
| ลาภมิควรได้และอายุความฟ้องเรียกคืนทรัพย์(ฎีกาที่ 2383/2554)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่าการฟ้องเรียกเงินคืนที่จำเลยได้รับไปนั้นเป็นคดีลาภมิควรได้หรือเป็นการติดตามเรียกเอาทรัพย์คืนตามสิทธิของเจ้าของทรัพย์ และยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับอายุความหนึ่งปีตามมาตรา 419 ว่าการฟ้องคดีของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยศาลฎีกาได้ตีความพฤติการณ์การชำระหนี้ การคืนเงินซ้ำ การวางเงินค้ำประกัน และวันเริ่มนับอายุความอย่างเคร่งครัด ส่งผลให้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ต้องถูกกลับคำพิพากษา ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ได้รับเงินจำนวน 100,000 บาทจากนายอภิชัยและจำเลย เพื่อใช้เป็นเงินค้ำประกันการออกหนังสือค้ำประกันให้แก่บริษัทหนึ่ง ต่อมามีการคืนเงินให้แก่นายอภิชัยผ่านบัญชีเงินฝาก และต่อมาโจทก์คืนเงินให้แก่จำเลยอีกครั้งหนึ่งโดยใช้แคชเชียร์เช็ค ซึ่งถือเป็นการคืนเงินจำนวนเดียวกันซ้ำสองครั้ง ภายหลังโจทก์จึงใช้สิทธิฟ้องจำเลยให้คืนเงิน 174,835.62 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยอ้างว่าจำเลยรับเงินโดยไม่มีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ โจทก์เคยฟ้องนายอภิชัยมาก่อนแต่แพ้คดีในศาลอุทธรณ์ และโดยที่คดีดังกล่าวถึงที่สุดเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2543 ศาลจึงถือว่านับจากวันนั้นโจทก์ย่อมรู้สิทธิของตน โจทก์ฟ้องจำเลยเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2544 ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย มี 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. การฟ้องคดีนี้เป็น ฟ้องเรียกทรัพย์คืน (มาตรา 1336) หรือเป็น ลาภมิควรได้ (มาตรา 406) 2. การฟ้องคดีขาดอายุความหนึ่งปีตาม มาตรา 419 หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1 การฟ้องคดีเป็น “ลาภมิควรได้” ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • การคืนเงินผ่านบัญชีเงินฝากหรือแคชเชียร์เช็คเป็นเพียง วิธีส่งคืนเงิน • เงิน 100,000 บาทที่วางไว้เป็น เงินค้ำประกัน มิใช่ “การฝากทรัพย์” • การฟ้องให้จำเลยคืนเงินที่รับไปโดยไม่มีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เป็นคดีลาภมิควรได้ตามมาตรา 406 ไม่ใช่การติดตามเรียกทรัพย์คืนตามมาตรา 1336 ศาลฎีกาย้ำว่า “การคืนเงินผิดมูล” และ “การวางเงินค้ำประกัน” ต้องถูกวินิจฉัยภายใต้หลักลาภมิควรได้เพราะโจทก์เป็นฝ่ายเสียเปรียบ 2 คดีย่อมขาดอายุความหนึ่งปี ศาลฎีกาย้ำหลักว่า • อายุความลาภมิควรได้เริ่มนับ “ตั้งแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน” • กรณีนี้คือ วันที่คดีที่โจทก์ฟ้องนายอภิชัยถึงที่สุด (5 พฤษภาคม 2543) • โจทก์ฟ้องจำเลยวันที่ 28 กรกฎาคม 2544 ซึ่งเกิน 1 ปี ดังนั้นคดี ขาดอายุความตามมาตรา 419 ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับและให้ยกฟ้อง หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้ 1 ความแตกต่างของ “ลาภมิควรได้” กับ “เรียกทรัพย์คืน” • มาตรา 1336 ใช้เมื่อเจ้าของสามารถพิสูจน์ว่า “ทรัพย์ยังเป็นทรัพย์ของตนและถูกผู้อื่นยึดถืออยู่” • มาตรา 406 ใช้เมื่อ “ทรัพย์ได้ถูกชำระไปแล้ว” แม้จะผิดมูลก็ตาม • เงินค้ำประกันถือเป็นทรัพย์ที่ถูกส่งมอบไปในฐานะการชำระหนี้ ไม่ใช่การฝาก จึงต้องใช้มาตรา 406 2 อายุความในคดีลาภมิควรได้ต้องตีความอย่างเคร่งครัด • อายุความ 1 ปีตามมาตรา 419 เป็น “อายุความสั้น” • เมื่อถึงที่สุดในคดีก่อน โจทก์ย่อมรู้สิทธิของตนทันที • การฟ้องเกินหนึ่งปีถือว่าขาดอายุความเด็ดขาด 3 หลักไม่ให้ฟ้องซ้ำซ้อน • โจทก์ไม่อาจฟ้องเรียกเงินเดียวกันซ้ำโดยไม่คำนึงถึงอายุความ • การชำระหนี้ซ้ำสองครั้งโดยความผิดพลาดเป็นเรื่องที่จะต้องใช้มาตรา 406 เท่านั้น ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ย้ำถึงความสำคัญของ • การแยกให้ชัดว่าการฟ้องเป็นคดีลาภมิควรได้หรือฟ้องเรียกทรัพย์คืน • การเริ่มนับอายุความตามวันที่สิทธิเรียกร้องได้เกิดขึ้นจริง • ความจำเป็นของการตรวจสอบสถานะคดีที่เกี่ยวข้องก่อนยื่นฟ้อง • การใช้ฐานกฎหมายให้ถูกต้องเพื่อไม่ให้สิทธิถูกตัดเพราะอายุความ บทเรียนสำคัญคือ: การเลือกฐานฟ้องผิดอาจทำให้ผู้เสียหายหมดสิทธิเรียกร้อง แม้มีข้อเรียกร้องที่แท้จริงตามกฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกคืนเงินจากจำเลย ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงิน 174,835.62 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี และให้จำเลยรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาล 3. ศาลฎีกา พิพากษากลับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่าคดีเป็นลาภมิควรได้และขาดอายุความหนึ่งปีตามมาตรา 419 จึงให้ยกฟ้องและให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2383/2554 แม้ทางนำสืบของโจทก์จะได้ความว่า โจทก์คืนเงินให้นาย อ. ครั้งแรกโดยโอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากผู้มีชื่อ ส่วนการสั่งคืนเงินให้จำเลยในครั้งหลังจ่ายเป็นแคชเชียร์เช็คก็ตาม กรณีเป็นเพียงวิธีการสั่งคืนเงินโดยฝากเข้าบัญชีเงินฝากเท่านั้น เงินซึ่งนาย อ. และจำเลยนำมาวางไว้แก่โจทก์ก็เพื่อค้ำประกันการออกหนังสือค้ำประกันให้บริษัท พ. หาใช่เป็นการฝากเงินหรือฝากทรัพย์ไม่ ฉะนั้นการที่โจทก์ใช้สิทธิฟ้องจำเลยให้คืนเงินที่รับไปนั้น เป็นเรื่องที่กล่าวอ้างว่าจำเลยรับเงินไปโดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้โจทก์เสียเปรียบ กรณีจึงเป็นเรื่องลาภมิควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 406 มิใช่เรื่องการติดตามเรียกเอาทรัพย์คืนตามมาตรา 1336 โจทก์ฟ้องให้จำเลยคืนเงิน 174,835.62 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยจำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้จำเลยชำระเงินและดอกเบี้ย พร้อมค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องของโจทก์มิใช่การเรียกทรัพย์คืนตามมาตรา 1336 แต่เป็นคดีลาภมิควรได้ตามมาตรา 406 เพราะเงินที่คืนให้นายอภิชัยและจำเลยเป็นเงินค้ำประกัน ไม่ใช่การฝากทรัพย์ อีกทั้งต้องพิจารณาว่าคดีขาดอายุความหรือไม่ โดยคดีก่อนที่เกี่ยวข้องถึงที่สุดเมื่อ 5 พฤษภาคม 2543 ทำให้โจทก์รู้สิทธิเรียกคืนตั้งแต่วันนั้น แต่กลับมาฟ้องเมื่อ 28 กรกฎาคม 2544 เกินกำหนดหนึ่งปี จึงขาดอายุความตามมาตรา 419 ศาลฎีกาพิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลเป็นพับ คำถาม-คำตอบ (FAQ) 1. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 คืออะไร และใช้ในกรณีใด คำตอบ: ลาภมิควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 406 คือกรณีที่บุคคลหนึ่งได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์ใด ๆ เพราะการกระทำเพื่อชำระหนี้หรือเหตุอื่น โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ และเป็นทางให้บุคคลอีกฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบ ผู้ได้รับลาภโดยไม่ควรได้ต้องคืนทรัพย์หรือประโยชน์ดังกล่าวให้แก่ผู้เสียหาย กฎหมายนี้มักใช้ในกรณีที่มีการชำระหนี้ผิดตัว ชำระหนี้ซ้ำซ้อน หรือมีการรับเงินโดยไม่มีมูลหนี้รองรับ และไม่อาจอาศัยฐานฟ้องอื่นได้อย่างเหมาะสม 2. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ลาภมิควรได้แตกต่างจากสิทธิเรียกทรัพย์คืนตามมาตรา 1336 อย่างไร คำตอบ: ลาภมิควรได้เป็นสิทธิเรียกร้องให้คืนทรัพย์หรือเงินในฐานะลูกหนี้ตามมูลลาภมิควรได้ เมื่อมีการรับทรัพย์สินหรือเงินไปโดยไม่มีมูลอันจะอ้างกฎหมายได้ เช่น ชำระหนี้ผิดตัวหรือชำระซ้ำ ในขณะที่สิทธิเรียกทรัพย์คืนตามมาตรา 1336 เป็นสิทธิของเจ้าของทรัพย์ในการติดตามทรัพย์ของตนจากผู้ที่ครอบครองโดยไม่มีสิทธิ ซึ่งต้องอาศัยการพิสูจน์ว่าทรัพย์ยังเป็นของเจ้าของเดิม ในคดีตามบทความนี้ ศาลเห็นว่าเงินวางเพื่อค้ำประกันไม่ใช่ทรัพย์ฝาก การฟ้องจึงต้องใช้ฐานลาภมิควรได้ ไม่ใช่ฐานสิทธิเรียกทรัพย์คืนตามมาตรา 1336 3. คำถาม-คำตอบ คำถาม: เหตุใดการวางเงินเพื่อค้ำประกันการออกหนังสือค้ำประกันจึงไม่ถือเป็นการฝากทรัพย์ คำตอบ: การวางเงินเพื่อค้ำประกันการออกหนังสือค้ำประกัน เป็นการส่งมอบเงินเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะในการประกันการปฏิบัติตามสัญญาหรือภาระผูกพัน มิใช่การฝากทรัพย์ที่ผู้ฝากยังคงมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์และมีสิทธิติดตามทรัพย์คืนโดยตรง ศาลจึงเห็นว่าเงินที่วางเพื่อค้ำประกันไม่มีลักษณะเป็นทรัพย์ฝากตามมาตรา 657 และไม่อาจใช้สิทธิเรียกทรัพย์คืนตามมาตรา 1336 ได้ เมื่อเกิดการคืนเงินผิดตัวหรือมีผู้รับเงินโดยไม่มีมูล จึงต้องวินิจฉัยตามหลักลาภมิควรได้ 4. คำถาม-คำตอบ คำถาม: อายุความหนึ่งปีในคดีลาภมิควรได้ตามมาตรา 419 เริ่มนับเมื่อใด คำตอบ: อายุความในคดีลาภมิควรได้ตามมาตรา 419 กำหนดไว้หนึ่งปีนับแต่เวลาที่ฝ่ายผู้เสียหายรู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืน และไม่เกินสิบปีนับแต่เวลาที่สิทธินั้นได้มีขึ้น การ “รู้สิทธิ” อาจปรากฏจากข้อเท็จจริงหรือคำพิพากษาที่ชี้ชัดว่าเงินหรือทรัพย์ที่จ่ายไปเป็นการชำระหนี้ผิดตัว ในคดีตามบทความนี้ ศาลถือว่าหลังจากคดีก่อนที่เกี่ยวข้องกับเงินจำนวนเดียวกันมีคำพิพากษาถึงที่สุดและชี้ว่าเงินเป็นของบุคคลอื่น ผู้ฟ้องย่อมรู้สิทธิของตนตั้งแต่วันนั้น การนับอายุความหนึ่งปีจึงเริ่มจากวันที่คดีเดิมถึงที่สุด 5. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ผลของคดีก่อนหน้าที่ถึงที่สุดมีผลต่อสิทธิฟ้องคดีลาภมิควรได้อย่างไร คำตอบ: เมื่อมีคดีแพ่งก่อนหน้าที่พิจารณาเกี่ยวกับทรัพย์หรือเงินจำนวนเดียวกัน และศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยสถานะสิทธิในทรัพย์หรือเงินนั้น คำพิพากษาดังกล่าวย่อมทำให้ผู้ที่ได้ชำระเงินไปโดยผิดตัวรู้โดยชัดแจ้งว่าตนเสียเปรียบและมีสิทธิเรียกคืนจากผู้ที่ได้รับเงินโดยไม่มีมูลอันชอบด้วยกฎหมาย ศาลจึงถือว่าคำพิพากษาคดีก่อนเป็นจุดเริ่มต้นในการนับอายุความหนึ่งปีตามมาตรา 419 หากผู้เสียหายไม่ใช้สิทธิภายในกำหนดดังกล่าว สิทธิเรียกร้องในฐานะลาภมิควรได้ย่อมขาดอายุความ 6. คำถาม-คำตอบ คำถาม: หากฟ้องคดีลาภมิควรได้เกินกำหนดหนึ่งปีตามมาตรา 419 จะเกิดผลอย่างไร คำตอบ: หากผู้เสียหายฟ้องคดีลาภมิควรได้เกินกำหนดหนึ่งปีนับแต่เวลาที่ตนรู้สิทธิ แม้จะยังไม่ครบสิบปีนับแต่สิทธิเกิดขึ้นตามมาตรา 419 คดีย่อมขาดอายุความ ศาลไม่มีอำนาจพิพากษาให้จำเลยคืนเงินหรือทรัพย์ตามสิทธิเรียกร้องดังกล่าวได้ แม้ข้อเท็จจริงจะชี้ว่าจำเลยได้รับลาภโดยไม่ควรได้ก็ตาม ในกรณีตามบทความนี้ ศาลเห็นว่าการฟ้องเกิดขึ้นภายหลังครบหนึ่งปีนับจากวันที่คดีก่อนถึงที่สุด จึงพิพากษายกฟ้องด้วยเหตุขาดอายุความ 7. คำถาม-คำตอบ คำถาม: คดีนี้ให้บทเรียนทางกฎหมายอะไรแก่ผู้ประกอบธุรกิจและผู้ใช้สิทธิตามกฎหมายแพ่ง คำตอบ: คดีนี้ให้บทเรียนว่า การเลือกฐานฟ้องมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในด้านเนื้อหากฎหมายที่ใช้บังคับและอายุความ โดยเฉพาะการแยกความแตกต่างระหว่างการฟ้องเรียกทรัพย์คืนกับคดีลาภมิควรได้ ผู้ประกอบธุรกิจและผู้ใช้สิทธิพึงระมัดระวังเมื่อมีการชำระหนี้หรือวางเงินค้ำประกันเกี่ยวข้องหลายฝ่าย และเมื่อมีคำพิพากษาคดีก่อนชี้ให้เห็นสถานะสิทธิแล้ว ต้องรีบใช้สิทธิฟ้องภายในกำหนดหนึ่งปีตามมาตรา 419 หากปล่อยให้เวลาล่วงเลย สิทธิเรียกร้องอาจสิ้นสุดลงโดยไม่สามารถได้รับการเยียวยาทางศาล แม้จะมีมูลความเสียหายตามข้อเท็จจริงก็ตาม |




