ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6064/2567 สิทธิและหน้าที่ของผู้พิทักษ์คนเสมือนไร้ความสามารถตาม ป.พ.พ. มาตรา 32 และ 34

คำพิพากษาศาลฎีกา 6064/2567, สิทธิของคนเสมือนไร้ความสามารถตาม ป.พ.พ. มาตรา 34, อำนาจและหน้าที่ของผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาล, การจัดการทรัพย์สินของคนเสมือนไร้ความสามารถ, กรณีผู้พิทักษ์ไม่ใช่ผู้แทนตามกฎหมาย, บทวิเคราะห์สิทธิผู้พิทักษ์และบุตร, กรณีผู้ป่วยติดเตียงและผู้พิทักษ์, พิจารณาความเหมาะสมในการเป็นผู้พิทักษ์, พฤติการณ์ถอนเงินจากบัญชีคนเสมือนไร้ความสามารถ, แนววินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับคนเสมือนไร้ความสามารถ, ตัวอย่างคำพิพากษาศาลฎีกาด้านผู้พิทักษ์

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิและหน้าที่ของผู้พิทักษ์คนเสมือนไร้ความสามารถ โดยศาลวินิจฉัยว่าภริยาชอบด้วยกฎหมายมีสิทธิเป็นผู้พิทักษ์ก่อนบุคคลอื่นตาม ป.พ.พ. มาตรา 1463 และมีอำนาจจัดการทรัพย์สินทั่วไปเพื่อประโยชน์ในการดูแลผู้พิทักษ์ แม้บุตรจะมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูแต่หากไม่ได้รับการแต่งตั้งจากศาลก็ไม่มีอำนาจจัดการนิติกรรมแทน ศาลจึงพิพากษายืนให้ผู้พิทักษ์ซึ่งเป็นภริยาดูแลต่อไป

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

1.คู่ความ – โจทก์เป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนายสมชาย (คนเสมือนไร้ความสามารถ) ส่วนจำเลยเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายสมชาย

2.เหตุป่วย – นายสมชายป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองตีบ กลายเป็นผู้ป่วยติดเตียง

3.การร้องขอศาล – จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้นายสมชายเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความพิทักษ์ของจำเลย

4.การถอนเงิน – โจทก์ถอนเงินจากบัญชีของนายสมชาย 150,000 บาท เพื่อนำไปจ่ายค่าดูแลและค่าทนายความ

5.ข้อพิพาท – โจทก์ขอเพิกถอนจำเลยจากการเป็นผู้พิทักษ์ และขอให้ตั้งตนเองเป็นผู้พิทักษ์แทน

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 32, มาตรา 34 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1463 ซึ่งเกี่ยวข้องกับ “คนเสมือนไร้ความสามารถ” และ “ผู้พิทักษ์” โดยศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า ผู้พิทักษ์มีหน้าที่จัดการทรัพย์สินและดูแลคนเสมือนไร้ความสามารถตามคำสั่งศาล ขณะที่บุตรแม้มีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดู แต่ไม่มีอำนาจจัดการแทนได้ เว้นแต่ได้รับแต่งตั้งจากศาลเป็นผู้พิทักษ์โดยชอบด้วยกฎหมาย

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ 5 ข้อความสำคัญ คือ

1. คนเสมือนไร้ความสามารถ (มาตรา 34 วรรคหนึ่ง)

หมายถึงบุคคลที่หย่อนความสามารถเฉพาะบางการกระทำ ศาลสามารถสั่งให้มีผู้พิทักษ์ดูแล โดยบุคคลนั้นยังคงมีความสามารถในการทำนิติกรรมอื่น ๆ ที่ไม่ระบุไว้ในมาตราได้เอง

2. อำนาจและหน้าที่ของผู้พิทักษ์ (มาตรา 32)

ผู้พิทักษ์มีหน้าที่ดูแลผู้ถูกพิทักษ์ทั้งด้านชีวิต ความเป็นอยู่ และทรัพย์สินทั่วไป เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถูกพิทักษ์ หากจำเป็นต้องจัดการทรัพย์สิน เช่น ถอนเงินเพื่อใช้จ่ายการรักษา ย่อมอยู่ในขอบเขตอำนาจ

3. สิทธิของคู่สมรสตามมาตรา 1463

เมื่อศาลสั่งให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ อีกฝ่ายย่อมเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์โดยชอบก่อนบุคคลอื่น เว้นแต่มีเหตุสำคัญให้ศาลสั่งเป็นอย่างอื่น

4. ข้อจำกัดของบุตรในการจัดการทรัพย์สินของบิดามารดา

แม้บุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูตามกฎหมายครอบครัว แต่ไม่อาจจัดการทรัพย์สินของบิดามารดาที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้ เว้นแต่จะได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้พิทักษ์โดยคำสั่งศาล

5. หลักการพิจารณาความเหมาะสมของผู้พิทักษ์

ศาลพิจารณาจากความใกล้ชิด ความพร้อมในการดูแล ความสัมพันธ์ และพฤติการณ์ของบุคคลที่ขอเป็นผู้พิทักษ์ โดยในคดีนี้ ภริยาซึ่งอยู่ดูแลผู้ป่วยมากว่า 20 ปี เหมาะสมกว่าบุตรที่อยู่ต่างจังหวัดและไม่สามารถดูแลใกล้ชิดได้

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ประเด็นที่ 1: เหตุเพิกถอนผู้พิทักษ์

•ศาลพิจารณาว่าจำเลยเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย มีสิทธิตามมาตรา 32 และ 1463 ในการเป็นผู้พิทักษ์

•ผู้พิทักษ์มีหน้าที่จัดการทรัพย์สินและดูแลรักษาพยาบาลเพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้พิทักษ์

•โจทก์แม้เป็นบุตร แต่ไม่ได้รับแต่งตั้งจากศาล จึงไม่มีอำนาจจัดการนิติกรรมแทน

ประเด็นที่ 2: การส่งมอบตัวคนเสมือนไร้ความสามารถ

•มาตรา 1463 กำหนดให้คู่สมรสเป็นผู้พิทักษ์ก่อนบุคคลอื่น เว้นแต่มีเหตุสำคัญให้ศาลตั้งผู้อื่น

•จำเลยอยู่ดูแลอย่างใกล้ชิดกว่า 20 ปี ไม่ประกอบอาชีพที่ทำให้ไม่มีเวลา จึงเหมาะสมกว่าบุตรที่มีภาระหน้าที่และอาศัยอยู่ต่างจังหวัด

•การส่งมอบตัวให้จำเลยดูแลเป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของคนเสมือนไร้ความสามารถ

คำพิพากษา: พิพากษายืน ให้โจทก์ส่งมอบตัวนายสมชายให้จำเลยผู้พิทักษ์ดูแล ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

การวิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

1.หลักสิทธิผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย

oมาตรา 32: คู่สมรสมีสิทธิร้องต่อศาลให้สั่งคู่สมรสอีกฝ่ายเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ

oมาตรา 34: กำหนดการกระทำบางอย่างต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์

oมาตรา 1463: คู่สมรสเป็นผู้พิทักษ์โดยอัตโนมัติ เว้นแต่มีเหตุสำคัญ

2.เหตุผลที่ศาลให้ภริยาเป็นผู้พิทักษ์ต่อ

oมีความใกล้ชิด ดูแลต่อเนื่อง

oสามารถปฏิบัติหน้าที่ผู้พิทักษ์ได้เต็มเวลา

oการถอนเงินของโจทก์ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย

3.แนวทางปฏิบัติในคดีลักษณะเดียวกัน

oหากบุตรต้องการเป็นผู้พิทักษ์ ต้องยื่นคำร้องต่อศาลและพิสูจน์ว่าผู้พิทักษ์ปัจจุบันไม่เหมาะสม

oการจัดการทรัพย์สินของคนเสมือนไร้ความสามารถโดยผู้ไม่มีอำนาจถือว่ามิชอบ

ข้อคิดทางกฎหมาย

•คู่สมรสมีสิทธิและหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ก่อนบุคคลอื่น เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่ามีเหตุสำคัญให้เปลี่ยน

•บุตรแม้มีหน้าที่อุปการะ แต่หากไม่มีคำสั่งศาลแต่งตั้งก็ไม่มีอำนาจจัดการแทน

•ผู้พิทักษ์ต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์สูงสุดของคนเสมือนไร้ความสามารถ ทั้งด้านการดูแลร่างกายและจัดการทรัพย์สิน

IRAC วิเคราะห์คดี

Issue (ปัญหา)

•จำเลยในฐานะภริยามีสิทธิตามกฎหมายเป็นผู้พิทักษ์หรือควรถูกเพิกถอนตามคำขอโจทก์หรือไม่

Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ)

•ป.พ.พ. มาตรา 32, 34, 1463 กำหนดสิทธิและหน้าที่ของผู้พิทักษ์คนเสมือนไร้ความสามารถ และลำดับความสำคัญของผู้มีสิทธิเป็นผู้พิทักษ์

Application (การปรับใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริง)

•จำเลยเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย อยู่ดูแลต่อเนื่องกว่า 20 ปี

•โจทก์อยู่ต่างจังหวัด มีภาระงานและครอบครัว ไม่สามารถดูแลใกล้ชิด

•การถอนเงินของโจทก์เป็นการกระทำที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย

•จึงไม่มีเหตุสำคัญเพิกถอนผู้พิทักษ์

Conclusion (ข้อสรุป)

•ศาลพิพากษายืนให้จำเลยเป็นผู้พิทักษ์ต่อไป และให้โจทก์ส่งมอบตัวคนเสมือนไร้ความสามารถให้จำเลยดูแล

สรุปภาษาอังกฤษ 

The Supreme Court Judgment No. 6064/2567 addresses the legal rights and duties of a guardian of a quasi-incompetent person under Sections 32, 34, and 1463 of the Thai Civil and Commercial Code. The Court affirmed that a lawful spouse has priority to act as guardian, with authority to manage assets and care for the ward. A child, though obligated to support a parent, cannot act on their behalf without court appointment. The ruling upheld the spouse’s guardianship, emphasizing the ward’s best interest.

สรุปย่อฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า นายสมชายหรือชูเดช ป่วยติดเตียงและถูกศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ อยู่ในความพิทักษ์ของจำเลยซึ่งเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมาย แม้โจทก์เป็นบุตรมีหน้าที่อุปการะ แต่ไม่มีอำนาจจัดการแทนเพราะไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิทักษ์ การที่จำเลยจัดการบัญชีเงินฝากเพื่อนำมาใช้ดูแลรักษาพยาบาลเป็นไปตามหน้าที่ ต่างจากโจทก์ที่ถอนเงิน 150,000 บาทไปใช้โดยไม่มีอำนาจ กฎหมายตามมาตรา 32, 34 และ 1463 ให้สิทธิคู่สมรสเป็นผู้พิทักษ์ก่อนบุคคลอื่น เนื่องจากจำเลยอยู่ดูแลใกล้ชิดมากว่า 20 ปี จึงเหมาะสมกว่าบุตรที่มีภาระและอยู่ต่างจังหวัด ศาลพิพากษายืนให้จำเลยเป็นผู้พิทักษ์ต่อ และให้โจทก์ส่งมอบตัวคนเสมือนไร้ความสามารถให้จำเลยดูแล

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6064/2567

ป.พ.พ. มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คนเสมือนไร้ความสามารถนั้น ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้...ฯลฯ ..." จากบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถนั้น มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในมาตรา 34 วรรคหนึ่ง ได้เอง โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ เพราะเป็นเพียงผู้หย่อนความสามารถเฉพาะการทำนิติกรรมต่าง ๆ ซึ่งระบุว่าต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนเท่านั้น จึงจะมีความสามารถทำได้ เมื่อศาลสั่งให้ ส. เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถและให้อยู่ความพิทักษ์ของจำเลย แม้ผู้พิทักษ์จะมิใช่เป็นผู้แทนของคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทนก็ตาม แต่การที่ ส. เป็นผู้ป่วยติดเตียงย่อมไม่สามารถไปจัดการเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวได้ด้วยตนเอง ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยในฐานะเป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลต้องดำเนินการ การเปลี่ยนเงื่อนไขการเบิกเงินในบัญชีของ ส. เป็นการจัดการทรัพย์สินทั่วไปเพื่อนำเงินมาใช้ในการดูแลรักษาพยาบาล ส.

แม้โจทก์เป็นบุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบิดาก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลจึงไม่มีอำนาจจัดการการทำนิติกรรมของ ส. หาก ส. อยู่ในการดูแลของโจทก์ที่จังหวัดระยอง อาจเกิดความไม่สะดวกหรือมีข้อขัดข้องที่จำเลยจะจัดการเรื่องต่าง ๆ ตามหน้าที่ของผู้พิทักษ์ ประกอบกับโจทก์และสามีโจทก์ต่างมีภาระหน้าที่จากการประกอบอาชีพและเลี้ยงดูบุตร โจทก์จึงมิได้ดูแล ส. บิดาโจทก์ด้วยตนเอง แต่นำเงินที่ถอนจากบัญชีเงินฝากของ ส. ไปว่าจ้างบุคคลอื่นให้มาดูแล ต่างกับจำเลยที่เป็นภริยาอยู่ดูแลกันมาตลอดนานร่วม 20 ปี และไม่ได้ประกอบอาชีพที่ต้องทำเป็นประจำ ย่อมมีเวลาดูแล ส. ได้อย่างใกล้ชิด อันจะเป็นประโยชน์กับ ส. ยิ่งกว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบตัว ส. ให้อยู่ในความพิทักษ์ของจำเลย จึงมิได้เป็นการขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด

โจทก์ฟ้องขอให้มีคำสั่งเพิกถอนจำเลยจากการเป็นผู้พิทักษ์ของนายสมชายหรือชูเดช และตั้งโจทก์เป็นผู้พิทักษ์ของนายสมชายหรือชูเดช

จำเลยให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและบังคับโจทก์ส่งมอบตัวนายสมชายหรือชูเดช คนเสมือนไร้ความสามารถให้แก่จำเลยซึ่งเป็นผู้พิทักษ์ได้ดูแล กับให้โจทก์ชดใช้คืนเงิน 150,000 บาท ให้แก่นายสมชายหรือชูเดชด้วย

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง

ระหว่างพิจารณา เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2564 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลย วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2565 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 ศาลชั้นต้นตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า กรณีไม่มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาว่าโจทก์กระทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของคนเสมือนไร้ความสามารถหรือไม่ หากจำเลยเห็นว่าโจทก์กระทำให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของคนเสมือนไร้ความสามารถ จำเลยต้องไปฟ้องเป็นคดีใหม่ต่างหาก จำเลยจึงไม่มีอำนาจฟ้องแย้ง และมีคำสั่งเพิกถอนคำสั่งเดิมเฉพาะที่รับฟ้องแย้งของจำเลย เป็นไม่รับฟ้องแย้ง กับเพิกถอนคำสั่งเดิมที่รับคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์ เป็นไม่รับคำให้การแก้ฟ้องแย้งของโจทก์

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ส่งมอบตัวนายสมชายหรือชูเดช คนเสมือนไร้ความสามารถให้แก่จำเลยภายใน 30 วัน เพื่อให้จำเลยดูแลรักษาและปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิทักษ์ตามกฎหมาย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน คืนค่าขึ้นศาลในส่วนฟ้องแย้งในศาลชั้นต้น 800 บาท แก่จำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ได้โต้แย้งกันในชั้นฎีกาฟังยุติได้ว่า โจทก์เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายของนายสมชายหรือชูเดช กับนางนิอรหรือทักษพร บิดามารดาโจทก์จดทะเบียนหย่ากัน ต่อมานายสมชายหรือชูเดชจดทะเบียนสมรสกับจำเลยเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2544 และอยู่กินฉันสามีภริยากันที่บ้านเลขที่ 261 วันที่ 13 ธันวาคม 2563 นายสมชายหรือชูเดชและจำเลยไปหาโจทก์ที่จังหวัดระยอง นายสมชายหรือชูเดชป่วยกะทันหันด้วยโรคหลอดเลือดในสมองตีบต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจังหวัดระยองประมาณ 1 เดือน แต่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้เป็นผู้ป่วยติดเตียง วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2564 จำเลยยื่นคำร้องขอต่อศาลให้มีคำสั่งว่านายสมชายหรือชูเดชเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่านายสมชายหรือชูเดชเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความพิทักษ์ของจำเลย โจทก์ขอออกบัตรประจำตัวคนพิการ ประเภทความพิการ 3 แก่นายสมชายหรือชูเดช จำเลยรับนายสมชายหรือชูเดชไปรักษาตัวต่อที่จังหวัดสุรินทร์ไม่ได้ เพราะแพทย์มีความเห็นว่าการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยโรคหลอดเลือดในสมองตีบในระยะทางที่ไกลอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วย และมีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 อย่างรุนแรง โจทก์นำบัตรเอทีเอ็มกดถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายสมชายหรือชูเดช รวม 3 ครั้ง เป็นเงิน 150,000 บาท แล้วนำค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่โจทก์ชำระไปแล้ว ค่าว่าจ้างทนายความ 2 ครั้ง รวม 60,000 บาท ค่าว่าจ้างบุคคลอื่นมาดูแลนายสมชายหรือชูเดชมาหักกับเงินที่โจทก์ถอนจากบัญชีเงินฝากของนายสมชายหรือชูเดช

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า มีเหตุให้เพิกถอนจำเลยจากการเป็นผู้พิทักษ์ของนายสมชายหรือชูเดช คนเสมือนไร้ความสามารถหรือไม่ เห็นว่า จำเลยเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายสมชายหรือชูเดชย่อมมีอำนาจร้องขอต่อศาลสั่งให้นายสมชายหรือชูเดชเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 32 โดยไม่ต้องแจ้งหรือได้รับความยินยอมจากโจทก์ซึ่งเป็นบุตรแต่อย่างใด และตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "คนเสมือนไร้ความสามารถนั้น ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนแล้วจึงจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ได้...ฯลฯ..." จากบทบัญญัติดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถนั้น มีความสามารถที่จะทำนิติกรรมอื่น ๆ นอกเหนือจากที่ระบุไว้ในมาตรา 34 วรรคหนึ่ง ได้เอง โดยมิต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ เพราะเป็นเพียงผู้หย่อนความสามารถเฉพาะการทำนิติกรรมต่าง ๆ ซึ่งระบุว่าต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนเท่านั้น จึงจะมีความสามารถทำได้ เมื่อศาลสั่งให้นายสมชายหรือชูเดชเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ และให้อยู่ในความพิทักษ์ของจำเลย แม้ผู้พิทักษ์จะมิใช่เป็นผู้แทนของคนเสมือนไร้ความสามารถ ดังเช่นในกรณีของคนไร้ความสามารถที่ต้องให้ผู้อนุบาลกระทำการแทนก็ตาม แต่การที่นายสมชายหรือชูเดชเป็นผู้ป่วยติดเตียงย่อมไม่สามารถไปจัดการเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวได้ด้วยตนเอง ย่อมเป็นหน้าที่ของจำเลยในฐานะเป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลต้องดำเนินการ การเปลี่ยนเงื่อนไขการเบิกเงินในบัญชีเงินฝากของนายสมชายหรือชูเดชเป็นการจัดการทรัพย์สินทั่วไปเพื่อนำเงินมาใช้ในการดูแลรักษาพยาบาลนายสมชายหรือชูเดช ซึ่งต่างกับโจทก์ที่ถอนเงินออกจากบัญชีเงินฝากของนายสมชายหรือชูเดชเป็นเงิน 150,000 บาท คงเหลือเงินในบัญชีเพียง 18,328.42 บาท และศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษวินิจฉัยไว้แล้วว่า การกระทำของโจทก์ดังกล่าวมิชอบด้วยกฎหมาย เพราะเงินในบัญชีเงินฝากดังกล่าวเป็นทรัพย์สินที่นายสมชายหรือชูเดชได้มาระหว่างสมรสจึงเป็นสินสมรสที่จำเลยมีสิทธิอยู่กึ่งหนึ่ง ซึ่งโจทก์มิได้ฎีกาในประเด็นดังกล่าว จำเลยจึงอาจมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนเงื่อนไขการเบิกเงินในบัญชีเงินฝากของนายสมชายหรือชูเดช ตามพฤติการณ์ของจำเลยดังที่โจทก์ฎีกามาจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟังว่าเป็นการกระทำโดยปราศจากอำนาจ และไม่เหมาะสมเป็นผู้พิทักษ์ กรณีไม่มีเหตุเพิกถอนจำเลยจากการเป็นผู้พิทักษ์ของนายสมชายหรือชูเดช คนเสมือนไร้ความสามารถตามที่โจทก์ฎีกา ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการต่อไปว่า โจทก์ต้องส่งตัวนายสมชายหรือชูเดช คนเสมือนไร้ความสามารถให้จำเลยในฐานะผู้พิทักษ์หรือไม่ เห็นว่า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1463 บัญญัติไว้ว่า ในกรณีที่ศาลสั่งให้สามีหรือภริยาเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ ภริยาหรือสามีย่อมเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ แต่เมื่อผู้มีส่วนได้เสียหรืออัยการร้องขอและถ้ามีเหตุสำคัญ ศาลจะตั้งผู้อื่นเป็นผู้อนุบาลหรือผู้พิทักษ์ก็ได้ ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ให้ความสำคัญแก่คู่สมรสซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ร่วมกับคนเสมือนไร้ความสามารถมาอย่างใกล้ชิด สามีภริยาต่างมีหน้าที่ต้องช่วยเหลืออุปการะเลี้ยงดูกันตามความสามารถ กฎหมายจึงกำหนดให้สามีหรือภริยาเป็นผู้พิทักษ์ของคู่สมรสของตนที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก่อนบุคคลอื่น ประกอบกับคนเสมือนไร้ความสามารถเป็นผู้หย่อนความสามารถเฉพาะการทำนิติกรรม 11 ประการ ดังที่มาตรา 34 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่าต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน จึงจะกระทำได้ และยังมีกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถจะต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ตามมาตรา 34 วรรคสองอีกด้วย นอกจากนั้นหากคนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถจะทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่กล่าวมา ในมาตรา 34 วรรคหนึ่งหรือวรรคสองได้ด้วยตนเอง เพราะเหตุมีกายพิการหรือมีจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ ศาลจะสั่งให้ผู้พิทักษ์เป็นผู้มีอำนาจกระทำการนั้นแทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ฉะนั้นการให้คนเสมือนไร้ความสามารถอยู่ในความพิทักษ์ตามมาตรา 32 วรรคสอง มิใช่การควบคุมดูแลหรือใช้อำนาจปกครองคนเสมือนไร้ความสามารถตามที่โจทก์ฎีกา แต่ผู้พิทักษ์ต้องดูแลรักษาพยาบาล รักษาผลประโยชน์ ระมัดระวังมิให้จัดการทรัพย์สินไปในทางเสื่อมเสีย แม้โจทก์เป็นบุตรมีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูบิดาก็ตาม แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาล จึงไม่มีอำนาจจัดการการทำนิติกรรมของนายสมชายหรือชูเดช หากนายสมชายหรือชูเดชอยู่ในการดูแลของโจทก์ที่จังหวัดระยอง อาจเกิดความไม่สะดวกหรือมีข้อขัดข้องที่จำเลยจะจัดการเรื่องต่าง ๆ ตามหน้าที่ของผู้พิทักษ์ ประกอบกับโจทก์และสามีโจทก์ต่างมีภาระหน้าที่จากการประกอบอาชีพและเลี้ยงดูบุตร โจทก์จึงมิได้ดูแลนายสมชายหรือชูเดช บิดาโจทก์ด้วยตนเอง แต่นำเงินที่ถอนจากบัญชีเงินฝากของนายสมชายหรือชูเดชไปว่าจ้างบุคคลอื่นให้มาดูแลนับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2564 จนถึงเดือนเมษายน 2565 ซึ่งต่างกับจำเลยที่เป็นภริยาอยู่ดูแลกันมาตลอดนาน ร่วม 20 ปี และไม่ได้ประกอบอาชีพที่ต้องทำเป็นประจำ ย่อมมีเวลาดูแลนายสมชายหรือชูเดชได้อย่างใกล้ชิด อันจะเป็นประโยชน์แก่นายสมชายหรือชูเดชยิ่งกว่า ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ส่งมอบตัวนายสมชายหรือชูเดช คนเสมือนไร้ความสามารถ ให้อยู่ในความพิทักษ์ของจำเลย จึงมิได้เป็นการขัดต่อกฎหมายและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด การที่โจทก์ต้องส่งตัวนายสมชายหรือชูเดชเป็นไปเพื่อให้จำเลยดูแลรักษาพยาบาลและปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิทักษ์ตามคำสั่งศาลได้อย่างเต็มที่และเป็นประโยชน์แก่คนเสมือนไร้ความสามารถอย่างสูงสุด ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจในคดีนี้คือ โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของนายสมชายหรือชูเดช ผู้ถูกศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ได้ฟ้องขอให้เพิกถอนจำเลยซึ่งเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายสมชายจากการเป็นผู้พิทักษ์ โดยอ้างว่าไม่เหมาะสม และขอให้แต่งตั้งตนเองเป็นผู้พิทักษ์แทน พร้อมทั้งจำเลยได้ยื่นฟ้องแย้งให้โจทก์ส่งตัวนายสมชายให้แก่จำเลยในฐานะผู้พิทักษ์ ศาลต้องวินิจฉัยว่าการที่จำเลยในฐานะภริยาได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิทักษ์นั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนหรือไม่

ธงคำตอบ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 32 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้คู่สมรสมีสิทธิร้องขอให้ศาลสั่งให้สามีหรือภริยาเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถได้ และมาตรา 1463 กำหนดให้คู่สมรสของบุคคลที่ศาลสั่งให้เป็นคนเสมือนไร้ความสามารถเป็นผู้พิทักษ์โดยชอบก่อนบุคคลอื่น เว้นแต่จะมีเหตุสำคัญให้ศาลตั้งผู้อื่น ดังนั้น จำเลยซึ่งเป็นภริยาชอบด้วยกฎหมายของนายสมชายจึงมีสิทธิได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิทักษ์โดยชอบ ศาลจึงเห็นว่าไม่มีเหตุเพิกถอนจำเลยจากตำแหน่งผู้พิทักษ์ตามที่โจทก์ฟ้อง

ข้อ 2

ข้อเท็จจริงอีกประการหนึ่งที่น่าสนใจคือ โจทก์ได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของนายสมชายซึ่งเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถเป็นเงิน 150,000 บาท โดยอ้างว่าใช้จ่ายในการจ้างคนดูแลและค่าทนายความ แต่จำเลยในฐานะผู้พิทักษ์เห็นว่าการกระทำนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลต้องพิจารณาว่าโจทก์มีสิทธิในการจัดการทรัพย์สินของคนเสมือนไร้ความสามารถหรือไม่

ธงคำตอบ

ตามมาตรา 34 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อนจะทำการบางอย่างที่กฎหมายกำหนดไว้ และมาตรา 32 วรรคสอง บัญญัติว่าผู้พิทักษ์มีหน้าที่จัดการทรัพย์สินทั่วไปเพื่อประโยชน์ของผู้ถูกพิทักษ์ การถอนเงินจากบัญชีจึงอยู่ในขอบเขตอำนาจผู้พิทักษ์เท่านั้น โจทก์แม้เป็นบุตรชอบด้วยกฎหมายและมีหน้าที่อุปการะบิดา แต่ไม่ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้พิทักษ์โดยศาล จึงไม่มีสิทธิถอนเงินหรือจัดการทรัพย์สินของผู้ถูกพิทักษ์ได้ การกระทำดังกล่าวถือว่ามิชอบ

ข้อ 3

ประเด็นสำคัญอีกข้อคือ การตีความคำว่า “คนเสมือนไร้ความสามารถ” ตามมาตรา 34 วรรคหนึ่ง ซึ่งศาลต้องวินิจฉัยว่าบุคคลดังกล่าวมีความสามารถในการทำนิติกรรมเพียงใด และผู้พิทักษ์มีอำนาจในระดับใด

ธงคำตอบ

มาตรา 34 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อนทำการบางอย่าง เช่น การกู้ยืมเงิน การจำหน่ายทรัพย์สิน เป็นต้น แต่บุคคลดังกล่าวยังมีความสามารถทำนิติกรรมอื่น ๆ ได้เอง เพราะเป็นเพียงผู้หย่อนความสามารถเฉพาะการกระทำบางประการเท่านั้น ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า คนเสมือนไร้ความสามารถยังสามารถทำนิติกรรมทั่วไปได้โดยไม่ต้องขออนุญาตจากผู้พิทักษ์ แต่การจัดการทรัพย์สินที่มีผลกระทบต่อทรัพย์สินหลักหรือผลประโยชน์สำคัญต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์

ข้อ 4

ข้อเท็จจริงอีกประการคือ โจทก์อยู่ต่างจังหวัด มีภาระหน้าที่ทางครอบครัวและการงาน ไม่สามารถดูแลบิดาที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงได้ด้วยตนเอง จึงจ้างคนอื่นมาดูแล ในขณะที่จำเลยเป็นภริยาที่อยู่กินกับผู้ป่วยมากว่า 20 ปี และไม่มีอาชีพประจำ ศาลต้องพิจารณาความเหมาะสมของผู้พิทักษ์ในแง่การดูแลและผลประโยชน์ของผู้ถูกพิทักษ์

ธงคำตอบ

ตามหลักการแต่งตั้งผู้พิทักษ์ ศาลต้องพิจารณาความเหมาะสมของผู้ที่จะดูแลผู้ถูกพิทักษ์เป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นความใกล้ชิด ความสามารถในการดูแล และความไว้วางใจได้ ซึ่งในคดีนี้จำเลยอยู่ดูแลนายสมชายมานานกว่า 20 ปี และมีเวลาว่างพอที่จะดูแลได้ใกล้ชิด ศาลจึงเห็นว่าจำเลยเหมาะสมจะเป็นผู้พิทักษ์มากกว่าโจทก์ที่อยู่ต่างจังหวัดและมีภาระหลายด้าน การที่ศาลล่างทั้งสองให้จำเลยเป็นผู้พิทักษ์จึงไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ข้อ 5

ประเด็นสุดท้ายคือ ศาลต้องวินิจฉัยว่าการให้จำเลยเป็นผู้พิทักษ์และให้โจทก์ส่งตัวผู้ถูกพิทักษ์กลับไปอยู่กับจำเลยนั้น เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือเป็นการละเมิดสิทธิของบุตรหรือไม่

ธงคำตอบ

ตามมาตรา 1463 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เมื่อศาลสั่งให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ อีกฝ่ายย่อมเป็นผู้พิทักษ์โดยชอบ เว้นแต่มีเหตุสำคัญให้ตั้งผู้อื่น การให้คนเสมือนไร้ความสามารถอยู่ในความดูแลของผู้พิทักษ์นั้น ไม่ใช่การใช้อำนาจปกครอง แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาลเพื่อดูแลผลประโยชน์ของผู้ถูกพิทักษ์โดยตรง ดังนั้น ศาลจึงเห็นว่าการให้โจทก์ส่งตัวผู้ถูกพิทักษ์กลับไปอยู่ในความพิทักษ์ของจำเลยเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย เพื่อให้ผู้พิทักษ์สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่คนเสมือนไร้ความสามารถ

 

 ทนาย ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ปรึกษากฎหมายทางแชทไลน์

1.โลโก้สำนักงานพีสิริ ทนายความ และช่องทางติดต่อ เบอร์โทร  ให้บริการปรึกษากฎหมายและคดีความ 2.หัวข้อบทความคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6064/2567 สิทธิและหน้าที่ของผู้พิทักษ์คนเสมือนไร้ความสามารถ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 32 และ 34 3.บทนำคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6064/2567 อธิบายสิทธิและหน้าที่ของผู้พิทักษ์คนเสมือนไร้ความสามารถ ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 32, 34 และ 1463 พร้อมเหตุผลที่ศาลให้คู่สมรสเป็นผู้พิทักษ์ 4.สรุปข้อเท็จจริงคดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6064/2567 ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคู่ความ อาการป่วย การร้องต่อศาล การถอนเงิน และการส่งมอบผู้พิทักษ์




ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา

ลาภมิควรได้และอายุความฟ้องเรียกคืนทรัพย์(ฎีกาที่ 2383/2554)
สิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีในกรณียกย่องหญิงอื่น
ฟ้องค่าอุปการะเลี้ยงดู, ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยา
ขอให้ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้แยกกันอยู่
จำเลยไม่มีเจตนาบุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหาย