธิอื่นต่อไป

ข้อ 5

ให้พิจารณาว่า ภายใต้ข้อเท็จจริงที่จำเลยที่ 1 เป็นหน่วยงานของรัฐ และจำเลยที่ 2 เป็นนายอำเภอซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องในการดูแลรักษาที่ดินสาธารณะตามกฎหมาย เมื่อมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการบุกรุกที่ดินริมตลิ่งแม่น้ำโขงอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 จะมีอำนาจฟ้องแย้งขอให้ศาลมีคำพิพากษาขับไล่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายทรัพย์สินออกไปตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 122 หรือไม่ อย่างไร

ธงคำตอบ

พระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ. 2457 มาตรา 122 บัญญัติให้นายอำเภอมีหน้าที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการดูแลรักษาและคุ้มครองป้องกันที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน และกำหนดให้ในกรณีมีข้อพิพาทหรือคดีเกี่ยวกับที่ดินดังกล่าว นายอำเภอและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะร่วมกันดำเนินการ หรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดำเนินการก็ได้ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1304 (1) และเป็นที่ดินของรัฐตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 2 การที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นหน่วยงานของรัฐ โดยจำเลยที่ 2 ในนามนายอำเภอใช้สิทธิฟ้องแย้งต่อศาล ขอให้ขับไล่โจทก์ที่ 1 ที่ 2 ที่ 5 ที่ 7 และที่ 9 พร้อมบริวารออกจากที่ดินพิพาท รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีหรือจำเลยดำเนินการแทนหากโจทก์ไม่ดำเนินการเอง จึงอยู่ภายในขอบเขตหน้าที่และอำนาจที่กฎหมายให้นายอำเภอและหน่วยงานของรัฐมีหน้าที่คุ้มครองที่ดินสาธารณะ การฟ้องแย้งในลักษณะดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันและระงับการบุกรุกที่ดินของรัฐ และเพื่อคืนสภาพที่ดินให้กลับมาเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินให้ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 มีอำนาจฟ้องแย้งโดยชอบและยืนยันคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ให้ขับไล่โจทก์ออกจากที่ดินพิพาทตามคำขอฟ้องแย้ง 




สิทธิครอบครอง

สิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. และการยึดหน่วงเอกสารสิทธิ(ฎีกา 1967/2552)
การปลูกสร้างรุกล้ำที่ดิน และกรณีวินิจฉัยนอกประเด็นในอุทธรณ์,ป.พ.พ. มาตรา 1312,(ฎีกา 4954/2566)
สิทธิครอบครองที่ดิน & เพิกถอนโฉนด, ข้อพิพาท น.ส.3 กับสิทธิครอบครองจริง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 339/2551: สิทธิอาศัยที่สิ้นสุดเมื่อรื้อถอนบ้าน และอำนาจผู้จัดการมรดกในการฟ้องขับไล่
ข้อพิพาทเรื่องที่ดินรัฐ, สิทธิครอบครองที่ดิน, ฟ้องขับไล่ผู้บุกรุกที่ดิน, สิทธิเหนือพื้นดินโอนมรดก, พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ
ขอออกหนังสือ น.ส. 3ก-ทับที่ดินของผู้อื่น
สิทธิครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ยังไม่ได้จดทะเบียน
สิทธิครอบครองตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย, ยึดถือที่ดินเพื่อตน
มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือครอบครองแทน
ที่ดินของรัฐยังไม่ได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์
อยู่ในที่ดินโดยอาศัยสิทธิการเช่าของผู้อื่น
ผู้อาศัยสิทธินำที่ดินไปขายผู้รับโอนไม่มีสิทธิ