
| (สัญญาเช่าซื้อรถยนต์) โอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อ(ฎีกา 7024/2548)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยพฤติการณ์ แม้การโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อไปยังบุคคลอื่นจะยังไม่สมบูรณ์ตามแบบที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อผู้เช่าซื้อเดิมได้ดำเนินการส่งมอบทรัพย์เช่าซื้อคืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อโดยความยินยอมของผู้ให้เช่าซื้อแล้ว ย่อมถือว่าสัญญาเช่าซื้อระหว่างคู่สัญญาเดิมเป็นอันเลิกกันตามกฎหมาย ส่งผลให้ผู้ให้เช่าซื้อไม่อาจใช้สิทธิฟ้องเรียกความรับผิดจากผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันตามสัญญาเดิมได้อีกต่อไป คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ การส่งมอบทรัพย์เช่าซื้อคืนโดยพฤติการณ์ ถือเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ เมื่อสัญญาเช่าซื้อสิ้นสุดลงแล้ว ผู้ค้ำประกันยังต้องรับผิดตามสัญญาหรือไม่ การโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อที่ไม่สมบูรณ์ตามแบบ ส่งผลต่อการเลิกสัญญาเดิมหรือไม่ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นผู้ให้เช่าซื้อรถยนต์แก่จำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อครบถ้วนจนถึงงวดที่ 5 และก่อนถึงกำหนดงวดถัดไป ได้ติดต่อพนักงานของโจทก์เพื่อขอเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน โดยมีการลงลายมือชื่อในเอกสารโอนสิทธิและเอกสารรับมอบรถยนต์ พร้อมทั้งชำระค่าธรรมเนียมตามระเบียบของโจทก์ พนักงานของโจทก์ลงนามในฐานะผู้โอนสิทธิและผู้ส่งมอบ และมีการตรวจสอบเอกสารจากฝ่ายอื่นของโจทก์ ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการส่งมอบรถยนต์คืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อและเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อหรือไม่ และหากสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว ผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกันยังต้องรับผิดตามสัญญาหรือไม่ หลักกฎหมายเกี่ยวกับการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อ ศาลฎีกาวางหลักว่า การบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อไม่จำเป็นต้องกระทำโดยหนังสือหรือถ้อยคำชัดแจ้ง หากพฤติการณ์แสดงให้เห็นโดยชัดเจนว่าผู้เช่าซื้อได้ส่งมอบทรัพย์คืนแก่ผู้ให้เช่าซื้อ และผู้ให้เช่าซื้อยินยอมรับคืน ย่อมถือเป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยปริยายตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 ผลของการเลิกสัญญาเช่าซื้อ เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันแล้ว สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ย่อมสิ้นสุดลงตามสัญญาหลัก ผู้ให้เช่าซื้อจึงไม่มีอำนาจฟ้องเรียกค่าเสียหายหรือบังคับตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันได้อีก ความสำคัญของพฤติการณ์ในทางคดี ศาลให้ความสำคัญกับพฤติการณ์โดยรวม เช่น การยินยอมให้โอนสิทธิ การจัดทำเอกสารรับมอบรถยนต์ และการรับค่าธรรมเนียม ซึ่งสะท้อนเจตนาของผู้ให้เช่าซื้อว่ารับคืนทรัพย์แล้ว ไม่อาจกลับมาอ้างความไม่สมบูรณ์ของเอกสารเพื่อฟ้องเรียกความรับผิดภายหลังได้ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักว่าการเลิกสัญญาเช่าซื้อสามารถเกิดขึ้นได้จากพฤติการณ์ ไม่จำเป็นต้องยึดติดกับรูปแบบเอกสาร และเมื่อสัญญาหลักสิ้นสุด ความรับผิดของผู้ค้ำประกันย่อมสิ้นสุดตามไปด้วย ผู้ประกอบธุรกิจเช่าซื้อจึงต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่งในการดำเนินการรับคืนทรัพย์และจัดทำเอกสาร คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7024/2548 จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกัน จำเลยที่ 1 ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์ 5 งวด แต่ก่อนครบกำหนดชำระประจำงวดที่ 6 จำเลยที่ 1 ติดต่อกับ พ. พนักงานของโจทก์ ณ ที่ทำการของโจทก์ว่าจะเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อใหม่โดยให้ ย. เป็นผู้เช่าซื้อและให้ ก. เป็นผู้ค้ำประกันแทนจำเลยทั้งสอง พ. จึงให้จำเลยที่ 1 และ ย. ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์หนังสือโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อของโจทก์ ให้ ย. ลงลายมือชื่อเป็นผู้เช่าซื้อในสัญญาเช่าซื้อฉบับใหม่โดยไม่มีการกรอกข้อความและลงลายมือชื่อรับมอบรถยนต์ในหนังสือหลักฐานการรับมอบรถยนต์ที่ทำขึ้นโดยบริษัทโจทก์ โดย พ. พนักงานของโจทก์ลงลายมือชื่อในฐานะเป็นฝ่ายโอนสิทธิและผู้ส่งมอบ ซึ่งมีการตรวจสอบความถูกต้องในการจัดทำเอกสารจากพนักงานฝ่ายอื่นของโจทก์ ทั้งในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าธรรมเนียมในการโอนสิทธิให้แก่โจทก์รับไปถูกต้องตามประเพณีปฏิบัติในการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อของโจทก์แล้ว อันถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาเช่าซื้อ พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้วในวันดังกล่าว มิฉะนั้นโจทก์คงจะไม่ยินยอมให้มีการตกลงโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อและทำหลักฐานรับมอบรถยนต์ให้แก่ ย. ไป การที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อได้ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์ โดยไม่ต้องคำนึงว่าหนังสือโอนสิทธิและสัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับ ย. จะได้ทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ สัญญาเช่าซื้อระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์เป็นอันเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันที่ทำไว้กับโจทก์ได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถยนต์คืนแก่โจทก์แล้ว สัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเรียกความรับผิดจากจำเลยทั้งสอง 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นพ้องว่าพฤติการณ์เป็นการบอกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยปริยาย 3. ศาลฎีกาพิพากษายืน วินิจฉัยว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 นับแต่วันที่ส่งมอบรถยนต์คืน โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยทั้งผู้เช่าซื้อและผู้ค้ำประกัน
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสองร่วมกันส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนโจทก์ หากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 445,115 บาท และให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระค่าเสียหายเป็นค่าขาดประโยชน์ให้โจทก์เป็นเงิน 133,000 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับค่าเสียหายต่อไปอีกเดือนละ 7,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะส่งมอบรถยนต์คืนหรือใช้ราคา จำเลยทั้งสองให้การว่า โจทก์กับจำเลยทั้งสองตกลงยกเลิกสัญญาเช่าซื้อโดยเปลี่ยนตัวผู้เช่าซื้อจากจำเลยที่ 1 เป็นนางยุพา และผู้ค้ำประกันจากจำเลยที่ 2 เป็นนายกะแมน และจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อให้แก่นางยุพาไปแล้ว จำเลยทั้งสองจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสองโดยกำหนดค่าทนายความให้ 5,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยทั้งสองต้องรับผิดต่อโจทก์ตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกันหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าหลังจากจำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์ จำเลยที่ 1 ได้ผ่อนชำระค่าเช่าซื้อให้แก่โจทก์เรื่อยมาโดยไม่มีการผิดนัดจนถึงงวดที่ 5 ประจำวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 แล้วต่อมาวันที่ 19 พฤษภาคม 2540 ซึ่งเป็นวันที่ยังไม่ครบกำหนดชำระค่าเช่าซื้อในงวดถัดไป จำเลยที่ 1 ได้ติดต่อกับนางสาวพรพิมลพนักงานของโจทก์ ณ ที่ทำการของโจทก์ว่าจะเปลี่ยนสัญญาเช่าซื้อใหม่โดยให้นางยุพา เป็นผู้เช่าซื้อและให้นายกะแมน เป็นผู้ค้ำประกันแทนจำเลยทั้งสอง นางสาวพรพิมลจึงให้จำเลยที่ 1 และนางยุพาซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อเดิมและผู้เช่าซื้อใหม่ลงลายมือชื่อในแบบพิมพ์หนังสือโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อของโจทก์ ให้นางยุพาลงลายมือชื่อเป็นผู้เช่าซื้อในสัญญาเช่าซื้อโดยไม่มีการกรอกข้อความและลงลายมือชื่อรับมอบรถยนต์ในหนังสือหลักฐานการรับมอบรถยนต์ที่ทำขึ้นโดยบริษัทโจทก์ โดยนางสาวพรพิมลพนักงานของโจทก์ข้างต้นลงลายมือชื่อในฐานะเป็นฝ่ายโอนสิทธิและผู้ส่งมอบ ซึ่งปรากฏรายละเอียดตามหลักฐานการรับมอบรถยนต์ว่ามีการตรวจสอบความถูกต้องในการจัดทำเอกสารจากพนักงานฝ่ายอื่นของโจทก์อีกด้วย ทั้งในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 ได้ชำระค่าธรรมเนียมในการโอนสิทธิให้แก่โจทก์รับไปถูกต้องตามประเพณีปฏิบัติในการโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อของโจทก์แล้ว อันถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ปฏิบัติถูกต้องตามสัญญาเช่าซื้อ พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์แล้วในวันดังกล่าว มิฉะนั้นโจทก์คงจะไม่ยินยอมให้มีการตกลงโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อกันดังกล่าว และทำหลักฐานรับมอบรถยนต์ให้แก่นางยุพาไป ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 1 ผู้เช่าซื้อได้ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ผู้ให้เช่าซื้อ ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ได้บอกเลิกสัญญาเช่าซื้อแก่โจทก์แล้ว โดยไม่ต้องคำนึงว่าหนังสือโอนสิทธิตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาเช่าซื้อระหว่างนางยุพากับโจทก์จะได้ทำถูกต้องตามแบบที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ สัญญาเช่าซื้อระหว่างจำเลยที่ 1 กับโจทก์ก็เป็นอันเลิกกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 573 นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ส่งมอบรถยนต์คันที่เช่าซื้อคืนแก่โจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. |




