
| สัญญาประนีประนอมยอมความหลังหย่าบอกล้างได้หรือไม่ คำพิพากษาตามยอมมีผลเป็นการหย่าและแบ่งสินสมรสเด็ดขาดเพียงใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัว โดยเฉพาะประเด็นว่าคู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะสามารถอ้างสิทธิบอกล้างสัญญาที่เกี่ยวกับการแบ่งสินสมรสและหนี้ร่วมภายหลังศาลพิพากษาตามยอมแล้วได้หรือไม่ คดีนี้ยังเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญเรื่องการหย่าโดยคำพิพากษา การจดทะเบียนหย่า การใช้สิทธิฝ่ายเดียวในการนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนหย่า ตลอดจนผลของคำพิพากษาตามยอมที่ถึงที่สุดแล้วว่าจะมีผลผูกพันเพียงใดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง สาระสำคัญของคดีอยู่ที่การตีความว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีข้อตกลงเรื่องการหย่า การแบ่งทรัพย์สิน และความรับผิดในหนี้ร่วม เป็นเพียงสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่สามารถบอกล้างได้ตามมาตรา 1469 หรือเป็นสัญญาระงับข้อพิพาทตามมาตรา 850 และมาตรา 1532 ที่เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมมีผลเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่อาจถูกเปลี่ยนแปลงหรือบอกล้างได้ในภายหลัง นอกจากนี้ ศาลฎีกายังวินิจฉัยหลักสำคัญว่า การหย่าโดยคำพิพากษามีผลสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าก็ตาม เพียงแต่ยังไม่อาจอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้สุจริตได้จนกว่าจะจดทะเบียนหย่า ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2538 และมีบุตรด้วยกัน 1 คน ต่อมาจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2543 ระหว่างสมรสทั้งสองฝ่ายประกอบธุรกิจขายรถยนต์มือสองร่วมกัน มีทั้งทรัพย์สินและหนี้สินร่วมจำนวนมาก โดยเฉพาะที่ดินหลายแปลงซึ่งได้มาระหว่างสมรสและถือเป็นสินสมรสตามกฎหมาย แม้บางแปลงจะมีชื่อจำเลยถือกรรมสิทธิ์เพียงผู้เดียวก็ตาม ต่อมาความสัมพันธ์ของคู่สมรสเกิดปัญหา โจทก์ได้ฟ้องจำเลยเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและค่าทดแทนจากการมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาว รวมถึงมีการดำเนินคดีอื่นเกี่ยวกับสินสมรส การโอนทรัพย์สิน และการจัดการทรัพย์สินร่วมหลายคดี ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา กระทั่งภายหลังคู่ความได้ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลในคดีหนึ่ง โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สิน การชำระเงิน การโอนรถยนต์ ความรับผิดในหนี้บ้าน การคืนโฉนดที่ดิน และการตกลงหย่ากัน ในสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว คู่ความตกลงว่าให้หย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน และจะไปจดทะเบียนหย่าที่อำเภอเมืองนนทบุรีในวันทำสัญญา หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลชั้นต้นจึงพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2555 และไม่มีฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 ภายหลังโจทก์ไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่า และยังฟ้องคดีใหม่ขอแบ่งสินสมรสเพิ่มเติม โดยอ้างว่าสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสที่สามารถบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ขณะที่จำเลยเห็นว่าสัญญาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมซึ่งถึงที่สุดแล้ว ไม่อาจบอกล้างได้ ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย ประเด็นแรก คือ การหย่าระหว่างโจทก์และจำเลยมีผลสมบูรณ์หรือไม่ แม้ทั้งสองฝ่ายยังไม่ได้ไปจดทะเบียนหย่าตามที่ตกลงกันไว้ในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ประเด็นที่สอง คือ สัญญาประนีประนอมยอมความที่มีข้อตกลงเกี่ยวกับการหย่า การแบ่งทรัพย์สิน และหนี้ร่วม เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสที่สามารถบอกล้างได้ตามมาตรา 1469 หรือไม่ ประเด็นที่สาม คือ ผลผูกพันของคำพิพากษาตามยอมที่ถึงที่สุดแล้วจะถูกเปลี่ยนแปลงหรือบอกล้างโดยคู่ความฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้เพียงใด การวินิจฉัยของศาลฎีกาเกี่ยวกับผลของการหย่า ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคหนึ่งและวรรคสอง โดยแยกหลักกฎหมายออกเป็นสองกรณี คือ กรณีแรก การหย่าโดยความยินยอมของคู่สมรส ซึ่งจะมีผลเมื่อได้จดทะเบียนหย่า กรณีที่สอง การหย่าโดยคำพิพากษา ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าก็ตาม ศาลเห็นว่า ในคดีนี้ สัญญาประนีประนอมยอมความมีข้อความชัดเจนว่าคู่ความตกลงหย่าขาดจากกัน และหากฝ่ายใดไม่ไปจดทะเบียนหย่าให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ดังนั้น เมื่อศาลพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 การหย่าจึงมีผลสมบูรณ์ตั้งแต่วันดังกล่าวตามมาตรา 1531 วรรคสอง การจดทะเบียนหย่าในภายหลังเป็นเพียงการดำเนินการทางทะเบียนเพื่อให้สามารถอ้างผลแห่งการหย่าต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตได้เท่านั้น มิใช่เงื่อนไขทำให้การหย่าสมบูรณ์ระหว่างคู่สมรส ศาลฎีกายังอธิบายเพิ่มเติมว่า ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2541 การนำคำพิพากษาถึงที่สุดไปจดทะเบียนหย่าสามารถกระทำฝ่ายเดียวได้ และสามารถดำเนินการ ณ สำนักทะเบียนแห่งใดก็ได้ ไม่จำกัดเฉพาะอำเภอที่ระบุไว้ในสัญญาประนีประนอมยอมความ ดังนั้น การที่จำเลยนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตลาดพร้าวจึงชอบด้วยกฎหมาย การวิเคราะห์หลักกฎหมายเรื่องสัญญาประนีประนอมยอมความและสิทธิบอกล้าง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีนี้มิใช่สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสโดยแท้ตามมาตรา 1469 แต่เป็นสัญญาระงับข้อพิพาทตามมาตรา 850 ประกอบมาตรา 1532 เหตุผลสำคัญคือ สัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นในบริบทของข้อพิพาทที่มีการฟ้องร้องต่อศาลแล้ว และมีวัตถุประสงค์เพื่อยุติข้อพิพาททั้งหมดระหว่างคู่ความ ทั้งเรื่องการหย่า การแบ่งสินสมรส การรับผิดในหนี้ร่วม และข้อพิพาทอื่นที่เกี่ยวข้อง จึงมีลักษณะเป็นการประนีประนอมยอมความในทางคดี มิใช่การจัดการทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยทั่วไป ศาลเห็นว่า หากยอมให้คู่ความฝ่ายหนึ่งใช้สิทธิบอกล้างตามมาตรา 1469 ภายหลังศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมเท่ากับเปิดโอกาสให้เปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งขัดต่อหลักความเด็ดขาดแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ดังนั้น แม้โจทก์จะอ้างว่าตนไม่ได้ยินยอมโดยแท้จริงหรือเห็นว่าสัญญาเสียเปรียบ ก็ไม่อาจนำมาตรา 1469 มาใช้บอกล้างสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมได้ วิเคราะห์เจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 มีเจตนารมณ์สำคัญในการแบ่งแยกผลของ “การหย่าโดยความยินยอม” กับ “การหย่าโดยคำพิพากษา” ออกจากกันอย่างชัดเจน กล่าวคือ หากเป็นการหย่าโดยความยินยอมทั่วไป กฎหมายกำหนดให้ต้องจดทะเบียนหย่าต่อหน้านายทะเบียนจึงจะมีผลสมบูรณ์ เพราะเป็นการแสดงเจตนาของเอกชนที่กฎหมายต้องการให้รัฐเข้ามาควบคุมความชัดเจนและความถูกต้องทางทะเบียน แต่ในกรณีการหย่าโดยคำพิพากษา ศาลได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและวินิจฉัยข้อพิพาทแล้ว จึงให้ผลของการหย่าเกิดขึ้นทันทีเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องรอการจดทะเบียนอีก เพียงแต่เพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริต กฎหมายจึงกำหนดว่า หากยังไม่จดทะเบียนหย่า จะยังไม่อาจนำไปอ้างให้กระทบสิทธิของบุคคลภายนอกได้ ส่วนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองคู่สมรสจากการถูกเอารัดเอาเปรียบในระหว่างสมรส เนื่องจากชีวิตสมรสอาจทำให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอยู่ในฐานะเสียเปรียบทางเศรษฐกิจ อารมณ์ หรืออำนาจต่อรอง กฎหมายจึงเปิดโอกาสให้สามารถบอกล้างสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสได้ แต่การคุ้มครองดังกล่าวมิได้มีวัตถุประสงค์ให้ลบล้างผลของคำพิพากษาศาลที่ถึงที่สุดแล้ว เพราะหากตีความกว้างเกินไปจะกระทบต่อหลักความมั่นคงแห่งนิติสัมพันธ์และความศักดิ์สิทธิ์ของคำพิพากษา มาตรา 850 ซึ่งว่าด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความ มีเจตนารมณ์สนับสนุนให้คู่กรณีระงับข้อพิพาทโดยสมัครใจ เพื่อลดภาระของศาลและสร้างความมั่นคงแน่นอนแก่ความสัมพันธ์ทางกฎหมาย เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีสถานะเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา และต้องได้รับความคุ้มครองในฐานะคำพิพากษาถึงที่สุด ขณะที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 มีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองหลักความเด็ดขาดแห่งคดี โดยกำหนดว่าคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ถึงที่สุดแล้ว ย่อมมีผลผูกพันคู่ความ ไม่อาจนำข้อพิพาทเดียวกันกลับมาฟ้องร้องหรือเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาได้อีก เว้นแต่ในกรณีพิเศษที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการหย่าโดยคำพิพากษามีหลักสอดคล้องกันมาโดยตลอดว่า การหย่าโดยคำพิพากษามีผลตั้งแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แม้จะยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า โดยการจดทะเบียนมีผลเพียงในทางทะเบียนและเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริตเท่านั้น หลักดังกล่าวช่วยสร้างความชัดเจนว่าความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสได้สิ้นสุดลงแล้วในทางกฎหมาย นอกจากนี้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกายังให้ความสำคัญกับผลผูกพันของสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอม โดยถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว คู่ความไม่อาจกลับคำหรือใช้สิทธิตามกฎหมายแพ่งทั่วไปเพื่อลบล้างผลของคำพิพากษาได้ เพราะจะทำให้ระบบคำพิพากษาขาดความมั่นคงแน่นอน ศาลฎีกาในคดีนี้จึงวางหลักสำคัญว่า แม้ข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความจะมีเรื่องทรัพย์สินระหว่างสามีภริยารวมอยู่ด้วย แต่เมื่อข้อตกลงดังกล่าวทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทในคดีที่มีการฟ้องร้องต่อศาลแล้ว ย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 850 และมาตรา 1532 มากกว่าจะเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสโดยแท้ตามมาตรา 1469 แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะช่วยป้องกันไม่ให้คู่ความใช้ช่องทางทางกฎหมายมาล้มล้างข้อตกลงที่ศาลรับรองแล้ว อันจะกระทบต่อความมั่นคงของกระบวนการยุติธรรมและทำให้ข้อพิพาทไม่สิ้นสุด วิเคราะห์ผลกระทบทางกฎหมายของคดีนี้ คดีนี้มีผลสำคัญต่อการปฏิบัติในคดีครอบครัวและคดีแบ่งสินสมรสอย่างมาก เพราะแสดงให้เห็นว่า เมื่อคู่สมรสตัดสินใจทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อหน้าศาลแล้ว ย่อมต้องระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลผูกพันในลักษณะเดียวกับคำพิพากษาถึงที่สุด ในทางปฏิบัติ คู่สมรสจำนวนมากเข้าใจผิดว่าหากยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า การหย่ายังไม่มีผล แต่คำพิพากษานี้ยืนยันชัดเจนว่า หากเป็นการหย่าโดยคำพิพากษา ผลของการหย่าเกิดขึ้นตั้งแต่วันที่คดีถึงที่สุดแล้ว การจดทะเบียนหย่าเป็นเพียงขั้นตอนทางทะเบียนเท่านั้น นอกจากนี้ คดีนี้ยังสะท้อนว่าการนำมาตรา 1469 มาใช้ต้องตีความอย่างเคร่งครัด ไม่สามารถขยายผลไปถึงกรณีที่มีคำพิพากษาตามยอมแล้ว เพราะจะกระทบต่อหลักความเด็ดขาดแห่งคดีและเสถียรภาพของคำพิพากษา ในเชิงนโยบายกฎหมาย คำพิพากษานี้ช่วยส่งเสริมให้คู่ความเคารพข้อตกลงที่ตนทำไว้ต่อหน้าศาล และช่วยให้กระบวนการประนีประนอมยอมความมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะหากคู่ความสามารถกลับมาบอกล้างภายหลังได้ง่าย ย่อมทำให้ระบบการระงับข้อพิพาทโดยสันติวิธีขาดความน่าเชื่อถือ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมแล้วมีผลผูกพันคู่ความ และโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกร้องแบ่งสินสมรสเพิ่มเติมอีก พร้อมให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความจำนวน 80,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าการหย่ามีผลสมบูรณ์แล้วตามคำพิพากษาตามยอม และสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวไม่อาจบอกล้างได้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าการหย่าระหว่างโจทก์และจำเลยมีผลสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่คำพิพากษาตามยอมถึงที่สุดตามมาตรา 1531 วรรคสอง แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าก็ตาม และการที่จำเลยนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนหย่าฝ่ายเดียวสามารถกระทำได้ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย อีกทั้งสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวเป็นสัญญาระงับข้อพิพาทตามมาตรา 850 และมาตรา 1532 ไม่ใช่สัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสตามมาตรา 1469 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญา ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักสำคัญของกฎหมายครอบครัวและกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่า คำพิพากษาตามยอมมิใช่เพียงข้อตกลงธรรมดาระหว่างคู่ความ แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาของศาลที่มีผลผูกพันเด็ดขาด เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว คู่ความย่อมไม่อาจอ้างสิทธิตามกฎหมายแพ่งทั่วไปเพื่อเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาได้ เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติไว้โดยชัดแจ้ง นอกจากนี้ หลักเรื่องการหย่าโดยคำพิพากษายังสะท้อนว่ากฎหมายให้ความสำคัญกับผลแห่งคำพิพากษามากกว่าพิธีการทางทะเบียน กล่าวคือ ความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลงทันทีเมื่อคำพิพากษาถึงที่สุด แม้ยังมิได้ดำเนินการจดทะเบียนหย่าก็ตาม เพียงแต่การจดทะเบียนยังมีความจำเป็นเพื่อคุ้มครองบุคคลภายนอกผู้สุจริต ในด้านการตีความมาตรา 1469 ศาลฎีกาได้วางหลักอย่างชัดเจนว่า บทบัญญัติดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองคู่สมรสในกรณีสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสโดยทั่วไป มิใช่เปิดช่องให้กลับไปล้มล้างสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลรับรองแล้ว เพราะหากยอมให้กระทำได้ จะกระทบต่อหลักความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาและระบบกระบวนการยุติธรรมโดยรวม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งมีข้อตกลงเรื่องการหย่า การแบ่งสินสมรส และหนี้ร่วม เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จะถือเป็นเพียงสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสที่สามารถบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 หรือเป็นสัญญาระงับข้อพิพาทตามมาตรา 850 และมาตรา 1532 ซึ่งมีผลเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาถึงที่สุด ไม่อาจบอกล้างหรือเปลี่ยนแปลงได้อีก สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. “ผลผูกพันของคำพิพากษาตามยอม” ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคู่ความทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา เมื่อคดีถึงที่สุด คู่ความไม่อาจใช้สิทธิตามกฎหมายแพ่งทั่วไปมาบอกล้างหรือเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาได้ เพราะจะขัดต่อหลักความเด็ดขาดแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 2. “การหย่าโดยคำพิพากษามีผลตั้งแต่คำพิพากษาถึงที่สุด” ศาลฎีกาวางหลักว่า การหย่าโดยคำพิพากษาตามมาตรา 1531 วรรคสอง มีผลสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าก็ตาม การจดทะเบียนหย่าเป็นเพียงขั้นตอนเพื่อให้สามารถอ้างผลแห่งการหย่าต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตได้เท่านั้น มิใช่เงื่อนไขที่ทำให้การหย่ามีผลระหว่างคู่สมรส อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา ข้อ 1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 มาตรา 1469 มาตรา 1531 และมาตรา 1532 มาตรา 850 เป็นบทบัญญัติว่าด้วยสัญญาประนีประนอมยอมความ ซึ่งหมายถึงสัญญาที่คู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่หรืออาจมีขึ้นในอนาคต โดยต่างฝ่ายต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน หลักสำคัญของมาตรานี้คือ การทำให้ข้อพิพาทสิ้นสุดลงโดยความสมัครใจของคู่กรณี เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว สัญญาประนีประนอมยอมความย่อมมีผลผูกพันในลักษณะเดียวกับคำพิพากษาถึงที่สุด กฎหมายจึงให้ความคุ้มครองต่อเสถียรภาพของข้อตกลงดังกล่าวอย่างเคร่งครัด มาตรา 1469 เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิคู่สมรสบอกล้างสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำต่อกันระหว่างสมรสได้ โดยมีเจตนารมณ์เพื่อคุ้มครองคู่สมรสจากการถูกเอารัดเอาเปรียบ เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาอาจทำให้การแสดงเจตนาไม่เป็นอิสระอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม สิทธิบอกล้างดังกล่าวใช้ได้เฉพาะกรณีที่เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสโดยแท้ มิใช่ใช้กับสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว เพราะหากยอมให้บอกล้างได้ จะกระทบต่อความมั่นคงของคำพิพากษาและหลักความเด็ดขาดแห่งคดี มาตรา 1531 กำหนดหลักเรื่องผลของการหย่า โดยแบ่งออกเป็นการหย่าโดยความยินยอมและการหย่าโดยคำพิพากษา หากเป็นการหย่าโดยความยินยอม จะมีผลเมื่อจดทะเบียนหย่าแล้ว แต่หากเป็นการหย่าโดยคำพิพากษา จะมีผลตั้งแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แม้ยังไม่ได้จดทะเบียนหย่าก็ตาม เพียงแต่ยังไม่อาจอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้สุจริตได้จนกว่าจะมีการจดทะเบียนหย่า หลักดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแน่นอนของสถานภาพบุคคลภายหลังศาลมีคำพิพากษา มาตรา 1532 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีหย่าและคดีครอบครัว โดยเปิดโอกาสให้คู่สมรสตกลงเรื่องทรัพย์สิน อำนาจปกครองบุตร หรือหนี้สินร่วมกันได้เพื่อยุติข้อพิพาท เมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันเสมือนคำพิพากษาของศาล ข้อ 2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 มาตรา 145 เป็นหลักสำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่รับรอง “หลักความเด็ดขาดแห่งคดี” หรือหลักคำพิพากษาถึงที่สุด โดยกำหนดว่า เมื่อศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดแล้ว คู่ความย่อมต้องผูกพันตามผลแห่งคำพิพากษานั้น และไม่อาจนำข้อพิพาทเดียวกันกลับมาฟ้องร้องหรือขอเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาได้อีก เว้นแต่กฎหมายจะบัญญัติช่องทางไว้โดยเฉพาะ เช่น การรื้อฟื้นคดีหรือการเพิกถอนกระบวนพิจารณาที่ไม่ชอบ หลักการของมาตรา 145 มีความสำคัญต่อระบบกระบวนการยุติธรรมอย่างมาก เพราะช่วยสร้างความมั่นคงแน่นอนแก่สิทธิและหน้าที่ของคู่ความ หากไม่มีหลักดังกล่าว ข้อพิพาทจะไม่สิ้นสุดและอาจถูกนำกลับมาฟ้องซ้ำได้ตลอดเวลา ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการยุติธรรม ในคดีนี้ ศาลฎีกานำมาตรา 145 มาใช้ประกอบการวินิจฉัยว่า สัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาถึงที่สุด การที่โจทก์พยายามอ้างมาตรา 1469 เพื่อบอกล้างสัญญาดังกล่าว จึงเท่ากับพยายามเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งขัดต่อหลักความเด็ดขาดแห่งคดีตามมาตรา 145 โดยตรง ศาลฎีกาจึงไม่รับฟังข้ออ้างของโจทก์และพิพากษายืนตามศาลล่าง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม การหย่าโดยคำพิพากษาจำเป็นต้องจดทะเบียนหย่าก่อนจึงจะมีผลหรือไม่ คำตอบ การหย่าโดยคำพิพากษาแตกต่างจากการหย่าโดยความยินยอมทั่วไป เนื่องจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง กำหนดชัดเจนว่า การหย่าโดยคำพิพากษาย่อมมีผลตั้งแต่วันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แม้คู่สมรสยังไม่ได้ไปจดทะเบียนหย่าก็ตาม หลักกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผลแห่งคำพิพากษาของศาลเกิดความเด็ดขาดและแน่นอนในทางกฎหมาย อย่างไรก็ตาม แม้การหย่าจะมีผลสมบูรณ์ระหว่างคู่สมรสแล้ว แต่หากยังไม่มีการจดทะเบียนหย่า ก็ยังไม่อาจนำไปอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตได้ เช่น กรณีการทำนิติกรรมหรือการจัดการทรัพย์สินกับบุคคลภายนอก กฎหมายจึงยังคงกำหนดให้มีการจดทะเบียนหย่าเพื่อประโยชน์ในทางทะเบียนและเพื่อความคุ้มครองต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตด้วย ดังนั้น การจดทะเบียนหย่าจึงมิใช่เงื่อนไขให้การหย่ามีผลระหว่างสามีภริยา แต่เป็นเงื่อนไขเพื่อให้สามารถอ้างผลแห่งการหย่าต่อบุคคลภายนอกได้อย่างสมบูรณ์ 2 คำถาม คู่สมรสฝ่ายเดียวสามารถนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนหย่าได้หรือไม่ คำตอบ ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาให้หย่าหรือพิพากษาตามยอมเกี่ยวกับการหย่า คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งสามารถนำสำเนาคำพิพากษาถึงที่สุดไปดำเนินการจดทะเบียนหย่าได้โดยลำพัง ไม่จำเป็นต้องให้ทั้งสองฝ่ายไปดำเนินการพร้อมกัน ทั้งนี้เป็นไปตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ. 2541 ซึ่งเปิดโอกาสให้การจดทะเบียนหย่าโดยอาศัยคำพิพากษาสามารถดำเนินการฝ่ายเดียวได้ โดยนายทะเบียนจะเก็บใบสำคัญการหย่าของอีกฝ่ายไว้และแจ้งให้มารับภายหลัง หลักดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายใช้การไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่าเป็นเครื่องมือขัดขวางการบังคับตามคำพิพากษา ดังนั้น หากมีคำพิพากษาถึงที่สุดเกี่ยวกับการหย่าแล้ว แม้อีกฝ่ายจะไม่ให้ความร่วมมือ อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังมีสิทธิดำเนินการจดทะเบียนหย่าให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และการจดทะเบียนดังกล่าวย่อมมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมายครอบครัว 3 คำถาม สัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับสินสมรสสามารถบอกล้างได้ทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 จะกำหนดให้คู่สมรสสามารถบอกล้างสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำต่อกันระหว่างสมรสได้ แต่สิทธิดังกล่าวมิได้ใช้ได้กับทุกกรณี โดยเฉพาะกรณีที่สัญญานั้นเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว เพราะสัญญาดังกล่าวมีสถานะเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา มิใช่เพียงสัญญาทางแพ่งทั่วไป ศาลฎีกาวินิจฉัยมาโดยตลอดว่า หากเปิดโอกาสให้คู่ความบอกล้างสัญญาประนีประนอมยอมความภายหลังคดีถึงที่สุด ย่อมกระทบต่อหลักความเด็ดขาดแห่งคดีและความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษา ดังนั้น การพิจารณาว่าสัญญาใดจะอยู่ภายใต้มาตรา 1469 หรือไม่ ต้องพิจารณาจากลักษณะและวัตถุประสงค์ของสัญญานั้นเป็นสำคัญ หากเป็นสัญญาที่ทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทในคดีที่มีการฟ้องร้องต่อศาลแล้ว ย่อมมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ไม่อาจบอกล้างได้ตามมาตรา 1469 4 คำถาม หากคู่สมรสทำสัญญายอมความแบ่งทรัพย์สินแล้ว ภายหลังเห็นว่าเสียเปรียบ จะฟ้องแบ่งสินสมรสใหม่ได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว เมื่อคู่สมรสได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเกี่ยวกับการแบ่งทรัพย์สินและศาลพิพากษาตามยอมจนคดีถึงที่สุดแล้ว ย่อมถือว่าข้อพิพาทเกี่ยวกับสินสมรสได้รับการระงับลงโดยสมบูรณ์ คู่ความไม่อาจกลับมาฟ้องแบ่งสินสมรสในประเด็นเดิมได้อีก เพราะจะขัดต่อหลักความเด็ดขาดแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 แม้ภายหลังฝ่ายใดจะเห็นว่าตนได้รับส่วนแบ่งไม่เป็นธรรม หรือเสียเปรียบในการตกลง ก็ไม่อาจนำมาเป็นเหตุฟ้องแบ่งทรัพย์สินใหม่ได้ เว้นแต่จะมีเหตุพิเศษที่กฎหมายเปิดช่องไว้โดยเฉพาะ เช่น การถูกฉ้อฉลอย่างร้ายแรง หรือมีเหตุให้เพิกถอนคำพิพากษาตามช่องทางที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ เพราะกฎหมายต้องการให้ข้อพิพาทยุติลงอย่างเด็ดขาดและรักษาความมั่นคงของคำพิพากษาศาล หากเปิดโอกาสให้กลับมาฟ้องใหม่ได้ง่าย ย่อมทำให้การประนีประนอมยอมความขาดความน่าเชื่อถือและกระทบต่อเสถียรภาพของกระบวนการยุติธรรมโดยรวม 5 คำถาม การไม่ไปจดทะเบียนหย่าตามที่ตกลงกันไว้ในสัญญายอมความ ทำให้การหย่าไม่สมบูรณ์หรือไม่ คำตอบ การไม่ไปจดทะเบียนหย่าตามที่ตกลงกันไว้ มิได้ทำให้การหย่าโดยคำพิพากษาเสียผลหรือไม่สมบูรณ์ หากศาลได้พิพากษาตามยอมและคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคสอง กำหนดว่า การหย่าโดยคำพิพากษามีผลทันทีเมื่อคดีถึงที่สุด แม้จะยังไม่มีการจดทะเบียนหย่าก็ตาม ในทางกฎหมายจึงถือว่าสถานะความเป็นสามีภริยาสิ้นสุดลงแล้ว การจดทะเบียนหย่าในภายหลังมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลทางทะเบียนถูกต้องและเพื่อให้สามารถอ้างผลแห่งการหย่าต่อบุคคลภายนอกผู้สุจริตได้เท่านั้น ดังนั้น แม้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะไม่ยอมไปจดทะเบียนหย่า อีกฝ่ายหนึ่งก็ยังสามารถนำคำพิพากษาถึงที่สุดไปดำเนินการจดทะเบียนหย่าได้โดยลำพัง และเมื่อดำเนินการแล้วก็ถือว่าเป็นการจดทะเบียนที่ชอบด้วยกฎหมาย การปฏิเสธไม่ไปจดทะเบียนหย่าจึงไม่อาจใช้เป็นเหตุอ้างว่ายังเป็นสามีภริยากันอยู่ได้อีก 6 คำถาม เหตุใดศาลจึงไม่ยอมให้ใช้มาตรา 1469 บอกล้างสัญญาประนีประนอมยอมความ คำตอบ เหตุผลสำคัญที่ศาลฎีกาไม่อนุญาตให้ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 บอกล้างสัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะสัญญาดังกล่าวมิใช่เพียงสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาโดยทั่วไป แต่เป็นข้อตกลงเพื่อระงับข้อพิพาทในคดีที่มีการฟ้องร้องต่อศาลแล้ว และศาลได้พิพากษาตามยอมจนคดีถึงที่สุด สัญญานั้นจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา การเปิดโอกาสให้คู่ความกลับมาบอกล้างภายหลัง ย่อมเท่ากับเปิดช่องให้เปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาถึงที่สุด ซึ่งขัดต่อหลักความเด็ดขาดแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โดยตรง ศาลฎีกาจึงตีความมาตรา 1469 อย่างเคร่งครัดว่าใช้เฉพาะกับสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสโดยแท้เท่านั้น มิได้ใช้กับสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลรับรองแล้ว หลักดังกล่าวมีความสำคัญต่อความมั่นคงของระบบคำพิพากษาและความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม 7 คำถาม สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวมีผลผูกพันมากเพียงใด คำตอบ สัญญาประนีประนอมยอมความในคดีครอบครัวมีผลผูกพันสูงมาก เพราะเมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ข้อตกลงดังกล่าวจะมีสถานะเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษา และมีผลผูกพันเช่นเดียวกับคำพิพากษาถึงที่สุด คู่ความจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อตกลงทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการหย่า การแบ่งสินสมรส การชำระหนี้ร่วม หรือการโอนทรัพย์สิน หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตาม อีกฝ่ายย่อมมีสิทธิบังคับคดีได้ทันทีตามกฎหมาย หลักดังกล่าวแตกต่างจากสัญญาทั่วไปที่อาจโต้แย้งหรือเพิกถอนได้ง่ายกว่า เพราะสัญญาประนีประนอมยอมความผ่านการตรวจสอบและรับรองโดยศาลแล้ว กฎหมายจึงต้องการให้เกิดความมั่นคงแน่นอนและยุติข้อพิพาทโดยเด็ดขาด ดังนั้น ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ คู่ความควรพิจารณาเงื่อนไขต่าง ๆ อย่างรอบคอบ เพราะภายหลังเมื่อศาลพิพากษาตามยอมแล้ว จะไม่สามารถกลับมาเปลี่ยนแปลงหรือปฏิเสธผลของข้อตกลงได้โดยง่าย 8 คำถาม หลักความเด็ดขาดแห่งคดีตามมาตรา 145 มีความสำคัญอย่างไรในคดีครอบครัว คำตอบ หลักความเด็ดขาดแห่งคดีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 เป็นหลักสำคัญที่ทำให้ข้อพิพาทยุติลงอย่างแท้จริง เมื่อศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คู่ความย่อมต้องผูกพันตามผลแห่งคำพิพากษานั้น และไม่อาจนำข้อพิพาทเดิมกลับมาฟ้องร้องหรือเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาได้อีก หลักดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว เพราะข้อพิพาทระหว่างสามีภริยามักเกี่ยวข้องกับทรัพย์สิน หนี้สิน และความสัมพันธ์ส่วนบุคคล หากไม่มีหลักความเด็ดขาดแห่งคดี คู่ความอาจฟ้องร้องกันซ้ำไปมาไม่สิ้นสุด ส่งผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของครอบครัวและความมั่นคงของนิติสัมพันธ์ ศาลฎีกาในคดีนี้จึงนำมาตรา 145 มาใช้เพื่อยืนยันว่า สัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลพิพากษาตามยอมแล้ว ย่อมมีผลผูกพันเด็ดขาด คู่ความไม่อาจอ้างกฎหมายแพ่งทั่วไปเพื่อกลับมาบอกล้างหรือเปลี่ยนแปลงผลของคำพิพากษาได้อีก หลักดังกล่าวช่วยรักษาความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและทำให้ข้อพิพาทยุติลงอย่างแท้จริง ใช้สิทธิบอกล้างสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรส มาตรา 1469 คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการฟ้องคดีขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนรับเด็กเป็นบุตร เนื่องจากไม่ใช่บุตรที่แท้จริง. ในคดีนี้ มีประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่ผู้เยาว์บรรลุนิติภาวะเกิดขึ้นได้ทั้งจากการสมรสหรือเมื่อมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์. นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเกี่ยวกับการใช้อำนาจปกครองบุตร การอุปการะเลี้ยงดูบุตร และสิทธิในการรับมรดกของบุตรนอกกฎหมาย. ตามที่โจทก์ฎีกาว่าสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลได้พิพากษาตามยอมแล้วเป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์สามารถบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 นั้น ศาลฎีกาเห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมแล้วมีข้อตกลงในการหย่า การแบ่งทรัพย์สินและความรับผิดเกี่ยวกับหนี้สิน จึงเป็นกรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 เพื่อระงับข้อพิพาทซึ่งมิได้มุ่งหมายให้เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสโดยแท้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ที่โจทก์จะมีสิทธิขอบอกล้างได้เพราะหากให้โจทก์ใช้สิทธิบอกล้างได้ในกรณีนี้ก็เท่ากับยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงผลของสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมของศาล ย่อมเป็นการไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4345/2559 ข้อตกลงตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่โจทก์และจำเลยตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันโดยจะไปจดทะเบียนหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรีในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความ หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2555 โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ คดีจึงถึงที่สุดในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 การหย่าระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์ในวันดังกล่าว โดยไม่จำต้องไปจดทะเบียนการหย่า เพียงแต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตไม่ได้เท่านั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1531 วรรคสอง แม้ข้อตกลงจะระบุให้ไปจดทะเบียนหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรี แต่ในวันที่ศาลพิพากษาตามยอมโจทก์และจำเลยไม่ได้ไปจดทะเบียนการหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรี โจทก์และจำเลยคนใดคนหนึ่งย่อมนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนหย่าได้ ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2541 ข้อ 6 ระบุว่า ในการขอจดทะเบียนและบันทึกการหย่าจะร้องขอต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ และการจดทะเบียนหย่าโดยคำพิพากษาต้องนำสำเนาคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้สามีภริยาหย่ากันและมีคำรับรองถูกต้องมาแสดงนั้นสามารถดำเนินการฝ่ายเดียวได้ ดังจะเห็นได้ในข้อ 22 (4) ที่ระบุว่า สำหรับในกรณีที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องเพียงฝ่ายเดียวให้เก็บรักษาใบสำคัญการหย่าฉบับที่เหลือไว้และแจ้งให้อีกฝ่ายมารับไป การที่จำเลยนำสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความกับสำเนาคำพิพากษาตามยอมซึ่งมีคำรับรองถูกต้องไปจดทะเบียนการหย่าที่สำนักงานเขตลาดพร้าวจึงถูกต้องแล้ว การหย่าระหว่างโจทก์และจำเลยมีผลสมบูรณ์ สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมแล้ว มีข้อตกลงในการหย่าระหว่างโจทก์และจำเลย การแบ่งทรัพย์สินและความรับผิดเกี่ยวกับหนี้สินอันเป็นหนี้ร่วมระหว่างโจทก์กับจำเลย จึงเป็นกรณีตาม ป.พ.พ. มาตรา 1532 เพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์กับจำเลย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ซึ่งมิได้มุ่งหมายให้เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสโดยแท้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 ที่โจทก์จะมีสิทธิบอกล้างได้ เพราะหากให้โจทก์ใช้สิทธิบอกล้างได้ในกรณีนี้ก็เท่ากับยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงผลของสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมของศาล ย่อมเป็นการไม่ชอบและขัดต่อ ป.วิ.พ. มาตรา 145 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาให้จำเลยแบ่งสินสมรสนั้นให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่แบ่งหรือแบ่งไม่ได้ ให้จำเลยชดใช้ราคาสินสมรสเท่ากับครึ่งหนึ่งของมูลค่าทรัพย์สินดังกล่าวแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย โดยกำหนดค่าทนายความเป็นเงิน 80,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์และจำเลยอยู่กินเป็นสามีภริยากันเมื่อปี 2538 มีบุตรด้วยกัน 1 คน คือ นายศรเทพ เกิดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2540 ตามสำเนาสูติบัตร วันที่ 7 มีนาคม 2543 โจทก์และจำเลยจดทะเบียนสมรสกัน ตามสำเนาใบสำคัญการสมรส โจทก์และจำเลยประกอบอาชีพขายรถยนต์มือสอง มีทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสร่วมกันและเป็นหนี้ร่วมจากการกู้เงินธนาคารเพื่อใช้ประกอบกิจการร่วมกันด้วยที่ดินตามที่โจทก์ฟ้องรวม 16 โฉนด เป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส มีชื่อจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ยกเว้นที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ที่มีโจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม โดยที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน ถูกเจ้าพนักงานบังคับคดียึดเพื่อขายทอดตลาดนำเงินชำระหนี้ตามคำพิพากษาตามสำเนาหนังสือของเจ้าพนักงานบังคับคดีจังหวัดนนทบุรี เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2551 โจทก์ฟ้องจำเลยและนางสาวหรือนางพัชมณฑ์ต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางให้จำเลย (ซึ่งเป็นจำเลยที่ 1) ชำระค่าอุปการะเลี้ยงดู และให้ร่วมกับนางสาวพัชมณฑ์ (ซึ่งเป็นจำเลยที่ 2) ชำระค่าทดแทนเนื่องจากมีความสัมพันธ์ฉันชู้สาวตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 876/2551 จำเลยและนางสาวพัชมณฑ์ให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง วันที่ 18 กันยายน 2551 โจทก์ถอนฟ้องนางสาวพัชมณฑ์และทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยศาลอนุญาตให้ถอนฟ้องและพิพากษาตามยอม ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณา และสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความกับสำเนาคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1847/2551 นอกจากนี้เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2551 โจทก์ได้ฟ้องนายศุภโชคหรือศุภชัยหรือวรโชติหรือเฉลิมโชคหรือเฉลิมชัย กับพวกรวม 5 คน ให้คืนสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยที่จำเลยโอนให้แก่นายศุภโชคกับพวกรวม 5 คน โดยโจทก์ไม่ยินยอมต่อศาลจังหวัดนนทบุรีตามสำเนาคำฟ้องคดีหมายเลขดำที่ 768/2551 นายศุภโชคกับพวกรวม 5 คน ให้การต่อสู้คดี ตามสำเนาคำให้การ วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2553 โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยเข้ามาเป็นจำเลยร่วมในคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 768/2551 ศาลจังหวัดนนทบุรีอนุญาตวันที่ 9 สิงหาคม 2553 จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้องโจทก์ ตามสำเนาคำร้องขอให้เรียกจำเลยเข้าเป็นคู่ความร่วม และสำเนาคำให้การ ศาลจังหวัดนนทบุรีเรียกจำเลยเป็นจำเลยที่ 6 และส่งสำนวนไปให้ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีแพ่งหมายเลขดำที่ 768/2551 อยู่ในอำนาจพิจารณาและพิพากษาของศาลจังหวัดนนทบุรีหรือของศาลชั้นต้น ตามสำเนารายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 23 สิงหาคม 2553 ระหว่างรอคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกา เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2553 โจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลเยาวชนและครอบครัวกลางขอให้โจทก์เป็นผู้จัดการสินสมรสแต่ผู้เดียว ตามสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่458/2553 จำเลยให้การต่อสู้คดีขอให้ยกฟ้อง ตามสำเนาคำให้การ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ตามสำเนาคำพิพากษาศาลเยาวชนและครอบครัวกลางและสำเนาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีถึงที่สุดโดยคู่ความไม่ฎีกา วันที่ 20 พฤษภาคม 2553 โจทก์ฟ้องจำเลยเป็นคดีอาญาว่ายักยอกเงินฝากในธนาคารซึ่งเป็นสินสมรสต่อศาลแขวงนนทบุรี ตามสำเนาคำฟ้อง ศาลแขวงนนทบุรีไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลแขวงนนทบุรีพิพากษายกฟ้อง ตามสำเนาบันทึกคำพิพากษาด้วยวาจาลงวันที่ 22 มีนาคม 2554 คดีอาญาหมายเลขดำที่ 1229/2553 หมายเลขแดงที่ 546/2554 วันที่ 22 ตุลาคม 2553 ประธานศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 768/2551 อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลชั้นต้น และได้ส่งคำวินิจฉัยให้ศาลจังหวัดนนทบุรีอ่านให้คู่ความฟังเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2554 ตามสำเนาคำวินิจฉัยของประธานศาลฎีกาและรายงานการอ่านคำวินิจฉัยให้คู่ความฟัง ศาลจังหวัดนนทบุรีโอนคดีมายังศาลชั้นต้นเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 147/2554 วันที่ 26 มกราคม 2555 โจทก์และจำเลย (ซึ่งเป็นจำเลยที่ 6) และนายศุภชัยกับพวกได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความและศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14/2555 กับสำเนารายงานกระบวนพิจารณา โดยสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า ข้อ 1. จำเลยที่ 6 (จำเลยคดีนี้) ตกลงชำระเงินจำนวน 10,400,000 บาท (สิบล้านสี่แสนบาทถ้วน) ให้แก่โจทก์ โดยจะชำระเป็นแคชเชียร์เช็คของธนาคารพาณิชย์และเงินสดบางส่วนในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ซึ่งโจทก์ได้รับแคชเชียร์เช็คดังกล่าวและเงินสดจากจำเลยที่ 6 ครบถ้วนเรียบร้อยแล้วในวันนี้ ข้อ 2. จำเลยที่ 6 ตกลงยกกรรมสิทธิ์รถยนต์โตโยต้าฟอร์จูนเนอร์ หมายเลขทะเบียน สส 7004 กรุงเทพมหานคร ให้แก่โจทก์ โดยจำเลยที่ 6 จะไปจดทะเบียนโอนแก่โจทก์ภายในวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2555 ข้อ 3. บ้านและที่ดินโฉนดที่ดินเลขที่ 26628 เลขที่ดิน 136 ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี บ้านเลขที่ 199/10 หมู่ที่ 3 ตำบลบางขุนกอง อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี จำเลยที่ 6 และโจทก์ได้นำไปจำนองไว้แก่ธนาคารแอล เอช แบงค์ ซึ่งมีหนี้ค้างอยู่ 3,941,794.74 บาท โจทก์ตกลงเป็นผู้รับผิดชอบผ่อนชำระหนี้แก่ธนาคารเจ้าหนี้ผู้เดียวนับแต่วันทำสัญญายอมฉบับนี้ หากโจทก์ไม่ผ่อนชำระหนี้ค่าบ้านจนเป็นเหตุให้จำเลยที่ 6 ต้องถูกฟ้องร้องหรือดำเนินคดีจากธนาคารอันเนื่องมาจากหนี้ค่าบ้านดังกล่าว โจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 6 ใช้สิทธิไล่เบี้ยเอาจากโจทก์ได้ตามจำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 6 ต้องรับผิดชอบเมื่อผ่อนชำระหนี้ครบถ้วนตามกำหนดชำระหนี้ของธนาคารเจ้าหนี้ภายในกำหนดเวลา 27 ปีแล้ว จำเลยจะจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ในส่วนของตนแก่โจทก์ หากจำเลยที่ 6 ไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 6 ข้อ 4. โจทก์และจำเลยที่ 6 ตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากัน โดยจะไปจดทะเบียนหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรีในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ข้อ 5. โจทก์ยินยอมส่งมอบโฉนดที่ดินซึ่งจำเลยที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ และปัจจุบันอยู่ในความครอบครองของโจทก์จำนวน 5 โฉนด ได้แก่ 5.1 โฉนดเลขที่ 26326 เลขที่ 416 หน้าสำรวจ 801 ตำบลคลองข่อย อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 5.2 โฉนดเลขที่ 21262 เลขที่ดิน 1395 หน้าสำรวจ 123 ตำบลคลองข่อย อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 5.3 โฉนดเลขที่ 28802 เลขที่ 139 หน้าสำรวจ 2661 ตำบลบางพลับ อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี 5.4 หนังสือรับรองการทำประโยชน์ เลขที่ 1078 เลขที่ดิน 248 หน้าสำรวจ ตำบลดอยหล่อ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ 5.5 โฉนดเลขที่ 104586 เลขที่ดิน 100 หน้าสำรวจ 17216 ตำบลบางแก้ว (สำโรงฝั่งเหนือ) อำเภอบางพลี (พระโขนง) จังหวัดสมุทรปราการ ให้แก่โจทก์ (ที่ถูกจำเลยที่ 6) และหากมีโฉนดที่ดินแปลงอื่น ๆ ที่มีชื่อจำเลยที่ 6 เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์อยู่ในความครอบครองของโจทก์อีก โจทก์ตกลงคืนให้จำเลยที่ 6 ทั้งหมด ข้อ 6. โจทก์ไม่ติดใจเรียกร้องและดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาเกี่ยวกับทรัพย์สินตามฟ้องในคดีนี้และทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งหกอีกต่อไป ข้อ 7. ค่าฤชาธรรมเนียมที่ศาลไม่สั่งคืนให้เป็นพับ ข้อ 8. โจทก์ จำเลยทั้งหกตกลงยินยอมตามข้อ 1. ถึงข้อ 7. หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ปฏิบัติตามสัญญาให้อีกฝ่ายบังคับคดีได้ทันที ในวันที่ศาลพิพากษาตามยอมจำเลยได้มอบแคชเชียร์เช็ค 7 ฉบับ เป็นเงิน 10,300,000 บาท กับเงินสด 100,000 บาท ให้แก่โจทก์ ตามสำเนาแคชเชียร์เช็ค และหนังสือการรับเงินสด ปรากฏว่าโจทก์ไม่ไปจดทะเบียนหย่ากับจำเลยและโจทก์ผิดสัญญาไม่ยอมชำระหนี้ตามข้อ 3. จึงถูกธนาคารมีหนังสือทวงถามให้โจทก์และจำเลยชำระหนี้และบังคับจำนองตามหนังสือทวงถามลงวันที่ 19 กันยายน 2555 วันที่ 9 เมษายน 2556 จำเลยนำสำเนาคำพิพากษาตามยอมไปดำเนินการจดทะเบียนหย่าที่สำนักงานเขตลาดพร้าว ตามสำเนาใบสำคัญการหย่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2556 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า คดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 147/2554 หมายเลขแดงที่ 14/2555 ของศาลชั้นต้น คู่ความไม่อุทธรณ์ จึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากนี้โจทก์อุทธรณ์ขอให้แบ่งที่ดินตามฟ้องเฉพาะที่ดินตามสำเนาโฉนดที่ดิน รวม 16 แปลง ส่วนทรัพย์สินอื่นโจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์ ดังนั้นในส่วนทรัพย์สินอื่นจึงยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรก การหย่าระหว่างโจทก์และจำเลยมีผลสมบูรณ์หรือไม่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1531 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "การสมรสที่จดทะเบียนตามกฎหมายนั้น การหย่าโดยความยินยอมของคู่สมรสทั้งสองฝ่ายมีผลนับแต่เวลาจดทะเบียนการหย่าเป็นต้นไป" และวรรคสองบัญญัติว่า "การหย่าโดยคำพิพากษามีผลแต่เวลาที่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตไม่ได้ เว้นแต่จะได้จดทะเบียนการหย่านั้นแล้ว" ตามสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความและสำเนาคำพิพากษาตามยอมคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14/2555 ปรากฏข้อตกลงในสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4. ว่า "โจทก์และจำเลยตกลงหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากันโดยจะไปจดทะเบียนหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรีในวันทำสัญญาประนีประนอมยอมความฉบับนี้ หากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา ข้อเท็จจริงได้ความว่าศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมวันที่ 26 มกราคม 2555 โจทก์และจำเลยไม่อุทธรณ์คำพิพากษาตามยอม คดีย่อมถึงที่สุดในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 ดังนั้น การหย่าระหว่างโจทก์และจำเลยจึงมีผลสมบูรณ์นับแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2555 ตามมาตรา 1531 วรรคสอง โดยไม่จำต้องไปจดทะเบียนการหย่า เพียงแต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตไม่ได้เท่านั้น อนึ่ง แม้ตามข้อตกลงจะระบุว่าให้ไปจดทะเบียนหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรี แต่ก็ได้ความว่า ในวันที่ศาลพิพากษาตามยอมโจทก์และจำเลยไม่ได้ไปจดทะเบียนการหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรีเช่นนี้ โจทก์และจำเลยคนใดคนหนึ่งย่อมนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนการหย่าได้ ซึ่งการนำคำพิพากษาไปจดทะเบียนการหย่านี้หาจำต้องไปจดทะเบียนการหย่ากันที่ที่ว่าการอำเภอเมืองนนทบุรีแต่เพียงแห่งเดียวไม่ เพราะตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการจดทะเบียนครอบครัว พ.ศ.2541 ข้อ 6 ระบุว่าในการขอจดทะเบียนและบันทึกการหย่าจะร้องขอต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอแห่งใดแห่งหนึ่งก็ได้ และการจดทะเบียนการหย่าโดยคำพิพากษาต้องนำสำเนาคำพิพากษาอันถึงที่สุดให้สามีภริยาหย่ากันและมีคำรับรองถูกต้องมาแสดงนั้นสามารถดำเนินการฝ่ายเดียวได้ ดังจะเห็นได้ในข้อ 22 (4) ที่ระบุว่าสำหรับในกรณีที่ผู้ร้องมายื่นคำร้องเพียงฝ่ายเดียวให้เก็บรักษาใบสำคัญการหย่าฉบับที่เหลือไว้และแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งมารับไป การที่จำเลยนำสำเนาสัญญาประนีประนอมยอมความกับสำเนาคำพิพากษาตามยอมซึ่งมีคำรับรองถูกต้องไปจดทะเบียนการหย่าที่สำนักงานเขตลาดพร้าวเมื่อวันที่ 9 เมษายน 2556 จึงถูกต้องเช่นกัน การหย่าระหว่างโจทก์และจำเลยมีผลสมบูรณ์ ฎีกาของโจทก์ประการแรกฟังไม่ขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14/2555 เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่โจทก์สามารถบอกล้างได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 หรือไม่ ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลล่าง คู่ความก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง เห็นว่า สัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมแล้วมีข้อตกลงในการหย่าระหว่างโจทก์และจำเลย (ซึ่งเป็นจำเลยที่ 6 ในคดี) การแบ่งทรัพย์สินและความรับผิดเกี่ยวกับหนี้สินอันเป็นหนี้ร่วมระหว่างโจทก์และจำเลย จึงเป็นกรณีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1532 เพื่อระงับข้อพิพาทระหว่างโจทก์และจำเลยตามมาตรา 850 ซึ่งมิได้มุ่งหมายให้เป็นสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสมรสโดยแท้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 ที่โจทก์จะมีสิทธิบอกล้างได้เพราะหากให้โจทก์ใช้สิทธิบอกล้างได้ในกรณีนี้ก็เท่ากับยอมให้โจทก์เปลี่ยนแปลงผลของสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของคำพิพากษาตามยอมของศาล ย่อมเป็นการไม่ชอบและขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 โจทก์จึงไม่มีสิทธิบอกล้างสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งศาลพิพากษาตามยอมในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 14/2555 ฎีกาของโจทก์ประการที่สองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ
|



.jpg)

