
| สิทธิครอบครองที่ดิน น.ส.3 ก. และการยึดหน่วงเอกสารสิทธิ(ฎีกา 1967/2552)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) และการยึดหน่วงเอกสารสิทธิ โดยมีประเด็นสำคัญว่าคำให้การของจำเลยที่ขัดแย้งกันเองจะทำให้เกิดข้อพิพาทเกี่ยวกับลักษณะที่ดินหรือไม่ อีกทั้งยังมีการวินิจฉัยถึงอำนาจของศาลในการยึดถือคำพิพากษาศาลฎีกาเดิมต่อบุคคลภายนอกตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) รวมถึงหลักการเกี่ยวกับการรับโอนครอบครองที่ดินโดยเด็ดขาดและเงื่อนไขของสิทธิยึดหน่วงเอกสารสิทธิเมื่อมีการกู้ยืมเงินที่ยังไม่ถูกชำระคืน ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2266 และออกจากที่ดินพิพาท พร้อมเรียกค่าเสียหายรายเดือน อ้างอิงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5379/2544 ซึ่งได้วินิจฉัยแล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินแปลงดังกล่าว จำเลยให้การและยังมีการแก้ไขคำให้การ โดยอ้างว่า • ที่ดินตาม น.ส.3 ก. เลขที่ 2266 เป็นที่ดิน ส.ป.ก. คนละแปลงกับที่ตนใช้ประโยชน์ • แต่ขณะเดียวกันระบุว่า ตนได้รับมอบการครอบครองที่ดินแปลงเดียวกันจากนายทวีโดยชอบ • และอ้างสิทธิยึดหน่วงเอกสารสิทธิเนื่องจากนายทวียังไม่คืนเงินกู้ คำให้การของจำเลยจึงมีความย้อนแย้งกันเองจนไม่อาจก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทใหม่เกี่ยวกับลักษณะที่ดินหรือสิทธิครอบครองได้ ศาลจึงพิจารณาตามฟ้องโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทกับที่ดินที่จำเลยครอบครองเป็นที่เดียวกัน และโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามคำพิพากษาถาวรเดิม ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นหลักมีดังนี้ • คำให้การที่ขัดแย้งกันเองของจำเลย จะทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องลักษณะที่ดินหรือไม่ • คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีเดิม (5379/2544) สามารถใช้ยันจำเลยซึ่งไม่ใช่คู่ความเดิมได้หรือไม่ • จำเลยมีสิทธิยึดหน่วงหนังสือรับรองการทำประโยชน์เพื่อประกันหนี้หรือไม่ • จำเลยมีสิทธิดีกว่าโจทก์หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา คำให้การที่ขัดแย้งกันเอง “ไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทใหม่” จำเลยอ้างสองประเด็นที่สวนทางกัน คือ 1. ที่ดินที่มี น.ส.3 ก. เป็นของ ส.ป.ก. คนละแปลงกับของตน 2. ตนได้รับที่ดินแปลงนี้จากนายทวีโดยชอบ เมื่อคำให้การขัดแย้งกันเช่นนี้ ศาลถือว่าไม่เกิดประเด็นข้อพิพาท และสามารถรับฟังคำฟ้องของโจทก์เป็นหลักได้ตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง คำพิพากษาศาลฎีกาคดีเดิมผูกพันบุคคลภายนอกตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2) แม้จำเลยจะไม่ใช่คู่ความในคดี 5379/2544 แต่กฎหมายกำหนดว่า หากคดีได้วินิจฉัยสิทธิในทรัพย์สินอย่างเด็ดขาดแล้ว คำพิพากษานี้ย่อมใช้ยันบุคคลภายนอกซึ่งเข้าครอบครองภายหลังได้ ดังนั้น จำเลยต้องยอมรับผลของคำพิพากษาเดิมที่ได้ชี้ขาดไปแล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท การรับที่ดินโดยเด็ดขาดเป็น “การโอนครอบครอง” ไม่ใช่ “ประกันหนี้” จำเลยรับว่า • นายทวีไม่สามารถชำระเงินกู้ได้ • จึงยกที่ดินให้จำเลย “โดยเด็ดขาด” • จำเลยครอบครองโดยสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของเกินหนึ่งปี การรับมอบลักษณะนี้เป็น “การรับโอนการครอบครอง” ไม่ใช่การจำนำหรือประกันหนี้ จึงไม่ก่อสิทธิยึดหน่วงใด ๆ เมื่อเทียบกับสิทธิครอบครองของโจทก์ที่ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยไว้แล้ว จำเลยไม่มีสิทธิดีกว่าโจทก์และไม่มีสิทธิยึดหน่วง น.ส.3 ก. เมื่อจำเลยไม่ได้ให้การว่า • ตนมีสิทธิดีกว่าโจทก์ด้วยเหตุอื่น และ • คำพิพากษาเดิมรับรองสิทธิครอบครองของโจทก์โดยชัดเจน จึงต้องถือว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และจำเลยไม่อาจกักเอกสาร น.ส.3 ก. ไว้ได้ ผลตามกฎหมาย ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่าง ให้จำเลยส่งคืนเอกสารสิทธิออกจากที่ดินและชดใช้ค่าเสียหายตามที่กำหนด หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้ • คำให้การที่ขัดแย้งกันเอง ไม่ทำให้เกิดประเด็นข้อพิพาท • คำพิพากษาถึงที่สุดเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์สิน ใช้ยันบุคคลภายนอกได้ (ป.วิ.พ. ม.145 วรรคสอง (2)) • การรับมอบที่ดิน “โดยเด็ดขาด” เป็นการโอนครอบครอง ไม่ใช่การประกันหนี้ • ผู้รับโอนครอบครองโดยสงบ เปิดเผย เกินหนึ่งปี ย่อมมีฐานะผู้ครอบครอง แต่ยังต้องเคารพสิทธิตามคำพิพากษาที่ผูกพันมาก่อนแล้ว • สิทธิยึดหน่วงต้องมีฐานทางกฎหมายชัดเจน และไม่อาจใช้ต้านสิทธิครอบครองที่ศาลรับรองไปแล้ว สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ย้ำหลักสำคัญว่า การให้การโดยขัดแย้งกันของจำเลยไม่อาจสร้างข้อพิพาทใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงผลแห่งคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วได้ อีกทั้งคำพิพากษาว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินผูกพันบุคคลภายนอกตามกฎหมาย จำเลยจึงไม่อาจอ้างสิทธิครอบครองหรือสิทธิยึดหน่วงเหนือโจทก์ได้ และต้องส่งคืนเอกสารสิทธิรวมถึงออกจากที่ดินพิพาท สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับ น.ส.3 ก. เลขที่ 2266 แก่โจทก์ พร้อมให้ออกจากที่ดินพิพาท และชำระค่าเสียหายรายเดือนจนกว่าจะส่งคืนเอกสารสิทธิและออกจากที่ดิน 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และกำหนดค่าทนายความเพิ่มเติมให้โจทก์ 3. ศาลฎีกา เห็นว่าคำให้การจำเลยขัดแย้งกัน ไม่ทำให้เกิดประเด็นพิพาทใหม่ อีกทั้งคำพิพากษาเดิมใช้ยันบุคคลภายนอกได้ตาม ม.145 วรรคสอง (2) จำเลยไม่มีสิทธิดีกว่าโจทก์ จึงพิพากษายืน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1967/2552 โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ฟ้องขับไล่ ท.และศาลฎีกาพิพากษาให้โจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2266 ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5379/2544 คำให้การและคำร้องแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยระบุว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2266 อยู่ในเขตที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ซึ่งเป็นที่ดินคนละแปลงกับที่ดินที่จำเลยครอบครองและใช้ประโยชน์ และยังได้ระบุว่า จำเลยเป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2266 โดยรับมอบการครอบครองมาจาก ท. โดยชอบ จนได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทกับมีสิทธิยึดหน่วงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2266 เนื่องจากจำเลยยังไม่ได้รับชำระคืนเงินกู้และดอกเบี้ยจาก ท. คำให้การของจำเลยดังกล่าวจึงขัดแย้งกันไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทว่า ที่ดินพิพาทกับที่ดินที่จำเลยครอบครองเป็นที่ดินคนละแปลงหรือไม่ และจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2266 หรือไม่ กรณีจึงรับฟังได้ตามคำฟ้องโจทก์ว่า ที่ดินพิพาทกับที่ดินที่จำเลยครอบครองเป็นที่ดินแปลงเดียวกัน และโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5379/2544 แม้จำเลยไม่ใช่คู่ความในคดีที่ศาลฎีกาพิพากษาก็ตาม แต่คำพิพากษาในคดีดังกล่าวก็ใช้ยันจำเลยผู้เป็นบุคคลภายนอกได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 วรรคสอง (2) ดังนั้น เมื่อจำเลยให้การรับว่า ได้รับที่ดินพิพาทมาจาก ท. ซึ่งไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่จำเลยได้ อันเป็นการรับมอบที่ดินโดยเด็ดขาด มิใช่เพื่อประกันการชำระหนี้ดังที่กล่าวไว้ในคำให้การครั้งแรก แล้วได้ครอบครองโดยสงบ เปิดเผย เจตนาเป็นเจ้าของเกินกว่า 1 ปี ทำให้ได้สิทธิครอบครอง โดยไม่ได้ให้การว่า จำเลยมีสิทธิดีกว่าโจทก์ด้วยเหตุประการอื่น จำเลยจึงไม่มีสิทธิในที่ดินพิพาทตามบทบัญญัติข้างต้น โจทก์ย่อมเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท จำเลยไม่มีสิทธิยึดหน่วงหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2266 ไว้แม้ว่า ท.ยังไม่ได้ชำระเงินยืมและดอกเบี้ยแก่จำเลยก็ตาม โจทก์ฟ้องให้จำเลยส่งมอบต้นฉบับหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2266 หรือให้ศาลสั่งออกใบแทน หากไม่ปฏิบัติให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา พร้อมทั้งขับไล่จำเลยและบริวารออกจากที่ดินพิพาท และให้ชำระค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาทตั้งแต่วันฟ้องจนกว่าจะส่งคืนเอกสารและออกจากที่ดิน จำเลยให้การปฏิเสธและขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยส่งมอบ น.ส.3 ก. และออกจากที่ดินพิพาท พร้อมชำระค่าเสียหายเดือนละ 2,000 บาทจนกว่าจะส่งคืนเอกสารสิทธิและออกจากที่ดิน รวมทั้งให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความบางส่วน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยฎีกา แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คำให้การของจำเลยขัดแย้งกันเอง กล่าวคือ อ้างทีหนึ่งว่าที่ดินตาม น.ส.3 ก. เป็นที่ดิน ส.ป.ก. คนละแปลง แต่ขณะเดียวกันกลับอ้างว่าตนได้รับมอบการครอบครองในแปลงเดียวกันจากนายทวี พร้อมอ้างสิทธิยึดหน่วงเอกสารสิทธิ จึงไม่เกิดประเด็นข้อพิพาทใหม่ ศาลรับฟังตามคำฟ้องว่า ที่ดินพิพาทเป็นแปลงเดียวกับที่จำเลยครอบครอง และโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5379/2544 ซึ่งใช้ยันบุคคลภายนอกได้ตาม ม.145 วรรคสอง (2) เมื่อจำเลยรับว่าที่ดินได้มาจากนายทวีโดยเด็ดขาดเพราะชำระหนี้ไม่ได้ จึงเป็นการโอนครอบครอง ไม่ใช่การรับประกันหนี้ และจำเลยไม่ได้แสดงว่าตนมีสิทธิดีกว่าโจทก์ จึงไม่มีสิทธิยึดหน่วง น.ส.3 ก. ไว้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ บทความ : การตีความสิทธิครอบครองที่ดิน – สิทธิยึดหน่วงเอกสารสิทธิ – และปัญหาคำให้การขัดแย้งของจำเลย การตีความสิทธิครอบครองที่ดินและข้อพิพาทเกี่ยวกับเอกสารสิทธิเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นบ่อยในคดีแพ่ง โดยเฉพาะในกรณีที่คู่กรณีต่างอ้างตนเป็นผู้ครอบครองหรือมีสิทธิที่ดีกว่าอีกฝ่าย หนึ่งในหลักกฎหมายสำคัญคือ การตีความ “สิทธิครอบครอง” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งมุ่งคุ้มครองผู้ครอบครองที่ดินที่แสดงการใช้ประโยชน์อย่างสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของ แม้ยังไม่มีกรรมสิทธิ์อย่างสมบูรณ์ก็ตาม การครอบครองในลักษณะเช่นนี้ก่อให้เกิดสถานะทางกฎหมายที่เรียกว่า “ผู้ครอบครอง” โดยมีสิทธิตามมาตรา 1367 เป็นต้นไป ซึ่งครอบคลุมถึงการคุ้มครองการครอบครองไม่ให้ถูกรบกวน และเปิดทางให้ผู้ครอบครองใช้สิทธิฟ้องร้องเพื่อปกป้องสถานะของตนได้ อย่างไรก็ตาม สิทธิครอบครองย่อมมีขอบเขตตามกฎหมาย และต้องไม่ขัดต่อสิทธิของบุคคลอื่นที่มีฐานะทางกฎหมายที่เหนือกว่า เช่น ผู้มีกรรมสิทธิ์หรือผู้ที่มีสิทธิครอบครองมาก่อนตามคำพิพากษาถึงที่สุด ศาลฎีกาเคยวางหลักว่า หากศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าบุคคลหนึ่งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินใด คำพิพากษานั้นสามารถใช้ยันบุคคลภายนอกที่เข้าครอบครองภายหลังได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) แม้บุคคลดังกล่าวไม่ได้เป็นคู่ความในคดีเดิมก็ตาม หลักนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติ เพราะป้องกันไม่ให้เกิดการอ้างสิทธิโดยพลการเพียงเพื่อหลีกเลี่ยงผลของคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว อีกประเด็นหนึ่งที่มักถูกหยิบยกขึ้นในคดีที่ดิน คือ “สิทธิยึดหน่วงเอกสารสิทธิ” ซึ่งผู้ครอบครองบางรายอ้างเพื่อต่อสู้ไม่ยอมส่งคืนเอกสาร น.ส.3 ก. หรือเอกสารสิทธิประเภทอื่น โดยอ้างว่าเจ้าของที่ดินยังไม่ชำระหนี้ เช่น เงินกู้หรือค่าไถ่ถอน อย่างไรก็ดี การยึดหน่วงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเป็นกรณีที่กฎหมายรับรองไว้ เช่น สิทธิยึดหน่วงตามมาตรา 324 และต้องเป็นกรณีที่ผู้ถือครองได้ยึดทรัพย์ไว้โดยชอบด้วยกฎหมายเพื่อประกันการชำระหนี้ หากการรับมอบทรัพย์เกิดขึ้นโดย “เด็ดขาด” ไม่ใช่เพื่อเป็นประกันหนี้ สิทธิยึดหน่วงย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ ศาลฎีกาหลายคดีชี้ชัดว่า หากผู้รับมอบทรัพย์ยอมรับข้อเท็จจริงว่าเจ้าของที่ดินยกที่ดินให้โดยเด็ดขาดเนื่องจากไม่สามารถชำระหนี้ สิทธินั้นจะถือเป็นการโอนการครอบครอง มิใช่การให้เป็นประกันหนี้ การยึดหน่วงเอกสารสิทธิที่ดินจึงใช้ต่อสู้ไม่ได้ อีกประเด็นสำคัญทางวิธีพิจารณาความ คือ “คำให้การที่ขัดแย้งกันของจำเลย” ซึ่งมักเกิดขึ้นในคดีที่ดิน เมื่อจำเลยพยายามอ้างหลายเหตุผลเพื่อปฏิเสธสิทธิของโจทก์ เช่น อ้างว่า ที่ดินที่ตนถือครองไม่ใช่แปลงเดียวกับที่โจทก์ฟ้อง แต่ในขณะเดียวกันกลับอ้างว่า ได้รับมอบการครอบครองในแปลงเดียวกันจากบุคคลอื่น เป็นต้น การให้การที่สวนทางกันเช่นนี้ถือเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สอดคล้องกันจนไม่อาจทำให้เกิดประเด็นข้อพิพาทใหม่ได้ ศาลฎีกาวางหลักว่าคู่ความต้องยืนยันข้อเท็จจริงอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างชัดเจน คำให้การที่มีความย้อนแย้งภายในตนเองไม่เป็นประเด็นที่ศาลต้องวินิจฉัย เพราะไม่อาจรับฟังได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรแน่ เมื่อคำให้การของจำเลยไม่ก่อให้เกิดข้อพิพาท ศาลจึงสามารถรับฟังตามคำฟ้องของโจทก์เป็นหลัก โดยเฉพาะเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดรองรับอยู่ก่อนแล้ว ผลคือจำเลยไม่อาจอ้างเหตุขัดแย้งหรือสิทธิใดที่เหนือกว่าสิทธิของโจทก์ได้ แม้จะอ้างว่าตนได้รับโอนครอบครองในภายหลังก็ตาม ภาพรวมของหลักกฎหมายทั้งสามประเด็นนี้ชี้ให้เห็นความสำคัญของความสอดคล้องในคำให้การ การใช้สิทธิยึดหน่วงอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และความหมายของสิทธิครอบครองในทางแพ่ง ซึ่งศาลให้ความคุ้มครองเฉพาะการครอบครองที่ชอบด้วยกฎหมายและไม่กระทบสิทธิที่ผู้อื่นมีอยู่ก่อนแล้ว บทเรียนสำคัญคือ การอ้างสิทธิต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่มั่นคงและสอดคล้อง ไม่ใช่ขัดแย้งกันเอง เพราะศาลจะถือเป็นเพียงการต่อสู้เพื่อหลีกเลี่ยงผลทางกฎหมาย ไม่ใช่ข้อพิพาทที่แท้จริงในทางสารบัญญัติหรือทางสิทธิ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม-คำตอบ 1. สิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) คืออะไร และแตกต่างจากกรรมสิทธิ์อย่างไร คำถาม-คำตอบ สิทธิครอบครองที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นสถานะทางกฎหมายของผู้ที่ครอบครองและใช้ประโยชน์ในที่ดินโดยสงบ เปิดเผย และมีเจตนาเป็นเจ้าของ โดยมีเอกสารทางราชการยืนยันการทำประโยชน์ แต่ยังไม่ใช่กรรมสิทธิ์สมบูรณ์เช่นโฉนด ผู้มีสิทธิครอบครองย่อมมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อคุ้มครองการครอบครองและเรียกคืนเอกสารสิทธิจากผู้ที่ยึดถือไว้โดยมิชอบ อย่างไรก็ดี สิทธิครอบครองยังต้องยอมรับฐานะของผู้ที่มีสิทธิดีกว่าตามคำพิพากษาถึงที่สุดหรือเอกสารสิทธิที่มั่นคงกว่า เช่น ในกรณีที่ศาลวินิจฉัยแล้วว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินดังกล่าว บุคคลภายนอกที่เข้าครอบครองภายหลังย่อมไม่อาจอ้างสิทธิขัดต่อคำพิพากษาได้ 2. คำพิพากษาถึงที่สุดเกี่ยวกับสิทธิในที่ดินสามารถใช้ยันบุคคลภายนอกได้อย่างไร ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) คำถาม-คำตอบ เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดชี้ขาดสิทธิในทรัพย์สิน เช่น สิทธิครอบครองที่ดิน คำพิพากษาดังกล่าวไม่เพียงผูกพันเฉพาะคู่ความในคดีเท่านั้น แต่ยังสามารถนำไปใช้ยันบุคคลภายนอกที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นในภายหลังได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 วรรคสอง (2) หากบุคคลภายนอกอ้างสิทธิครอบครองในที่ดินแปลงเดียวกันภายหลังคำพิพากษา ศาลอาจวินิจฉัยว่าบุคคลดังกล่าวต้องรับผลแห่งคำพิพากษาที่ตัดสินสิทธิไว้ก่อนแล้ว และไม่อาจอ้างข้อเท็จจริงหรือเอกสารขัดแย้งเพื่อทำลายความมั่นคงแห่งสิทธิที่ได้ถูกวินิจฉัยไปก่อนหน้าแล้ว 3. หากคำให้การของจำเลยมีความขัดแย้งกันเอง ศาลจะพิจารณาอย่างไรในแง่ประเด็นข้อพิพาท คำถาม-คำตอบ ในทางวิธีพิจารณาความ หากจำเลยให้การหรือแก้ไขคำให้การโดยอ้างข้อเท็จจริงที่ขัดแย้งกันเองในสาระสำคัญ เช่น อ้างครั้งหนึ่งว่าที่ดินพิพาทเป็นคนละแปลงกับที่ตนครอบครอง แต่อีกครั้งกลับรับว่าตนได้รับมอบการครอบครองที่ดินตามเอกสารสิทธิเดียวกับที่โจทก์อ้าง ศาลย่อมเห็นได้ว่าคำให้การดังกล่าวขาดเอกภาพและไม่ก่อให้เกิดประเด็นข้อพิพาทที่แท้จริง เมื่อไม่มีประเด็นข้อพิพาทอันชัดเจน ศาลจึงมีอำนาจรับฟังข้อเท็จจริงตามคำฟ้องและหลักฐานฝ่ายโจทก์เป็นหลัก โดยเฉพาะเมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดเดิมรองรับอยู่แล้วว่าที่ดินพิพาทและสิทธิครอบครองเป็นของฝ่ายโจทก์ การให้การที่ย้อนแย้งกันของจำเลยจึงไม่อาจใช้ทำลายผลแห่งคำพิพากษาเดิมได้ 4. หลักเกณฑ์ของสิทธิยึดหน่วงเอกสารสิทธิที่ดินเป็นอย่างไร และในกรณีใดที่จำเลยไม่อาจอ้างสิทธิยึดหน่วงได้ คำถาม-คำตอบ สิทธิยึดหน่วงเป็นสิทธิที่กฎหมายยอมให้เจ้าหนี้หรือผู้ครอบครองทรัพย์ของลูกหนี้ยึดถือทรัพย์นั้นไว้เพื่อประกันการชำระหนี้ได้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้หรือได้รับการคุ้มครองตามสมควร ทั้งนี้ต้องเป็นกรณีที่การครอบครองทรัพย์นั้นเกิดขึ้นในฐานะที่เกี่ยวข้องกับหนี้โดยชอบ เช่น รับทรัพย์ไว้เพื่อซ่อม ขนส่ง หรือเก็บรักษา แต่หากการรับมอบที่ดินหรือเอกสารสิทธิเป็นการโอนโดยเด็ดขาดเพื่อทดแทนการชำระหนี้ มิใช่การรับไว้เป็นประกันหนี้ ผู้รับมอบย่อมไม่มีฐานะเจ้าหนี้ผู้มีสิทธิยึดหน่วง เมื่อจำเลยยอมรับว่าที่ดินหรือเอกสารสิทธิได้มาจากคู่สัญญาโดยเด็ดขาดเพราะไม่สามารถใช้หนี้ได้ การอ้างสิทธิยึดหน่วงจึงขัดต่อข้อเท็จจริงที่ตนรับเอง และไม่เข้าเงื่อนไขตามบทบัญญัติกฎหมายแพ่ง สิทธิยึดหน่วงจึงใช้ต่อสู้มิได้ 5. การรับมอบการครอบครองที่ดินโดยเด็ดขาดแทนการใช้หนี้ มีผลอย่างไรต่อสิทธิของผู้รับมอบเมื่อเทียบกับสิทธิของโจทก์ คำถาม-คำตอบ เมื่อมีการรับมอบการครอบครองที่ดินโดยเด็ดขาดแทนการใช้หนี้ หมายความว่าลูกหนี้ยินยอมโอนการครอบครองทรัพย์ให้เจ้าหนี้โดยถาวร ไม่ใช่เพียงการส่งมอบทรัพย์เพื่อเป็นประกันการชำระหนี้ ผู้รับมอบจึงมีสถานะเป็นผู้ครอบครองโดยสงบ เปิดเผย และเจตนาเป็นเจ้าของได้ในทางข้อเท็จจริง อย่างไรก็ดี สิทธิดังกล่าวยังต้องไม่ขัดกับสิทธิของผู้ที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดรองรับมาก่อนแล้ว หากคำพิพากษาเดิมชี้ชัดว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาท สิทธิของผู้รับมอบภายหลังไม่อาจมีลำดับสูงกว่าหรือขัดต่อคำพิพากษาดังกล่าวได้ และไม่อาจใช้เป็นเหตุอ้างสิทธิยึดหน่วงหรือปฏิเสธการคืนเอกสารสิทธิให้เจ้าของที่แท้จริง 6. กรณีที่โจทก์ฟ้องขอให้ส่งคืนเอกสารสิทธิและขับไล่ออกจากที่ดินพิพาท ศาลพิจารณาค่าเสียหายและผลทางแพ่งอย่างไร คำถาม-คำตอบ เมื่อโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยชอบ และจำเลยครอบครองที่ดินหรือยึดถือเอกสารสิทธิไว้โดยไม่มีฐานสิทธิ ศาลย่อมมีอำนาจพิพากษาให้จำเลยส่งคืนเอกสารสิทธิ ออกจากที่ดินพิพาท และห้ามมิให้จำเลยหรือบริวารเข้าเกี่ยวข้องอีกต่อไป นอกจากนั้น ศาลยังอาจกำหนดให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเป็นรายเดือนนับแต่วันฟ้องหรือวันที่เริ่มรบกวนสิทธิครอบครองของโจทก์ จนกว่าจะส่งคืนเอกสารสิทธิและออกจากที่ดิน รวมถึงกำหนดให้จำเลยรับผิดชอบค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความตามดุลพินิจ เพื่อชดเชยความเสียหายที่เกิดจากการถูกรบกวนสิทธิและเป็นมาตรการยับยั้งการละเมิดต่อสิทธิในทรัพย์สินของบุคคลอื่น 7. คดีลักษณะนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายใดแก่เจ้าของที่ดินและผู้ครอบครองเอกสารสิทธิ คำถาม-คำตอบ คดีลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นว่า เจ้าของที่ดินหรือผู้มีสิทธิครอบครองตามเอกสารสิทธิ ควรใช้สิทธิดำเนินคดีให้ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดเพื่อสร้างความมั่นคงแห่งสิทธิในทรัพย์สิน เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว สิทธิดังกล่าวย่อมสามารถใช้ยันบุคคลภายนอกได้ และลดความเสี่ยงจากการถูกอ้างสิทธิโดยไม่มีมูล ส่วนผู้ครอบครองเอกสารสิทธิหรือผู้รับมอบที่ดินเพียงโดยพฤติการณ์ ต้องระมัดระวังในการให้การต่อสู้คดีไม่ให้ขัดแย้งกันเอง และไม่ควรอ้างสิทธิยึดหน่วงหรือสิทธิดีกว่าผู้อื่นโดยปราศจากบทกฎหมายรองรับ มิฉะนั้นอาจถูกศาลวินิจฉัยว่าขาดสิทธิ และต้องส่งคืนเอกสารสิทธิรวมทั้งออกจากที่ดินพร้อมรับผิดในค่าเสียหาย |




