
| สิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อและการเรียกค่าขาดราคา(ฎีกาที่ 6779/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสิทธิของผู้เช่าซื้อในการเลิกสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 แม้ผิดนัดเพียงงวดเดียว และการเรียกค่าขาดราคารถยนต์ตามสัญญา รวมถึงการพิจารณาว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าอันเป็นเบี้ยปรับซึ่งศาลมีอำนาจลดได้ตามมาตรา 383 อีกทั้งยังวินิจฉัยเรื่องดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 224 เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างคู่สัญญา สรุปข้อเท็จจริง •จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์จากโจทก์ กำหนดชำระ 72 งวด •ชำระได้เพียง 22 งวด ก่อนผิดนัดงวดที่ 23 •จำเลยส่งมอบรถคืนให้โจทก์ ซึ่งนำไปขายทอดตลาดได้ 113,000 บาท •สัญญาไม่ได้ระบุสิทธิเลิกสัญญาของผู้เช่าซื้อด้วยการคืนรถ •โจทก์ฟ้องเรียกค่าขาดราคาและดอกเบี้ย •ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษาแตกต่างกันบางส่วน •ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยมีสิทธิบอกเลิกสัญญาตาม มาตรา 573 และยังต้องชำระค่าขาดราคาในขอบเขตที่สมควร กฎหมายหลักที่ใช้ในคดีนี้ ป.พ.พ. มาตรา 573, ป.พ.พ. มาตรา 383, ป.พ.พ. มาตรา 224 (โดยมาตรา 573 เป็นหลักของคำพิพากษา ส่วนมาตรา 383 และ 224 เป็นประเด็นประกอบเรื่องค่าขาดราคาและดอกเบี้ยผิดนัด) คำสำคัญ (Key Words) ที่เป็นแก่นของคดีนี้ 5 ข้อความ พร้อมขยายสั้น ๆ 1. สิทธิผู้เช่าซื้อเลิกสัญญาโดยส่งมอบทรัพย์คืน (มาตรา 573) แก่นคดีคือ ศาลรับหลักว่า ผู้เช่าซื้อที่ผิดนัดสามารถใช้สิทธิตามมาตรา 573 เลิกสัญญาได้ด้วยการส่งมอบรถคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ โดยไม่ต้องมีเงื่อนไขระบุไว้ในสัญญา หากพฤติการณ์แสดงเจตนาเลิกสัญญาชัดเจน 2. การส่งมอบรถคืนถือเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชัดแจ้งในทางพฤติการณ์ ศาลเห็นว่า การผิดนัดแล้วนำรถมาคืนให้ผู้ให้เช่าซื้อ รวมกับการที่ผู้ให้เช่าซื้อรับรถไว้ เป็นพฤติการณ์ที่ตีความได้ว่าเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อ ทำให้สัญญาสิ้นสุดลง และเปลี่ยนสถานะความรับผิดของคู่สัญญาไปสู่การคิดค่าขาดราคา 3. ค่าขาดราคารถยนต์เป็นเบี้ยปรับที่ศาลตรวจสอบและลดได้ (มาตรา 383) ข้อตกลงให้ผู้เช่าซื้อรับผิดค่าขาดราคาเป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้าในลักษณะเบี้ยปรับ ศาลมีอำนาจพิจารณาว่าจำนวนที่เรียกเกินสมควรหรือไม่ และกำหนดให้เหลือในระดับที่เหมาะสมตามมาตรา 383 โดยอิงจากเงินลงทุน งวดที่ชำระแล้ว และราคาขายทอดตลาดจริง 4. หลักการคำนวณค่าขาดราคาตามทางได้เสียที่แท้จริงของผู้ให้เช่าซื้อ ศาลไม่ยึดตามตัวเลขในสัญญาเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาภาพรวมทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ต้นทุนของผู้ให้เช่าซื้อ จำนวนเงินที่ผู้เช่าซื้อชำระแล้ว และจำนวนเงินที่ได้จากการขายทอดตลาด เพื่อลงท้ายเป็นยอดค่าขาดราคาที่สะท้อนความเสียหายจริง 5. ดอกเบี้ยผิดนัดของหนี้ค่าขาดราคา (มาตรา 224)
เมื่อค่าขาดราคาเป็นหนี้เงิน ผู้เช่าซื้อมีหน้าที่รับผิดดอกเบี้ยผิดนัดตามมาตรา 224 แต่หากโจทก์เรียกร้องอัตราดอกเบี้ยสูง (เช่น 15% ต่อปี) โดยไม่แสดงฐานสิทธิชัดเจน ศาลจะกำหนดให้อยู่ในอัตราที่เหมาะสมตามกฎหมายและพฤติการณ์ของคดีแทน คำวินิจฉัย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 1.แม้จำเลยผิดนัดเพียงงวดเดียว แต่การคืนรถพร้อมเจตนาบอกเลิกสัญญาเข้าหลัก มาตรา 573 2.การคืนรถทำให้สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุด แต่ไม่ตัดสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญา 3.ข้อตกลงค่าขาดราคาเป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้า (เบี้ยปรับ) ศาลมีอำนาจลดตาม มาตรา 383 4.ดอกเบี้ยผิดนัดคิดตาม มาตรา 224 อัตราร้อยละ 5 ต่อปี 5.จำเลยต้องจ่ายรวม 153,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยดังกล่าว วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย •สิทธิเลิกสัญญาของผู้เช่าซื้อ (มาตรา 573) ผู้เช่าซื้อสามารถบอกเลิกสัญญาได้ตลอดเวลาโดยส่งคืนทรัพย์และรับภาระค่าใช้จ่ายเอง แม้ไม่มีข้อตกลงในสัญญา •ค่าขาดราคากับเบี้ยปรับ (มาตรา 383) การกำหนดค่าขาดราคาในสัญญาเป็นการกำหนดค่าเสียหายล่วงหน้า ศาลสามารถลดได้หากสูงเกินส่วน •ดอกเบี้ยผิดนัด (มาตรา 224) หากไม่มีกฎหมายหรือสัญญากำหนด อัตราดอกเบี้ยผิดนัดปัจจุบันอยู่ที่ร้อยละ 5 ต่อปี ปรับตามพระราชกฤษฎีกา •หลักการสมดุลระหว่างคู่สัญญา ศาลพิจารณาทั้งการคุ้มครองสิทธิผู้ให้เช่าซื้อและป้องกันไม่ให้มีการเรียกค่าเสียหายเกินส่วนจากผู้เช่าซื้อ IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา) ผู้เช่าซื้อที่ผิดนัดเพียงงวดเดียวและส่งคืนรถพร้อมเจตนาเลิกสัญญา มีสิทธิเลิกสัญญาตาม มาตรา 573 หรือไม่ และต้องรับผิดค่าขาดราคาเท่าใด Rule (กฎเกณฑ์) •ป.พ.พ. มาตรา 573: ผู้เช่ามีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ทุกเวลาโดยส่งคืนทรัพย์สิน •ป.พ.พ. มาตรา 383: ศาลอาจลดเบี้ยปรับหากสูงเกินส่วน •ป.พ.พ. มาตรา 224: กำหนดอัตราดอกเบี้ยผิดนัด Application (การประยุกต์ใช้) •จำเลยคืนรถหลังผิดนัด 1 งวด แสดงเจตนาเลิกสัญญาเข้าหลัก มาตรา 573 •โจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคา แต่ต้องอยู่ในขอบเขตที่สมเหตุสมผล •ศาลพิจารณาค่าใช้จ่าย การชำระแล้ว และราคาขายทอดตลาด เพื่อลดจำนวนค่าขาดราคาตาม มาตรา 383 •ดอกเบี้ยคิดตาม มาตรา 224 เนื่องจากเป็นหนี้เงิน Conclusion (ข้อสรุป) สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดตาม มาตรา 573 จำเลยต้องชำระค่าขาดราคา 147,000 บาท รวมค่าขาดประโยชน์ 6,000 บาท รวม 153,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ข้อคิดทางกฎหมาย •ผู้เช่าซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตาม มาตรา 573 แม้ผิดนัดเพียงงวดเดียว หากส่งคืนทรัพย์พร้อมรับค่าใช้จ่าย •การกำหนดค่าขาดราคาในสัญญาเป็นเบี้ยปรับ ศาลสามารถปรับลดให้เหมาะสม •การเรียกดอกเบี้ยต้องมีฐานกฎหมายหรือสัญญาชัดเจน •ศาลจะคุ้มครองทั้งสิทธิของผู้ให้เช่าซื้อและความเป็นธรรมแก่ผู้เช่าซื้อ สรุปภาษาอังกฤษ The Supreme Court Decision No. 6779/2567 concerns the lessee’s right to terminate a hire-purchase contract under Section 573 of the Civil and Commercial Code, even after defaulting on only one installment, by returning the vehicle with intent to end the contract. The Court held that the lessor may claim compensation for the price shortfall, but such agreed damages, being a penalty, can be reduced under Section 383. Default interest was set at 5% per annum under Section 224, balancing fairness between both parties. สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์ ผ่อน 72 งวด แต่ชำระเพียง 22 งวดแล้วผิดนัด 1 งวด ก่อนส่งคืนรถให้โจทก์ ซึ่งขายทอดตลาดได้ 113,000 บาท แม้สัญญาไม่ระบุสิทธิเลิกสัญญา แต่การคืนรถพร้อมเจตนาบอกเลิกเข้าหลัก ป.พ.พ. มาตรา 573 สัญญาจึงสิ้นสุด และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าขาดราคาตามสัญญา ข้อตกลงดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับ ศาลลดเหลือ 147,000 บาท รวมค่าขาดประโยชน์ 6,000 บาท เป็น 153,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยผิดนัดร้อยละ 5 ต่อปี นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6779/2567 ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดเดียว จำเลยเป็นฝ่ายส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โดยสัญญาเช่าซื้อมิได้มีข้อตกลงใดให้สิทธิจำเลยผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ แต่การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตามสัญญาแก่โจทก์ และส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ภายหลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ต้องการเลิกสัญญาเช่าซื้อ และจำเลยลูกหนี้ที่ผิดนัดอาจใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดสิทธิและวิธีการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกเหนือจากการบอกเลิกสัญญาตาม ป.พ.พ. บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 ดังนั้น การที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์โดยมีเจตนาเลิกสัญญา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยไว้ถือได้ว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยซึ่งประพฤติผิดสัญญารับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถยนต์ตามข้อตกลงในสัญญาได้ อย่างไรก็ตามข้อตกลงที่จำเลยจะรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10.4 มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันเป็นเบี้ยปรับซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ส่วนที่โจทก์ขอดอกเบี้ยของค่าขาดราคาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น โจทก์อาศัยสิทธิเรียกร้องด้วยเหตุใดโจทก์มิได้แสดงไว้ให้แจ้งชัด จึงไม่อาจกำหนดดอกเบี้ยให้ตามที่โจทก์เรียกร้องมาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อหนี้ค่าขาดราคาที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องรับผิดดอกเบี้ยผิดนัด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 270,711.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 270,103 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษา ให้จำเลยชำระเงิน 96,608.08 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 3,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงิน 6,000 บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถ้าต่อมากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามขอ ยกคำขอในส่วนของค่าขาดราคารถยนต์ที่เช่าซื้อ ค่าภาษีมูลค่าเพิ่มและเบี้ยปรับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลชั้นต้นและค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันในชั้นฎีการับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2555 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กพ 68 สุราษฎร์ธานี จากโจทก์ในราคาเช่าซื้อไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม 528,628.32 บาท ตกลงผ่อนชำระค่าเช่าซื้อรวม 72 งวด งวดละ 7,856 บาท กำหนดชำระทุกวันที่ 20 ของเดือน เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 20 พฤศจิกายน 2555 ภายหลังจากทำสัญญาจำเลยชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์เพียง 22 งวด และผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์งวดที่ 23 ประจำวันที่ 20 กันยายน 2557 ต่อมาวันที่ 16 ตุลาคม 2557 โจทก์ได้รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยแล้วนำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้เงิน 113,000 บาท คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า สัญญาเช่าซื้อมิได้เลิกกันโดยปริยาย จำเลยจึงต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาแก่โจทก์หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังเป็นยุติว่า ภายหลังจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ 23 ประจำวันที่ 20 กันยายน 2557 เพียงงวดเดียว จำเลยเป็นฝ่ายส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2557 โดยสัญญาเช่าซื้อมิได้มีข้อตกลงใดให้สิทธิจำเลยผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แต่การที่จำเลยไม่สามารถชำระหนี้ค่าเช่าซื้อตามสัญญาแก่โจทก์ และส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ภายหลังจากผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อ แสดงให้เห็นถึงเจตนาของจำเลยที่ต้องการเลิกสัญญาเช่าซื้อ และจำเลยลูกหนี้ที่ผิดนัดอาจใช้สิทธิเลิกสัญญาได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 ที่บัญญัติว่า ผู้เช่าจะบอกเลิกสัญญาในเวลาใดเวลาหนึ่งก็ได้ ด้วยส่งมอบทรัพย์สินกลับคืนให้แก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายของตนเอง อันเป็นบทบัญญัติที่กำหนดสิทธิและวิธีการบอกเลิกสัญญาโดยผู้เช่าซื้อไว้เป็นการเฉพาะนอกเหนือจากการบอกเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 2 ลักษณะ 2 สัญญา หมวด 4 ดังนั้นการที่จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์โดยมีเจตนาเลิกสัญญา และโจทก์รับมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยไว้ถือได้ว่าสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 โจทก์จึงชอบที่จะเรียกร้องให้จำเลยซึ่งประพฤติผิดสัญญารับผิดชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคารถยนต์ตามข้อตกลงในสัญญาได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 เห็นว่า สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกันโดยปริยาย และจำเลยไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถยนต์แก่โจทก์นั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย อย่างไรก็ตามข้อตกลงที่จำเลยจะรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10.4 มีลักษณะเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าอันเป็นเบี้ยปรับซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลย่อมลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง เมื่อพิจารณาถึงเงินลงทุนของโจทก์กับค่าเช่าซื้อที่จำเลยผ่อนชำระและเงินที่โจทก์ได้รับจากการขายทอดตลาด ประกอบทางได้เสียของโจทก์ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรกำหนดค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ 147,000 บาท เมื่อรวมกับค่าขาดประโยชน์ที่จำเลยต้องรับผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 เป็นเงิน 6,000 บาท แล้ว จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ 153,000 บาท แต่ในส่วนที่โจทก์ขอดอกเบี้ยของค่าขาดราคาในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นั้น โจทก์อาศัยสิทธิเรียกร้องด้วยเหตุใดโจทก์มิได้แสดงไว้ให้แจ้งชัด จึงไม่อาจกำหนดดอกเบี้ยให้ตามที่โจทก์เรียกร้องมาได้ อย่างไรก็ตามเมื่อหนี้ค่าขาดราคาที่จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์เป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องรับผิดดอกเบี้ยผิดนัดอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับถัดจากวันที่ 14 ตุลาคม 2564 ซึ่งเป็นวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 153,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 14 ตุลาคม 2564) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวถ้าต่อมากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี ตามมาตรา 224 แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1. เมื่อจำเลยผู้เช่าซื้อรถยนต์ผิดนัดชำระค่าเช่าซื้อเพียงงวดเดียว และส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อ การกระทำดังกล่าวจะถือเป็นการเลิกสัญญาเช่าซื้อได้หรือไม่ แม้ในสัญญาเช่าซื้อจะไม่ได้กำหนดสิทธิเลิกสัญญาไว้โดยชัดแจ้ง? คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ในสัญญาเช่าซื้อจะไม่มีข้อตกลงให้ผู้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาได้ด้วยการส่งคืนรถยนต์ แต่การที่จำเลยผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อและเป็นฝ่ายส่งมอบรถคืนให้แก่โจทก์ แสดงให้เห็นถึงเจตนาเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยชัดเจน ซึ่งเป็นการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 573 ที่บัญญัติให้ผู้เช่ามีสิทธิเลิกสัญญาได้ด้วยการส่งมอบทรัพย์คืนแก่เจ้าของโดยเสียค่าใช้จ่ายเอง เมื่อโจทก์รับมอบรถคืน สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงตามบทบัญญัติดังกล่าว ข้อ 2. เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงตามมาตรา 573 แล้ว ผู้ให้เช่าซื้อจะมีสิทธิเพื่อเรียกร้องค่าขาดราคารถยนต์จากผู้เช่าซื้อได้หรือไม่ และเพียงใด? คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงตามมาตรา 573 ผู้ให้เช่าซื้อยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายเป็นค่าขาดราคาตามข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อได้ เนื่องจากผู้เช่าซื้อผิดสัญญาและการคืนรถยนต์ไม่ทำให้ความเสียหายของผู้ให้เช่าซื้อสิ้นไป ทั้งนี้ ศาลได้คำนวณค่าขาดราคาจากปัจจัยที่เป็นธรรม ได้แก่ เงินลงทุนของโจทก์ งวดที่จำเลยชำระแล้ว และราคาที่ได้รับจากการขายทอดตลาด จึงเห็นควรกำหนดให้จำเลยชำระค่าขาดราคา 147,000 บาท และค่าขาดประโยชน์เพิ่มเติม 6,000 บาท รวม 153,000 บาท ข้อ 3. ข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อรับผิดค่าขาดราคา ถือเป็นเบี้ยปรับตามกฎหมายหรือไม่ และศาลมีอำนาจลดจำนวนได้หรือไม่? คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อตกลงในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 10.4 ที่กำหนดให้ผู้เช่าซื้อรับผิดค่าขาดราคา เป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้า มีลักษณะเป็นเบี้ยปรับตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ซึ่งศาลมีอำนาจลดได้หากเห็นว่าจำนวนที่กำหนดไว้สูงเกินสมควร โดยศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า จำนวน 147,000 บาท ที่กำหนดไว้ไม่เกินสมควรเมื่อเทียบกับทางได้เสียของคู่สัญญาและพฤติการณ์แห่งคดี จึงไม่จำเป็นต้องลดลงอีก ข้อ 4. การเรียกร้องดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีจากค่าขาดราคา ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเรียกได้หรือไม่ และศาลกำหนดดอกเบี้ยอัตราใดตามกฎหมาย? คำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ผู้ให้เช่าซื้ออ้างสิทธิเรียกร้องดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีโดยไม่แสดงเหตุอ้างสิทธิให้ชัดเจน จึงไม่อาจกำหนดดอกเบี้ยตามอัตราที่เรียกร้องได้ อย่างไรก็ดี หนี้ค่าขาดราคาที่จำเลยต้องรับผิดเป็นหนี้เงิน จำเลยจึงต้องรับผิดดอกเบี้ยผิดนัดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โดยศาลกำหนดให้อัตราดอกเบี้ยผิดนัดเป็นร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้อง (14 ตุลาคม 2564) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ ทั้งนี้ หากต่อมากระทรวงการคลังปรับอัตราโดยพระราชกฤษฎีกา ก็ให้ใช้อัตราที่ปรับเปลี่ยนบวกเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 15 ตามคำขอของโจทก์
|






