
| สิทธิเรียกค่าทดแทนหลังหย่า และความรับผิดหนี้ร่วมระหว่างสมรส
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับขอบเขตสิทธิในการเรียกค่าทดแทนระหว่างคู่สมรสภายหลังการหย่า ตลอดจนหลักความรับผิดในหนี้ร่วมที่เกิดขึ้นระหว่างสมรส โดยเฉพาะกรณีที่การหย่าเกิดจากการทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลมีคำพิพากษาตามยอม ซึ่งมิใช่การหย่าเพราะเหตุแห่งการมีชู้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1516 (1) อันเป็นเงื่อนไขสำคัญของสิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง คดีนี้ยังวางหลักสำคัญเกี่ยวกับหนี้เงินกู้ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งกู้มา แม้อีกฝ่ายมิได้ลงนามเป็นลูกหนี้ร่วม แต่หากเงินดังกล่าวนำไปใช้เพื่อประโยชน์ครอบครัว เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร ก็อาจถือเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (1) อย่างไรก็ดี การแบ่งความรับผิดกันตามมาตรา 1535 เป็นเพียงความสัมพันธ์ภายในระหว่างคู่สมรส มิได้กระทบสิทธิของเจ้าหนี้ภายนอก และการเรียกไล่เบี้ยระหว่างลูกหนี้ร่วมย่อมเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีการชำระหนี้แก่เจ้าหนี้จนสิ้นเชิงแล้ว สรุปข้อเท็จจริง โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย มีบุตร 2 คน ต่อมามีปัญหาชีวิตสมรส โจทก์ฟ้องหย่า เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร แบ่งสินสมรส และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยทั้งสอง (รวมจำเลยที่ 2 ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องเชิงชู้สาว) ระหว่างพิจารณา โจทก์และจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาล ตกลงหย่า แบ่งทรัพย์สิน และกำหนดค่าเลี้ยงดูบุตร ศาลพิพากษาตามยอม คงเหลือประเด็นค่าทดแทนและหนี้เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ เงินกู้ดังกล่าวเป็นเงินที่จำเลยที่ 1 กู้เพียงผู้เดียว แต่ได้นำเงินมาใช้เป็นค่าเล่าเรียนบุตรในต่างประเทศ ต่อมาจำเลยที่ 1 ฟ้องแย้งให้โจทก์ร่วมรับผิดครึ่งหนึ่ง ประเด็นค่าทดแทนตามมาตรา 1523 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง กำหนดเงื่อนไข 2 ประการ คือ (1) ต้องเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) เช่น มีชู้ หรืออุปการะเลี้ยงดูผู้อื่นฉันภริยา (2) ศาลต้องพิพากษาให้หย่า “เพราะเหตุนั้น” คดีนี้เป็นการหย่าตามยอม มิใช่ศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุมีชู้ อีกทั้งโจทก์มิได้นำสืบเหตุหย่า จึงไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 1523 แม้จะมีข้อกล่าวหาเรื่องชู้ก็ตาม สิทธิเรียกค่าทดแทนจึงไม่เกิด หลักกฎหมายสำคัญคือ “ค่าทดแทนเป็นผลทางกฎหมายเฉพาะกรณี” ต้องตีความเคร่งครัด มิอาจขยายความไปถึงการหย่าตามยอม ประเด็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 และ 1535 แม้โจทก์มิได้เป็นผู้กู้หรือค้ำประกัน แต่เงินถูกใช้เพื่อการศึกษาบุตร ถือเป็นหนี้ที่เกี่ยวกับประโยชน์ครอบครัวตามสมควรแก่ฐานะ จึงเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (1) อย่างไรก็ตาม มาตรา 1535 กำหนดให้แบ่งความรับผิดกันคนละครึ่ง เป็นเพียงความสัมพันธ์ภายใน มิอาจใช้เป็นฐานให้ลูกหนี้ฝ่ายหนึ่งเรียกให้อีกฝ่ายชำระแทนก่อนที่ตนจะชำระหนี้แก่เจ้าหนี้จนสิ้นเชิง ศาลฎีกาวางหลักว่า ลูกหนี้ร่วมที่ยังมิได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ครบถ้วน ไม่มีสิทธิเรียกไล่เบี้ยอีกฝ่าย เพราะอีกฝ่ายยังเสี่ยงถูกเจ้าหนี้เรียกชำระซ้ำ เจตนารมณ์กฎหมายและแนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง มาตรา 1523 มีเจตนารมณ์คุ้มครองศักดิ์ศรีชีวิตสมรสในกรณีถูกละเมิดร้ายแรง มิใช่เป็นกลไกเรียกเงินภายหลังการตกลงหย่าโดยสมัครใจ มาตรา 1490 มุ่งคุ้มครองเจ้าหนี้ให้มั่นใจว่าหนี้เพื่อครอบครัวสามารถเรียกจากคู่สมรสได้ ส่วนมาตรา 1535 มุ่งสร้างความเป็นธรรมภายในหลังสมรสสิ้นสุด แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่สอดคล้องกันวางหลักว่า สิทธิไล่เบี้ยของลูกหนี้ร่วมจะเกิดขึ้นเมื่อมีการชำระหนี้เกินส่วนของตนแล้วเท่านั้น สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ และให้โจทก์ร่วมรับผิดหนี้บางส่วน รวมทั้งให้ค่าทดแทนบางส่วน 2. ศาลอุทธรณ์ แก้ไขให้ยกคำขอค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 และยกฟ้องแย้งเรื่องหนี้สหกรณ์ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าการหย่าตามยอมไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 1523 และยังไม่มีสิทธิเรียกไล่เบี้ยหนี้ร่วมก่อนชำระหนี้แก่เจ้าหนี้ครบถ้วน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. สิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 เป็นสิทธิเฉพาะกรณี ต้องมีคำพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุมีชู้เท่านั้น 2. การหย่าตามยอม แม้มีข้อเท็จจริงเรื่องชู้ หากมิได้พิพากษาเพราะเหตุดังกล่าว ย่อมไม่เกิดสิทธิ 3. หนี้ที่เกิดเพื่อประโยชน์ครอบครัวอาจเป็นหนี้ร่วม แม้อีกฝ่ายมิได้ลงนาม 4. การแบ่งความรับผิดตามมาตรา 1535 เป็นเพียงความสัมพันธ์ภายใน ไม่ตัดสิทธิของเจ้าหนี้ 5. สิทธิไล่เบี้ยต้องเกิดภายหลังการชำระหนี้เกินส่วน มิใช่ก่อนหนี้ระงับ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม: หย่าตามยอมสามารถเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 ได้หรือไม่? คำตอบ: ไม่ได้ เว้นแต่ศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุมีชู้ตามมาตรา 1516 (1) โดยชัดแจ้ง 2. คำถาม: เงินกู้ที่สามีกู้เพียงคนเดียว ภริยาต้องรับผิดหรือไม่? คำตอบ: หากเงินนำไปใช้เพื่อประโยชน์ครอบครัว เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร อาจถือเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (1) 3. คำถาม: หลังหย่าแล้ว เจ้าหนี้ยังเรียกจากอดีตคู่สมรสได้หรือไม่? คำตอบ: ได้ หากเป็นหนี้ร่วม เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกจากลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่งจนกว่าจะชำระครบ 4. คำถาม: ลูกหนี้ร่วมจะเรียกให้อีกฝ่ายชำระครึ่งหนึ่งได้เมื่อใด? คำตอบ: ต้องชำระหนี้แก่เจ้าหนี้เกินส่วนของตนก่อน จึงมีสิทธิไล่เบี้ย 5. คำถาม: สัญญาประนีประนอมยอมความมีผลอย่างไรต่อสิทธิเรียกค่าทดแทน? คำตอบ: หากศาลพิพากษาตามยอมโดยไม่วินิจฉัยเหตุหย่า สิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 จะไม่เกิดขึ้น ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4969/2565 การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายนั้น ป.พ.พ. มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น" ซึ่งบทบัญญัติตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ให้ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาซึ่งเป็นคู่สมรสอีกฝ่ายได้เฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) คือ กรณีที่สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือฉันสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ ดังนั้น การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ในกรณีนี้ นอกจากจำเลยที่ 1 จะอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาหรือเป็นชู้หรือร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณอันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) แล้วยังต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุดังกล่าวด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ด้วย แต่เมื่อในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้น โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงหย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และขอให้ศาลพิพากษาตามยอม ซึ่งการที่ศาลพิพากษาตามยอมให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันนี้ไม่ใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะมีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการหย่าตามมาตรา 1516 (1) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง แม้การกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานนี้เฉพาะจำเลยที่ 1 แต่เพียงลำพังที่เป็นผู้กู้ โดยที่โจทก์มิได้ผูกพันเป็นผู้กู้ร่วมหรือค้ำประกันในหนี้จำนวนนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์พนักงาน ผู้ให้กู้ด้วยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์นำเงินดังกล่าวไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนบุตรคนแรก การกู้ยืมเงินดังกล่าวจึงเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 นำมาใช้เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นลูกหนี้ร่วมกันตามมาตรา 1490 (1) ในจำนวนเงิน 1,566,600 บาท และต้องผูกพันชำระหนี้จนกว่าหนี้จะระงับและเจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากโจทก์หรือจำเลยที่ 1 แต่คนใดคนหนึ่งในฐานะลูกหนี้ร่วมให้ชำระหนี้โดยสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือกตามมาตรา 291 ส่วนกรณีตามมาตรา 1535 เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน ก็เป็นเรื่องการแบ่งความรับผิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งไม่กระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้ที่ยังมีสิทธิเรียกร้องให้ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมชำระหนี้ได้ แม้โจทก์กับจำเลยที่ 1 จะไม่ได้เป็นสามีภริยากันแล้วก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวนดังกล่าวให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์พนักงานไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดแก่ตนได้ เพราะหากให้โจทก์ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ในจำนวนที่เป็นหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้จนสิ้นเชิง โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมก็ยังอาจถูกเจ้าหนี้เรียกให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวนดังกล่าวอีกได้จนกว่าหนี้จำนวนนี้จะระงับสิ้นไป ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้หย่ากับจำเลยที่ 1 ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตร 2 คน ระดับมัธยมคนละ 10,000 บาทต่อเดือน และระดับอุดมศึกษาคนละ 15,000 บาทต่อเดือนจนเรียนจบ พร้อมให้โอนและแบ่งสินสมรสตามฟ้อง หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา และหากตกลงแบ่งไม่ได้ให้นำทรัพย์ออกขายทอดตลาดแบ่งเงินคนละครึ่ง รวมทั้งให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าทดแทน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้อง ขอให้หย่ากับโจทก์ เพิกถอนอำนาจปกครองของโจทก์และให้ตนใช้อำนาจปกครองบุตรแต่เพียงผู้เดียว ให้โจทก์จ่ายค่าเลี้ยงดูบุตรคนละ 10,000 บาทจนบรรลุนิติภาวะ ขอให้แบ่งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้ตนครึ่งหนึ่งหรือขายทอดตลาดแบ่งกัน ขอให้โจทก์ถอนเงินฝากธนาคารในชื่อโจทก์มาแบ่งให้ตน 783,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย หรือชำระเงินแทนหากยอดไม่พอ และให้โจทก์ร่วมรับผิดหนี้ระหว่างสมรสกึ่งหนึ่ง 1,686,615 บาทพร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปีนับแต่วันฟ้องแย้ง ขณะที่จำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง และโจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาประนีประนอมยอมความลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ตกลงหย่าและไปจดทะเบียนภายใน 7 วัน กำหนดค่าเลี้ยงดูบุตร โดยบุตรคนแรกที่เรียนสกอตแลนด์มีค่าใช้จ่าย 1,290,000 บาทแบ่งชำระคนละครึ่ง (ค่าเทอมคนละ 500,000 บาท ค่าใช้จ่ายรายเดือนคนละ 10,000 บาท และค่าเดินทางคนละ 25,000 บาท) โอนเข้าบัญชีบุตร และบุตรคนที่สองจ่ายรายเดือนคนละ 8,000 บาทตามช่วงเวลาและระดับการศึกษา พร้อมเงื่อนไขผิดนัดให้บังคับคดีได้ทันที อีกทั้งตกลงแบ่งที่ดิน 3 แปลงคนละครึ่ง (หากแบ่งไม่ได้ให้ขายแบ่งเงิน) และตกลงเรื่องรถยนต์ให้โอนคันหนึ่งให้โจทก์ อีกคันเป็นของจำเลยที่ 1 คู่ความแถลงขอให้พิพากษาตามยอมและสละประเด็นอื่น เหลือเพียงประเด็นค่าทดแทน 1,000,000 บาทและประเด็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 ขอให้โจทก์ร่วมรับผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ให้โจทก์ร่วมรับผิดหนี้ระหว่างสมรสแก่จำเลยที่ 1 จำนวน 683,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย และให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทน 100,000 บาท ต่อมาจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ ยกคำขอค่าทดแทนที่ให้จำเลยที่ 1 รับผิด และยกฟ้องแย้งส่วนให้โจทก์ร่วมรับผิดหนี้เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1523 เพราะเป็นการหย่าตามยอม มิใช่ศาลพิพากษาหย่าเพราะเหตุมีชู้ตามมาตรา 1516 (1) และโจทก์ไม่ได้พิสูจน์เหตุหย่าดังกล่าว อีกทั้งในประเด็นหนี้เงินกู้สหกรณ์ฯ แม้เงินกู้ถูกนำไปใช้เป็นค่าเล่าเรียนบุตรจนเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (1) และโดยหลักต้องแบ่งกันคนละครึ่งตามมาตรา 1535 แต่จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้ให้เจ้าหนี้ไม่ครบ จึงยังไม่มีสิทธิเรียกให้โจทก์ชำระส่วนของตนแก่จำเลยที่ 1 ได้ ศาลฎีกาพิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่ 1 จะฟ้องเรียกภายหลังเมื่อชำระหนี้ครบถ้วนหรือหนี้ระงับแล้ว ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน ให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองในชั้นมัธยมศึกษาคนละ 10,000 บาท ต่อเดือน และชั้นอุดมศึกษาคนละ 15,000 บาท ต่อเดือน นับแต่วันพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะสำเร็จการศึกษาชั้นอุดมศึกษา ให้จำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในสินสมรสตามฟ้องโดยให้ใส่ชื่อโจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกัน หากจำเลยที่ 1 ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 หากไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาดและนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์เป็นเงิน 1,000,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การ แก้ไขคำให้การและฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องและพิพากษาให้จำเลยที่ 1 กับโจทก์หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน เพิกถอนอำนาจปกครองบุตรทั้งสองของโจทก์ และให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรทั้งสองเพียงฝ่ายเดียว ให้โจทก์ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนละ 10,000 บาท นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษาเป็นต้นไปจนกว่าบุตรทั้งสองจะบรรลุนิติภาวะ ให้โจทก์จดทะเบียนแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ 107206 (ที่ถูก 107000) พร้อมสิ่งปลูกสร้างเลขที่ 63/31 (ที่ถูก 62/31) ให้แก่จำเลยที่ 1 กึ่งหนึ่ง หากจดทะเบียนแบ่งแยกไม่ได้ให้ขายทอดตลาดและนำเงินมาแบ่งกันคนละกึ่งหนึ่ง ให้โจทก์เบิกถอนเงินในบัญชีเงินฝากธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) บัญชีชื่อโจทก์ นำมาแบ่งให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 783,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยนับแต่นำเงินเข้าฝากจนกว่าจะชำระเสร็จ หากโจทก์ไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ หากมีเงินฝากในบัญชีไม่ครบจำนวนให้โจทก์ชำระเงิน 783,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 และให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ระหว่างสมรสกึ่งหนึ่ง 1,686,615 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งขอให้ยกฟ้องแย้ง ระหว่างพิจารณา โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้นฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 มีข้อความว่า ข้อ 1. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงหย่าขาดจากกัน โดยจะไปจดทะเบียนหย่ากันภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดนัดไม่ปฏิบัติ ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนของฝ่ายที่ผิดนัด ข้อ 2. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเลี้ยงดูบุตร โดยในส่วนของบุตรคนแรกซึ่งศึกษาอยู่ที่เขตการปกครองสกอตแลนด์ อีก 1 ปี มีค่าใช้จ่าย 1,290,000 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งชำระเงินจำนวนดังกล่าวคนละครึ่งหนึ่ง ดังนี้ 2.1 ชำระเป็นค่าเทอมคนละ 500,000 บาท ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2562 2.2 ชำระเป็นค่าใช้จ่ายรายเดือนคนละ 10,000 บาท ทุกเดือนจนกว่าบุตรคนแรกจะจบการศึกษา โดยจะชำระภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกสิ้นเดือนพฤษภาคม 2562 2.3 ชำระค่าเดินทางของบุตรคนแรกคนละ 25,000 บาท ภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 การชำระเงินดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 1 จะโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่บุตรคนแรกชื่อบัญชีนายฉัตรมงคล ข้อ 3. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระค่าเลี้ยงดูบุตรในส่วนของบุตรคนที่สอง ดังนี้ 3.1 ชำระค่าใช้จ่ายรายเดือนคนละ 8,000 บาท ทุกเดือนจนถึงเดือนมีนาคม 2563 โดยจะชำระภายในวันสิ้นเดือนของทุกเดือน เริ่มชำระงวดแรกสิ้นเดือนพฤษภาคม 2562 3.2 เมื่อบุตรคนที่สองเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีชำระค่าใช้จ่ายรายเดือนคนละ 8,000 บาท เริ่มเดือนเมษายน 2563 จนจบชั้นปีที่ 1 หลังจากนั้นหากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงชำระคนละครึ่งหนึ่งตามความเป็นจริงจนกว่าบุตรคนที่สองจะจบปริญญาชั้นสูงสุดที่บุตรคนที่สองจะสามารถเรียนได้ การชำระเงินดังกล่าวโจทก์และจำเลยที่ 1 จะโอนเงินเข้าบัญชีให้แก่บุตรคนที่สองชื่อบัญชีนางสาวพชรวรรณ ข้อ 4. หากโจทก์และจำเลยที่ 1 ผิดนัดไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามข้อ 2. และข้อ 3. ยินยอมให้ฝ่ายที่มิได้ผิดนัดบังคับคดีได้ทันที ข้อ 5. สำหรับที่ดิน ภ.บ.ท. 5 ซึ่งตั้งอยู่ที่หน่วยที่ 1 เลขสำรวจที่ 270 หมู่ที่ 7 เนื้อที่ประมาณ 37 ไร่ ที่ดินโฉนดเลขที่ 10443 เนื้อที่ประมาณ 45 ไร่ 27 ตารางวา และที่ดินโฉนดเลขที่ 10396 เนื้อที่ประมาณ 2 ไร่ 3 งาน 88 ตารางวา โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงแบ่งกันคนละครึ่ง โดยจำเลยที่ 1 จะเป็นผู้ไปยื่นคำขอรังวัดแบ่งแยกภายใน 2 เดือน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 จะออกชำระค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง ทั้งนี้หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยไม่ดำเนินการหรือไม่สามารถตกลงแบ่งกันได้ ให้นำที่ดินทั้งสามแปลงดังกล่าวออกขายนำเงินที่ได้มาแบ่งกันคนละครึ่ง ข้อ 6. โจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงว่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กน 2xxx มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์ โดยจำเลยที่ 1 จะไปจดทะเบียนโอนรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่โจทก์ภายใน 7 วัน นับแต่วันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากไม่ดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทนของจำเลยที่ 1 ส่วนรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กม 1xxx มีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ครอบครอง ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยที่ 1 โจทก์และจำเลยที่ 1 แถลงขอให้พิพากษาตามยอมและขอสละประเด็นข้อพิพาทอื่นทั้งหมด คงให้เหลือเฉพาะประเด็นเรื่องค่าทดแทนที่โจทก์เรียกจากจำเลยทั้งสอง 1,000,000 บาท และเรื่องหนี้สินของจำเลยที่ 1 ที่จะให้โจทก์ร่วมรับผิดชอบคนละกึ่งหนึ่งตามคำให้การและฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ข้อ 3.1 ถึง 3.5 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า จะพิพากษาตามยอมพร้อมกับคำพิพากษาส่วนอื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ระหว่างสมรสแก่จำเลยที่ 1 เป็นเงิน 683,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องแย้งวันที่ 28 มกราคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าโจทก์จะชำระให้แก่จำเลยที่ 1 ครบถ้วน ให้จำเลยที่ 2 ชดใช้ค่าทดแทนแก่โจทก์ 100,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองฝ่ายให้เป็นพับ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำขอของโจทก์ส่วนที่ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าทดแทนและยกคำขอฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนที่ให้โจทก์ร่วมรับผิดชำระหนี้ระหว่างสมรสกึ่งหนึ่งในหนี้เงินกู้ยืมของสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ด้วย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องแย้งระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ทั้งสองศาลให้เป็นพับและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้โดยยุติว่า โจทก์กับจำเลยที่ 1 เป็นสามีภริยาชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2542 มีบุตรด้วยกัน 2 คน คือ นายฉัตรมงคล อายุ 19 ปีเศษ และนางสาวพชรวรรณ อายุ 17 ปีเศษ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลชั้นต้นเกี่ยวการหย่าขาด การอุปการะเลี้ยงดูบุตรทั้งสองคนและการแบ่งทรัพย์สินระหว่างสามีภริยากันตามสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอม คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และฎีกาของจำเลยที่ 1 เฉพาะประเด็นตามที่ศาลฎีกาอนุญาตให้โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ และจำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับโจทก์รับผิดชำระหนี้เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ในครั้งที่ 3 จำนวนกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 783,300 บาท ตามฟ้องแย้งหรือไม่ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์มีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 จำนวน 100,000 บาท ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่ เห็นว่า การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายนั้น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้ว่า "เมื่อศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุตามมาตรา 1516 (1) ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาและจากผู้ซึ่งได้รับการอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่อง หรือผู้ซึ่งเป็นเหตุแห่งการหย่านั้น" ซึ่งบทบัญญัติตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ให้ภริยาหรือสามีมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากสามีหรือภริยาซึ่งเป็นคู่สมรสอีกฝ่ายได้เฉพาะกรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) คือ กรณีที่สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือฉันสามี เป็นชู้หรือมีชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ ดังนั้น การที่โจทก์จะมีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ในกรณีนี้นอกจากจำเลยที่ 1 จะอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องจำเลยที่ 2 ฉันภริยาหรือเป็นชู้หรือร่วมประเวณีกันเป็นอาจิณ อันเป็นเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) แล้ว ยังต้องเป็นกรณีที่ศาลพิพากษาให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันเพราะเหตุดังกล่าวด้วย เมื่อคดีนี้โจทก์ฟ้องหย่าจำเลยที่ 1 และเรียกค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ด้วย แต่เมื่อในระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นโจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงหย่ากันโดยทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 และขอให้ศาลพิพากษาตามยอม ซึ่งการที่ศาลพิพากษาตามยอมให้โจทก์กับจำเลยที่ 1 หย่ากันนี้ไม่ใช่กรณีที่ศาลพิพากษาให้หย่ากันเพราะมีเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ทั้งโจทก์ไม่ได้นำสืบถึงข้อเท็จจริงอันเป็นเหตุแห่งการหย่าตามมาตรา 1516 (1) โจทก์จึงไม่มีสิทธิได้รับค่าทดแทนจากจำเลยที่ 1 ตามมาตรา 1523 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้ยกคำขอของโจทก์ในส่วนนี้ส่วนจึงชอบแล้ว ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่อไปตามฎีกาของจำเลยที่ 1 มีว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธิฟ้องขอให้บังคับโจทก์รับผิดชำระหนี้เงินกู้สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ในครั้งที่ 3 จำนวนกึ่งหนึ่ง เป็นเงิน 783,300 บาท ให้แก่จำเลยที่ 1 ตามฟ้องแย้งหรือไม่ โดยข้อเท็จจริงในส่วนนี้รับฟังได้โดยยุติแล้วว่า หนี้จำนวนดังกล่าวเป็นหนี้เงินกู้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมจากสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ในครั้งที่ 3 จำนวนเงิน 2,500,000 บาท แต่มีการหักชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยที่ 1 ในครั้งก่อนแล้วคงเหลือเงินจำนวน 1,566,600 บาท โดยหลังจากจำเลยที่ 1 ได้รับเงินจำนวนดังกล่าวแล้วได้โอนเงินที่ได้รับทั้งหมดให้โจทก์เพื่อนำไปซื้อที่ดิน แต่ในระหว่างนั้นบุตรคนแรกของโจทก์กับจำเลยที่ 1 ต้องไปศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ เขตการปกครองสกอตแลนด์ โจทก์จึงนำเงินจำนวนดังกล่าวไปเป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาเล่าเรียนบุตรคนแรก โดยไม่ได้ซื้อที่ดิน ดังนั้น เงินกู้ยืมในจำนวน 1,566,600 บาท ที่จำเลยที่ 1 ได้รับมาจากการกู้ยืมเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. จึงเป็นหนี้ที่จำเลยที่ 1 กู้ยืมนำมาใช้เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรตามสมควรแก่อัตภาพโจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงเป็นหนี้ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 เป็นลูกหนี้ร่วมกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (1) เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง มาตรา 1535 ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน โจทก์กับจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดร่วมกันคนละกึ่งหนึ่งเป็นเงิน 783,300 บาท นั้น เห็นว่าแม้การกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. นี้เฉพาะจำเลยที่ 1 แต่เพียงลำพังที่เป็นผู้กู้โดยที่โจทก์มิได้ผูกพันเป็นเป็นผู้กู้ร่วมหรือค้ำประกันในหนี้จำนวนนี้กับสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ผู้ให้กู้ด้วยก็ตาม แต่โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมในจำนวนเงิน 1,566,600 บาท ก็ยังผูกพันมีหน้าที่ต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ต่อสหกรณ์ออมทรัพย์ พ. เจ้าหนี้ โดยโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมยังคงต้องผูกพันชำระหนี้จำนวนนี้อยู่จนกว่าหนี้จะระงับ และเจ้าหนี้จะเรียกชำระหนี้จากโจทก์หรือจำเลยที่ 1 แต่คนใดคนหนึ่งในฐานะลูกหนี้ร่วมให้ชำระหนี้โดยสิ้นเชิงหรือแต่โดยส่วนก็ได้ตามแต่จะเลือก ซึ่งโจทก์กับจำเลยที่ 1 ก็ยังคงต้องผูกพันอยู่จนกว่าหนี้นั้นจะได้ชำระเสร็จสิ้นเชิงตามมาตรา 291 ส่วนกรณีตามมาตรา 1535 เมื่อการสมรสสิ้นสุดลง ให้แบ่งความรับผิดในหนี้ที่จะต้องรับผิดด้วยกันตามส่วนเท่ากัน ก็เป็นเรื่องการแบ่งความรับผิดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 เท่านั้น ซึ่งจะไม่กระทบต่อสิทธิของเจ้าหนี้ที่ยังมีสิทธิเรียกให้ทั้งโจทก์และจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ร่วมให้ชำระหนี้ได้ แม้โจทก์กับจำเลย 1 จะไม่ได้เป็นสามีภริยากันแล้วก็ตาม เมื่อข้อเท็จจริงได้ความจากทางนำสืบของโจทก์และจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 ยังชำระหนี้เงินกู้ยืมจำนวนดังกล่าวให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. เจ้าหนี้ยังไม่ครบถ้วน จำเลยที่ 1 จึงไม่อาจเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดให้แก่ตนได้ เพราะหากให้โจทก์ชำระหนี้จำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยที่ 1 แล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ชำระหนี้ในจำนวนที่เป็นหนี้ร่วมให้แก่เจ้าหนี้จนสิ้นเชิง โจทก์ในฐานะลูกหนี้ร่วมก็ยังอาจถูกเจ้าหนี้เรียกให้ชำระหนี้เงินกู้จำนวนดังกล่าวอีกได้จนกว่าหนี้จำนวนนี้จะระงับสิ้นไป เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้ชำระหนี้ที่โจทก์และจำเลยที่ 1 ต้องร่วมกันรับผิดในจำนวนดังกล่าวให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. จำเลยที่ 1 จึงยังไม่อาจเรียกร้องให้โจทก์ชำระหนี้ในส่วนที่โจทก์ต้องร่วมรับผิดให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษพิพากษายกคำขอฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ในส่วนนี้จึงชอบด้วยเหตุผลแล้ว ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน แต่ไม่ตัดสิทธิจำเลยที่ 1 ที่จะฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ร่วมที่โจทก์จะต้องร่วมรับผิดจำนวน 783,300 บาท หลังจากที่จำเลยที่ 1 ชำระหนี้จำนวนนี้ให้แก่สหกรณ์ออมทรัพย์ พ. ครบถ้วน หรือหนี้ระงับแล้ว ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนฟ้องเดิมและฟ้องแย้งในชั้นฎีกาให้เป็นพับ
ประเด็นทางกฎหมายในคดีนี้ ประเด็นที่ 1: สิทธิเรียกค่าทดแทนตามมาตรา 1523 •มาตรา 1523 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่สมรสมีสิทธิเรียกค่าทดแทนจากอีกฝ่ายและบุคคลที่เกี่ยวข้อง ก็ต่อเมื่อศาลพิพากษาให้หย่าเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) เท่านั้น •เหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) ได้แก่ สามีหรือภริยาอุปการะเลี้ยงดูหรือยกย่องผู้อื่นฉันภริยาหรือฉันสามี เป็นชู้ หรือร่วมประเวณีกับผู้อื่นเป็นอาจิณ •หากคู่สมรสหย่ากันโดยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลเพียงพิพากษาตามยอม ไม่ถือเป็นการหย่าเพราะเหตุที่บัญญัติไว้ จึงไม่อาจเรียกค่าทดแทนได้ •ในคดีนี้ โจทก์ไม่ได้พิสูจน์หรือสืบพยานยืนยันว่าจำเลยที่ 1 มีพฤติกรรมเข้าข่ายเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าทดแทน ประเด็นที่ 2: หนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (1) •มาตรา 1490 (1) กำหนดว่าหนี้ที่สามีหรือภริยาก่อเพื่อประโยชน์ในครอบครัวหรือเกี่ยวกับการศึกษาเล่าเรียนของบุตร เป็นหนี้ที่คู่สมรสต้องรับผิดร่วมกัน •แม้เงินกู้ดังกล่าวจะอยู่ในชื่อจำเลยที่ 1 เพียงผู้เดียว แต่เมื่อเงินถูกนำไปใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการศึกษาของบุตร จึงถือเป็นหนี้ร่วม •แม้การสมรสสิ้นสุดลง มาตรา 1535 กำหนดให้แบ่งความรับผิดคนละครึ่ง แต่ไม่กระทบสิทธิของเจ้าหนี้ เจ้าหนี้ยังสามารถเรียกให้ทั้งสองฝ่ายชำระหนี้เต็มจำนวนได้ตามมาตรา 291 จนกว่าหนี้จะระงับ ประเด็นที่ 3: การฟ้องเรียกหนี้ร่วมภายหลัง •จำเลยที่ 1 ไม่สามารถเรียกให้โจทก์ชำระหนี้ร่วมแก่ตนได้จนกว่าจำเลยที่ 1 จะชำระหนี้ส่วนนี้ให้แก่เจ้าหนี้ครบถ้วนก่อน •หากจำเลยที่ 1 ชำระหนี้ครบแล้ว จึงมีสิทธิฟ้องเรียกให้โจทก์ชำระเงินในส่วนของตนได้ สรุปสาระสำคัญทางกฎหมาย 1.การเรียกค่าทดแทนจากคู่สมรสอีกฝ่ายต้องเป็นกรณีหย่าเพราะเหตุหย่าตามมาตรา 1516 (1) เท่านั้น 2.หนี้ที่เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ของครอบครัว เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร ถือเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (1) 3.แม้หลังหย่า คู่สมรสยังต้องร่วมรับผิดชำระหนี้ต่อเจ้าหนี้จนกว่าจะระงับสิ้นตามมาตรา 291 4.การฟ้องให้คู่สมรสอีกฝ่ายชำระหนี้ร่วมทำได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายที่ฟ้องได้ชำระหนี้ส่วนรวมให้เจ้าหนี้ครบแล้ว |



