ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สัญญายกเลิกซื้อห้องชุดกำหนดหักค่าดำเนินงานสูงเกินจริง ผู้บริโภคเรียกเงินคืนได้หรือไม่ เมื่อผู้ประกอบธุรกิจเป็นฝ่ายผิดสัญญา

ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในสัญญาผู้บริโภค, ยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด, ผู้บริโภคเรียกเงินคืนจากผู้ประกอบธุรกิจ, ผู้ประกอบธุรกิจหักค่าดำเนินงาน, การหักค่าดำเนินงานเกินสมควร, ผู้ประกอบการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามกำหนด, สิทธิของผู้บริโภคเมื่อผู้ประกอบการผิดสัญญา, การคืนเงินเมื่อสัญญาเลิกกัน, ค่าแห่งการงานเมื่อมีการเลิกสัญญา, ข้อตกลงที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดฝ่ายเดียว, ผู้ประกอบธุรกิจมีอำนาจต่อรองมากกว่าผู้บริโภค, ข้อสัญญาที่ทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบเกินสมควร,  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในคดีผู้บริโภค กรณีผู้บริโภคทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับผู้ประกอบธุรกิจและได้ชำระเงินตามสัญญาแล้ว ต่อมาคู่สัญญาทำสัญญายกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย โดยมีข้อตกลงให้ย้ายเงินบางส่วนที่ผู้บริโภคชำระไว้ไปยังอีกโครงการหนึ่ง แต่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท

ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า แม้คู่สัญญาจะสามารถกำหนดข้อตกลงเกี่ยวกับค่าแห่งการงานแตกต่างไปจากผลของการเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสามได้ แต่ข้อตกลงดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับได้เพียงใด หากผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจต่อรองมากกว่าเป็นผู้กำหนดจำนวนค่าดำเนินงานขึ้นฝ่ายเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง และทำให้ผู้บริโภคอยู่ในฐานะจำต้องยอมรับเงื่อนไขเพื่อมิให้เงินที่ได้ชำระไปแล้วต้องสูญเปล่า

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดราคา 1,549,000 บาท โดยก่อนทำสัญญาวางเงินจอง 30,000 บาท และภายหลังทำสัญญาชำระราคาอีก 357,250 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญายกเลิกสัญญาจะซื้อจะขาย โดยกำหนดให้ย้ายเงินไปยังอีกโครงการหนึ่งเป็นเงิน 235,840 บาท และหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 151,410 บาท

ศาลฎีกาพิจารณาว่าเงินค่าดำเนินงานดังกล่าวมีจำนวนสูงเกือบกึ่งหนึ่งของเงินทั้งหมดที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลย แต่จำเลยไม่ได้นำสืบว่าการย้ายเงินไปยังอีกโครงการหนึ่งต้องดำเนินงานอย่างไรและมีค่าใช้จ่ายจริงจำนวนเท่าใด ทั้งโครงการที่รับย้ายเงินก็เป็นโครงการในเครือเดียวกัน ประกอบกับจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด

การกำหนดเงื่อนไขให้ผู้บริโภคต้องเสียค่าดำเนินงานเต็มจำนวนตามที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนด โดยไม่คำนึงว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวมีอยู่จริงหรือมีจำนวนเท่าใด จึงเป็นข้อตกลงที่ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจต่อรองมากกว่าเป็นผู้กำหนดขึ้นฝ่ายเดียวและทำให้ได้เปรียบผู้บริโภคเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมีผลใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

นอกจากนี้ ปัญหาว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

เมื่อจำเลยไม่สามารถแสดงพยานหลักฐานว่าดำเนินงานใดไปแล้วและเสียค่าดำเนินงานจริงจำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท และมีหน้าที่คืนเงินดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

สาระสำคัญที่สุดของคดี

ข้อตกลงที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดให้ผู้บริโภคต้องยอมเสียค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท โดยไม่ได้พิจารณาค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง และผู้ประกอบธุรกิจไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ดำเนินงานอะไรและเสียค่าใช้จ่ายจำนวนเท่าใด ทั้งผู้ประกอบธุรกิจยังเป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด เป็นข้อสัญญาที่ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบผู้บริโภคเกินสมควร จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและมีผลใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

คำถามที่น่าสนใจ

1. ผู้ประกอบธุรกิจสามารถกำหนดค่าดำเนินงานไว้ล่วงหน้าและหักจากเงินที่ผู้บริโภคชำระไปแล้วได้หรือไม่

2. ข้อตกลงที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดขึ้นฝ่ายเดียวและทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบเกินสมควร มีผลใช้บังคับเพียงใด

3. หากคู่ความไม่ได้ยกปัญหาเรื่องข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมขึ้นฎีกา ศาลฎีกาสามารถหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่

1. สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลย โดยเป็นห้องชุดเลขที่ บี 0306/ยู ชั้นที่ 3 อาคารบี โครงการ ซ. ราคาห้องชุด 1,549,000 บาท ก่อนทำสัญญาโจทก์วางเงินจองจำนวน 30,000 บาท และภายหลังทำสัญญาแล้วโจทก์ชำระราคาแก่จำเลยอีกจำนวน 357,250 บาท

ต่อมาโจทก์และจำเลยตกลงทำสัญญายกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าว โดยข้อ 2 ของสัญญายกเลิกกำหนดให้ย้ายเงินจากห้องชุดเลขที่ B0306 ไปยังโครงการ ซ. ห้องเลขที่ E215 เป็นเงินจำนวน 235,840 บาท และกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท

ห้องชุดเลขที่ E215 ซึ่งจะรับโอนเงินดังกล่าวเป็นห้องชุดที่บุตรสาวของโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้ และโครงการดังกล่าวเป็นโครงการในเครือเดียวกับโครงการของจำเลย

โจทก์ไม่ยอมรับการหักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท จึงฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 184,823.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 151,410 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ส่วนจำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 184,823.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 151,410 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา ประเด็นที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาคือ ข้อตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระหว่างโจทก์และจำเลย ซึ่งกำหนดให้จำเลยมีสิทธิหักเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วเป็นค่าดำเนินงานนั้น สามารถใช้บังคับได้หรือไม่

2. หลักกฎหมายเกี่ยวกับผลของการเลิกสัญญา

 

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยเริ่มพิจารณาผลของการเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม

เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืนให้ทำได้ด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ

หลักสำคัญจึงอยู่ที่ว่า เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว กฎหมายกำหนดให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม หากมีการงานบางอย่างที่ฝ่ายหนึ่งได้กระทำให้อีกฝ่ายหนึ่งไปแล้วและโดยสภาพไม่สามารถคืนการงานนั้นได้ การคืนสู่ฐานะเดิมสามารถกระทำโดยชดใช้เป็นเงินตามควรค่าแห่งการงานที่ได้กระทำไปจริง

ดังนั้น จำเลยย่อมมีสิทธิได้รับการใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานที่จำเลยได้กระทำให้แก่โจทก์ไปแล้ว แต่จำนวนเงินที่จะได้รับต้องสัมพันธ์กับการงานที่ได้กระทำจริง มิใช่กำหนดขึ้นโดยปราศจากข้อเท็จจริงรองรับ

ศาลฎีกาอธิบายเพิ่มเติมว่า ค่าแห่งการงานที่จะต้องชดใช้แก่กันเมื่อสัญญาเลิกกันนั้น มิใช่ค่าตอบแทนหรือค่าเสียหาย แต่เป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมตามผลแห่งการเลิกสัญญา

ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาว่าฝ่ายใดมีสิทธิได้รับค่าแห่งการงานจำนวนเท่าใด จึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานที่ได้กระทำไปแล้วทั้งหมด ไม่ใช่พิจารณาเพียงจำนวนเงินที่ฝ่ายหนึ่งกำหนดไว้ในสัญญาโดยไม่สัมพันธ์กับการงานหรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง

3. ข้อตกลงเรื่องค่าดำเนินงาน 151,410 บาท

สัญญายกเลิกข้อ 2 กำหนดให้จำเลยหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะเป็นการกำหนดค่าแห่งการงานแตกต่างไปจากผลของการเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม และมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไว้ แต่ยังต้องพิจารณาต่อไปว่าข้อตกลงนั้นเป็นธรรมและสามารถใช้บังคับได้เพียงใด

ศาลฎีกาพิจารณาจำนวนเงินที่จำเลยกำหนดให้หักเป็นค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท เปรียบเทียบกับจำนวนเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยไปแล้ว พบว่าค่าดำเนินงานดังกล่าวมีมูลค่าสูงเกือบกึ่งหนึ่งของเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม จำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่า การโอนเงินที่โจทก์ชำระไว้จำนวน 235,840 บาท เพื่อย้ายไปชำระค่าห้องชุดเลขที่ E215 ซึ่งบุตรสาวของโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้นั้น จำเลยต้องดำเนินงานอย่างใดบ้าง และเหตุใดการดำเนินงานดังกล่าวจึงต้องใช้เงินสูงถึง 151,410 บาท

ข้อเท็จจริงยังปรากฏว่าโครงการที่จะรับย้ายเงินเป็นโครงการในเครือเดียวกับโครงการของจำเลย จึงยิ่งมีความสำคัญที่จำเลยจะต้องแสดงให้เห็นว่ามีการดำเนินงานและมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นจริงเพียงใด แต่พยานหลักฐานของจำเลยไม่ปรากฏรายละเอียดดังกล่าว

ผลของข้อตกลงจึงทำให้หากโจทก์ประสงค์จะย้ายเงินไปยังอีกโครงการหนึ่งเพื่อมิให้เงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยสำหรับห้องชุดเดิมต้องสูญเปล่า โจทก์จะอยู่ในฐานะจำต้องยอมเสียค่าดำเนินงานตามจำนวนที่จำเลยเป็นผู้กำหนด

ไม่ว่าในความเป็นจริงค่าดำเนินงานดังกล่าวจะมีอยู่จริงหรือไม่ หรือแม้จะมีอยู่จริงแต่มีจำนวนต่ำกว่า 151,410 บาทเพียงใด โจทก์ก็ยังต้องเสียเงินเต็มจำนวนตามที่จำเลยกำหนดไว้ในสัญญา โดยไม่ได้พิจารณาถึงค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปตามความเป็นจริง

4. เหตุที่ข้อตกลงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

ศาลฎีกาพิจารณาสถานะและอำนาจต่อรองของคู่สัญญาประกอบกัน โดยจำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจและมีอำนาจต่อรองมากกว่าโจทก์ซึ่งอยู่ในฐานะผู้บริโภค

ข้อตกลงให้หักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท เป็นข้อตกลงที่จำเลยซึ่งมีอำนาจต่อรองมากกว่าเป็นผู้กำหนดขึ้นฝ่ายเดียว และทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร

นอกจากนี้ ข้อเท็จจริงสำคัญอีกประการหนึ่งคือ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด แต่กลับกำหนดเงื่อนไขให้โจทก์ต้องรับภาระค่าดำเนินงานจำนวนสูง โดยไม่ได้แสดงให้เห็นถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมีผลใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

สาระสำคัญจึงมิได้อยู่เพียงว่าคู่สัญญาได้ลงนามยอมรับข้อตกลงดังกล่าวแล้วหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าเนื้อหาของข้อตกลงที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดขึ้นนั้น ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบผู้บริโภคเกินสมควรหรือไม่

เมื่อข้อตกลงกำหนดให้ผู้บริโภคต้องรับภาระค่าดำเนินงานเต็มจำนวนโดยไม่สัมพันธ์กับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ประกอบกับผู้ประกอบธุรกิจเป็นฝ่ายผิดสัญญาเสียเอง ข้อตกลงดังกล่าวจึงอยู่ภายใต้การพิจารณาตามหลักข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และไม่อาจถือว่าจำนวนเงินที่ระบุไว้ในสัญญาจะมีผลบังคับแก่ผู้บริโภคเต็มจำนวนโดยอัตโนมัติ

5. ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ประเด็นสำคัญอีกประการหนึ่งของคดีนี้คือ แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาว่าข้อตกลงหักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยได้เอง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่งหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

เมื่อเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

หลักดังกล่าวมีความสำคัญต่อการวินิจฉัยคดีนี้ เพราะทำให้ศาลฎีกาสามารถตรวจสอบผลบังคับของข้อตกลงที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดขึ้นได้ แม้ประเด็นดังกล่าวจะมิได้ถูกยกขึ้นเป็นข้อฎีกาโดยคู่ความก็ตาม

เมื่อศาลฎีกาตรวจสอบข้อตกลงดังกล่าวแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค และเป็นผู้กำหนดข้อตกลงให้หักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาทขึ้นฝ่ายเดียว โดยไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปตามความเป็นจริง ทั้งจำเลยยังเป็นฝ่ายผิดสัญญาดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ข้อตกลงดังกล่าวจึงทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร

ผลคือ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและมีผลใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

6. ภาระในการแสดงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าดำเนินงาน

ข้อเท็จจริงที่มีผลสำคัญต่อคำวินิจฉัยคือ จำเลยไม่ได้นำสืบให้ปรากฏว่าได้ดำเนินงานใดไปแล้วบ้าง และต้องเสียค่าดำเนินงานเป็นจำนวนเท่าใด

จำนวนเงิน 151,410 บาท ที่กำหนดไว้ในสัญญาจึงไม่มีข้อเท็จจริงจากพยานหลักฐานของจำเลยแสดงให้เห็นว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงจากการดำเนินงานใด

ศาลฎีกาพิจารณาว่า ค่าแห่งการงานตามผลของการเลิกสัญญาต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานที่ได้กระทำไปแล้วทั้งหมด เพราะการชดใช้ค่าแห่งการงานมีวัตถุประสงค์เพื่อทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม มิใช่เป็นค่าตอบแทนหรือค่าเสียหาย

ดังนั้น การที่สัญญาระบุจำนวนค่าดำเนินงานไว้โดยลำพังจึงยังไม่เพียงพอที่จะทำให้จำเลยมีสิทธิได้รับเงินจำนวนดังกล่าว หากเมื่อมีข้อพิพาทแล้วไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่าจำเลยได้ดำเนินงานอะไรและเสียค่าใช้จ่ายไปจริงจำนวนเท่าใด

เมื่อพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบไม่ปรากฏข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท

7. ผลของการวินิจฉัยเรื่องเงิน 151,410 บาท

เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิหักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท จำเลยจึงมีหน้าที่คืนเงินจำนวนดังกล่าวที่หักไว้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

ศาลฎีกาวินิจฉัยเกี่ยวกับดอกเบี้ยโดยอาศัยหลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง ซึ่งกำหนดผลเกี่ยวกับเงินที่จะต้องคืนเมื่อมีการเลิกสัญญา

โจทก์ขอคิดดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 ซึ่งเป็นวันยกเลิกสัญญา ศาลฎีกาจึงกำหนดให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยของต้นเงิน 151,410 บาท ตั้งแต่วันดังกล่าว

สำหรับช่วงตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ศาลฎีกากำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 วรรคหนึ่งเดิม แต่ดอกเบี้ยที่คำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 33,413.91 บาท ตามที่โจทก์ขอ

ส่วนตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไป ศาลฎีกากำหนดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี จนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ

ศาลฎีกายังวินิจฉัยว่า ปัญหาเกี่ยวกับอัตราดอกเบี้ยนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนเช่นเดียวกัน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

8. วิเคราะห์หลักกฎหมายเรื่องการคืนสู่ฐานะเดิม

หลักการสำคัญของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 ที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยคือ เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม

หากสิ่งที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้รับเป็นเงิน การคืนเงินย่อมเป็นส่วนหนึ่งของการทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม ส่วนกรณีที่มีการงานอันได้กระทำให้และไม่สามารถคืนการงานนั้นในลักษณะเดียวกับการคืนทรัพย์ได้ กฎหมายให้ชดใช้ด้วยเงินตามควรค่าแห่งการงานนั้น

ศาลฎีกาเน้นว่า การชดใช้ค่าแห่งการงานมิใช่ค่าตอบแทนหรือค่าเสียหาย แต่เป็นวิธีการทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม เพราะฉะนั้น จำนวนเงินที่จะชดใช้ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานที่ได้กระทำไปแล้ว

หลักดังกล่าวมีผลโดยตรงต่อข้อตกลงที่กำหนดให้หักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท เพราะแม้คู่สัญญาจะมีข้อตกลงกำหนดค่าแห่งการงานแตกต่างจากผลตามมาตรา 391 วรรคสาม และข้อตกลงนั้นอาจมีผลใช้บังคับระหว่างคู่สัญญาได้ แต่ผลบังคับของข้อตกลงยังต้องอยู่ภายใต้การตรวจสอบว่าข้อตกลงนั้นเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่

ในคดีนี้ จำนวนค่าดำเนินงานสูงเกือบกึ่งหนึ่งของเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยทั้งหมด ขณะที่จำเลยไม่ได้นำสืบว่าต้องดำเนินงานอะไรจึงเกิดค่าใช้จ่ายสูงถึงจำนวนดังกล่าว และไม่ปรากฏว่าค่าใช้จ่ายที่แท้จริงมีจำนวนเท่าใด

การพิจารณาค่าแห่งการงานจึงต้องพิจารณาจากการงานและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง มิใช่ถือเอาจำนวนเงินที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดไว้ฝ่ายเดียวเป็นข้อยุติโดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริง

9. วิเคราะห์หลักข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง เป็นกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกานำมาใช้ตรวจสอบข้อตกลงระหว่างโจทก์กับจำเลยในคดีนี้

ศาลฎีกาพิจารณาทั้งเนื้อหาของข้อตกลง สถานะของคู่สัญญา อำนาจต่อรอง จำนวนเงินที่กำหนดให้หัก ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย และข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด

จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจและมีอำนาจต่อรองมากกว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค ข้อตกลงกำหนดค่าดำเนินงานขึ้นโดยจำเลยฝ่ายเดียว และทำให้โจทก์ต้องยอมเสียเงินตามจำนวนที่จำเลยกำหนดหากประสงค์จะย้ายเงินไปยังอีกโครงการหนึ่งเพื่อไม่ให้เงินที่ชำระไว้แล้วต้องสูญเปล่า

ที่สำคัญ ไม่ว่าค่าดำเนินงานจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ หรือแม้เกิดขึ้นจริงแต่มีจำนวนน้อยกว่า 151,410 บาท โจทก์ก็ยังต้องเสียค่าดำเนินงานเต็มจำนวนตามข้อตกลง โดยไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปจริง

ลักษณะดังกล่าวทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมีผลใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

เมื่อจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ว่ามีการดำเนินงานใดและเสียค่าดำเนินงานจริงจำนวนเท่าใด ผลในคดีนี้จึงไม่ปรากฏจำนวนค่าแห่งการงานที่จำเลยมีสิทธิหักไว้ จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินจำนวน 151,410 บาท และต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

10. เจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

การวินิจฉัยคดีนี้แสดงให้เห็นการนำพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง มาใช้ตรวจสอบข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจมีอำนาจต่อรองมากกว่าและเป็นผู้กำหนดข้อตกลงขึ้นฝ่ายเดียว

สาระสำคัญมิได้อยู่เพียงว่าคู่สัญญาได้ตกลงและลงนามในสัญญาหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาต่อไปว่าเนื้อหาของข้อตกลงนั้นทำให้คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเกินสมควรหรือไม่

ในคดีนี้ จำเลยกำหนดให้หักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท ซึ่งเป็นจำนวนสูงเกือบกึ่งหนึ่งของเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยทั้งหมด โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องดำเนินงานใดและมีค่าใช้จ่ายจริงจำนวนเท่าใด

ผลของข้อตกลงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคอยู่ในฐานะที่ต้องจำยอมเสียค่าดำเนินงานตามจำนวนที่จำเลยกำหนด หากต้องการย้ายเงินไปยังอีกโครงการหนึ่งเพื่อมิให้เงินที่ชำระไปแล้วสำหรับห้องชุดเดิมต้องสูญเปล่า

ไม่ว่าค่าดำเนินงานจะมีอยู่จริงหรือไม่ หรือหากมีอยู่จริงจะมีจำนวนน้อยกว่าที่กำหนดไว้เพียงใด โจทก์ก็ต้องเสียเงินเต็มจำนวน 151,410 บาท ตามข้อตกลง โดยไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปตามความเป็นจริง

เมื่อพิจารณาประกอบกับข้อเท็จจริงที่จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจและมีอำนาจต่อรองมากกว่าโจทก์ รวมทั้งจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาเพราะดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ข้อตกลงดังกล่าวจึงทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร

ผลทางกฎหมายคือ ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม และมิได้หมายความว่าข้อตกลงนั้นจะต้องมีผลใช้บังคับตามจำนวนที่กำหนดไว้ทั้งหมด แต่มีผลใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

11. ความสัมพันธ์ระหว่างเสรีภาพในการทำสัญญากับข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

คดีนี้มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตของข้อตกลงที่คู่สัญญากำหนดไว้เกี่ยวกับผลของการเลิกสัญญา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเลิกกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม และตามวรรคสาม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์ การชดใช้คืนให้ทำด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ

จำเลยจึงย่อมมีสิทธิได้รับการใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานที่ได้กระทำให้แก่โจทก์ไปแล้ว

อย่างไรก็ตาม ค่าแห่งการงานดังกล่าวมิใช่ค่าตอบแทนหรือค่าเสียหาย แต่เป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่จะทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม เพราะฉะนั้น การกำหนดจำนวนค่าแห่งการงานต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานที่ได้กระทำไปแล้วทั้งหมด

แม้ข้อตกลงในสัญญายกเลิกข้อ 2 ซึ่งกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท จะเป็นข้อตกลงกำหนดค่าแห่งการงานแตกต่างไปจากผลของการเลิกสัญญาตามมาตรา 391 วรรคสาม และมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัย แต่ยังต้องนำข้อตกลงดังกล่าวมาตรวจสอบตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง

ดังนั้น การที่ข้อตกลงมีผลใช้บังคับระหว่างคู่สัญญา มิได้ทำให้ศาลต้องบังคับตามจำนวนเงินที่กำหนดไว้โดยไม่พิจารณาความเป็นธรรมของข้อตกลง

เมื่อข้อตกลงนั้นเป็นข้อตกลงที่ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจต่อรองมากกว่าเป็นผู้กำหนดขึ้นฝ่ายเดียว และทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบผู้บริโภคเกินสมควร ย่อมอยู่ภายใต้หลักข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

12. การพิจารณาค่าแห่งการงานตามความเป็นจริง

ประเด็นที่มีความสำคัญต่อผลของคดีคือ การพิจารณาว่าจำเลยได้กระทำการงานใดให้แก่โจทก์ไปแล้วและการงานดังกล่าวมีมูลค่าหรือค่าใช้จ่ายเท่าใด

ศาลฎีกาวางหลักไว้ชัดเจนว่า ค่าแห่งการงานที่จะชดใช้แก่กันต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานที่จำเลยได้กระทำไปแล้วทั้งหมด

ในคดีนี้ จำเลยกำหนดค่าดำเนินงานไว้ถึง 151,410 บาท แต่ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าการย้ายเงินจำนวน 235,840 บาท ไปยังห้องชุดอีกโครงการหนึ่งต้องดำเนินงานอย่างไร และเหตุใดจึงต้องมีค่าใช้จ่ายสูงถึงจำนวนดังกล่าว

ยิ่งไปกว่านั้น โครงการที่รับย้ายเงินก็เป็นโครงการในเครือเดียวกับโครงการของจำเลย แต่จำเลยไม่ได้นำสืบถึงรายละเอียดของการดำเนินงานและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

ดังนั้น จำนวนเงินที่เขียนไว้ในข้อตกลงจึงไม่อาจนำมาใช้เป็นข้อยุติว่าจำเลยมีสิทธิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวทั้งหมด เพราะยังต้องพิจารณาว่ามีการงานที่ได้กระทำจริงหรือไม่ และหากมี การงานนั้นมีค่าเท่าใด

เมื่อพยานหลักฐานของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินงานใดไปแล้วบ้างและเสียค่าดำเนินงานเป็นจำนวนเท่าใด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิหักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท

ผลดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการคืนคู่สัญญาสู่ฐานะเดิม เพราะการให้จำเลยได้รับเงินโดยไม่มีข้อเท็จจริงแสดงถึงการงานหรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ย่อมไม่ใช่การชดใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานที่จำเลยได้กระทำให้แก่โจทก์

13. ความสำคัญของสถานะผู้ประกอบธุรกิจและผู้บริโภค

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับสถานะของคู่สัญญาในการพิจารณาว่าข้อตกลงเป็นธรรมหรือไม่ โดยจำเลยอยู่ในฐานะผู้ประกอบธุรกิจและมีอำนาจต่อรองมากกว่า ส่วนโจทก์อยู่ในฐานะผู้บริโภค

ข้อตกลงเรื่องค่าดำเนินงานมิได้เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ที่ศาลพิจารณาเฉพาะจำนวนเงินตามตัวอักษรของสัญญาเท่านั้น แต่ศาลพิจารณาว่าใครเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขดังกล่าว และผลของเงื่อนไขนั้นทำให้คู่สัญญาฝ่ายใดได้เปรียบอีกฝ่ายหนึ่งเพียงใด

ในคดีนี้ จำเลยเป็นผู้กำหนดค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท ขึ้นฝ่ายเดียว ขณะที่โจทก์ต้องยอมเสียเงินจำนวนดังกล่าวหากต้องการย้ายเงินที่ชำระไว้ไปยังอีกโครงการหนึ่ง เพื่อมิให้เงินสำหรับห้องชุดเดิมต้องสูญเปล่า

ลักษณะดังกล่าวสะท้อนถึงความแตกต่างด้านอำนาจต่อรองระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงที่ศาลฎีกานำมาประกอบการพิจารณาว่าข้อตกลงทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควรหรือไม่

เมื่อประกอบกับการที่จำเลยไม่ได้พิสูจน์ค่าใช้จ่ายจริงและจำเลยยังเป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ศาลฎีกาจึงเห็นว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

14. อำนาจศาลในการหยิบยกปัญหาข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมขึ้นวินิจฉัยเอง

ประเด็นเรื่องข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมในคดีนี้มีลักษณะพิเศษ เนื่องจากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหานี้ขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

ดังนั้น การพิจารณาคดีมิได้จำกัดอยู่เพียงข้อโต้แย้งว่าข้อตกลงเลิกสัญญาที่กำหนดให้จำเลยมีสิทธิหักเงินมีผลใช้บังคับตามที่เขียนไว้หรือไม่เท่านั้น แต่ศาลฎีกายังสามารถตรวจสอบได้ว่าข้อตกลงดังกล่าวขัดต่อหลักข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่

เมื่อศาลตรวจสอบแล้วพบว่าข้อตกลงถูกกำหนดขึ้นฝ่ายเดียวโดยผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจต่อรองมากกว่า ทำให้ผู้บริโภคต้องจำยอมเสียค่าดำเนินงานจำนวนสูงโดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายจริง และทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบผู้บริโภคเกินสมควร ศาลจึงสามารถกำหนดผลบังคับของข้อตกลงให้เหลือเพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณีได้

15. วิเคราะห์ผลของการไม่พิสูจน์ค่าดำเนินงาน

ข้อเท็จจริงสำคัญที่นำไปสู่ผลแห่งคำพิพากษาคือ จำเลยไม่สามารถแสดงให้เห็นว่าค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท มีที่มาอย่างไร

จำเลยไม่ได้นำสืบว่าต้องดำเนินงานอะไรในการย้ายเงินจากห้องชุดเดิมไปยังอีกโครงการหนึ่ง ไม่ได้แสดงว่าการดำเนินงานแต่ละรายการมีค่าใช้จ่ายเท่าใด และไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายจริงรวมกันเป็นจำนวน 151,410 บาท

เมื่อค่าแห่งการงานตามมาตรา 391 ต้องพิจารณาจากการงานที่ได้กระทำไปจริง การไม่มีพยานหลักฐานเกี่ยวกับการงานและค่าใช้จ่ายจึงทำให้ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงรองรับสิทธิของจำเลยที่จะหักเงินจำนวนดังกล่าว

ผลของการกำหนดจำนวนเงินไว้ในสัญญาเพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอในคดีนี้ เพราะข้อตกลงดังกล่าวยังถูกตรวจสอบตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่งด้วย

เมื่อข้อตกลงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ค่าแห่งการงานที่เกิดขึ้นจริงได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิหักเงินจำนวน 151,410 บาท และต้องคืนเงินที่หักไว้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

16. สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 184,823.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 151,410 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท และให้จำเลยนำค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นมาชำระต่อศาลในนามโจทก์

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ

3. ศาลฎีกา

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 151,410 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 โดยดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 33,413.91 บาท และตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี โดยอัตราอาจปรับเปลี่ยนตามที่กฎหมายกำหนดแต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ กำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ส่วนค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ

17. สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้แสดงหลักสำคัญว่า แม้คู่สัญญาจะมีข้อตกลงเกี่ยวกับผลของการเลิกสัญญาและกำหนดจำนวนค่าแห่งการงานหรือค่าดำเนินงานไว้เป็นการเฉพาะ ข้อตกลงดังกล่าวมิได้หมายความว่าจะมีผลใช้บังคับตามจำนวนที่กำหนดไว้ทั้งหมดโดยปราศจากการตรวจสอบ โดยเฉพาะเมื่อเป็นข้อตกลงระหว่างผู้ประกอบธุรกิจกับผู้บริโภค ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจมีอำนาจต่อรองมากกว่าและเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขขึ้นฝ่ายเดียว

เมื่อสัญญาเลิกกัน หลักตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม และตามมาตรา 391 วรรคสาม หากเป็นการงานอันได้กระทำให้ การชดใช้คืนให้ใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น

ค่าแห่งการงานดังกล่าวมิใช่ค่าตอบแทนหรือค่าเสียหาย แต่เป็นวิธีการเพื่อทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม ดังนั้น จำนวนเงินที่จะชดใช้จึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานที่ได้กระทำไปแล้วทั้งหมด

ในคดีนี้ แม้สัญญายกเลิกจะกำหนดให้จำเลยมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท แต่จำนวนดังกล่าวสูงเกือบกึ่งหนึ่งของเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยทั้งหมด และจำเลยไม่ได้พิสูจน์ว่าต้องดำเนินงานใดบ้างหรือมีค่าใช้จ่ายจริงจำนวนเท่าใด

เมื่อข้อตกลงทำให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคต้องจำยอมเสียเงินตามจำนวนที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนด ไม่ว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะมีอยู่จริงหรือไม่ หรือมีจำนวนที่แท้จริงน้อยกว่าเพียงใด ประกอบกับจำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าและยังเป็นฝ่ายผิดสัญญาดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ข้อตกลงดังกล่าวจึงทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร

ข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมีผลใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

อีกประเด็นหนึ่งที่มีความสำคัญคือ ปัญหาเกี่ยวกับข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความไม่ได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

ดังนั้น ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญจากคดีนี้คือ การพิจารณาผลบังคับของข้อตกลงในสัญญาผู้บริโภคมิได้พิจารณาเพียงว่ามีข้อความดังกล่าวอยู่ในสัญญาหรือคู่สัญญาได้ตกลงกันแล้วเท่านั้น แต่ยังต้องตรวจสอบว่าข้อตกลงนั้นทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบผู้บริโภคเกินสมควรหรือไม่ และจำนวนเงินที่ผู้ประกอบธุรกิจเรียกหรือหักไว้นั้นมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานและค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงรองรับหรือไม่

18. ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาผลของการเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม ประกอบกับการตรวจสอบความเป็นธรรมของข้อตกลงที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดขึ้นตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง รวมถึงอำนาจของศาลในการหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นวินิจฉัยเองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง มาตรา 391 วรรคสอง มาตรา 391 วรรคสาม มาตรา 224 วรรคหนึ่งเดิม และมาตรา 224 ที่แก้ไขใหม่ พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายประเด็นสำคัญสั้น ๆ

1. ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

ข้อตกลงที่ผู้ประกอบธุรกิจซึ่งมีอำนาจต่อรองมากกว่าเป็นผู้กำหนดขึ้นฝ่ายเดียว ให้ผู้บริโภคต้องเสียค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท โดยไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง และทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบผู้บริโภคเกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมีผลใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

2. ค่าแห่งการงานเมื่อสัญญาเลิกกัน

เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 การชดใช้ค่าแห่งการงานมิใช่ค่าตอบแทนหรือค่าเสียหาย แต่เป็นวิธีการทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม จึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานที่ได้กระทำไปแล้ว เมื่อจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ว่าได้ดำเนินงานใดและเสียค่าดำเนินงานจริงเท่าใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินจำนวน 151,410 บาท

19. อธิบายหลักกฎหมายแยกตามกฎหมายและมาตรา

1. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง

มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เป็นหลักสำคัญเกี่ยวกับผลของการเลิกสัญญา โดยเมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม

หลักดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นของการวินิจฉัยคดีนี้ เพราะโจทก์และจำเลยได้ทำสัญญายกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด จึงต้องพิจารณาว่าเมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว เงินและผลประโยชน์ที่คู่สัญญาได้รับจากกันจะต้องจัดการอย่างไรเพื่อให้แต่ละฝ่ายกลับคืนสู่ฐานะเดิม

จำเลยจะได้รับประโยชน์จากเงินที่โจทก์ชำระไว้เพียงใด จึงต้องพิจารณาให้สัมพันธ์กับผลแห่งการเลิกสัญญา ไม่ใช่ถือว่าจำเลยสามารถหักเงินตามจำนวนที่กำหนดไว้ในสัญญายกเลิกได้ทั้งหมดโดยไม่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงอื่น

หลักการกลับคืนสู่ฐานะเดิมจึงเป็นพื้นฐานในการพิจารณาว่าเงินจำนวน 151,410 บาท ที่จำเลยหักไว้เป็นค่าดำเนินงานนั้น จำเลยมีสิทธิได้รับจริงหรือไม่

2. ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม

มาตรา 391 วรรคสาม เกี่ยวข้องโดยตรงกับค่าแห่งการงาน โดยส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืนให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ

ศาลฎีกาอธิบายว่า จำเลยย่อมมีสิทธิได้รับการใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานที่ได้กระทำให้แก่โจทก์ไปแล้ว แต่ค่าแห่งการงานดังกล่าวมิใช่ค่าตอบแทนหรือค่าเสียหาย หากเป็นหนทางหนึ่งที่จะทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม

ดังนั้น การกำหนดค่าแห่งการงานที่จะต้องชดใช้แก่กันจึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานที่จำเลยได้กระทำไปแล้วทั้งหมด

แม้สัญญายกเลิกข้อ 2 จะกำหนดให้หักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท และเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการกำหนดค่าแห่งการงานแตกต่างไปจากผลตามมาตรา 391 วรรคสาม ซึ่งมีผลใช้บังคับระหว่างคู่สัญญาได้ แต่ข้อตกลงนั้นยังต้องได้รับการตรวจสอบตามกฎหมายว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม

เมื่อจำเลยไม่ได้นำสืบว่ามีการดำเนินงานใดและมีค่าใช้จ่ายจริงเท่าใด จึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงรองรับว่าจำเลยมีสิทธิได้รับค่าแห่งการงานจำนวน 151,410 บาท

3. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142

ในคดีนี้ ศาลฎีกานำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) มาใช้กับปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ปัญหาว่าข้อตกลงที่จำเลยกำหนดให้หักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่งหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ดังนั้น แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาดังกล่าวขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามมาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

นอกจากนี้ ปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องก็เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามบทกฎหมายดังกล่าวเช่นกัน

4. พระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง

มาตรา 4 วรรคหนึ่ง เป็นบทกฎหมายสำคัญที่สุดบทหนึ่งในการวินิจฉัยคดีนี้ เพราะศาลฎีกานำมาใช้ตรวจสอบข้อตกลงที่จำเลยกำหนดให้หักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท

ศาลฎีกาพิจารณาว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจและมีอำนาจต่อรองมากกว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค ข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อตกลงที่จำเลยกำหนดขึ้นฝ่ายเดียว และมีผลทำให้โจทก์ต้องจำยอมเสียค่าดำเนินงานตามจำนวนที่จำเลยกำหนดไว้

ไม่ว่าค่าดำเนินงานดังกล่าวจะมีอยู่จริงหรือไม่ หรือแม้มีอยู่จริงแต่มีจำนวนน้อยกว่า 151,410 บาท โจทก์ก็ต้องเสียเงินเต็มจำนวนตามข้อตกลง โดยไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปตามความเป็นจริง

เมื่อประกอบกับจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ข้อตกลงดังกล่าวจึงทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร

ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามมาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมีผลใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

เมื่อจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ว่ามีการดำเนินงานใดและมีค่าใช้จ่ายจริงจำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท

5. พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

มาตรา 7 ถูกนำมาใช้ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ในการพิจารณาปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

คดีนี้เป็นคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคพิจารณา และปัญหาเรื่องข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับความสัมพันธ์ระหว่างจำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจกับโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค

แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกปัญหาว่าข้อตกลงหักค่าดำเนินงานเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเอง เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ศาลฎีกาจึงสามารถตรวจสอบข้อตกลงดังกล่าวตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และวินิจฉัยผลบังคับของข้อตกลงให้เป็นไปตามความเป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

หลักเดียวกันนี้ยังถูกนำมาใช้กับปัญหาเรื่องอัตราดอกเบี้ย โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน และศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. ข้อตกลงที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดให้หักค่าดำเนินงานจากเงินที่ผู้บริโภคชำระไปแล้ว มีผลใช้บังคับได้หรือไม่

คำตอบ

ข้อตกลงดังกล่าวอาจมีผลใช้บังคับระหว่างคู่สัญญาได้ แต่ต้องพิจารณาต่อไปว่าข้อตกลงนั้นเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ ในคดีนี้สัญญายกเลิกกำหนดให้จำเลยหักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท แม้เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการกำหนดค่าแห่งการงานแตกต่างไปจากผลของการเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสาม แต่ศาลฎีกาพิจารณาว่า จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค และเป็นผู้กำหนดข้อตกลงขึ้นฝ่ายเดียว จำนวนเงินที่หักยังสูงเกือบกึ่งหนึ่งของเงินที่โจทก์ชำระไปทั้งหมด โดยไม่ปรากฏว่าจำเลยต้องเสียค่าใช้จ่ายจริงจำนวนเท่าใด ทั้งจำเลยยังเป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ข้อตกลงดังกล่าวจึงทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมีผลใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

2. เมื่อยกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด ผู้ประกอบธุรกิจมีสิทธิเรียกค่าแห่งการงานหรือค่าดำเนินงานจากผู้บริโภคหรือไม่

คำตอบ

เมื่อสัญญาเลิกกัน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง กำหนดให้คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนการงานอันได้กระทำให้ตามมาตรา 391 วรรคสาม การชดใช้คืนให้ทำด้วยการใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ดังนั้น ผู้ประกอบธุรกิจย่อมมีสิทธิได้รับเงินตามควรค่าแห่งการงานที่ได้กระทำให้แก่ผู้บริโภคไปแล้ว แต่ศาลฎีกาอธิบายว่าเงินดังกล่าวมิใช่ค่าตอบแทนหรือค่าเสียหาย หากเป็นหนทางหนึ่งในการทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม จำนวนเงินจึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานที่ได้กระทำไปแล้วทั้งหมด ในคดีนี้จำเลยไม่ได้นำสืบว่าการย้ายเงินไปยังอีกโครงการหนึ่งต้องดำเนินงานใดและต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าใด เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงรองรับค่าใช้จ่ายจำนวน 151,410 บาท จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินจำนวนดังกล่าวและต้องคืนเงินที่หักไว้แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

3. หากผู้บริโภคลงนามในสัญญายกเลิกและยอมรับจำนวนค่าดำเนินงานแล้ว ยังสามารถตรวจสอบว่าข้อตกลงนั้นเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้หรือไม่

คำตอบ

การที่มีข้อตกลงกำหนดจำนวนค่าดำเนินงานไว้ในสัญญายกเลิก มิได้ทำให้การพิจารณาสิ้นสุดลงเพียงว่าข้อตกลงนั้นมีผลใช้บังคับระหว่างคู่สัญญา เพราะยังต้องพิจารณาว่าข้อตกลงดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบผู้บริโภคเกินสมควรหรือไม่ ในคดีนี้โจทก์ต้องอยู่ในฐานะจำยอมเสียค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท หากประสงค์จะย้ายเงินที่ชำระไว้ไปยังอีกโครงการหนึ่งเพื่อมิให้เงินสำหรับห้องชุดเดิมต้องสูญเปล่า ไม่ว่าในความเป็นจริงค่าดำเนินงานจะมีอยู่จริงหรือไม่ หรือแม้มีอยู่จริงแต่มีจำนวนน้อยกว่าที่กำหนด โจทก์ก็ต้องเสียเงินเต็มจำนวนตามข้อตกลง ขณะที่จำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าและเป็นผู้กำหนดเงื่อนไขขึ้นฝ่ายเดียว ทั้งยังเป็นฝ่ายผิดสัญญาก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมและใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

4. หากคู่ความไม่ได้ยกเรื่องข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวเองหรือไม่

คำตอบ

ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกปัญหาดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเองได้ เพราะในคดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาว่าข้อตกลงซึ่งกำหนดให้จำเลยมีสิทธิหักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท เป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่งหรือไม่นั้น เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 ศาลฎีกาจึงตรวจสอบข้อตกลงดังกล่าวและวินิจฉัยว่าเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมได้ นอกจากนี้ ปัญหาเรื่องการกำหนดอัตราดอกเบี้ยให้ถูกต้องก็เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องตามบทกฎหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน

5. เมื่อผู้ประกอบธุรกิจพิสูจน์ไม่ได้ว่ามีค่าดำเนินงานเกิดขึ้นจริง ผลทางกฎหมายเกี่ยวกับเงินที่หักไว้เป็นอย่างไร

คำตอบ

เมื่อผู้ประกอบธุรกิจอ้างสิทธิหักเงินเป็นค่าแห่งการงานหรือค่าดำเนินงาน ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานที่ได้กระทำไปและจำนวนค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงมีความสำคัญต่อการพิจารณาสิทธิในเงินดังกล่าว เพราะศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ค่าแห่งการงานตามผลของการเลิกสัญญาต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานที่ได้กระทำไปแล้วทั้งหมด ในคดีนี้จำเลยไม่ได้นำสืบว่าดำเนินงานใดไปแล้วบ้างและต้องเสียค่าดำเนินงานจำนวนเท่าใด จึงไม่มีข้อเท็จจริงรองรับสิทธิในการหักเงินจำนวน 151,410 บาท ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าจำเลยไม่มีสิทธิหักเงินจำนวนดังกล่าวและมีหน้าที่คืนเงินแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โดยให้คิดดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 ถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 ภายใต้จำนวนที่โจทก์ขอ และตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 ให้คิดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี โดยอัตราอาจปรับเปลี่ยนตามที่กฎหมายกำหนด แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปีตามที่โจทก์ขอ

บทสรุป

คดีนี้มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคจากข้อสัญญาที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดขึ้นฝ่ายเดียวและทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบเกินสมควร โดยโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลยและชำระเงินไปแล้ว ต่อมาคู่สัญญาทำสัญญายกเลิก แต่จำเลยกำหนดให้หักค่าดำเนินงานจำนวน 151,410 บาท สำหรับการย้ายเงินไปยังห้องชุดอีกโครงการหนึ่ง ทั้งที่จำเลยไม่ได้แสดงให้เห็นว่ามีการดำเนินงานใดและมีค่าใช้จ่ายจริงจำนวนเท่าใด

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่ง ส่วนการงานที่ได้กระทำให้และไม่สามารถคืนกันได้ ต้องชดใช้เป็นเงินตามควรค่าแห่งการงานตามมาตรา 391 วรรคสาม ค่าแห่งการงานดังกล่าวมิใช่ค่าตอบแทนหรือค่าเสียหาย แต่เป็นวิธีการทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิม จึงต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงว่ามีการงานใดเกิดขึ้นจริงและมีมูลค่าเพียงใด

แม้คู่สัญญาจะตกลงกำหนดค่าดำเนินงานไว้ในสัญญายกเลิก แต่เมื่อจำเลยเป็นผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภค และเป็นผู้กำหนดให้หักเงินจำนวน 151,410 บาทขึ้นฝ่ายเดียว โดยจำนวนดังกล่าวสูงเกือบกึ่งหนึ่งของเงินที่โจทก์ชำระไปทั้งหมด ทั้งยังไม่ได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ข้อตกลงดังกล่าวจึงทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร

นอกจากนี้ จำเลยยังเป็นฝ่ายผิดสัญญาเนื่องจากดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด แต่กลับกำหนดให้โจทก์ต้องจำยอมเสียค่าดำเนินงานเต็มจำนวน หากต้องการย้ายเงินไปยังอีกโครงการหนึ่งเพื่อมิให้เงินที่ชำระไว้แล้วต้องสูญเปล่า ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง และมีผลใช้บังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

เมื่อจำเลยไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าได้ดำเนินงานใดไปแล้วและเสียค่าดำเนินงานจริงจำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินจำนวน 151,410 บาท และต้องคืนเงินดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยตามที่ศาลกำหนด

คดีนี้จึงวางหลักสำคัญว่า การมีข้อความกำหนดสิทธิของผู้ประกอบธุรกิจไว้ในสัญญา มิได้หมายความว่าข้อความนั้นจะมีผลใช้บังคับแก่ผู้บริโภคเต็มจำนวนเสมอไป หากข้อตกลงถูกกำหนดขึ้นโดยผู้ประกอบธุรกิจที่มีอำนาจต่อรองมากกว่าและทำให้ผู้บริโภคเสียเปรียบเกินสมควร ศาลย่อมตรวจสอบความเป็นธรรมและกำหนดผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี

อีกทั้งปัญหาว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมหรือไม่ เป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7

สาระสำคัญที่สุดจึงอยู่ที่การพิจารณาความเป็นธรรมของข้อตกลงควบคู่กับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริง ผู้ประกอบธุรกิจไม่อาจอาศัยเพียงจำนวนเงินที่ตนกำหนดไว้ในสัญญาเพื่อหักเงินจากผู้บริโภคได้ หากไม่สามารถพิสูจน์การงานและค่าใช้จ่ายที่รองรับจำนวนเงินนั้น และข้อตกลงดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบธุรกิจได้เปรียบผู้บริโภคเกินสมควร

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7630/2568 

ข้อตกลงตามสัญญายกเลิกที่กำหนดให้จำเลยมีสิทธิหักเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยไปแล้วเป็นค่าแห่งการงาน 151,410 บาท ซึ่งโจทก์อยู่ในฐานะที่ต้องจำยอมเสียเงินค่าดำเนินงานตามที่จำเลยกำหนดไว้ ไม่ว่าในความเป็นจริงแล้ว ค่าดำเนินงานดังกล่าวจะมีอยู่จริงหรือมีจำนวนน้อยกว่าที่จำเลยกำหนดไว้ โจทก์ก็จำต้องเสียค่าดำเนินงานให้จำเลยเต็มตามจำนวนที่จำเลยกำหนดไว้ในสัญญาโดยมิได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปตามความเป็นจริง ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจและมีอำนาจต่อรองมากกว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดขึ้นฝ่ายเดียว ทำให้จำเลยได้เปรียบเกินสมควร ทั้ง ๆ ที่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด จึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง มีผลใช้บังคับได้เท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินงานใดไปบ้างและต้องเสียค่าดำเนินงานไปจำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักเงินค่าดำเนินงานและมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 184,823.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 151,410 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า ให้จำเลยชำระเงิน 184,823.91 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 151,410 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นให้จำเลยนำมาชำระต่อศาลในนามของโจทก์

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 แผนกคดีผู้บริโภคพิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา โดยศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภคอนุญาตให้ฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีผู้บริโภควินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดกับจำเลย ห้องชุดเลขที่ บี 0306/ยู ชั้นที่ 3 อาคารบี โครงการ ซ. ในราคา 1,549,000 บาท ก่อนทำสัญญาโจทก์วางเงินจอง 30,000 บาท และภายหลังจากทำสัญญาแล้ว โจทก์ชำระราคา 357,250 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยทำสัญญายกเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดดังกล่าว ข้อ 2 กำหนดไว้ว่า ให้ย้ายเงินจากห้อง B0306 ไปยังโปรเจค ซ. ห้องเลขที่ E215 เป็นเงิน 235,840 บาท โดยหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 151,410 บาท

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า ข้อตกลงเลิกสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดระหว่างโจทก์และจำเลยที่ให้จำเลยมีสิทธิหักเงินที่โจทก์ชำระไปแล้วใช้บังคับได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อสัญญาเลิกกัน คู่สัญญาแต่ละฝ่ายจำต้องให้อีกฝ่ายได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิม ส่วนที่เป็นการงานอันได้กระทำให้และเป็นการยอมให้ใช้ทรัพย์นั้น การที่จะชดใช้คืน ให้ทำได้ด้วยใช้เงินตามควรค่าแห่งการนั้น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคหนึ่งและวรรคสาม จำเลยจึงย่อมมีสิทธิได้รับการใช้เงินตามควรค่าแห่งการงานที่ได้กระทำให้แก่โจทก์ไปแล้ว ดังนั้น เมื่อสัญญาเลิกกันแล้ว กฎหมายบังคับให้คู่สัญญาต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งกลับคืนสู่ฐานะเดิม การกำหนดค่าแห่งการงานที่จะต้องชดใช้แก่กัน จึงมิใช่เป็นค่าตอบแทนหรือค่าเสียหาย แต่เป็นหนทางหนึ่งที่จะสามารถทำให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมได้ ส่วนค่าแห่งการงานที่จะชดใช้แก่กันนั้น ก็ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการงานที่จำเลยได้กระทำไปแล้วทั้งหมด เมื่อสัญญายกเลิก ข้อ 2 กำหนดให้หักเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน 151,410 บาท แม้จะเป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการกำหนดค่าแห่งการงานแตกต่างไปจากผลของการเลิกสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสามซึ่งมีผลใช้บังคับระหว่างโจทก์กับจำเลยได้ ดังที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยไว้ก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาถึงข้อตกลงดังกล่าวที่ให้จำเลยมีสิทธิหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเป็นเงินสูงถึง 151,410 บาท ซึ่งคิดเป็นมูลค่าเกือบกึ่งหนึ่งของเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยไปแล้วทั้งหมด โดยจำเลยไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าในการโอนเงินที่โจทก์ชำระให้แก่จำเลยมาแล้วจำนวน 235,840 บาท เพื่อย้ายไปชำระห้องชุดเลขที่ อี 215 โครงการ ซ. ที่บุตรสาวของโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายไว้ จำเลยต้องใช้เงินเพื่อดำเนินงานใดจึงต้องใช้เงินจำนวนสูงถึงเพียงนั้น ทั้ง ๆ ที่โครงการดังกล่าวก็เป็นโครงการในเครือเดียวกับโครงการของจำเลย กรณีย่อมเท่ากับว่าหากโจทก์ประสงค์ที่จะย้ายเงินจำนวนดังกล่าวไปยังอีกโครงการหนึ่ง เพื่อมิให้เงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยไปแล้วสำหรับห้องชุดเลขที่ บี 0306/ยู ต้องสูญเปล่า โจทก์อยู่ในฐานะที่ต้องจำยอมเสียค่าดำเนินงานตามที่จำเลยกำหนดไว้ ไม่ว่าในความเป็นจริงแล้ว ค่าดำเนินงานดังกล่าวจะมีอยู่จริงหรือไม่หรือแม้จะมีจำนวนที่แท้จริงน้อยกว่าจำนวนเงินที่จำเลยกำหนดไว้เพียงใดก็ตาม โจทก์ก็จำต้องเสียค่าดำเนินงานให้จำเลยเต็มตามจำนวนที่จำเลยกำหนดไว้ในสัญญา โดยมิได้คำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จำเลยต้องเสียไปตามความเป็นจริง ข้อตกลงในสัญญายกเลิกดังกล่าวจึงเป็นข้อตกลงที่จำเลยซึ่งเป็นผู้ประกอบธุรกิจและมีอำนาจต่อรองมากกว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้บริโภคเป็นผู้กำหนดขึ้นเพียงฝ่ายเดียว ทำให้จำเลยได้เปรียบโจทก์เกินสมควร ทั้ง ๆ ที่จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญาดำเนินการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จภายในกำหนด ข้อสัญญาดังกล่าวจึงเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 มาตรา 4 วรรคหนึ่ง จึงมีผลบังคับได้เพียงเท่าที่เป็นธรรมและพอสมควรแก่กรณี ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดยกขึ้นฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค พ.ศ. 2551 มาตรา 7 เมื่อพยานหลักฐานที่จำเลยนำสืบมาไม่ปรากฏว่าจำเลยได้ดำเนินงานใดไปแล้วบ้างและต้องเสียค่าดำเนินงานไปเป็นจำนวนเท่าใด จำเลยจึงไม่มีสิทธิหักค่าดำเนินงานเป็นเงินจำนวน 151,410 บาทและมีหน้าที่ต้องคืนเงินจำนวนดังกล่าวที่หักไว้แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่เวลาที่ได้รับไว้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 391 วรรคสอง เมื่อโจทก์ขอคิดตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 ซึ่งเป็นวันยกเลิกสัญญา จึงกำหนดให้โจทก์มีสิทธิคิดดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 151,410 บาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (เดิม) นับแต่วันดังกล่าวเป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 33,413.91 บาท ตามที่โจทก์ขอ และในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จแก่โจทก์ แต่ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใดก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้น ตามมาตรา 224 (ที่แก้ไขใหม่) แต่ทั้งนี้ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142 (5) ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดีผู้บริโภคพ.ศ. 2551 มาตรา 7 ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 151,410 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 25 เมษายน 2561 จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 แต่ดอกเบี้ยคำนวณถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 33,413.91 บาท และดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยนับตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 นั้น ถ้ากระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาเมื่อใด ก็ให้ปรับเปลี่ยนไปตามนั้นบวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ตามที่โจทก์ขอ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ สำหรับค่าฤชาธรรมเนียมที่โจทก์ได้รับยกเว้นนั้นให้จำเลยชำระต่อศาลในนามโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 8,000 บาท ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาให้เป็นพับ

ผู้บริโภคเรียกเงินคืนจากผู้ประกอบธุรกิจ  ผู้บริโภคอาจเสียเงินจำนวนมากจากเงื่อนไขที่ผู้ประกอบธุรกิจกำหนดไว้ฝ่ายเดียว แม้ค่าใช้จ่ายตามเงื่อนไขนั้นจะไม่มีหลักฐานแสดงจำนวนที่เกิดขึ้นจริง




ข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม