ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletทนายความฟ้องหย่า
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletฟ้องหย่า
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletวิชาชีพทนายความ


เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน

 



มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือครอบครองแทน

ทนายความ

-ปรึกษากฎหมาย ทนายคามลีนนท์  พงษ์ศิริสุวรรณ โทร. 085-9604258

-ติดต่อทางอีเมล email   :   leenont0859604258@yahoo.co.th

-ปรึกษากฎหมายผ่านทางไลน์ ไอดีไลน์ ID  LINE  :  leenont 

มีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือครอบครองแทน

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทเพื่อนำมาใช้ในกิจการเหมืองแร่ สวนยางพาราโดยจดทะเบียนใส่ชื่อนายชัยสิน และจำเลย 9 คน เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองแทนโจทก์โจทก์ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินอย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยใช้ปลูกต้นยางพารา และใช้ประโยชน์อื่น ต่อมานายชัยสินและนายเกรียงไกรถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 และที่ 5 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนายชัยสินและนายเกรียงไกร โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งหมดคืนแก่โจทก์ ในระหว่างการพิจารณาของศาลจำเลยที่ 2 ดำเนินการให้บุคคลภายนอกเข้ามาตัดต้นยางพาราในที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายอันเป็นการกระทำให้เปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายหรือโอนไปยังผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทหากภายหลังโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีย่อมจะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ จึงมีเหตุสมควรสั่งห้ามไม่ให้จำเลยที่ 2 เข้าตัดฟันต้นยางพาราในที่ดินพิพาทระหว่างพิจารณาคดีไว้เป็นการชั่วคราว

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  1366/2553
 
          โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยกล่าวอ้างว่า การทำสวนยางพาราเป็นกิจการอย่างหนึ่งของโจทก์ และโจทก์ใช้ที่ดินพิพาทบางแปลงทำสวนยางพารา เมื่อต้นยางพาราซึ่งเป็นไม้ยืนต้นเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทรวมทั้งต้นยางพารา การที่โจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสิบเอ็ด จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 11 ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ มีผลเท่ากับเป็นการโต้เถียงสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและต้นยางพารา ถือได้ว่าต้นยางพาราในที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่พิพาทกันในคดีด้วย เมื่อในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจำเลยที่ 2 ดำเนินการให้บุคคลภายนอกเข้ามาตัดต้นยางพาราในที่ดินพิพาทเพื่อนำออกขายอันเป็นการกระทำให้เปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายหรือโอนไปยังผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทตาม ป.วิ.พ. มาตรา 255 (2) หากภายหลังโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีย่อมจะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ จึงมีเหตุสมควรสั่งห้ามไม่ให้จำเลยที่ 2 เข้าตัดฟันต้นยางพาราในที่ดินพิพาทระหว่างพิจารณาคดีไว้เป็นการชั่วคราวตามมาตรา 254 (2)
 
          คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องว่า โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทหลายแปลงเพื่อนำมาใช้ในกิจการเหมืองแร่ สวนยางพารา และประกอบธุรกิจอย่างอื่นของโจทก์ โดยจดทะเบียนใส่ชื่อนายชัยสิน นายเกรียงไกร จำเลยที่ 2 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 11 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองแทนโจทก์รวม 109 แปลง โจทก์ได้ใช้ประโยชน์ในที่ดินดังกล่าวอย่างเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยใช้ปลูกต้นยางพารากับให้บุคคลในตระกูลอยู่อาศัยบ้าง ปลูกบ้านพักคนงานหรือใช้เป็นสถานที่ทำงานบ้าง บางแปลงก็ให้บุคคลภายนอกเช่า รวมทั้งปลูกอาคารในที่ดินเพื่อแบ่งขายและให้เช่าบ้าง ต่อมานายชัยสินและนายเกรียงไกรถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2 และที่ 5 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการมรดกร่วมกันของนายชัยสินและนายเกรียงไกร โจทก์แจ้งให้จำเลยที่ 2 และที่ 5 ในฐานะส่วนตัวและในฐานะผู้จัดการมรดกร่วมกันของนายชัยสินและนายเกรียงไกรกับจำเลยอื่นที่ถือกรรมสิทธิ์และถือสิทธิครอบครองแทนโจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินทั้งหมดคืนแก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสิบเอ็ดเพิกเฉย ขอให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดจดทะเบียนโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ภายใน 30 วัน นับแต่วันพิพากษาโดยให้จำเลยทั้งสิบเอ็ดเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน มิฉะนั้นให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยทั้งสิบเอ็ด

          จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 11 ให้การทำนองเดียวกันว่า ที่ดินพิพาทเป็นของนายชัยสิน นายเกรียงไกร จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 11 นายชัยสิน นายเกรียงไกร จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 8 ที่ 10 และที่ 11 มิได้ถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินแทนโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

          จำเลยที่ 4 ยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำให้การจำเลยที่ 4

          ก่อนสืบพยาน โจทก์ยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยยื่นคำร้องขอในกรณีมีเหตุฉุกเฉินว่า จำเลยที่ 2 ขายต้นยางพาราที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1337 และ 1338 ตำบลเทพกษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งมีชื่อนายชัยสินถือกรรมสิทธิ์แทนโจทก์ แก่นายปรารถนา ต่อมานายปรารถนาให้คนงานเข้าไปตัดต้นยางพาราในที่ดินพิพาทดังกล่าวเนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ คิดเป็นเงิน 1,800,000 บาท และจะเข้าตัดต้นยางพาราที่เหลือประมาณ 40 ไร่ ต่อไป ทำให้โจทก์เสียหาย ขอให้มีคำสั่งห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยที่ 2 หรือผู้จัดการมรดกของนายชัยสินและนายปรารถนากับพวกเข้าไปตัดต้นยางพาราในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1337 และ 1338 และห้ามเข้าไปกระทำการใด ๆ ในที่ดินทั้งสองแปลงจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง และให้จำเลยที่ 2 กับนายปรารถนาร่วมกันหรือคนใดคนหนึ่งนำเงินค่าไม้ยางพารา 1,800,000 บาท มาวางศาลเพื่อให้ผู้ชนะคดีในที่สุดรับไปจากศาล
          ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งห้ามจำเลยที่ 2 ตัดต้นยางพาราที่ปลูกในที่ดินโฉนดเลขที่ 1337 และ 1338 ตำบลเทพกษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต ไว้ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น แต่ให้โจทก์วางเงินประกันค่าเสียหาย 200,000 บาท ก่อนออกหมาย คำขออื่นให้ยก
          จำเลยที่ 2 อุทธรณ์
          ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

          โจทก์ฎีกา
          ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “คดีนี้ โจทก์ซึ่งเป็นตัวการฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสิบเอ็ด โดยกล่าวอ้างมาในคำฟ้องว่า การทำสวนยางพาราเป็นกิจการอย่างหนึ่งของโจทก์ และโจทก์ใช้ที่ดินพิพาทบางแปลงทำสวนยางพารา ดังนี้ ต้นยางพาราซึ่งเป็นไม้ยืนต้นย่อมเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท หากข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์ฟ้อง โจทก์ย่อมมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทรวมทั้งต้นยางพาราอันเป็นส่วนควบของที่ดิน เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกที่ดินพิพาทคืนจากจำเลยทั้งสิบเอ็ด แต่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ที่ 5 ถึงที่ 11 ให้การต่อสู้กรรมสิทธิ์ มีผลเท่ากับเป็นการโต้เถียงสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทและต้นยางพาราอันเป็นส่วนควบของที่ดิน ถือได้ว่าต้นยางพาราในที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์สินที่พิพาทกันในคดีด้วย ข้อเท็จจริงได้ความตามทางไต่สวนว่า ในระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ดำเนินการให้บุคคลภายนอกเข้ามาตัดต้นยางพาราในที่ดินพิพาทโฉนดเลขที่ 1337 และ 1338 ตำบลเทพกษัตรี อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต เพื่อนำออกขายอันเป็นการกระทำให้เปลืองไปเปล่าหรือบุบสลายหรือโอนไปยังผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 255 (2) หากภายหลังโจทก์เป็นฝ่ายชนะคดีย่อมจะทำให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ได้ จึงสมควรสั่งห้ามไม่ให้จำเลยที่ 2 เข้าตัดฟันต้นยางพาราในที่ดินพิพาทระหว่างพิจารณาคดีไว้เป็นการชั่วคราวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายกคำร้องของโจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย”
          พิพากษากลับ ให้บังคับตามคำสั่งศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ
 
 
( อิศเรศ ชัยรัตน์ - ชัยวุฒิ โลหชิตรานนท์ - ไมตรี ศรีอรุณ )
 
 
หมายเหตุ

          ประการแรก คำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทคืนโจทก์ จำเลยให้การยกข้อต่อสู้เกี่ยวด้วยกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทโดยมิได้ให้การถึงต้นยางพาราที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทว่าเป็นของจำเลยหรือจำเลยใช้สิทธิปลูกในที่ดินพิพาทอย่างไรผลคดีหากศาลฟังว่าที่ดินซี่งเป็นทรัพย์ประธานเป็นของโจทก์หรือจำเลย ฝ่ายนั้นก็ย่อมได้ไปซึ่งต้นยางพาราอันเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาทด้วย คำขอของโจทก์ที่ขอให้นำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้แก่จำเลยโดยห้ามมิให้จำเลยนำคนงานเข้าไปตัดฟันต้นยางพาราในที่ดินพิพาทจึงเป็นคำขอให้นำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวมาใช้บังคับเพื่อการบังคับตามคำพิพากษา โดยมีคำสั่งห้ามจำเลยชั่วคราวให้หยุดหรือป้องกันการเปลืองไปเปล่า หรือการบุบสลายซึ่งทรัพย์สินที่พิพาท ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 254 (2) เช่นเหตุผลที่คำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ยกขึ้นอ้าง แต่การจะปรับว่าเป็นการห้ามชั่วคราวมิให้จำเลยโอนไปยังผู้อื่นซึ่งทรัพย์สินที่พิพาทน่าจะไม่ตรงกับรูปเรื่อง เพราะคำขอของโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าจำเลยจะโอนที่ดินพิพาทอันจะมีผลตามกฎหมายให้ต้นยางพาราซึ่งเป็นส่วนควบต้องถูกโอนตกไปกับที่ดินพิพาทซึ่งเป็นทรัพย์ประธาน

           ประการต่อมา แม้ตามคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้โจทก์ยื่นคำขอให้นำวิธีการคุ้มครองชั่วคราวมาใช้บังคับในเหตุฉุกเฉินตามมาตรา 266 ซึ่งมาตรา 266 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้วิธีพิจารณาและชี้ขาดคำขอนั้น ให้อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติมาตรา 267 มาตรา 268 และมาตรา 269 ซึ่งมาตรา 267 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลพิจารณาคำขอเป็นการด่วน ถ้าเป็นที่พอใจจากคำแถลงของโจทก์หรือพยานหลักฐานที่โจทก์ได้นำมาสืบหรือที่ศาลได้เรียกมาสืบเองว่าคดีนั้นเป็นคดีมีเหตุฉุกเฉินและคำขอนั้นมีเหตุผลสมควรอันแท้จริง ให้ศาลมีคำสั่งให้ยกคำขอ คำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด และในทางปฏิบัติเพื่อให้ศาลพิจารณาคำขอเป็นการด่วน โจทก์ก็ชอบที่จะแถลงไว้ในตอนท้ายของคำขอในเหตุฉุกเฉินว่า โจทก์เตรียมพยานหลักฐานมาให้ศาลทำการไต่สวนเสร็จไม่ทันก็อาจทำการไต่สวนต่อในวันรุ่งขึ้นอย่างไรก็ตาม การที่ศาลนัดไต่สวนคำขอของโจทก์ภายหลังวันที่โจทก์ยื่นคำขอแล้ว 4 วันต่อมาก็ดี (คำพิพากษาฎีกาที่ 1509/2514) หรือ 6 วันต่อมาและมีคำสั่งในวันรุ่งขึ้นก็ดี (คำพิพากษาฎีกาที่ 6091/2534) หรือ 8 วันต่อมาก็ดี (คำพิพากษาฎีกาที่ 4554/2536) แสดงว่าศาลมิได้พิจารณาคำขอเป็นการด่วนตามมาตรา 267 วรรคหนึ่ง ย่อมไม่อาจนำมาตรา 267 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติให้ในกรณีถ้าศาลมีคำสั่งให้ยกคำขอคำสั่งเช่นว่านี้ให้เป็นที่สุด มาใช้บังคับแก่ผลของคำสั่งดังกล่าวได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 4554/2536) ดังนั้น การที่ศาลจะได้พิจารณาคำขอเป็นการด่วนหรือไม่ คงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงในการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลเพื่อพิจารณาคำขอนั้นเป็นสำคัญว่าได้พิจารณาคำขอเป็นการด่วนหรือไม่นั่นเอง

           คำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ศาลชั้นต้นได้พิจารณาคำขอของโจทก์ในเหตุฉุกเฉินเป็นการด่วนตามมาตรา 267 วรรคหนึ่ง ทั้งในคำสั่งศาลชั้นต้นที่ห้ามจำเลยชั่วคราวก็ไม่ปรากฏว่าเป็นการสั่งในกรณีมีเหตุฉุกเฉินด้วย จึงพึงเข้าใจว่า มิใช่เป็นกรณีที่ศาลชั้นต้นพิจารณาคำขอเป็นการด่วน คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ที่พิพากษากลับ ให้ยกคำร้อง อันมีผลเป็นคำสั่งให้ยกคำขอคุ้มครองชั่วคราวของโจทก์ในเหตุฉุกเฉินจึงไม่เป็นที่สุด โจทก์จึงมีสิทธิฎีกา

           ประการสุดท้าย รูปคดีในทำนองเดียวกับคำพิพากษาฎีกาที่หมายเหตุนี้ หากจำเลยเป็นฝ่ายขอนำวิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษามาใช้บังคับแก่โจทก์ ปัญหาว่าจำเลยมีสิทธิขอใช้วิธีการชั่วคราวได้หรือไม่ เช่น โจทก์ซึ่งเป็นราษฎรฟ้องขอให้ห้ามจำเลยซึ่งเป็นรัฐเข้ามายุ่งเกี่ยวกับที่ดินอ้างว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ จำเลยให้การว่าที่ดินพิพาทเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน ระหว่างพิจารณาโจทก์ได้นำคนงานเข้ามาตัดโค่นไม้ยืนต้นที่ปลูกอยู่ในที่ดินพิพาทจำเลยยื่นคำขอใช้วิธีการชั่วคราวก่อนพิพากษาโดยห้ามมิให้โจทก์ตัดโค่นไม้ยืนต้นที่ปลูกในที่ดินพิพาท
           ได้มี คำพิพากษาฎีกาที่ 7340/2542 วินิจฉัยว่า "ต้นยูคาลิปตัสเป็นต้นไม้ที่มีอายุหลายปี โดยสภาพถือว่าเป็นไม้ยืนต้น แม้โจทก์จะอ้างว่าปลูกไว้เพื่อตัดขายเป็นการปลูกลงในพื้นดินเป็นการชั่วคราว แต่ก็จะต้องใช้เวลาปลูกนานประมาณ 3 ปี ถึง 5 ปี จึงจะตัดฟันนำไปใช้ประโยชน์ได้และหลังจากตัดฟันแล้วตอที่เหลือก็จะแตกออกเจริญเติบโตขึ้นเป็นลำต้นใหม่ หลังจากนั้นประมาณ 3 ปี ก็จะเจริญงอกงามเหมือนเดิม แสดงให้เห็นว่าโจทก์มิได้มีเจตนาปลูกต้นยูคาลิปตัสไว้เพื่อใช้ประโยชน์เป็นช่วงระยะเวลานานตลอดไป หาใช่ปลูกแล้วตัดฟันใช้ครั้งเดียวก็สิ้นสุด ฉะนั้น ต้นยูคาลิปตัสจึงเป็นส่วนควบของที่ดินพิพาท
           จำเลยทั้งสอง (กรมที่ดินกับพวก) ให้การต่อสู้ว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่สาธารณสมบัติของแผ่นดินอันเป็นทรัพย์สินของรัฐ หากข้อเท็จจริงฟังได้ตามที่จำเลยทั้งสองให้การต่อสู้โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทโดยชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์จะเข้าปลูกต้นยูคาลิปตัสโดยสุจริต ก็หาอาจใช้ยันจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐไม่ และต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาทที่โจทก์ปลูกย่อมไม่ต้องด้วยข้อยกเว้นที่จะถือว่าไม่เป็นส่วนควบของที่ดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 146 หากให้โจทก์ตัดต้นยูคาลิปตัสไปในระหว่างพิจารณา ภายหลังจำเลยเป็นฝ่ายชนะคดีย่อมจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐได้ จึงสมควรที่จะสั่งห้ามไม่ให้โจทก์เข้าตัดฟันต้นยูคาลิปตัสในที่ดินพิพาทระหว่างพิจารณาคดีไว้เป็นการชั่วคราว"
           อนึ่ง ตามคำพิพากษาฎีกาฉบับนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยตอนต้นว่า การขอคุ้มครองชั่วคราวระหว่างพิจารณาตามมาตรา 264 บัญญัติให้คู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีสิทธิจะยื่นคำร้องขอคุ้มครองประโยชน์ของผู้ขอระหว่างพิจารณาได้หากเห็นว่าการกระทำของคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งจะทำให้ตนได้รับความเสียหายหากภายหลังตนชนะคดี กฎหมายหาได้บัญญัติว่าหากผู้ขอเป็นฝ่ายจำเลยจะต้องฟ้องแย้งแต่อย่างใดไม่     
         
          สมชัย ฑีฆาอุตมากร
 




สิทธิครอบครอง

ขอออกหนังสือ น.ส. 3ก-ทับที่ดินของผู้อื่นโดยไม่ได้รับความยินยอม
สิทธิครอบครองปรปักษ์ที่ดินที่ยังไม่ได้จดทะเบียน
สิทธิครอบครองตามข้อสันนิษฐานของกฎหมาย, ยึดถือที่ดินเพื่อตน
ที่ดินของรัฐยังไม่ได้ออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์
ได้สิทธิอาศัยโรงเรือนกับเจ้าของเดิมเมื่อรื้อถอนโรงเรือนสิทธิอาศัยย่อมสิ้นลง
อยู่ในที่ดินโดยอาศัยสิทธิการเช่าของผู้อื่น
ผู้อาศัยสิทธินำที่ดินไปขายผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีไปกว่าผู้โอน