
| โจทก์ขอบอกล้างการให้จำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมกันระหว่างสมรส-บิดาโอนเงินให้บุตรซื้อที่ดินระหว่างสมรส เงินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส และเพิกถอนกรรมสิทธิ์รวมของคู่สมรสได้หรือไม่ตามกฎหมาย
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสถานะของเงินที่บิดาโอนให้บุตรเพื่อนำไปซื้อที่ดินและอาคารในระหว่างที่บุตรอยู่กินเป็นสามีภริยากับคู่สมรส โดยประเด็นสำคัญของคดีมิได้อยู่เพียงว่าเงินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงผลทางกฎหมายของการนำเงินดังกล่าวไปซื้อทรัพย์สินและจดทะเบียนให้สามีภริยาถือกรรมสิทธิ์รวมร่วมกันด้วย คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสที่ศาลต้องพิจารณาถึงที่มาของเงินที่ใช้ซื้อทรัพย์ เจตนาของผู้ให้ทรัพย์ และผลของการแสดงเจตนาให้คู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินดังกล่าว ข้อเท็จจริงปรากฏว่าบิดาของโจทก์โอนเงินจำนวน 13,500,000 บาท เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อนำไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาท ต่อมาทรัพย์สินดังกล่าวถูกจดทะเบียนโดยมีชื่อโจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม เมื่อภายหลังเกิดข้อพิพาทระหว่างคู่สมรส โจทก์จึงฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมและให้จำเลยโอนทรัพย์สินคืนแก่ตนแต่เพียงผู้เดียว ประเด็นที่ต้องวินิจฉัยจึงอยู่ที่ว่าเงินจำนวนดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่บิดามอบให้แก่โจทก์โดยเสน่หาหรือเป็นทรัพย์ที่มอบให้แก่ทั้งโจทก์และจำเลยร่วมกัน และเมื่อที่ดินกับอาคารถูกซื้อด้วยเงินดังกล่าวแล้ว ทรัพย์นั้นจะมีสถานะเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสตามกฎหมาย คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจหลักกฎหมายว่าด้วยสินส่วนตัวของคู่สมรส ทรัพย์สินที่ได้มาโดยเสน่หา ผลของการนำสินส่วนตัวไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนสิทธิในการบอกล้างสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินที่คู่สมรสได้ทำขึ้นระหว่างการสมรส อันเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นได้บ่อยในคดีครอบครัวและคดีทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา โดยศาลได้วางหลักวินิจฉัยเกี่ยวกับน้ำหนักพยานหลักฐาน การรับฟังข้อเท็จจริง และเงื่อนไขการใช้สิทธิบอกล้างตามกฎหมายไว้อย่างชัดเจน อันเป็นแนวทางสำคัญสำหรับการพิจารณาข้อพิพาทในลักษณะเดียวกันต่อไปในอนาคต สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันโดยชอบด้วยกฎหมาย จดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ขณะสมรสโจทก์มีอายุ 29 ปี ส่วนจำเลยมีอายุ 41 ปี ทั้งสองประกอบวิชาชีพแพทย์และปฏิบัติงานอยู่ที่โรงพยาบาลสกลนคร โดยโจทก์เป็นวิสัญญีแพทย์ ส่วนจำเลยเป็นแพทย์ประจำสูตินรีเวชและวางแผนครอบครัว ก่อนสมรสจำเลยได้เปิดคลินิกโดยเช่าอาคารของบุคคลอื่นประกอบกิจการมาแล้วประมาณ 10 ปี ภายหลังสมรสโจทก์ได้ร่วมดำเนินกิจการคลินิกดังกล่าวกับจำเลย ต่อมาโจทก์มีความประสงค์จะมีอาคารเป็นของตนเองเพื่อใช้ประกอบกิจการ จึงได้ดำเนินการค้นหาที่ดินและอาคารที่เหมาะสม จนพบที่ดินพร้อมอาคารพิพาทซึ่งในขณะนั้นใช้เป็นร้านขายและซ่อมรถจักรยานยนต์ โจทก์ได้ติดต่อขอซื้อจากตัวแทนของเจ้าของทรัพย์ โดยได้รับแจ้งราคาขายเป็นเงินจำนวน 13,500,000 บาท เมื่อประสงค์จะซื้อที่ดินและอาคารดังกล่าว โจทก์จึงติดต่อให้นายเฉลิมชัยซึ่งเป็นบิดาโอนเงินจำนวน 13,500,000 บาท เพื่อใช้เป็นค่าซื้อทรัพย์สินพิพาท โดยวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 นายเฉลิมชัยได้ถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนและโอนเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่เปิดไว้กับธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หลังจากนั้นในวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์และจำเลยได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปจดทะเบียนซื้อที่ดินและอาคารพิพาทจากเจ้าของเดิม และได้จดทะเบียนให้โจทก์และจำเลยมีชื่อเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและอาคารดังกล่าว ก่อนการโอนกรรมสิทธิ์ เจ้าของเดิมได้ดำเนินการไถ่ถอนจำนองที่ดินและอาคารพิพาทจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยให้เรียบร้อยเสียก่อน แล้วจึงโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่โจทก์และจำเลย หลังจากซื้อทรัพย์สินดังกล่าวแล้ว ผู้ประกอบการเดิมยังคงเช่าอาคารเพื่อดำเนินกิจการต่อไปอีกประมาณ 2 ปี ต่อมาในปี 2550 จึงได้มีการปรับปรุงและตกแต่งอาคารพิพาทเพื่อใช้เป็นคลินิก ภายหลังการใช้ชีวิตสมรสร่วมกันเป็นระยะเวลานาน ความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรสเกิดปัญหาขึ้น กระทั่งวันที่ 30 ตุลาคม 2558 โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยต่อศาล โดยขอให้ศาลพิพากษาหย่า ขอแบ่งสินสมรส ขอเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดู และขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์แต่เพียงผู้เดียว พร้อมกันนั้นโจทก์ยังได้ยื่นคำร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพ ขอให้ศาลมีคำสั่งห้ามจำเลยเข้าใกล้ ห้ามทำร้าย ห้ามข่มขู่ และห้ามทำลายทรัพย์สินของโจทก์ รวมถึงขอให้มีมาตรการบรรเทาทุกข์แก่บุคคลในครอบครัวด้วย ซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพตามคำขอและออกหมายเพื่อให้ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว ต่อมาในขณะที่โจทก์และจำเลยยังคงมีสถานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมาย โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ โดยอ้างว่าเงินจำนวน 13,500,000 บาท ที่ใช้ซื้อที่ดินและอาคารพิพาทนั้นเป็นเงินที่บิดาของโจทก์มอบให้แก่โจทก์โดยเสน่หา จึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ และเมื่อทรัพย์สินพิพาทได้มาจากเงินดังกล่าว ที่ดินและอาคารพิพาทจึงต้องเป็นสินส่วนตัวของโจทก์เช่นเดียวกัน แม้ในวันซื้อจะได้จดทะเบียนให้จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมก็ตาม โจทก์จึงขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ให้จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม และขอให้จำเลยโอนกรรมสิทธิ์คืนแก่โจทก์ทั้งหมด ฝ่ายจำเลยต่อสู้คดีโดยอ้างว่าเงินจำนวน 13,500,000 บาท ที่นายเฉลิมชัยโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยนั้น มิได้เป็นการให้แก่โจทก์แต่เพียงผู้เดียว หากเป็นการมอบให้แก่โจทก์และจำเลยร่วมกันคนละครึ่ง จึงทำให้ที่ดินและอาคารพิพาทมีลักษณะเป็นทรัพย์สินร่วมของคู่สมรส มิใช่สินส่วนตัวของโจทก์ดังที่กล่าวอ้าง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าโจทก์มีสิทธิได้รับทรัพย์สินพิพาทคืนแต่เพียงผู้เดียว จึงพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6766 และเลขที่ 6767 คืนแก่โจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนทั้งหมด หากจำเลยไม่ดำเนินการตามคำพิพากษา ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา พร้อมทั้งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว ซึ่งพิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าที่ดินและอาคารพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยมีสิทธิร่วมกัน จึงให้แบ่งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์และจำเลยคนละครึ่ง หากไม่สามารถแบ่งกันได้ให้ประมูลระหว่างกันเอง และหากยังไม่สามารถตกลงกันได้ให้นำออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินที่ได้คนละครึ่ง โจทก์ไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 จึงฎีกาต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ฎีกา ปัญหาสำคัญที่เข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาจึงมีอยู่ 2 ประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นแรก เงินจำนวน 13,500,000 บาท ที่บิดาของโจทก์โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยนั้น เป็นสินส่วนตัวของโจทก์หรือเป็นทรัพย์ที่ให้แก่โจทก์และจำเลยร่วมกัน และประเด็นที่สอง เมื่อเงินดังกล่าวถูกนำไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาทแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวมีสถานะเป็นสินส่วนตัวของโจทก์หรือเป็นสินสมรส รวมทั้งโจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมระหว่างตนกับจำเลยได้หรือไม่ คำวินิจฉัยประเด็นที่ 1 เงินจำนวน 13,500,000 บาท เป็นสินส่วนตัวของโจทก์หรือเป็นทรัพย์ที่โจทก์และจำเลยได้รับร่วมกัน ปัญหาสำคัญประการแรกที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย คือ เงินจำนวน 13,500,000 บาท ที่นายเฉลิมชัย บิดาของโจทก์ โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยนั้น เป็นเงินที่มอบให้แก่โจทก์เพียงผู้เดียว หรือเป็นเงินที่มอบให้แก่โจทก์และจำเลยร่วมกันคนละครึ่งตามที่จำเลยกล่าวอ้าง เพราะข้อเท็จจริงในประเด็นนี้ส่งผลโดยตรงต่อสถานะของที่ดินและอาคารพิพาทที่ได้มาจากเงินดังกล่าว ศาลฎีกาพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า โจทก์และนายเฉลิมชัยเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า นายเฉลิมชัยประสงค์จะให้เงินแก่โจทก์เพื่อนำไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาท โดยเดิมตั้งใจจะโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์ แต่โจทก์เห็นว่าการโอนเข้าบัญชีของจำเลยจะสะดวกต่อการดำเนินการซื้อขายและชำระราคา จึงให้โอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยแทน การที่เงินถูกโอนเข้าบัญชีของจำเลยจึงเป็นเพียงวิธีการในการดำเนินธุรกรรม มิใช่ข้อพิสูจน์ว่าจำเลยเป็นผู้รับเงินดังกล่าวในฐานะเจ้าของร่วม ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงว่า เงินจำนวน 13,500,000 บาท เป็นเงินจำนวนมาก ไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อยที่บุคคลทั่วไปจะมอบให้แก่บุคคลอื่นโดยเสน่หาโดยไม่มีเหตุผลรองรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยมีความสนิทสนมใกล้ชิดกับนายเฉลิมชัยในระดับที่จะทำให้นายเฉลิมชัยยินยอมมอบเงินจำนวนมหาศาลดังกล่าวให้แก่จำเลยถึงกึ่งหนึ่ง นายเฉลิมชัยในฐานะเจ้าของเงินได้เบิกความยืนยันอย่างชัดเจนว่า มิได้มอบเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลย และมิได้มีความสนิทสนมกับจำเลยในลักษณะที่จะมอบทรัพย์สินจำนวนมากให้โดยเสน่หา อีกทั้งจำเลยไม่เคยติดต่อขอรับเงินจากนายเฉลิมชัยมาก่อน คำเบิกความดังกล่าวจึงมีน้ำหนักสำคัญ เนื่องจากเป็นคำยืนยันจากบุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเงินโดยตรง นอกจากนี้ ศาลฎีกายังเห็นว่าคำเบิกความของจำเลยกลับเป็นข้อสนับสนุนคำกล่าวอ้างของโจทก์ด้วย เพราะจำเลยยอมรับว่าตนเคยพูดคุยกับโจทก์ว่า อาคารที่ซื้อใหม่จะต้องเป็นของทั้งสองฝ่ายร่วมกัน และหากมิใช่กรรมสิทธิ์รวม จำเลยจะไม่ยอมลงทุนปรับปรุงอาคารและไม่ย้ายมาประกอบกิจการร่วมกับโจทก์ ข้อเท็จจริงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า เดิมทีจำเลยทราบอยู่แล้วว่าเงินที่ใช้ซื้อทรัพย์สินไม่ได้เป็นของจำเลย แต่จำเลยต้องการให้มีการถือกรรมสิทธิ์ร่วมกันเสียก่อนจึงจะยอมร่วมลงทุนและใช้ประโยชน์จากทรัพย์สินนั้น ศาลฎีกายังวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า จำเลยมีเพียงคำเบิกความของตนเองที่กล่าวอ้างว่า นายเฉลิมชัยให้เงินแก่โจทก์และจำเลยคนละครึ่ง แต่ไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนคำกล่าวอ้างดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นพยานบุคคล พยานเอกสาร หรือพฤติการณ์แวดล้อมที่แสดงถึงเจตนาของนายเฉลิมชัยที่จะมอบเงินให้แก่จำเลยร่วมด้วย ดังนั้นน้ำหนักแห่งพยานหลักฐานของฝ่ายจำเลยจึงด้อยกว่าพยานหลักฐานของฝ่ายโจทก์อย่างชัดเจน ในชั้นฎีกา จำเลยพยายามอ้างข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า ตนมีความคุ้นเคยสนิทสนมกับนายเฉลิมชัย และได้โทรศัพท์ขอบคุณนายเฉลิมชัยภายหลังได้รับเงิน แต่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยมิได้นำสืบไว้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น จึงเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่อาจยกขึ้นกล่าวอ้างเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกาได้ นอกจากนี้ จำเลยยังแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกาโดยยกประเด็นที่ไม่เคยยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่างทั้งสองมาก่อน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน เพราะเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ อันเป็นหลักสำคัญของกระบวนพิจารณาในชั้นฎีกา เมื่อพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้ว ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือมากกว่าพยานหลักฐานของจำเลยอย่างชัดเจน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ว่า เงินจำนวน 13,500,000 บาท ที่นายเฉลิมชัยโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยนั้น เป็นเงินที่นายเฉลิมชัยมอบให้แก่โจทก์โดยเสน่หา มิใช่เงินที่มอบให้แก่โจทก์และจำเลยร่วมกัน วิเคราะห์หลักกฎหมายที่ศาลฎีกาใช้วินิจฉัยในประเด็นนี้ หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้วินิจฉัย คือ หลักเรื่องทรัพย์สินที่คู่สมรสได้รับโดยเสน่หา ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ทรัพย์สินที่บุคคลได้รับจากการให้โดยเสน่หาเป็นสินส่วนตัวของผู้รับ ไม่ว่าจะได้รับก่อนหรือระหว่างสมรสก็ตาม หากไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ให้มีเจตนามอบให้แก่คู่สมรสทั้งสองฝ่ายร่วมกัน ในคดีนี้ ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับเจตนาของผู้ให้เป็นหลัก กล่าวคือ ต้องพิจารณาว่านายเฉลิมชัยประสงค์จะมอบเงินให้แก่ผู้ใด หากเจตนามุ่งให้แก่โจทก์เพียงคนเดียว เงินดังกล่าวย่อมเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ แม้เงินจะถูกโอนเข้าบัญชีของจำเลย หรือแม้ต่อมาจะถูกนำไปซื้อทรัพย์สินในระหว่างสมรสก็ตาม ศาลฎีกายังแสดงให้เห็นหลักการสำคัญอีกประการหนึ่งว่า การโอนเงินเข้าบัญชีของบุคคลหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าบุคคลนั้นเป็นเจ้าของเงินเสมอไป การพิจารณาความเป็นเจ้าของต้องพิจารณาจากเจตนาของผู้โอน วัตถุประสงค์ของการโอน และพฤติการณ์แวดล้อมทั้งหมดประกอบกัน มิใช่ดูจากชื่อเจ้าของบัญชีเพียงอย่างเดียว ผลแห่งการวินิจฉัยในประเด็นนี้จึงเป็นรากฐานสำคัญของการวินิจฉัยปัญหาข้อต่อไป เพราะเมื่อศาลฎีการับฟังแล้วว่าเงินจำนวน 13,500,000 บาท เป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ย่อมส่งผลโดยตรงต่อการกำหนดสถานะทางกฎหมายของที่ดินและอาคารพิพาทที่ได้มาจากเงินดังกล่าว ว่าจะเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส และโจทก์จะมีสิทธิเพิกถอนการถือกรรมสิทธิ์รวมกับจำเลยได้หรือไม่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปในลำดับถัดไป คำวินิจฉัยประเด็นที่ 2 ที่ดินและอาคารพิพาทเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส และโจทก์มีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมหรือไม่ ภายหลังจากศาลฎีกาวินิจฉัยแล้วว่า เงินจำนวน 13,500,000 บาท ที่นายเฉลิมชัยมอบให้แก่โจทก์เป็นเงินที่ให้โดยเสน่หาและเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ปัญหาสำคัญประการต่อมาที่ต้องวินิจฉัยคือ เมื่อโจทก์นำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาทในระหว่างสมรส ทรัพย์สินดังกล่าวจะมีสถานะเป็นสินส่วนตัวของโจทก์หรือเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับจำเลย และในกรณีที่มีการจดทะเบียนให้โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมร่วมกัน โจทก์จะมีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียนดังกล่าวได้หรือไม่ ศาลฎีกาเริ่มวินิจฉัยจากหลักกฎหมายเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้มาแทนสินส่วนตัว โดยเมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้แล้วว่า เงินจำนวน 13,500,000 บาท เป็นสินส่วนตัวของโจทก์ การนำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาทย่อมทำให้ทรัพย์สินที่ได้มาใหม่คงสถานะเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ต่อไป เพราะที่ดินและอาคารดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ได้มาแทนสินส่วนตัวเดิม มิใช่ทรัพย์ที่เกิดจากการร่วมสร้างฐานะหรือร่วมกันหามาระหว่างการสมรส ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ที่ดินและอาคารพิพาทเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ แม้การซื้อขายจะเกิดขึ้นภายหลังการจดทะเบียนสมรส และแม้ในทางทะเบียนจะมีชื่อของจำเลยปรากฏเป็นเจ้าของร่วมด้วยก็ตาม เพราะการพิจารณาว่าทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรสต้องพิจารณาจากแหล่งที่มาของทรัพย์สินเป็นสำคัญ เมื่อทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากเงินสินส่วนตัวของโจทก์ จึงย่อมคงสถานะเป็นสินส่วนตัวตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ในวันจดทะเบียนซื้อขาย โจทก์ได้ตกลงให้ใส่ชื่อของจำเลยเป็นเจ้าของร่วมในโฉนดที่ดินและอาคารพิพาทด้วย ส่งผลให้ในทางทะเบียนปรากฏว่าโจทก์และจำเลยเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์รวมในทรัพย์สินดังกล่าว ปัญหาจึงเกิดขึ้นว่า การกระทำดังกล่าวมีผลผูกพันโจทก์ตลอดไปหรือไม่ หรือโจทก์สามารถเพิกถอนการแสดงเจตนาดังกล่าวได้ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินและอาคารพิพาท ทั้งที่ทรัพย์ดังกล่าวซื้อด้วยสินส่วนตัวของโจทก์ เป็นการทำสัญญาหรือการตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ซึ่งกฎหมายบัญญัติให้คู่สมรสฝ่ายที่เสียเปรียบสามารถใช้สิทธิบอกล้างได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งเสียเปรียบจากความสัมพันธ์ทางครอบครัวหรือความไว้วางใจที่มีต่อกันในขณะสมรส เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ได้ยื่นฟ้องคดีนี้ในขณะที่โจทก์และจำเลยยังคงมีสถานะเป็นสามีภริยาตามกฎหมายอยู่ การใช้สิทธิฟ้องร้องดังกล่าวจึงถือเป็นการแสดงเจตนาบอกล้างการตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ได้กระทำไว้ระหว่างสมรสภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติ ศาลฎีกาจึงเห็นว่าโจทก์ใช้สิทธิบอกล้างโดยชอบด้วยกฎหมาย ผลของการบอกล้างดังกล่าวทำให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่กำหนดให้โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและอาคารพิพาทได้ เพราะการที่จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมเกิดจากการแสดงเจตนาของโจทก์ในระหว่างสมรส และเมื่อโจทก์ใช้สิทธิบอกล้างตามกฎหมายแล้ว ผลแห่งการถือกรรมสิทธิ์ร่วมย่อมสิ้นสุดลง ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 4 ที่วินิจฉัยว่าที่ดินและอาคารพิพาทเป็นสินสมรสและให้แบ่งทรัพย์สินดังกล่าวกันคนละครึ่ง เนื่องจากแนววินิจฉัยดังกล่าวตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าเงินจำนวน 13,500,000 บาท เป็นทรัพย์สินร่วมของคู่สมรส ซึ่งขัดต่อข้อเท็จจริงที่ศาลฎีการับฟังได้ว่าเงินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ เมื่อรากฐานของการได้มาซึ่งทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ที่ดินและอาคารพิพาทจึงไม่อาจกลายเป็นสินสมรสได้เพียงเพราะมีการใส่ชื่อจำเลยเป็นเจ้าของร่วมในทางทะเบียน และเมื่อกฎหมายเปิดโอกาสให้บอกล้างการตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาได้ โจทก์จึงมีสิทธิเรียกร้องให้เพิกถอนกรรมสิทธิ์รวมและให้จำเลยโอนทรัพย์สินคืนแก่ตนได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับสินส่วนตัวที่แปรสภาพเป็นทรัพย์สินรูปแบบใหม่ หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้ในประเด็นนี้ คือ หลักการสืบต่อสถานะของสินส่วนตัว กล่าวคือ เมื่อทรัพย์สินเดิมเป็นสินส่วนตัว ทรัพย์สินที่ได้มาแทนทรัพย์สินเดิมย่อมเป็นสินส่วนตัวต่อไป เว้นแต่จะมีข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงสถานะของทรัพย์นั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย หลักการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว เพราะในทางปฏิบัติคู่สมรสมักนำเงินหรือทรัพย์สินส่วนตัวไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ หุ้น เงินลงทุน หรือทรัพย์สินรูปแบบอื่น หากไม่ยึดหลักการสืบต่อสถานะของสินส่วนตัวแล้ว ทรัพย์สินจำนวนมากอาจเปลี่ยนสถานะเป็นสินสมรสโดยอัตโนมัติทั้งที่ใช้เงินส่วนตัวซื้อมา ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย คดีนี้จึงแสดงให้เห็นว่า การพิจารณาสถานะของทรัพย์สินไม่ได้พิจารณาเฉพาะวันที่ได้ทรัพย์มาเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาย้อนกลับไปถึงแหล่งกำเนิดของทรัพย์สินด้วย หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินนั้นได้มาจากสินส่วนตัวเดิม ก็ย่อมรักษาสถานะเป็นสินส่วนตัวต่อไปได้ วิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับการบอกล้างสัญญาระหว่างสามีภริยา อีกประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญ คือ หลักการบอกล้างสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา กฎหมายกำหนดหลักพิเศษไว้สำหรับคู่สมรส เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยามีลักษณะพิเศษแตกต่างจากบุคคลทั่วไป คู่สมรสอาจตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินโดยอาศัยความรัก ความไว้วางใจ หรือความเกรงใจมากกว่าการคำนึงถึงผลประโยชน์ทางทรัพย์สินตามปกติ ด้วยเหตุนี้ กฎหมายจึงเปิดโอกาสให้คู่สมรสสามารถบอกล้างสัญญาหรือข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำไว้ระหว่างสมรสได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด เพื่อป้องกันมิให้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งต้องเสียสิทธิในทรัพย์สินของตนโดยไม่เป็นธรรม ในคดีนี้ แม้โจทก์จะเคยยินยอมให้จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมในทรัพย์สินพิพาท แต่เมื่อภายหลังโจทก์ใช้สิทธิบอกล้างภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด กฎหมายย่อมคุ้มครองสิทธิดังกล่าว และเปิดทางให้โจทก์เรียกคืนทรัพย์สินที่แท้จริงเป็นของตนได้ ดังนั้น แก่นสำคัญของคำวินิจฉัยในประเด็นนี้จึงอยู่ที่หลักว่า เมื่อทรัพย์สินได้มาจากสินส่วนตัว ทรัพย์สินนั้นย่อมเป็นสินส่วนตัวต่อไป และหากมีการให้คู่สมรสอีกฝ่ายมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมระหว่างสมรส ผู้เป็นเจ้าของสินส่วนตัวยังอาจใช้สิทธิบอกล้างการตกลงดังกล่าวได้ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้สามารถเพิกถอนการถือกรรมสิทธิ์รวมและเรียกคืนสิทธิในทรัพย์สินได้ตามกฎหมาย วิเคราะห์หลักกฎหมายและเหตุผลเชิงลึกที่ศาลฎีกาใช้วินิจฉัยคดี คดีนี้เป็นตัวอย่างสำคัญของข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาที่ศาลฎีกามิได้พิจารณาเพียงรูปแบบภายนอกของการถือกรรมสิทธิ์หรือชื่อที่ปรากฏในเอกสารทางทะเบียนเท่านั้น แต่ได้พิจารณาลงลึกไปถึงแหล่งที่มาของทรัพย์สิน เจตนาของผู้ให้ทรัพย์ และความสัมพันธ์ทางกฎหมายที่แท้จริงระหว่างคู่ความ โดยศาลให้ความสำคัญกับหลักความเป็นจริงเหนือรูปแบบทางทะเบียน กล่าวคือ แม้ที่ดินและอาคารพิพาทจะจดทะเบียนในชื่อโจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของร่วมกัน แต่หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากสินส่วนตัวของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยแท้จริง ศาลย่อมมีอำนาจวินิจฉัยให้ทรัพย์สินนั้นเป็นสินส่วนตัวของบุคคลนั้นได้ แนวคิดดังกล่าวสะท้อนหลักพื้นฐานของกฎหมายครอบครัวที่มุ่งคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของคู่สมรสแต่ละฝ่ายอย่างเป็นธรรม แม้การสมรสจะก่อให้เกิดระบบสินสมรสขึ้น แต่กฎหมายก็ยังคงรับรองการมีอยู่ของสินส่วนตัวซึ่งเป็นทรัพย์สินเฉพาะตัวของคู่สมรสแต่ละฝ่าย โดยไม่ประสงค์ให้ทรัพย์ทุกชนิดที่ได้มาในระหว่างสมรสกลายเป็นสินสมรสทั้งหมดโดยอัตโนมัติ เพราะหากตีความเช่นนั้น ย่อมเป็นการลบล้างหลักการเรื่องสินส่วนตัวที่กฎหมายบัญญัติรับรองไว้โดยตรง ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกาให้ความสำคัญเป็นลำดับแรก คือ การพิสูจน์เจตนาของผู้ให้ทรัพย์ ศาลมิได้พิจารณาเพียงว่าผู้โอนเงินเป็นบิดาของโจทก์เท่านั้น แต่ยังพิจารณาถึงพฤติการณ์ทั้งหมดประกอบกัน ทั้งจำนวนเงินที่มีมูลค่าสูงมาก ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับจำเลย และคำเบิกความของผู้ให้ซึ่งเป็นเจ้าของเงินโดยตรง เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ให้มีความสนิทสนมกับจำเลยในระดับที่จะมอบเงินจำนวนดังกล่าวให้โดยเสน่หา ศาลจึงเห็นว่าการกล่าวอ้างของจำเลยไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะหักล้างข้อเท็จจริงที่ปรากฏจากพยานหลักฐานของโจทก์ อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือ ศาลฎีกาได้ให้ความสำคัญกับหลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานอย่างเคร่งครัด โดยมิได้ยึดถือจำนวนพยานเป็นสำคัญ แต่พิจารณาจากความน่าเชื่อถือและความสอดคล้องของพยานแต่ละปาก คำเบิกความของนายเฉลิมชัยซึ่งเป็นเจ้าของเงินได้รับการรับฟัง เนื่องจากเป็นผู้มีความรู้โดยตรงเกี่ยวกับเจตนาในการโอนเงิน ขณะที่จำเลยมีเพียงคำกล่าวอ้างของตนเองโดยไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ศาลจึงเห็นว่าพยานของโจทก์มีน้ำหนักมากกว่า คดีนี้ยังสะท้อนหลักสำคัญของกฎหมายพยานหลักฐานอีกประการหนึ่ง คือ บุคคลที่กล่าวอ้างข้อเท็จจริงย่อมมีภาระในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนั้น เมื่อจำเลยอ้างว่าเงินจำนวน 13,500,000 บาท เป็นเงินที่ผู้ให้ประสงค์มอบให้แก่โจทก์และจำเลยร่วมกัน จำเลยจึงต้องมีหน้าที่นำพยานหลักฐานมาพิสูจน์ข้ออ้างดังกล่าว แต่เมื่อไม่สามารถนำพยานหลักฐานที่มีน้ำหนักเพียงพอมาแสดงต่อศาลได้ ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวย่อมไม่อาจรับฟังได้ วิเคราะห์เหตุผลที่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยข้ออ้างใหม่ในชั้นฎีกา นอกจากประเด็นเรื่องทรัพย์สินแล้ว คดีนี้ยังมีความสำคัญในทางกระบวนพิจารณาความแพ่งด้วย เนื่องจากจำเลยพยายามยกข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นอ้างในชั้นฎีกา โดยระบุว่าตนมีความคุ้นเคยสนิทสนมกับนายเฉลิมชัย และได้โทรศัพท์ขอบคุณภายหลังได้รับเงิน แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เคยถูกนำสืบไว้ในชั้นพิจารณาของศาลชั้นต้น ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย เพราะระบบการพิจารณาคดีของไทยกำหนดให้ศาลฎีกามีหน้าที่วินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเป็นสำคัญ มิใช่เปิดโอกาสให้คู่ความนำข้อเท็จจริงใหม่เข้ามาต่อสู้คดีในชั้นสุดท้ายได้โดยเสรี หากอนุญาตให้กระทำเช่นนั้น จะทำให้คู่ความอีกฝ่ายเสียโอกาสในการโต้แย้งหรือนำพยานหลักฐานมาหักล้างข้อกล่าวอ้างดังกล่าว ในทำนองเดียวกัน เมื่อจำเลยยื่นแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกาโดยยกประเด็นที่ไม่เคยยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน เพราะเป็นการฝ่าฝืนหลักการสำคัญของกระบวนพิจารณาที่กำหนดให้ข้อพิพาทต้องได้รับการนำเสนอและตรวจสอบมาแล้วในศาลล่างก่อนที่จะเข้าสู่การวินิจฉัยของศาลฎีกา แนววินิจฉัยดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีในทางปฏิบัติ เพราะแสดงให้เห็นว่าคู่ความต้องนำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่สำคัญเข้าสู่สำนวนตั้งแต่ชั้นพิจารณา ไม่อาจเก็บข้ออ้างบางประการไว้แล้วยกขึ้นเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกาได้ เจตนารมณ์ของกฎหมายที่ศาลนำมาปรับใช้ในคดีนี้ เมื่อพิจารณาเนื้อหาของคำพิพากษาโดยรวม จะเห็นได้ว่าศาลฎีกาใช้กฎหมายหลายบทประกอบกันเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ เจตนารมณ์สำคัญประการแรก คือ การคุ้มครองทรัพย์สินที่บุคคลได้รับโดยเสน่หาให้คงสถานะเป็นทรัพย์สินเฉพาะตัวของผู้รับ เพื่อป้องกันไม่ให้บุคคลอื่นได้รับประโยชน์จากทรัพย์สินดังกล่าวโดยปราศจากเจตนาของผู้ให้ เจตนารมณ์ประการที่สอง คือ การคุ้มครองคู่สมรสจากการเสียเปรียบในเรื่องทรัพย์สินระหว่างการสมรส เนื่องจากความสัมพันธ์ระหว่างสามีภริยาแตกต่างจากความสัมพันธ์ทางธุรกิจทั่วไป กฎหมายจึงเปิดโอกาสให้มีการบอกล้างนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ทำขึ้นระหว่างสมรสได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด เจตนารมณ์ประการที่สาม คือ การรักษาความมั่นคงและความเป็นระเบียบของกระบวนพิจารณาคดี โดยไม่เปิดโอกาสให้คู่ความนำข้อเท็จจริงใหม่หรือประเด็นใหม่เข้าสู่การพิจารณาในชั้นฎีกา เพราะจะส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมของกระบวนการพิจารณาและทำให้คดีไม่อาจถึงที่สุดได้โดยรวดเร็ว ความสำคัญของคำพิพากษานี้ต่อคดีครอบครัวและคดีทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส คำพิพากษานี้มีความสำคัญอย่างมากในทางปฏิบัติ เพราะเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของกรณีที่ทรัพย์สินถูกซื้อในระหว่างสมรสและจดทะเบียนเป็นกรรมสิทธิ์รวม แต่ศาลยังคงสามารถวินิจฉัยได้ว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของคู่สมรสฝ่ายหนึ่ง หากพิสูจน์ได้ว่าแหล่งที่มาของทรัพย์สินเกิดจากสินส่วนตัวของฝ่ายนั้น นอกจากนี้ คำพิพากษายังแสดงให้เห็นว่าการมีชื่ออยู่ในโฉนดหรือเอกสารสิทธิไม่ได้เป็นข้อยุติเด็ดขาดเสมอไป ศาลยังสามารถตรวจสอบถึงที่มาของเงิน เจตนาของคู่กรณี และลักษณะความสัมพันธ์ทางกฎหมายที่แท้จริงได้ หากข้อเท็จจริงปรากฏว่าความเป็นเจ้าของตามทะเบียนไม่สอดคล้องกับสิทธิที่แท้จริง ศาลย่อมมีอำนาจแก้ไขให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายได้ ด้วยเหตุนี้ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญสำหรับคดีที่เกี่ยวข้องกับการโอนเงินจากบิดามารดาให้บุตร การซื้ออสังหาริมทรัพย์ระหว่างสมรส การถือกรรมสิทธิ์รวมของคู่สมรส และการใช้สิทธิบอกล้างนิติกรรมเกี่ยวกับทรัพย์สินในระหว่างสามีภริยา โดยสะท้อนให้เห็นถึงหลักการสำคัญที่ศาลยึดถือในการแสวงหาความจริงและคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินตามเจตนาที่แท้จริงของคู่กรณี สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 6766 และเลขที่ 6767 เป็นทรัพย์สินที่โจทก์มีสิทธิได้รับคืน จึงพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินทั้งสองแปลงคืนแก่โจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนทั้งหมด หากจำเลยไม่ไปดำเนินการตามคำพิพากษา ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา พร้อมทั้งให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ และกำหนดค่าทนายความจำนวน 20,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัว พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยเห็นว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นทรัพย์สินที่โจทก์และจำเลยมีสิทธิร่วมกัน จึงให้แบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 6766 และเลขที่ 6767 พร้อมสิ่งปลูกสร้างแก่โจทก์และจำเลยคนละครึ่ง โดยให้คู่ความแบ่งกันเองก่อน หากแบ่งไม่ได้ให้ประมูลระหว่างกันเอง และหากไม่สามารถตกลงกันได้ก็ให้นำทรัพย์สินออกขายทอดตลาดแล้วแบ่งเงินสุทธิที่ได้รับคนละครึ่ง พร้อมทั้งให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินจำนวน 13,500,000 บาท ที่นายเฉลิมชัยโอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย เป็นเงินที่นายเฉลิมชัยให้แก่โจทก์โดยเสน่หา อันเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ เมื่อนำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาท ทรัพย์สินดังกล่าวจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์เช่นกัน การที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม เป็นการตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาซึ่งโจทก์มีสิทธิบอกล้างได้ตามกฎหมาย และเมื่อโจทก์ฟ้องคดีในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงถือว่าใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดเวลา ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้บังคับตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยโอนที่ดินคืนแก่โจทก์ พร้อมให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ และกำหนดค่าทนายความในชั้นอุทธรณ์และฎีการวม 30,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสามศาลให้เป็นพับ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นหลักกฎหมายสำคัญว่า การพิจารณาว่าทรัพย์สินเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส มิได้พิจารณาแต่เพียงชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ปรากฏในเอกสารทางทะเบียนเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาถึงที่มาของทรัพย์สินและเจตนาของผู้ให้ทรัพย์เป็นสำคัญ หากพิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินได้มาจากทรัพย์ที่ได้รับโดยเสน่หาแก่คู่สมรสฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะ ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมมีสถานะเป็นสินส่วนตัว แม้จะได้มาในระหว่างสมรสก็ตาม นอกจากนี้ คดียังตอกย้ำหลักกฎหมายว่าด้วยการสืบสถานะของสินส่วนตัว กล่าวคือ เมื่อทรัพย์สินเดิมเป็นสินส่วนตัว ทรัพย์สินที่ได้มาแทนทรัพย์สินนั้นย่อมเป็นสินส่วนตัวต่อไป ตราบใดที่ยังสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างทรัพย์เดิมกับทรัพย์ที่ได้มาใหม่ได้อย่างชัดเจน อีกประเด็นสำคัญคือ กฎหมายให้ความคุ้มครองคู่สมรสที่ทำสัญญาหรือข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างกัน โดยเปิดโอกาสให้สามารถบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวได้ภายในกำหนดเวลาที่กฎหมายบัญญัติ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเสียเปรียบอันอาจเกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ทางครอบครัวและความไว้วางใจระหว่างคู่สมรส ในด้านกระบวนพิจารณา คดีนี้ยังเป็นตัวอย่างสำคัญของหลักที่ว่า ข้อเท็จจริงซึ่งมิได้นำสืบไว้ในศาลชั้นต้น หรือประเด็นที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่าง ย่อมไม่อาจนำมาอ้างเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกาได้ อันเป็นหลักสำคัญในการรักษาความเป็นธรรมและความมั่นคงแน่นอนของกระบวนการยุติธรรม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า เงินจำนวน 13,500,000 บาท ที่บิดาของโจทก์โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย เป็นทรัพย์ที่บิดาให้แก่โจทก์โดยเสน่หาเพียงผู้เดียว หรือเป็นทรัพย์ที่ให้แก่โจทก์และจำเลยร่วมกัน และเมื่อเงินดังกล่าวถูกนำไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาทแล้ว ทรัพย์สินดังกล่าวจะมีสถานะเป็นสินส่วนตัวของโจทก์หรือเป็นสินสมรส รวมถึงโจทก์มีสิทธิบอกล้างการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมระหว่างสามีภริยาได้หรือไม่ สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความโดยสังเขป สินส่วนตัวที่ได้มาโดยเสน่หา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เงินจำนวน 13,500,000 บาท เป็นเงินที่บิดาของโจทก์มอบให้แก่โจทก์โดยเสน่หา มิใช่ให้แก่โจทก์และจำเลยร่วมกัน จึงมีสถานะเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ และเมื่อเงินดังกล่าวถูกนำไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาท ทรัพย์สินที่ได้มาจึงคงสถานะเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ต่อไป สิทธิบอกล้างสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา แม้โจทก์จะยินยอมให้จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและอาคารพิพาท แต่เมื่อทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ การให้จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมจึงเป็นการตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ซึ่งโจทก์มีสิทธิบอกล้างได้ตามกฎหมาย และเมื่อใช้สิทธิดังกล่าวภายในกำหนดเวลา โจทก์จึงมีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมและเรียกคืนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินดังกล่าวได้ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1 คำถาม เงินที่บิดาหรือมารดาโอนให้บุตรในระหว่างสมรสจะถือเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส คำตอบ การวินิจฉัยว่าทรัพย์สินที่บิดาหรือมารดาโอนให้บุตรในระหว่างสมรสเป็นสินส่วนตัวหรือสินสมรส จะต้องพิจารณาจากเจตนาของผู้ให้ทรัพย์เป็นสำคัญ มิใช่พิจารณาแต่เพียงว่าการโอนเกิดขึ้นในระหว่างสมรสหรือไม่ ในคดีนี้ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่าเงินจำนวน 13,500,000 บาท เป็นเงินที่บิดาของโจทก์มอบให้แก่โจทก์โดยเสน่หาเพื่อใช้ซื้อที่ดินและอาคารพิพาท โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าประสงค์จะมอบให้แก่จำเลยร่วมด้วย ศาลจึงวินิจฉัยว่าเงินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ แม้เงินจะถูกโอนเข้าบัญชีของจำเลยก็ไม่ทำให้สถานะของเงินเปลี่ยนแปลงไป เพราะการโอนเข้าบัญชีเป็นเพียงวิธีการดำเนินธุรกรรมเท่านั้น ดังนั้น ในกรณีที่บุคคลได้รับทรัพย์สินจากบิดามารดาโดยเสน่หาและสามารถพิสูจน์เจตนาของผู้ให้ได้ชัดเจน ทรัพย์สินดังกล่าวย่อมมีสถานะเป็นสินส่วนตัวของผู้รับตามกฎหมาย ไม่ใช่สินสมรสโดยอัตโนมัติเพียงเพราะได้รับมาในระหว่างสมรส 2 คำถาม หากเงินที่ใช้ซื้อที่ดินเป็นสินส่วนตัว ที่ดินที่ซื้อภายหลังจะเป็นสินส่วนตัวด้วยหรือไม่ คำตอบ หลักกฎหมายที่สำคัญในคดีนี้คือหลักการสืบสถานะของสินส่วนตัว กล่าวคือ เมื่อทรัพย์สินเดิมเป็นสินส่วนตัว ทรัพย์สินที่ได้มาแทนทรัพย์สินเดิมย่อมมีสถานะเป็นสินส่วนตัวต่อไป เว้นแต่จะมีข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่ามีการเปลี่ยนแปลงสถานะของทรัพย์สินนั้นโดยชอบด้วยกฎหมาย ในคดีนี้ศาลฎีการับฟังว่าเงินจำนวน 13,500,000 บาท เป็นสินส่วนตัวของโจทก์ที่ได้รับจากบิดาโดยเสน่หา เมื่อนำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาท ที่ดินและอาคารจึงเป็นทรัพย์ที่ได้มาแทนสินส่วนตัวเดิมและยังคงมีสถานะเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ต่อไป แม้การซื้อขายจะเกิดขึ้นภายหลังการจดทะเบียนสมรสก็ตาม แนววินิจฉัยนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดีครอบครัว เพราะช่วยให้สามารถแยกทรัพย์สินส่วนตัวออกจากทรัพย์สินร่วมของคู่สมรสได้อย่างถูกต้องและเป็นธรรมตามข้อเท็จจริง 3 คำถาม การมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมในโฉนดที่ดินหมายความว่าเป็นเจ้าของแท้จริงเสมอไปหรือไม่ คำตอบ การปรากฏชื่อเป็นเจ้าของร่วมในโฉนดที่ดินหรือเอกสารสิทธิถือเป็นพยานหลักฐานสำคัญเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ แต่ไม่ใช่ข้อยุติเด็ดขาดที่ไม่อาจโต้แย้งได้ ศาลยังมีอำนาจพิจารณาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของทรัพย์สิน แหล่งเงินที่ใช้ซื้อทรัพย์ และเจตนาของคู่กรณีประกอบกันได้ ในคดีนี้แม้โจทก์และจำเลยจะมีชื่อเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและอาคารพิพาท แต่ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากเงินสินส่วนตัวของโจทก์ที่บิดามอบให้โดยเสน่หา จึงรับฟังว่าทรัพย์สินดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ การมีชื่อของจำเลยในทางทะเบียนจึงไม่ใช่เหตุเพียงพอที่จะทำให้จำเลยมีสิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวในฐานะเจ้าของร่วมโดยสมบูรณ์ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าศาลสามารถพิจารณาสิทธิที่แท้จริงเหนือกว่ารูปแบบที่ปรากฏในเอกสารทางทะเบียนได้ 4 คำถาม คู่สมรสสามารถเพิกถอนการถือกรรมสิทธิ์รวมที่เคยตกลงกันไว้ได้หรือไม่ คำตอบ ในกรณีที่คู่สมรสได้ทำสัญญาหรือข้อตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างกัน กฎหมายเปิดโอกาสให้คู่สมรสสามารถใช้สิทธิบอกล้างนิติกรรมดังกล่าวได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้เพื่อป้องกันการเสียเปรียบอันอาจเกิดจากความไว้วางใจหรือความสัมพันธ์ในชีวิตสมรส สำหรับคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่โจทก์ยินยอมให้จำเลยมีชื่อเป็นเจ้าของร่วมในที่ดินและอาคารพิพาท ทั้งที่ทรัพย์ดังกล่าวเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ถือเป็นการตกลงเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา เมื่อโจทก์ยื่นฟ้องคดีในขณะที่ยังเป็นสามีภริยากันอยู่ จึงถือว่าเป็นการใช้สิทธิบอกล้างภายในกำหนดเวลาตามกฎหมาย ส่งผลให้โจทก์มีสิทธิเรียกร้องให้เพิกถอนการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์รวมและให้จำเลยโอนทรัพย์สินคืนได้ แนววินิจฉัยดังกล่าวสะท้อนหลักการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินของคู่สมรสตามเจตนาที่แท้จริงของกฎหมาย 5 คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยข้ออ้างใหม่ที่จำเลยยกขึ้นในชั้นฎีกา คำตอบ ระบบการพิจารณาคดีแพ่งกำหนดให้คู่ความต้องนำข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานสำคัญเข้าสู่สำนวนตั้งแต่ชั้นพิจารณาของศาลล่าง เพื่อเปิดโอกาสให้อีกฝ่ายหนึ่งสามารถโต้แย้งและนำพยานหลักฐานมาหักล้างได้อย่างเต็มที่ ในคดีนี้จำเลยอ้างในชั้นฎีกาว่าตนมีความคุ้นเคยสนิทสนมกับนายเฉลิมชัยและได้โทรศัพท์ขอบคุณภายหลังได้รับเงิน แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวไม่เคยถูกนำสืบในศาลชั้นต้นมาก่อน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย นอกจากนี้จำเลยยังยกประเด็นเพิ่มเติมที่ไม่เคยยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณาและป้องกันมิให้คู่ความเปลี่ยนแนวทางต่อสู้คดีหรือสร้างข้อพิพาทใหม่ขึ้นในชั้นฎีกา อันจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแน่นอนของกระบวนการยุติธรรม ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3857/2562 จำเลยแก้ฎีกาอ้างข้อเท็จจริงว่าคุ้นเคยสนิทสนมกับ ฉ. และได้โทรศัพท์ขอบคุณ ฉ. ล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้นำสืบในชั้นพิจารณา ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และที่จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกา ก็ไม่ใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ พ.ร.บ.ศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน เงินที่ ฉ. บิดาของโจทก์โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยมีจำนวนมากถึง 13,500,000 บาท ไม่ใช่จำนวนเล็กน้อยที่ ฉ. จะยกให้แก่จำเลยถึงกึ่งหนึ่งโดยเสน่หา ทั้งจำเลยไม่เคยโทรศัพท์ติดต่อขอเงินจาก ฉ. แม้ ฉ. จะเป็นบิดาของโจทก์แต่ก็หาเป็นข้อระแวงว่าจะเบิกความช่วยเหลือโจทก์ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไม่ ดังนั้นเงินจำนวนดังกล่าวที่ ฉ. โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเป็นเงินที่ ฉ. ให้โจทก์โดยเสน่หาอันเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ เมื่อนำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาท เช่นนี้ ที่ดินและอาคารพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ตกลงให้จำเลยจดทะเบียนซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทร่วมกัน และให้ใส่ชื่อโจทก์และจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวม จึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินในระหว่างเป็นสามีภริยา ซึ่งโจทก์มีสิทธิบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากัน หรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1469 การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในระหว่างที่โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันอยู่ ถือว่าเป็นการบอกล้างภายในกำหนดตามกฎหมายข้างต้น โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ให้โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม อนึ่ง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประการหนึ่งตามตาราง 7 ท้าย ป.วิ.พ. ศาลชั้นต้นมิได้กำหนด ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดให้ชัดแจ้ง โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6766 และเลขที่ 6767 คืนโจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมค่าใช้จ่ายในการโอนทั้งสิ้น หากจำเลยเพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยจดทะเบียนโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6766 และเลขที่ 6767 คืนให้แก่โจทก์ โดยให้จำเลยเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมการโอนทั้งหมด หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยแบ่งที่ดินโฉนดเลขที่ 6766 และเลขที่ 6767 พร้อมสิ่งปลูกสร้างบนที่ดินดังกล่าวให้แก่โจทก์ครึ่งหนึ่ง โดยให้โจทก์และจำเลยแบ่งทรัพย์สินดังกล่าวกันเองก่อน เมื่อไม่สามารถแบ่งได้ให้ประมูลราคาระหว่างกันเอง ถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ให้นำทรัพย์สินดังกล่าวออกขายทอดตลาด ได้เงินสุทธิเท่าใดให้แบ่งกันคนละครึ่ง ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ โจทก์ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นยุติในชั้นนี้โดยคู่ความไม่ได้โต้แย้งคัดค้านว่า โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันชอบด้วยกฎหมาย โดยจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 ขณะจดทะเบียนสมรสโจทก์และจำเลยอายุ 29 ปี และ 41 ปี ตามลำดับ และทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลสกลนคร โดยโจทก์เป็นวิสัญญีแพทย์มารับราชการที่โรงพยาบาลสกลนครตั้งแต่ปี 2542 จำเลยเป็นแพทย์ประจำสูตินรีเวชและวางแผนที่โรงพยาบาลสกลนครตั้งแต่ปี 2537 จำเลยเปิดคลินิกก่อนสมรสประมาณ 10 ปี โดยเช่าอาคารของบุคคลอื่น เมื่อสมรสแล้วโจทก์ร่วมกับจำเลยทำคลินิกดังกล่าว ต่อมาโจทก์ประสงค์จะมีอาคารเป็นของตนเองจึงดำเนินการหาที่ดินและอาคารจนพบที่ดินและอาคารพิพาทคดีนี้ซึ่งเป็นร้านขายและซ่อมรถจักรยานยนต์ของชาญมอเตอร์ โจทก์ได้ติดต่อขอซื้อจากนางกรรณิกา ซึ่งเป็นตัวแทนและน้องสาวของนางสาวกมล เจ้าของที่ดินและอาคาร นางกรรณิกาบอกขายในราคา 13,500,000 บาท โจทก์ติดต่อนายเฉลิมชัย ซึ่งเป็นบิดาให้โอนเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งเป็นของนายเฉลิมชัยเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลย วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2548 นายเฉลิมชัยถอนเงินจากบัญชีเงินฝากของตนที่เปิดไว้กับธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) จำนวน 13,500,000 บาท โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่เปิดไว้ที่ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 412142xxxx วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2548 โจทก์และจำเลยได้ใช้เงินดังกล่าวจดทะเบียนซื้อที่ดินและอาคารพิพาทซึ่งเป็นโฉนดที่ดินเลขที่ 6766 และเลขที่ 6767 จากนางสาวกมลโดยใส่ชื่อโจทก์และจำเลยเป็นผู้ซื้อและจดทะเบียนเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินและอาคารพิพาทซึ่งในวันเดียวกันนั้นนางสาวกมลได้ไถ่ถอนจำนองที่ดินและอาคารพิพาทจากบรรษัทบริหารสินทรัพย์ไทยก่อนโอนให้โจทก์และจำเลย หลังจากจดทะเบียนซื้อขายแล้วร้านชาญมอเตอร์เช่าประกอบกิจการต่อประมาณ 2 ปี จนกระทั่งปี 2550 จึงได้ดำเนินการปรับปรุงตกแต่งอาคารพิพาทเป็นคลินิก วันที่ 30 ตุลาคม 2558 โจทก์ฟ้องจำเลยขอหย่า แบ่งสินสมรส เรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูและขอให้โจทก์เป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรผู้เยาว์ทั้งสองแต่เพียงผู้เดียวและในวันเดียวกับที่โจทก์ยื่นฟ้อง โจทก์ยื่นคำร้องขอคุ้มครองสวัสดิภาพห้ามจำเลยเข้าใกล้โจทก์ ห้ามทำร้าย ข่มขู่หรือทำลายทรัพย์สินโจทก์ ให้ศาลสั่งเจ้าพนักงานติดตามดูแลจำเลยปฏิบัติตามคำสั่งศาล ออกคำสั่งมาตรการหรือวิธีการเพื่อบรรเทาทุกข์ให้แก่โจทก์และบุคคลในครอบครัว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพของโจทก์และออกหมายให้ปฏิบัติตามคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพ โจทก์ยื่นฟ้องคดีนี้ขณะที่โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันอยู่ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกว่า เงิน 13,500,000 บาท ที่นายเฉลิมชัย บิดาของโจทก์โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเป็นสินส่วนตัวของโจทก์หรือเป็นสินส่วนตัวของโจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่ง เห็นว่า โจทก์และนายเฉลิมชัยเบิกความสอดคล้องต้องกันว่า นายเฉลิมชัยให้เงินแก่โจทก์เป็นสินส่วนตัวเพื่อให้ไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาทโดยนายเฉลิมชัยจะโอนเงินเข้าบัญชีของโจทก์แต่โจทก์บอกให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเพื่อความสะดวกในการที่จะให้จำเลยในการติดต่อและชำระเงินค่าที่ดินและอาคารพิพาท แม้นายเฉลิมชัยจะเป็นบิดาของโจทก์แต่ก็หาเป็นข้อระแวงว่าจะเบิกความช่วยเหลือโจทก์ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 วินิจฉัยไม่ เพราะเงินที่โอนเข้าบัญชีของจำเลยมีจำนวนถึง 13,500,000 บาท ไม่ใช่จำนวนเล็กน้อยที่นายเฉลิมชัยจะยกให้แก่จำเลยถึงกึ่งหนึ่งโดยเสน่หาซึ่งนายเฉลิมชัยก็เบิกความยืนยันว่ามิได้มีความสนิทสนมกับจำเลยและจำเลยไม่เคยโทรศัพท์ติดต่อขอเงินจากนายเฉลิมชัย คำเบิกความของนายเฉลิมชัยที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในเงินที่โอนมีน้ำหนักให้รับฟัง จำเลยกลับเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่าจำเลยเคยคุยกับโจทก์ว่าตึกที่ซื้อใหม่นี้จะต้องเป็นของโจทก์และจำเลยร่วมกันหากไม่ใช่กรรมสิทธิ์รวมของโจทก์และจำเลยแล้ว จำเลยจะไม่ยอมนำเงินมาปรับปรุงและไม่ย้ายมาทำคลินิกร่วมกับโจทก์ จึงเป็นการเจือสมกับคำของโจทก์ที่เบิกความว่าโจทก์ให้จำเลยถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารพิพาท ยิ่งเป็นข้อสนับสนุนว่านายเฉลิมชัยให้เงิน 13,500,000 บาท เป็นสินส่วนตัวของโจทก์ จำเลยคงมีตัวจำเลยเพียงปากเดียวเบิกความลอย ๆ ว่านายเฉลิมชัยให้เงิน 13,500,000 บาท แก่โจทก์และจำเลยคนละกึ่งหนึ่งโดยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยคุ้นเคยสนิทสนมกับนายเฉลิมชัยถึงกับจะมอบเงินจำนวนดังกล่าวซึ่งไม่ใช่จำนวนเล็กน้อยให้แก่จำเลย และจำเลยก็ไม่ได้นำสืบว่ามีการติดต่อกับนายเฉลิมชัยเพื่อให้เงินแก่จำเลย การที่นายเฉลิมชัยโอนเงินเข้าบัญชีของจำเลยหาเป็นข้อบ่งชี้ว่านายเฉลิมชัยยกเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่จำเลยกึ่งหนึ่งไม่ ที่จำเลยแก้ฎีกาอ้างข้อเท็จจริงว่า คุ้นเคยสนิทสนมกับนายเฉลิมชัยและได้โทรศัพท์ขอบคุณนายเฉลิมชัยล้วนเป็นข้อเท็จจริงที่จำเลยไม่ได้นำสืบในชั้นพิจารณาในศาลชั้นต้นเลย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และที่จำเลยแก้ไขเพิ่มเติมคำแก้ฎีกา ก็มิใช่ข้อที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบพระราชบัญญัติเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2553 มาตรา 6 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยเช่นกัน พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เงิน 13,500,000 บาท ที่นายเฉลิมชัยบิดาของโจทก์โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ที่นายเฉลิมชัยให้โดยเสน่หา ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1471 (3) ฎีกาของโจทก์ประการแรกฟังขึ้น ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการที่สองว่า ที่ดินและอาคารพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และจำเลยดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า เงิน 13,500,000 บาท ที่นายเฉลิมชัย โอนเข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยเป็นเงินที่นายเฉลิมชัยให้โจทก์โดยเสน่หา อันเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ดังวินิจฉัยตามปัญหาประการแรกข้างต้น ดังนั้น เมื่อนำเงินดังกล่าวไปซื้อที่ดินและอาคารพิพาท เช่นนี้ ที่ดินและอาคารพิพาทจึงเป็นสินส่วนตัวของโจทก์ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1472 วรรคหนึ่ง การที่โจทก์ตกลงให้จำเลยจดทะเบียนซื้อขายที่ดินและอาคารพิพาทร่วมกันและให้ใส่ชื่อโจทก์และจำเลยมีชื่อถือกรรมสิทธิ์รวมจึงเป็นกรณีที่โจทก์และจำเลยทำสัญญาเกี่ยวกับทรัพย์สินในระหว่างเป็นสามีภริยาซึ่งโจทก์มีสิทธิบอกล้างเสียในเวลาใดที่เป็นสามีภริยากันหรือภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่ขาดจากการเป็นสามีภริยากันก็ได้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1469 การที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ในระหว่างที่โจทก์และจำเลยเป็นสามีภริยากันอยู่ถือว่าเป็นการบอกล้างภายในกำหนดตามกฎหมายข้างต้น โจทก์มีสิทธิขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนที่ให้โจทก์และจำเลยเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวม ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษาว่า ที่ดินและอาคารพิพาทเป็นสินสมรสและให้แบ่งที่ดินให้โจทก์และจำเลยคนละกึ่งมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ประการที่สองฟังขึ้น อนึ่ง ค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นค่าฤชาธรรมเนียมประการหนึ่งตามตาราง 7 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลชั้นต้นมิได้กำหนด ศาลฎีกาเห็นควรกำหนดให้ชัดแจ้ง พิพากษากลับให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์และฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีการวม 30,000 บาท ส่วนค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีทั้งสามศาลให้เป็นพับ
|



.jpg)

