ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สัญญาเช่าซื้อที่ดินในเขตห้ามโอนมีผลบังคับหรือไม่ วิเคราะห์หลักกฎหมายการหลีกเลี่ยงข้อห้ามโอนและความเป็นโมฆะของนิติกรรมเพื่อการใช้สิทธิในที่ดินของรัฐอย่างถูกต้อง

สัญญาเช่าซื้อที่ดินในระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย ข้อห้ามโอนที่ดินตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ การทำนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย ความเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา150 การหลีกเลี่ยงข้อห้ามโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน สิทธิเรียกร้องให้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินของรัฐ การใช้สิทธิครอบครองที่ดินของรัฐอย่างถูกต้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับสัญญาเช่าซื้อที่ดิน การตีความข้อห้ามโอนในทางกฎหมาย การคุ้มครองผู้ได้รับสิทธิในที่ดินของรัฐ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการตีความข้อห้ามโอนที่ดินตามกฎหมายพิเศษ และการวินิจฉัยว่านิติกรรมที่คู่สัญญาทำขึ้นในช่วงระยะเวลาห้ามโอนนั้นมีผลบังคับได้หรือไม่ โดยเฉพาะกรณีที่มีการทำสัญญาเช่าซื้อเพื่อกำหนดให้โอนกรรมสิทธิ์ในอนาคต แม้จะกำหนดให้โอนภายหลังพ้นกำหนดห้ามโอนแล้วก็ตาม ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาว่าเป็นการทำสัญญาโดยสุจริตตามรูปแบบ หรือเป็นการหลีกเลี่ยงข้อห้ามของกฎหมาย ซึ่งหากเป็นการหลีกเลี่ยง ย่อมส่งผลให้นิติกรรมดังกล่าวตกเป็นโมฆะตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และไม่อาจนำมาใช้บังคับสิทธิเรียกร้องได้ คดีนี้จึงเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญที่ย้ำหลักการว่าการใช้สิทธิทางแพ่งต้องไม่ขัดต่อกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ข้อเท็จจริง

ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินที่อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ โดยมีข้อกำหนดห้ามโอนภายในระยะเวลา 5 ปีนับแต่ได้รับสิทธิ จำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง ต่อมาโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญาเช่าซื้อที่ดิน โดยกำหนดราคาซื้อขายและการผ่อนชำระเป็นงวด และกำหนดให้โอนกรรมสิทธิ์เมื่อชำระครบ ทั้งนี้ก่อนทำสัญญา คู่กรณีเคยพยายามโอนกรรมสิทธิ์แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากติดข้อห้ามตามกฎหมาย

ประเด็นข้อพิพาทและคำวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญคือ สัญญาเช่าซื้อดังกล่าวมีผลบังคับได้หรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่าการทำสัญญาเช่าซื้อในลักษณะดังกล่าว แม้จะมีเงื่อนไขให้โอนภายหลัง แต่แท้จริงเป็นการสร้างสิทธิเรียกร้องเพื่อให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์ในอนาคต ซึ่งขัดต่อข้อห้ามโอนตามกฎหมาย จึงถือว่าเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้าม

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

ศาลพิจารณาโดยยึดหลักเจตนาที่แท้จริงของนิติกรรม มิใช่เพียงรูปแบบภายนอก หากนิติกรรมใดมีผลเป็นการหลีกเลี่ยงข้อห้ามของกฎหมาย ย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา150 หลักนี้มีความสำคัญในการควบคุมไม่ให้มีการใช้ช่องว่างของกฎหมายเพื่อให้ได้ผลที่กฎหมายห้ามไว้

เจตนารมณ์ของกฎหมายและแนวคำพิพากษา

กฎหมายจัดที่ดินเพื่อการครองชีพมีเจตนารมณ์เพื่อให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยและทำกินอย่างมั่นคง จึงกำหนดข้อห้ามโอนเพื่อป้องกันการเก็งกำไร แนวคำพิพากษาศาลฎีกายืนยันว่าการกระทำใดที่มีผลเป็นการหลีกเลี่ยงข้อห้ามดังกล่าวย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่มีผลผูกพัน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้น

พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นนิติกรรมที่ขัดต่อข้อห้ามโอนตามกฎหมาย จึงไม่อาจบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ได้

2 ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืน เห็นว่าสัญญาดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลีกเลี่ยงข้อห้ามโอนและเป็นโมฆะ

3 ศาลฎีกา

พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อเป็นการหลีกเลี่ยงข้อห้ามโอนตามกฎหมาย จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามและตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่อาจบังคับให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์ได้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักว่าการทำนิติกรรมต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมาย หากมีการใช้รูปแบบนิติกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงข้อห้าม ย่อมตกเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด ไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด และไม่อาจอาศัยความสุจริตมารับรองความชอบด้วยกฎหมายได้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความข้อห้ามโอนที่ดินตามกฎหมายพิเศษ และผลของนิติกรรมที่มีลักษณะหลีกเลี่ยงข้อห้ามดังกล่าว โดยศาลวินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อแม้กำหนดให้โอนภายหลัง แต่มีเจตนาแท้จริงเพื่อโอนกรรมสิทธิ์ จึงเป็นนิติกรรมต้องห้าม

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

1 มาตรา 12 พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ เป็นบทบัญญัติกำหนดข้อห้ามโอนภายในระยะเวลา 5 ปี เพื่อคุ้มครองผู้ได้รับสิทธิในที่ดินไม่ให้ถูกโอนเปลี่ยนมือโดยมิชอบ

2 มาตรา 150 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เป็นบทบัญญัติกำหนดให้นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ

คำถามที่พบบ่อย FAQ

1 คำถาม สัญญาเช่าซื้อที่ดินในระยะเวลาห้ามโอนมีผลบังคับหรือไม่

คำตอบ

สัญญาเช่าซื้อที่ดินที่ทำขึ้นในระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมายต้องพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญาเป็นสำคัญ หากลักษณะของสัญญามีผลโดยตรงหรือโดยอ้อมในการก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องให้โอนกรรมสิทธิ์ในอนาคต แม้จะกำหนดให้โอนภายหลังพ้นกำหนดห้ามโอนก็ตาม ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมาย เนื่องจากกฎหมายมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันมิให้มีการเปลี่ยนมือของที่ดินในช่วงเวลาที่กำหนด การทำสัญญาลักษณะดังกล่าวจึงอาจถูกตีความว่าเป็นการหลีกเลี่ยงข้อห้ามและมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามตามกฎหมาย ส่งผลให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะและไม่อาจบังคับใช้ได้ ทั้งนี้ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมว่ามีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือไม่ หากพบว่ามีเจตนาชัดเจน ย่อมไม่อาจรับรองผลของสัญญาได้ 

2 คำถาม การทำสัญญาโดยกำหนดให้โอนภายหลังพ้นกำหนดห้ามโอนถือว่าชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

คำตอบ

การกำหนดเงื่อนไขให้โอนกรรมสิทธิ์ภายหลังพ้นกำหนดห้ามโอน แม้ดูเสมือนเป็นการปฏิบัติตามกฎหมาย แต่ศาลจะพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงและผลทางกฎหมายของนิติกรรม หากปรากฏว่าคู่สัญญามีความตั้งใจจะผูกพันให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่ต้น แม้จะเลื่อนเวลาออกไป ย่อมถือได้ว่าเป็นการหลีกเลี่ยงข้อห้ามของกฎหมาย การกระทำเช่นนี้จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามและตกเป็นโมฆะ ไม่อาจนำมาใช้บังคับสิทธิเรียกร้องได้ และไม่อาจอาศัยเงื่อนไขในอนาคตมาทำให้สัญญากลายเป็นชอบด้วยกฎหมายได้ 

3 คำถาม การหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามกฎหมายมีผลอย่างไร

คำตอบ

การหลีกเลี่ยงข้อห้ามตามกฎหมายเป็นพฤติการณ์ที่ศาลไม่รับรอง แม้ว่าจะไม่มีการฝ่าฝืนโดยตรงในรูปแบบ แต่หากมีลักษณะเป็นการอ้อมเพื่อให้เกิดผลต้องห้าม ศาลย่อมวินิจฉัยว่านิติกรรมนั้นขัดต่อกฎหมายและตกเป็นโมฆะ หลักการนี้มีความสำคัญเพื่อป้องกันการใช้ช่องว่างของกฎหมายในทางที่ไม่สุจริต และรักษาความเป็นธรรมในสังคม เมื่อเป็นโมฆะแล้ว ย่อมไม่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องใด และคู่สัญญาต้องคืนประโยชน์ที่ได้รับต่อกันตามหลักกฎหมายลาภมิควรได้ 

4 คำถาม ศาลพิจารณาอย่างไรว่าเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมาย

คำตอบ

ศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวม ทั้งก่อนและหลังการทำนิติกรรม โดยเน้นที่เจตนาที่แท้จริงของคู่สัญญา เช่น การพยายามโอนกรรมสิทธิ์แต่ทำไม่ได้แล้วเปลี่ยนรูปแบบเป็นสัญญาอื่น หรือการกำหนดเงื่อนไขให้โอนในอนาคตอย่างแน่นอน หากพฤติการณ์แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจหลีกเลี่ยงข้อห้าม ศาลย่อมวินิจฉัยว่านิติกรรมดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ยังพิจารณาถึงความสมเหตุสมผลและลักษณะของผลประโยชน์ที่คู่สัญญาได้รับประกอบกันด้วย 

5 คำถาม เมื่อนิติกรรมเป็นโมฆะแล้วสามารถเรียกร้องสิทธิได้หรือไม่

คำตอบ

เมื่อนิติกรรมตกเป็นโมฆะ ย่อมถือว่าไม่เคยมีนิติกรรมนั้นเกิดขึ้น คู่สัญญาไม่อาจอ้างสิทธิเรียกร้องตามสัญญาได้ อย่างไรก็ตาม หากมีการชำระเงินหรือส่งมอบทรัพย์สินกันไปแล้ว อาจเรียกร้องคืนได้ตามหลักลาภมิควรได้ โดยต้องคืนสภาพเดิมเท่าที่จะทำได้ ทั้งนี้การคืนดังกล่าวไม่ใช่การบังคับตามสัญญา แต่เป็นผลตามหลักความเป็นธรรมเพื่อป้องกันการได้ประโยชน์โดยไม่มีมูลเหตุทางกฎหมาย 

6 คำถาม สามารถอ้างความสุจริตเพื่อให้สัญญามีผลได้หรือไม่

คำตอบ

ความสุจริตเป็นหลักพื้นฐานในกฎหมาย แต่ไม่อาจใช้เพื่อรับรองนิติกรรมที่ขัดต่อกฎหมายได้ หากนิติกรรมมีวัตถุประสงค์ต้องห้าม ย่อมตกเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด แม้คู่สัญญาจะไม่รู้ข้อห้ามหรือเชื่อโดยสุจริตก็ตาม กฎหมายให้ความสำคัญกับความสงบเรียบร้อยของสังคมมากกว่าความเชื่อส่วนบุคคล ดังนั้นการอ้างความสุจริตจึงไม่อาจทำให้นิติกรรมที่เป็นโมฆะกลับมีผลสมบูรณ์ได้ 

7 คำถาม ข้อห้ามโอนที่ดินมีวัตถุประสงค์เพื่ออะไร

คำตอบ

ข้อห้ามโอนที่ดินมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองผู้ได้รับสิทธิให้สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินได้อย่างแท้จริง โดยป้องกันการซื้อขายเปลี่ยนมืออย่างรวดเร็วซึ่งอาจนำไปสู่การเก็งกำไร กฎหมายจึงกำหนดระยะเวลาห้ามโอนเพื่อสร้างความมั่นคงในการอยู่อาศัยและประกอบอาชีพของผู้ได้รับสิทธิ รวมทั้งรักษาความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรของรัฐ 

8 คำถาม หากฝ่าฝืนข้อห้ามโอนจะมีผลอย่างไร

คำตอบ

การฝ่าฝืนข้อห้ามโอนทำให้นิติกรรมตกเป็นโมฆะ คู่สัญญาไม่อาจบังคับสิทธิเรียกร้องตามสัญญาได้ และต้องคืนประโยชน์ที่ได้รับต่อกัน นอกจากนี้ยังสะท้อนถึงการใช้สิทธิในทางที่ไม่สุจริต ซึ่งอาจมีผลต่อการพิจารณาคดีอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงควรตรวจสอบข้อจำกัดทางกฎหมายก่อนทำนิติกรรมทุกครั้ง

การอธิบายหลักกฎหมาย

ข้อ 1 พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 6 และมาตรา 12 วรรคหนึ่ง

บทบัญญัติมาตรา 6 มีวัตถุประสงค์เพื่อให้รัฐมีอำนาจจัดสรรที่ดินแก่ประชาชนเพื่อการอยู่อาศัยและประกอบอาชีพอย่างมั่นคง โดยกำหนดให้การจัดที่ดินเป็นไปในลักษณะของนิคม ซึ่งเป็นระบบที่รัฐควบคุมและกำกับดูแล เพื่อให้เกิดการใช้ประโยชน์จากที่ดินอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรม ส่วนมาตรา 12 วรรคหนึ่ง เป็นบทบัญญัติที่กำหนดข้อจำกัดสิทธิของผู้ได้รับที่ดิน โดยห้ามโอนที่ดินภายในระยะเวลา 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับสิทธิ เว้นแต่เป็นการตกทอดโดยทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ข้อจำกัดดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการเก็งกำไรและการเปลี่ยนมือของที่ดินโดยเร็วเกินไป ซึ่งจะทำให้วัตถุประสงค์ของกฎหมายในการให้ประชาชนมีที่อยู่อาศัยและทำกินอย่างมั่นคงไม่บรรลุผล นอกจากนี้ยังมีผลให้ที่ดินดังกล่าวไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีในช่วงเวลาห้ามโอน ซึ่งเป็นการคุ้มครองผู้ได้รับสิทธิไม่ให้สูญเสียที่ดินจากการถูกบังคับคดีอีกด้วย

ข้อ 2 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150

มาตรา 150 เป็นบทบัญญัติหลักที่กำหนดให้นิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามโดยกฎหมาย ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ตกเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบกฎหมายแพ่ง เนื่องจากเป็นกลไกควบคุมไม่ให้บุคคลใช้เสรีภาพในการทำนิติกรรมในทางที่ขัดต่อกฎหมายหรือเป็นอันตรายต่อสังคม การตีความมาตรานี้ต้องพิจารณาถึงเจตนาที่แท้จริงของนิติกรรม มิใช่เพียงรูปแบบภายนอก หากปรากฏว่านิติกรรมมีลักษณะเป็นการหลีกเลี่ยงข้อห้ามของกฎหมาย หรือมุ่งให้เกิดผลที่กฎหมายไม่อนุญาต ย่อมถือว่าเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามและตกเป็นโมฆะทันที โดยไม่ต้องคำนึงว่าคู่สัญญาจะมีเจตนาดีหรือไม่ หลักการนี้จึงมีบทบาทสำคัญในการรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม และสร้างมาตรฐานในการใช้สิทธิทางแพ่งอย่างสุจริตและเป็นธรรม

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2120/2559

พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 6 บัญญัติว่า ให้รัฐบาลมีอำนาจจัดที่ดินของรัฐ เพื่อให้ประชาชนได้มีที่ตั้งเคหสถานและประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งในที่ดินนั้น โดยจัดตั้งเป็นนิคมตาม พระราชบัญญัตินี้ และมาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากการตกทอดโดยทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณี และวรรคสองบัญญัติว่า ภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ที่ดินนั้นไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะปกป้องราษฎรที่ได้รับสิทธิในที่ดินดังกล่าวให้มีที่ดินไว้อยู่อาศัยและทำกินในที่ดินนั้นเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี จะจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินที่ได้รับมาด้วยประการใด ๆ ก่อนครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ไม่ได้ เว้นแต่ตกทอดทางมรดก ดังนั้นภายในกำหนดระยะเวลาห้ามโอน จำเลยผู้ได้รับสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทจึงไม่อาจสละหรือโอนสิทธิครอบครองหรือทำนิติกรรมสัญญาประการใดอันมีผลหรือมีลักษณะไปในทางที่สละ หรือโอน หรืออาจต้องถูกบังคับคดีให้มีการโอนสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ดังกล่าวได้

การที่โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินขณะอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย ซึ่งตามลักษณะของสัญญาก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องในอันที่จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินและเสียสิทธิการครอบครองที่ดินซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ที่ได้รับสิทธิใช้ที่ดินนั้นเป็นเคหสถานและประกอบอาชีพ และพฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยก่อนทำสัญญาที่ไปขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินแต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากมีข้อห้ามโอน เห็นได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมที่มีเจตนาที่จะโอนที่ดินกัน แม้จะมีเงื่อนไขให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กันเมื่อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนอันเป็นระยะเวลาภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมายก็ตาม ก็เป็นการจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจยกนิติกรรมอันเป็นโมฆะดังกล่าวขึ้นเป็นข้ออ้างเพื่อบังคับให้จำเลยโอนที่ดินแก่โจทก์ได้

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 28187 ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ ให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้ออกค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน หากไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ระหว่างพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 จำเลยถึงแก่ความตาย โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางสาวเอ็มอนงค์ ผู้จัดการมรดกของจำเลยเข้าเป็นคู่ความแทน ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มีคำสั่งตั้งบุคคลผู้ถูกเรียกเป็นคู่ความแทน

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า เดิมที่ดินพิพาทเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) เลขที่ 2475 ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ มีจำเลยเป็นผู้มีสิทธิครอบครองและมีข้อกำหนดห้ามโอน 5 ปี นับแต่วันที่ 19 มีนาคม 2544 ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 ต่อมาที่ดินพิพาทได้ออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 28187 ตำบลคอรุม อำเภอพิชัย จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยยังมีข้อกำหนดห้ามโอนดังกล่าว โจทก์ทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทจากจำเลย จากนั้นโจทก์และจำเลยทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทขึ้นใหม่ในราคา 594,000 บาท ชำระเงินวันทำสัญญา 130,000 บาท ส่วนที่เหลือแบ่งชำระเป็นรายปี ปีละ 100,000 บาท รวม 4 งวด ต่อมาเมื่อโจทก์นำเงินไปชำระให้จำเลยตามสัญญา จำเลยไม่ยอมรับ โจทก์จึงนำเงินค่าเช่าซื้อที่ต้องชำระทั้งหมดไปวางที่สำนักงานบังคับคดีเพื่อให้จำเลยมารับไป

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการเดียวว่า สัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทมีผลบังคับได้หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า ข้อกำหนดห้ามโอนที่ดินตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 12 เป็นข้อห้ามเฉพาะการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองในระยะเวลาห้ามโอน แต่ไม่ได้ห้ามทำนิติกรรมในระยะเวลาห้ามโอนดังกล่าว สัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทมีผลเพียงให้โจทก์เข้าครอบครองที่ดินพิพาทเท่านั้น จำเลยยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์จนกว่าโจทก์จะชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วน สัญญาเช่าซื้อจึงเป็นนิติกรรมที่มีเงื่อนไขหรือมีผลบังคับให้โอนที่ดินเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย สัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทจึงมีผลบังคับได้นั้น เห็นว่า ตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 มาตรา 6 บัญญัติว่า ให้รัฐบาลมีอำนาจจัดที่ดินของรัฐ เพื่อให้ประชาชนได้มีที่ตั้งเคหสถานและประกอบอาชีพเป็นหลักแหล่งในที่ดินนั้น โดยจัดตั้งเป็นนิคมตามพระราชบัญญัตินี้และมาตรา 12 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้นอกจากการตกทอดโดยทางมรดกหรือโอนไปยังสหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่แล้วแต่กรณีและวรรคสอง บัญญัติว่า ภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ที่ดินนั้นไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี ตามบทบัญญัติดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของกฎหมายที่จะปกป้องราษฎรที่ได้รับสิทธิในที่ดินให้มีที่ดินไว้อยู่อาศัยและทำกินในที่ดินนั้นเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี จะจำหน่ายจ่ายโอนที่ดินที่ได้รับมาด้วยประการใด ๆ ก่อนครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนดไว้ไม่ได้ เว้นแต่ตกทอดทางมรดก ดังนั้น ภายในกำหนดระยะเวลาห้ามโอน จำเลยผู้ได้รับสิทธิเข้าทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท จึงไม่อาจสละหรือโอนสิทธิครอบครองหรือทำนิติกรรมสัญญาประการใด อันมีผลหรือมีลักษณะไปในทางที่สละ หรือโอน หรืออาจต้องถูกบังคับให้มีการโอนสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ดังกล่าวได้ โดยก่อนหน้าที่โจทก์และจำเลยจะตกลงทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาท ก็ได้ความจากคำเบิกความของโจทก์เองว่า โจทก์และจำเลยเคยไปขอจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาท แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เนื่องจากมีข้อห้ามโอนและจำเลยยังเคยทำพินัยกรรมยกที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์ด้วย แต่ก่อนทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทจำเลยได้ยกเลิกพินัยกรรมฉบับดังกล่าวแล้ว การที่โจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินพิพาทขณะอยู่ภายในกำหนดระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมาย ซึ่งตามลักษณะของสัญญาที่ก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องในอันที่จะบังคับให้จำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทและเสียสิทธิการครอบครองที่ดินซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ต้องการให้ผู้ที่ได้รับสิทธิใช้ที่ดินนั้น เป็นเคหสถานและประกอบอาชีพและพฤติการณ์ของโจทก์และจำเลยก่อนทำสัญญาดังกล่าว เห็นได้ว่าเป็นการทำนิติกรรมที่มีเจตนาที่จะโอนที่ดินพิพาทกัน แม้จะมีเงื่อนไขให้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์กัน เมื่อชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนอันเป็นระยะเวลาภายหลังพ้นกำหนดระยะเวลาห้ามโอนตามกฎหมายก็ตาม ก็เป็นการจงใจหลีกเลี่ยงข้อกำหนดห้ามโอนตามกฎหมาย จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมายตกเป็นโมฆะ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 150 โจทก์จึงไม่อาจยกนิติกรรมอันเป็นโมฆะขึ้นเป็นข้ออ้าง เพื่อบังคับให้จำเลยโอนที่ดินพิพาทแก่โจทก์ได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

การทำสัญญาเช่าซื้อที่ดินในช่วงห้ามโอนตามกฎหมาย ใช้บังคับได้จริงหรือไม่ หรืออาจกลายเป็นโมฆะโดยไม่รู้ตัว คำพิพากษาศาลฎีกานี้วินิจฉัยชัดเจนว่า ที่ดินที่อยู่ภายใต้ข้อห้ามโอนตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ ห้ามมิให้มีการโอนหรือทำนิติกรรมใดที่มีลักษณะเป็นการโอนภายในระยะเวลา 5 ปี แม้คู่สัญญาจะทำเป็นสัญญาเช่าซื้อและกำหนดให้โอนภายหลังครบกำหนดก็ตาม หากพฤติการณ์แสดงเจตนาแท้จริงเพื่อโอนที่ดิน ย่อมถือเป็นการหลีกเลี่ยงกฎหมาย นิติกรรมดังกล่าวจึงมีวัตถุประสงค์ต้องห้ามและตกเป็นโมฆะตามกฎหมาย ผู้ฟ้องไม่สามารถนำไปบังคับให้โอนกรรมสิทธิ์ได้




ขายฝาก/เช่า/เช่าซื้อ/ซื้อขาย

การเรียกค่าสินไหมจากการคืนทรัพย์ไม่ตรงตามคำพิพากษาในสัญญาเช่าซื้อ
สัญญาเช่าที่ดินเกิน 30 ปี ฝ่าฝืน ม.540 และผลทางกฎหมาย(ฎีกาที่ 4655/2566)
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ(ฎีกา 7024/2548)
สิทธิผู้ขายฝากโดยสุจริตในการคัดค้านคดียึดทรัพย์ฟอกเงิน,อายัดทรัพย์,(ฎีกา 4859/2566)
กรรมสิทธิ์ทรัพย์จากการรื้อถอนและสิทธิฟ้องเมื่อคู่สัญญาผิดสัญญาฎีกา,ทรัพย์เฉพาะสิ่ง(ฎีกา 4937/2566)
สรุปคดีเช่าซื้อ-จำนำรถยนต์ & อำนาจฟ้อง (ฎีกา 3230/2568)
บทวิเคราะห์คดีเช่าซื้อ ผู้ค้ำประกันรับผิดเฉพาะฉบับที่ 2,ค่าฤชาธรรมเนียม (ฎีกา 3487/2568)
คดีเช่าซื้อรถ & สิทธิผู้ค้ำประกัน, ดอกเบี้ยพักหนี้ (ฎีกา 2276/2568)
(ฎีกาที่ 3524/2567) ความรับผิดค่าเสียหายจากการคืนรถเช่าซื้อไม่เรียบร้อย และสิทธิฟ้องตามมูลหนี้คำพิพากษา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4836/2567: สิทธิผู้เช่าซื้อในการบอกเลิกสัญญาตามมาตรา 573 และการเรียกค่าขาดราคา
สัญญาเช่า: หลักกฎหมายและแนววินิจฉัยจากคำพิพากษาศาลฎีกา
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5055/2567: การเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยปริยายและสิทธิเรียกค่าเสื่อมราคา
รถเช่าซื้อถูกยึดแต่ผู้เช่าไม่ผิด ต้องจ่ายค่าขาดราคาหรือไม่ ศาลวินิจฉัยให้รับผิดเฉพาะค่าใช้จ่ายจริงเท่านั้น
สิทธิเลิกสัญญาเช่าซื้อของผู้เช่าซื้อและการเรียกค่าขาดราคา(ฎีกาที่ 6779/2567)
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2196/2545 : การบอกเลิกสัญญาเช่าที่ดินไม่มีกำหนดเวลา และสิทธิฟ้องขับไล่เมื่อค้างค่าเช่า
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1759/2568: ขอบเขตความรับผิดตามคำพิพากษาเดิม และสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายใหม่
ค่าเสียหายเพื่อการลงโทษในคดีผู้บริโภค, คืนเงินผู้บริโภคจากการเลิกสัญญาซื้อขาย, โอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดคืน,
หน้าที่ส่งมอบทรัพย์สินที่เช่าซื้อในสภาพพร้อมใช้งาน, สัญญาเช่าซื้อก,
รถยนต์ที่เช่าซื้อสูญหายไปโดยไม่ใช่ความผิดของผู้เช่าซื้อรถยนต์
ขายฝากโมฆะเพราะสำคัญผิดราคา & ลาภมิควรได้ (ฎีกา 978/2567)
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) สัญญาเช่าซื้อเป็นโมฆะใช้บังคับไม่ได้
ผู้เช่ารายใหม่ไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้อยู่ในตึกพิพาทก่อนตน
ค่าเช่าซื้อเครื่องรับโทรทัศน์อายุความ 2 ปี
การบอกเลิกสัญญา | สัญญาจ้างรักษาความปลอดภัยไม่มีกำหนดเวลา
สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิดเท่าจำนวนเงินดาวน์
เช่าที่ดินปากเปล่าไม่มีสัญญาเช่า
การบอกเลิกสัญญาเช่าโดยมิชอบ
ลักษณะของสัญญาซื้อขาย การโอนกรรมสิทธิ์
สัญญาซื้อขาย | สัญญาตัวแทน | ตัวแทนเชิด
สัญญาให้รับผิดในหนี้ที่ไม่มีหนี้อยู่จริง
ผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอน สัญญาซื้อขาย
สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาต่างตอบแทน
ใครมีสิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขาย
ความรับผิดเพื่อความชำรุดบกพร่อง
สัญญาซื้อขาย หรือสัญญาจ้างทำของ
ประเมินการเสียภาษีผิดประเภทการค้า
นิติกรรมมีข้อความไม่ชัดแจ้งตีความได้หลายนัย
สิ้นกำหนดเช่าช่วงชำระค่าเช่าตลอดมาถือว่าได้ต่อสัญญาเช่า
ข้อตกลงในการประกวดราคาเพื่อซื้อขาย
การซื้อขายสิทธิการเช่าโทรศัพท์
สัญญาซื้อขายแบบเหมา
การซื้อขายทรัพย์สินอันเป็นกรรมสิทธิ์รวม
สัญญาซื้อขายที่มีหลักประกันเพื่อปฏิบัติตามสัญญา
คำว่า"ขาย" ตามประมวลรัษฎากร
สัญญาซื้อขายเป็นสัญญาหลายฝ่าย
ผู้เยาว์ทำสัญญาจะซื้อจะขาย
สัญญาซื้อขายมีวัตถุประสงค์ฝ่าฝืนกฎหมายตกเป็นโมฆะ
สัญญาซื้อขายอาจบังคับได้ตามบทกฎหมายว่าด้วยตัวแทน
สัญญาซื้อขายเป็นพ้นวิสัยจากภัยพิบัติ
สัญญาซื้อขายที่ไม่มีการโอนทรัพยสิทธิในทรัพย์เฉพาะสิ่ง
สัญญาประนีประนอมระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา
ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินที่เช่าผู้เช่าต้องบำรุงรักษา-ซ่อมแซมเล็กน้อย
คำมั่นเกี่ยวกับสัญญาเช่าทรัพย์
แบบนิติกรรมสัญญาประเภทต่าง ๆ แบบฟอร์มสัญญา แบบพิมพ์สัญญา
สิทธิบอกเลิกสัญญาซื้อขาย
นำรถไฟแนนซ์ไปจอดกู้เงินผู้รับจำนำเอาไปขายต่อแจ้งความได้ไหม
แบบฟอร์มสัญญาซื้อขาย
อายุความเรียกราคาส่วนต่างและค่าขาดประโยชน์กรณีผู้เช่าซื้อผิดสัญญาหรือตาย
สัญญาซื้อขายมีเงื่อนไข
สัญญาขายฝากไม่มีเหตุผลต้องผ่อนชำระดอกเบี้ยแก่กัน
กฎหมายมิได้กำหนดให้การขายฝากสามารถเรียกดอกเบี้ยต่อกันได้
บันทึกข้อตกลงให้ผู้เช่ามีสิทธิซื้อทรัพย์สินที่เช่าทั้งหมดได้
ยายทำสัญญาประนีประนอมยอมความแทนไม่ผูกพันผู้เยาว์
สัญญาจะซื้อจะขายและวางมัดจำถูกกลฉ้อฉลนำชี้ทำเลที่ตั้งที่ดินผิด
ฟ้องเพิกถอนนิติกรรมการขายฝากที่ดินกลับคืนสู่กองมรดก
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นไม่ต้องรับผิด
เงินค่าสิทธิการเช่าเป็นส่วนหนึ่งของค่าเช่า
ยกทรัพย์มรดกตีใช้หนี้เป็นสัญญาต่างตอบแทนไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือ
ข้อตกลงซื้อขายที่ดินมือเปล่า (น.ส. 3ก)เจ้าของที่ดินจึงมีเพียงสิทธิครอบครอง
สัญญาขายฝากที่ดินไม่ได้กำหนดค่าสินไถ่ไว้
สัญญาจะแลกเปลี่ยนที่ดินโดยมีเงื่อนไข สัญญาแลกเปลี่ยนที่ดินเสร็จเด็ดขาด
เมื่อสภาพแห่งหนี้ไม่เปิดช่องให้บังคับชำระหนี้ได้
สัญญาจะซื้อจะขาย หรือสัญญาซื้อขายเสร็จเด็ดขาด
คำว่า "ได้มีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว" ใช้บังคับแก่คู่สัญญาทั้งฝ่ายผู้ขายและผู้ซื้อ
การซื้อขายมิได้มีการชำระราคากันจริงถือเป็นการให้โดยเสน่หา
บอกล้างสัญญาค้ำประกัน ขอให้เพิกถอนสัญญาค้ำประกัน การจัดการสินสมรส
สิทธิยึดหน่วงที่ดินไว้จนกว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์, ชำระเงินครบถ้วนแล้ว
การตั้งตัวแทนหรือมอบอำนาจทำสัญญาจะซื้อจะขาย
ได้วางประจำไว้ หรือได้ชำระหนี้บางส่วนแล้ว
ขายดาวน์รถยนต์ที่เช่าซื้อมีผลอย่างไร?
ข้อยกเว้นเจ้าของทรัพย์สินเท่านั้นจะเป็นผู้ให้เช่าซื้อได้
จำนำได้ต้องเป็นสังหาริมทรัพย์
รถยนต์ที่เช่าซื้อถูกลักไปประกันภัยจ่ายค่าสินไหมให้ไฟแนนซ์แล้ว
ผู้ให้เช่าซื้อมิได้ยึดถือเอาข้อสัญญาเป็นสาระสำคัญ-ค้างชำระค่าเช่าซื้อ
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) สิทธิเรียกค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระ
สัญญาเช่าซื้อต้องลงชื่อคู่สัญญาสองฝ่ายไม่ทำตามแบบเป็นโมฆะ
สัญญาเช่าซื้อกับสัญญาเช่าแบบลิสซิ่ง
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) สิทธิเรียกค่าใช้ทรัพย์สินและค่าเสียหาย
(สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) ตกลงค่าเบี้ยปรับสูงเกินส่วน