
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2567: สัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ความรับผิดเมื่อรถถูกยึดโดยไม่เป็นความผิดของผู้เช่า
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทตามสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ซึ่งรถถูกยึดในคดีฟอกเงินแต่ผู้เช่าไม่ได้กระทำผิด ศาลตีความเงื่อนไขในสัญญาว่าผู้เช่าต้องรับผิดเพียงค่าใช้จ่ายจำเป็นตามที่เกิดขึ้นจริง ไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาที่เจ้าของรถเรียกร้อง สรุปข้อเท็จจริงของคดี •วันที่ 17 มกราคม 2556 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า ทะเบียน กค 9889 จากโจทก์ มูลค่า 1,166,160 บาท แบ่งชำระ 48 งวด งวดละ 24,295 บาท •จำเลยชำระแล้ว 23 งวด รวม 558,785 บาท •ต่อมารถถูกตำรวจยึดในคดีฟอกเงินตาม พ.ร.บ. ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 •วันที่ 16 สิงหาคม 2562 ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องจำเลย •โจทก์ได้รับรถคืนและขายทอดตลาดได้ 276,060 บาท •โจทก์เรียกค่าขาดราคา 464,485 บาท พร้อมดอกเบี้ย 15% ต่อปี •ศาลชั้นต้นให้ชำระเพียง 10,000 บาทเป็นค่าติดตามรถพร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี •ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าขาดราคา •ศาลฎีกาแก้ให้ชำระเพียง 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามศาลชั้นต้น ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2567 ศาลได้นำหลักกฎหมายตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 598 ว่าด้วย “ความรับผิดของลูกหนี้เมื่อเหตุเกิดจากพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ไม่มีส่วนผิด” มาประกอบการตีความสัญญาเช่าซื้อข้อ 3 วรรคสอง ซึ่งกำหนดว่า หากรถถูกยึดโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่า ผู้เช่ามีหน้าที่เพียงรับผิดในค่าใช้จ่ายจริงที่เจ้าของได้จ่ายไปโดยสมควร ไม่ต้องรับผิดในหนี้คงค้างทั้งหมด Key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ (5 ข้อความ พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ) 1. สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดเมื่อรถถูกยึดโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่า ประเด็นหลักของคดีอยู่ที่การตีความเงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อข้อ 3 วรรคสอง ซึ่งถือว่าสัญญาสิ้นสุดโดยอัตโนมัติหากรถถูกยึดโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่า 2. ความรับผิดจำกัดเฉพาะค่าใช้จ่ายจริงที่จำเป็นและสมควร ผู้เช่าไม่ต้องรับผิดค่าขาดราคา แต่รับผิดเฉพาะค่าใช้จ่าย เช่น ค่าติดตามรถ ค่าทวงถาม หรือค่าทนายความ เท่าที่เจ้าของใช้จ่ายจริงตามความจำเป็นและมีเหตุผลอันสมควร 3. การยึดรถต้องแยกจากกรณีที่ผู้เช่าใช้รถในทางผิดกฎหมาย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้รถถูกยึดในคดีอาญาเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ฟอกเงิน แต่เมื่อจำเลยถูกยกฟ้อง จึงไม่ถือว่าการยึดนั้นเกิดจากการใช้รถโดยผิดกฎหมายตามสัญญาข้อ 4 4. ไม่ถือเป็นการผิดสัญญาเช่าซื้อในส่วนของผู้เช่า เนื่องจากไม่มีการกระทำใดของผู้เช่าที่เป็นสาเหตุให้รถถูกยึด จึงไม่เข้าข่ายผิดสัญญา และไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคา 5. ค่าขาดราคาไม่ใช่ค่าเสียหายตามสัญญาในกรณีนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า “ค่าขาดราคา” ไม่อยู่ในขอบเขตของคำว่า “ค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่าย” ตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 3 วรรคสอง เพราะไม่ได้เป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากเหตุยึดรถ สรุปโดยรวม คดีนี้ยืนยันหลักสำคัญว่า การตีความสัญญาเช่าซื้อในกรณีที่ทรัพย์สินถูกยึดโดยเหตุที่ผู้เช่าไม่มีส่วนผิด ต้องอาศัยทั้งข้อความในสัญญาและหลักกฎหมายทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 598 เพื่อจำกัดความรับผิดของลูกหนี้ให้อยู่ในขอบเขตที่เป็นธรรมและสมเหตุสมผล คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1.การตีความสัญญาเช่าซื้อ oข้อ 3 วรรคสอง: หากรถถูกยึดโดยไม่เป็นความผิดของผู้เช่า ให้รับผิดเฉพาะค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นจริง oข้อ 4: ใช้เมื่อรถถูกใช้ในการกระทำความผิด หรือใช้ผิดกฎหมายจนถูกยึด 2.ข้อเท็จจริงในคดีนี้ oรถถูกยึดเพราะถูกกล่าวหาในคดีฟอกเงิน แต่จำเลยถูกยกฟ้อง oจึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อ 4 แต่เข้าเงื่อนไขข้อ 3 วรรคสอง 3.ข้อสรุปทางกฎหมาย oค่าขาดราคาไม่ใช่ค่าเสียหายประเภทที่กำหนดในข้อ 3 oจำเลยต้องชำระเพียงค่าใช้จ่ายจำเป็น 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย •การตีความข้อสัญญา: ต้องพิจารณาตามถ้อยคำในสัญญาและเจตนารมณ์ของคู่สัญญา •ความแตกต่างระหว่างข้อ 3 และข้อ 4: ข้อ 4 ใช้เฉพาะกรณีผู้เช่ามีความผิด ข้อ 3 ใช้ในกรณีไม่มีความผิด •สิทธิของผู้ให้เช่า: เรียกเฉพาะค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็น ไม่รวมค่าขาดราคา •หลักกฎหมายแพ่ง: มาตรา 368 และ 369 ว่าด้วยการตีความและบังคับตามสัญญา ข้อคิดทางกฎหมาย •คู่สัญญาควรทำความเข้าใจเงื่อนไขสัญญาอย่างละเอียด โดยเฉพาะกรณีเหตุสุดวิสัยหรือการยึดทรัพย์โดยรัฐ •ผู้ให้เช่าไม่สามารถเรียกค่าขาดราคาหากไม่เป็นไปตามข้อสัญญาที่กำหนด •ศาลให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงและถ้อยคำในสัญญามากกว่าการตีความขยายความ IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) Issue จำเลยต้องรับผิดชำระค่าขาดราคารถยนต์หรือไม่ เมื่อรถถูกยึดในคดีอาญาแต่จำเลยไม่ได้กระทำผิด Rule •ป.พ.พ. มาตรา 368, 369, 420 •เงื่อนไขในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 และข้อ 4 Application •รถถูกยึดแต่จำเลยไม่ผิด จึงใช้ข้อ 3 วรรคสอง •ต้องชำระเฉพาะค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่จำเป็นจริง •ค่าขาดราคาไม่ใช่ค่าเสียหายประเภทนี้ Conclusion จำเลยไม่ต้องชำระค่าขาดราคา ต้องจ่ายเพียง 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี สรุปภาษาอังกฤษ Supreme Court Decision No. 6065/2567 This case concerns a hire-purchase contract for a car seized in a money laundering case. The defendant was acquitted, and the Supreme Court ruled that the seizure was not due to the defendant’s fault. Under the contract, the defendant was liable only for actual necessary expenses, not for the claimed price difference. The Court ordered payment of only 10,000 THB plus interest. สรุปย่อฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถจากโจทก์ ต่อมารถถูกยึดในคดีฟอกเงินแต่จำเลยถูกยกฟ้อง จึงไม่เข้าข่ายใช้รถกระทำผิดตามข้อ 4 ของสัญญา แต่เป็นกรณีตามข้อ 3 วรรคสอง คือถูกยึดโดยไม่เป็นความผิดของผู้เช่า ทำให้ต้องรับผิดเพียงค่าใช้จ่ายจำเป็นที่เกิดขึ้นจริง ค่าขาดราคาไม่ใช่ค่าเสียหายประเภทนี้ จำเลยจึงไม่ต้องจ่าย ศาลฎีกาแก้ให้ชำระเพียง 10,000 บาทพร้อมดอกเบี้ย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6065/2567 ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสองระบุว่า ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้ ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงโดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายความหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้ ส่วนข้อ 4 ระบุว่าหากรถถูกใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งหรือข้อบังคับใด ๆ หรือใช้รถโดยประการอื่นใดเป็นเหตุให้รถถูกยึด อายัด ริบหรือตกเป็นของรัฐหรือรถถูกนำออกหรือพยายามนำออกราชอาณาจักร... หรือตกไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงทันทีและผู้เช่าจะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 3 วรรคสอง เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารถยนต์เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานของรัฐยึดไปในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง กรณีจึงมิใช่การที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้ในลักษณะที่ผิดกฎหมายหรือใช้โดยประการอื่นใดจนเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 4 แต่เป็นกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดโดยมิได้เป็นความผิดของจำเลยตามสัญญาเช่าซื้อข้อ 3 วรรคสอง สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงตามสัญญาเช่าซื้อข้อดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดเพียงค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น แต่ค่าขาดราคาที่โจทก์ขอมาหาใช่ค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 464,485 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 110,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 5,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่ฎีกาโต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติว่า เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2556 จำเลยทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า หมายเลขทะเบียน กค 9889 ไปจากโจทก์ในราคา 1,166,160 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ตกลงค่าเช่าซื้อเป็นงวดรายเดือน งวดละ 24,295 บาท รวม 48 งวด เริ่มชำระงวดแรกวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2556 งวดต่อไปชำระทุกวันที่ 22 ของทุกเดือนจนกว่าจะครบ หลังจากทำสัญญา จำเลยชำระค่าเช่าซื้อแก่โจทก์รวม 23 งวด เป็นเงิน 558,785 บาท ต่อมารถยนต์ที่เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานตำรวจสถานีตำรวจภูธรเสนางคนิคมยึดไว้เป็นของกลางและดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2562 ศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2563 โจทก์ได้รับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนและโจทก์นำรถยนต์ที่เช่าซื้อออกขายทอดตลาดได้เงิน 276,060 บาท (รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) สำหรับค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ คู่ความไม่อุทธรณ์ฎีกา ค่าติดตามยึดรถยนต์ที่เช่าซื้อพร้อมดอกเบี้ย จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า จำเลยต้องรับผิดชำระเงินค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง ระบุว่า "ในกรณีที่รถสูญหาย เสียหาย หรือถูกทำลายจนไม่สามารถซ่อมแซมให้ดีดังเดิมได้ ถูกยึด ถูกอายัด หรือถูกริบ ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลง โดยหากไม่เป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควร แต่หากเป็นความผิดของผู้เช่า ผู้เช่าจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเท่ากับจำนวนหนี้คงค้างชำระตามสัญญานี้" ส่วนข้อ 4 ระบุว่า "หากรถถูกใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้รถยนต์ในลักษณะที่ผิดกฎหมาย ระเบียบ คำสั่งหรือข้อบังคับใด ๆ หรือใช้รถโดยประการอื่นใด เป็นเหตุให้รถถูกยึด อายัด ริบ หรือตกเป็นของรัฐ หรือรถถูกนำออกหรือพยายามนำออกนอกราชอาณาจักร... หรือตกไปอยู่ในความครอบครองของบุคคลภายนอก ให้ถือว่าสัญญานี้สิ้นสุดลงทันที และผู้เช่าจะต้องชดใช้ค่าเสียหายตามที่กำหนดไว้ในสัญญาข้อ 3 วรรค 2" เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า รถยนต์เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานของรัฐยึดไปในการดำเนินคดีอาญาแก่จำเลยตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่ต่อมาศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้อง กรณีจึงมิใช่การที่จำเลยนำรถยนต์ที่เช่าซื้อไปใช้เป็นพาหนะในการกระทำความผิด หรือใช้ในลักษณะที่ผิดกฎหมายหรือใช้โดยประการอื่นใด จนเป็นเหตุให้รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 4 แต่เป็นกรณีที่รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกยึดโดยมิได้เป็นความผิดของจำเลย ตามสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง สัญญาเช่าซื้อจึงสิ้นสุดลงตามสัญญาเช่าซื้อข้อดังกล่าว จำเลยจึงต้องรับผิดเพียงค่าเสียหาย หรือเบี้ยปรับหรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการทวงถาม การติดตามรถ ค่าทนายหรือค่าอื่นใด เพียงเท่าที่เจ้าของได้ใช้จ่ายไปจริงตามความจำเป็นโดยประหยัดและมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น แต่ค่าขาดราคาที่โจทก์ขอมาหาใช่ค่าเสียหายหรือเบี้ยปรับ หรือค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่ จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระค่าขาดราคาให้แก่โจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยรับผิดในค่าขาดราคาแก่โจทก์มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 10,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 6 พฤศจิกายน 2563) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ตามข้อเท็จจริง จำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กับโจทก์ โดยชำระค่าเช่าซื้อไปแล้วบางส่วน ต่อมารถยนต์เช่าซื้อถูกเจ้าพนักงานตำรวจยึดไว้เป็นของกลางในคดีอาญาตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. 2542 แต่ภายหลังศาลฎีกามีคำพิพากษายกฟ้องจำเลย เมื่อโจทก์ได้รับรถคืนและขายทอดตลาดแล้ว โจทก์เรียกร้องให้จำเลยชำระค่าขาดราคา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าในกรณีที่รถถูกยึดโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่า สัญญาเช่าซื้อย่อมสิ้นสุดลงตามสัญญาข้อ 3 วรรคสอง ผู้เช่าจึงมีหน้าที่รับผิดเฉพาะค่าใช้จ่ายจริงที่เจ้าของได้จ่ายไปโดยสมควรเท่านั้น ไม่ต้องรับผิดในหนี้คงค้างหรือค่าขาดราคา ธงคำตอบ กรณีนี้ถือเป็นเหตุสิ้นสุดสัญญาเช่าซื้อโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่า ศาลฎีกาอ้างหลักกฎหมายตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 598 ว่าลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดหากเหตุเกิดขึ้นโดยพฤติการณ์ที่ลูกหนี้ไม่มีส่วนผิด ผู้เช่าจึงไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าขาดราคาให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ ข้อ 2 ในสัญญาเช่าซื้อ ข้อ 3 วรรคสอง และข้อ 4 ต่างมีเงื่อนไขว่าหากรถถูกยึดหรืออายัด จะให้ถือว่าสัญญาสิ้นสุดลง แต่ข้อ 4 เป็นกรณีที่ผู้เช่าใช้รถในทางผิดกฎหมาย ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยว่า การที่เจ้าพนักงานยึดรถในคดีอาญาโดยจำเลยภายหลังได้รับยกฟ้อง จะถือเป็นกรณีตามข้อ 3 หรือข้อ 4 ของสัญญา ธงคำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่าการยึดรถครั้งนี้มิใช่เพราะจำเลยใช้รถในทางผิดกฎหมาย แต่เป็นการถูกยึดในฐานะของกลางระหว่างการสอบสวน จึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อ 4 ที่ว่าผู้เช่าใช้รถเป็นพาหนะกระทำความผิด การยึดดังกล่าวอยู่ในบังคับของข้อ 3 วรรคสอง จึงถือว่าสัญญาสิ้นสุดโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่า ผู้เช่ามีหน้าที่เพียงรับผิดค่าใช้จ่ายที่จำเป็นและสมควรเท่านั้น ข้อ 3 โจทก์อ้างสิทธิเรียกร้อง “ค่าขาดราคา” จากจำเลย โดยถือว่าการที่สัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงเพราะรถถูกยึด ทำให้ผู้เช่าต้องชำระส่วนต่างของหนี้คงค้างทั้งหมด แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า “ค่าขาดราคา” ไม่อยู่ในขอบเขตความรับผิดตามข้อ 3 วรรคสอง ของสัญญา ธงคำตอบ ศาลฎีกาวางหลักว่า ค่าขาดราคาไม่ใช่ค่าเสียหายหรือค่าใช้จ่ายที่เจ้าของใช้จ่ายไปจริงตามสัญญา เนื่องจากมิได้เกิดจากความเสียหายทางตรงจากการยึดรถ แต่เป็นผลจากการคำนวณมูลค่าหนี้ที่เหลืออยู่ จึงไม่ถือเป็นค่าใช้จ่ายที่เจ้าของได้จ่ายไปจริง ผู้เช่าไม่ต้องรับผิดในค่าขาดราคา แต่รับผิดเพียงค่าใช้จ่ายในการติดตามรถหรือค่าทนายที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ข้อ 4 ปัญหาสำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงโดยมิใช่ความผิดของผู้เช่า โจทก์จะมีสิทธิคิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่จำเลยต้องชำระหรือไม่ และจะคำนวณตั้งแต่เมื่อใด ธงคำตอบ ศาลฎีกาเห็นว่า แม้จำเลยต้องรับผิดเพียงค่าใช้จ่ายจริงตามสัญญา แต่เมื่อโจทก์มีสิทธิเรียกร้องตามสัญญา ดอกเบี้ยย่อมคิดได้ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ซึ่งเป็นไปตามหลักทั่วไปแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ที่ว่าลูกหนี้ผิดนัดย่อมต้องเสียดอกเบี้ยแก่เจ้าหนี้ ข้อ 5 กรณีที่รถยนต์เช่าซื้อถูกยึดและตกอยู่ในความครอบครองของรัฐระหว่างการดำเนินคดี ผู้เช่ามีสิทธิต่อสู้เพื่อลดความรับผิดของตนได้หรือไม่ และหลักการนี้จะส่งผลอย่างไรต่อคู่สัญญาในอนาคต ธงคำตอบ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เช่ามีสิทธิต่อสู้ได้หากพิสูจน์ได้ว่าเหตุยึดรถเกิดขึ้นโดยมิใช่ความผิดของตน และไม่เกิดจากการใช้รถผิดกฎหมาย เมื่อศาลยกฟ้องคดีอาญา ย่อมถือได้ว่าผู้เช่าไม่มีส่วนผิด ความรับผิดจึงจำกัดตามสัญญาข้อ 3 วรรคสองเท่านั้น หลักการนี้ส่งผลสำคัญต่อแนวปฏิบัติของผู้ให้เช่าซื้อและผู้เช่าในอนาคต คือ หากสัญญามีเงื่อนไขสิ้นสุดโดยอัตโนมัติ ต้องแยกว่าเป็นความผิดของผู้เช่าหรือไม่ เพื่อให้การบังคับใช้สัญญาเป็นธรรมและสอดคล้องกับมาตรา 598 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งคุ้มครองลูกหนี้ที่มิได้ก่อเหตุผิดเอง.
|






