
| การซื้อขายที่ดินโดยหลอกลวงสิทธิครอบครอง เป็นโมฆะและต้องคืนเงิน(ฎีกา 8755/2551)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีผู้ขายนำที่ดินที่ตนไม่มีสิทธิครอบครองตามกฎหมายมาทำสัญญาจะซื้อจะขายให้ผู้ซื้อ โดยผู้ขายทราบอยู่แล้วว่าที่ดินดังกล่าวมีบุคคลอื่นออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไว้ก่อน ส่งผลให้ผู้ซื้อสำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรมว่าผู้ขายมีสิทธิจะโอนและสามารถออกโฉนดได้ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายดังกล่าวเป็นโมฆะตามกฎหมาย และต้องใช้หลักลาภมิควรได้ให้ผู้ขายคืนเงินพร้อมดอกเบี้ยแก่ผู้ซื้อ ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินตามเอกสาร ส.ค.1 เลขที่ 401 ในพื้นที่อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต จากจำเลยในราคา 330,000 บาท โดยจำเลยรับรองว่าจะให้ความร่วมมือในการดำเนินการออกเอกสารสิทธิหรือออกโฉนดที่ดินให้แล้วเสร็จ หากโจทก์ดำเนินการในส่วนของตนเอง ต่อมาเมื่อโจทก์ไปดำเนินการขอออกโฉนด กลับพบว่าที่ดินดังกล่าวมีบุคคลอื่นออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ไว้ตั้งแต่ปี 2523 แล้ว ทำให้ไม่สามารถออกโฉนดในนามโจทก์ได้ โจทก์จึงเรียกร้องให้จำเลยคืนเงิน แต่จำเลยเพิกเฉย โดยจำเลยอ้างว่าได้ส่งมอบการครอบครองให้โจทก์แล้ว มองว่าโจทก์ครอบครองมานานปีเศษโดยไม่มีใครโต้แย้ง และถือว่าได้สิทธิครอบครองในฐานะเจ้าของ จึงปฏิเสธไม่คืนเงิน ข้อเท็จจริงยืนยันชัดเจนว่า ก่อนการทำสัญญาปี 2543 จำเลยเคยยื่นขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในปี 2535 และยื่นคำขอยกเลิกในปี 2540 เพราะพบว่ามีผู้อื่นครอบครองที่ดินและมีหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้ว แสดงให้เห็นว่าจำเลยรู้ข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่ยังนำที่ดินแปลงเดิมมาขายต่อให้โจทก์อีกครั้งในปี 2543 ประเด็นทางกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ศาลต้องพิจารณาว่า • สัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าวเป็นโมฆะหรือไม่ • การที่จำเลยนำที่ดินที่รู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิมาขาย ถือเป็นการหลอกลวงหรือไม่ • ผู้ซื้อสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรมตาม ป.พ.พ. มาตรา 156 หรือไม่ • การคืนเงินต้องใช้หลักลาภมิควรได้หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างชัดเจนว่า 1. จำเลยรู้ข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลอื่นออก น.ส.3 ก. แล้ว 2. จำเลยเคยขอยกเลิกการออก น.ส.3 ก. ของตนเองเมื่อปี 2540 แสดงให้เห็นว่าจำเลยไม่ใช่ผู้มีสิทธิครอบครอง 3. แม้รู้ข้อเท็จจริงดังกล่าว จำเลยก็ยังนำที่ดินมาทำสัญญาจะซื้อจะขายกับโจทก์ พร้อมระบุว่าจะให้ความร่วมมือในการออกโฉนด ทั้งที่ไม่อาจทำได้จริง 4. การกระทำดังกล่าวเป็นการหลอกลวงให้โจทก์เข้าใจผิดว่าจำเลยเป็นผู้มีสิทธิในที่ดิน 5. ผู้ซื้อจึงสำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาจึงเป็น โมฆะตามมาตรา 156 ป.พ.พ. 6. เมื่อสัญญาเป็นโมฆะ ต้องนำหลัก ลาภมิควรได้ มาตรา 406 มาใช้ 7. จำเลยต้องคืนเงินให้โจทก์ 330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์และพิพากษายืน หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้ • สำคัญผิดในสาระสำคัญ (มาตรา 156) หากคู่สัญญาเข้าใจข้อเท็จจริงผิดไปในเรื่องที่เป็นสาระสำคัญของนิติกรรม นิติกรรมย่อมเป็นโมฆะ แม้ฝ่ายผู้ขายจะอ้างว่าซื้อขายเสร็จแล้วหรือส่งมอบการครอบครองแล้วก็ตาม หากพื้นฐานความเข้าใจ เช่น สิทธิครอบครอง เป็นสิ่งผิด สัญญาย่อมใช้ไม่ได้ • การหลอกลวงก่อนทำสัญญา หากฝ่ายหนึ่งรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิ แต่แสดงข้อความอันเป็นเท็จหรือทำให้เข้าใจผิด ย่อมเป็นการฉ้อฉล (fraud) ในลักษณะทำให้เกิดการสำคัญผิดในตัวนิติกรรม • สัญญาซื้อขายที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ การซื้อขายสิทธิครอบครองตาม ส.ค.1 สามารถทำได้ในบางกรณี แต่ต้องเป็นสิทธิที่ผู้ขายมีอยู่จริง หากไม่มีสิทธิครอบครองเลย สัญญาย่อมเป็นโมฆะ • หลักลาภมิควรได้ (มาตรา 406) เมื่อสัญญาเป็นโมฆะ ต้องคืนสิ่งที่ได้มาโดยปราศจากมูลหนี้ ข้อคิดทางกฎหมายจากคดีนี้ • ผู้ซื้อที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิชัดเจนต้องตรวจสอบสถานะสิทธิอย่างละเอียด เพราะ ส.ค.1 และ น.ส.3 ก. มีความเสี่ยงสูงต่อการทับซ้อน • ผู้ขายที่รู้ว่าไม่มีสิทธิโดยชอบ แต่ยังทำสัญญา อาจเข้าลักษณะฉ้อฉล และต้องรับผิดเต็มจำนวน • สัญญาจะซื้อจะขายอสังหาริมทรัพย์ หากข้อเท็จจริงที่เป็นพื้นฐานของสัญญาไม่เป็นความจริง เช่น สิทธิครอบครอง สัญญาย่อมล้มทั้งฉบับ • ประเด็น "สำคัญผิดในสาระสำคัญ" เป็นหลักสำคัญที่คุ้มครองความสุจริตของคู่สัญญา • หลักลาภมิควรได้ช่วยให้คืนสู่ฐานะเดิมแม้สัญญาจะใช้บังคับไม่ได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง เห็นว่าโจทก์รับมอบการครอบครองที่ดินและครอบครองเป็นเวลาปีเศษโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ถือว่าเป็นเจ้าของการครอบครอง ไม่อาจเรียกเงินคืนจากจำเลย 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ เห็นว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิครอบครองที่ดินเพราะมีผู้อื่นออก น.ส.3 ก. ไว้ก่อน การทำสัญญาจึงเป็นการหลอกลวง และสัญญาเป็นโมฆะ ให้จำเลยคืนเงินพร้อมดอกเบี้ย 3. ศาลฎีกา พิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าผู้ซื้อสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายโมฆะ และจำเลยต้องคืนเงินตามหลักลาภมิควรได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8755/2551 จำเลยหลอกลวงเอาที่ดินที่ตนไม่มีสิทธิมาหลอกขายให้โจทก์ ทำให้โจทก์เข้าใจว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองสามารถโอนสิทธิและนำไปออกเอกสารสิทธิได้ เป็นการสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมสัญญา การซื้อขายที่ดินจึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 และต้องนำบทบัญญัติว่าด้วยลาภมิควรได้มาใช้บังคับ จำเลยจึงต้องคืนเงินให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี โจทก์ฟ้องว่าเมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2543 จำเลยขายที่ดินตามหลักฐาน ส.ค.1 ราคา 330,000 บาท พร้อมสัญญาว่าจะช่วยดำเนินการออกเอกสารสิทธิ แต่เมื่อโจทก์ไปขอออกโฉนดกลับพบว่ามีผู้อื่นออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ไว้ก่อน ทำให้ไม่สามารถออกโฉนดได้ จึงแจ้งขอเงินคืนแต่จำเลยไม่ยินยอม โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินพร้อมดอกเบี้ย จำเลยให้การว่าส่งมอบการครอบครองแล้ว และโจทก์ครอบครองมาปีเศษโดยไม่มีผู้ใดคัดค้าน ถือว่ามีสิทธิครอบครองตามกฎหมาย จึงขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้จำเลยคืนเงิน 330,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยรู้อยู่ก่อนแล้วว่าที่ดินมีบุคคลอื่นออก น.ส.3 ก. ตั้งแต่ปี 2523 และจำเลยเคยยื่นขอยกเลิกการออกเอกสารสิทธิของตนเองเมื่อปี 2540 แสดงว่าไม่มีสิทธิครอบครอง แต่กลับทำสัญญาขายและรับรองว่าจะช่วยออกเอกสารสิทธิ ทำให้โจทก์สำคัญผิดในสาระสำคัญของนิติกรรม ซื้อขายจึงเป็นโมฆะตามมาตรา 156 และจำเลยต้องคืนเงินตามหลักลาภมิควรได้ ศาลฎีกาพิพากษายืน หลอกลวงเอาที่ดินที่ตนไม่มีสิทธิแล้วมาหลอกขายให้: ประเด็นกฎหมายสำคัญที่ผู้ซื้อที่ดินต้องระวัง การซื้อขายที่ดินเป็นธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงและต้องใช้ความละเอียดรอบคอบเป็นพิเศษ เพราะแม้จะมีเอกสารการครอบครอง เช่น ส.ค.1 หรือ น.ส.3 ก. ก็ยังพบปัญหาว่าผู้ขายบางรายไม่มีสิทธิครอบครองจริง แต่กลับนำที่ดินนั้นมาหลอกขายให้ผู้อื่น ซึ่งก่อให้เกิดข้อพิพาทและความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อผู้ซื้อโดยตรง จึงเป็นเหตุให้ศาลฎีกาต้องพิจารณาวางหลักกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ซื้อที่สุจริต ในคดีลักษณะนี้ ปัญหาสำคัญคือ ผู้ขายรู้อยู่แล้วว่าที่ดินไม่ได้อยู่ในสิทธิครอบครองของตน แต่กลับแสดงข้อความเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง เพื่อให้ผู้ซื้อเชื่อว่าเป็นที่ดินที่สามารถโอนสิทธิหรือออกเอกสารสิทธิได้ การกระทำเช่นนี้เข้าลักษณะ “หลอกลวงก่อนทำสัญญา” ซึ่งถือว่าเป็นการทำให้คู่สัญญา สำคัญผิดในสิ่งที่เป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 ส่งผลให้สัญญาซื้อขายที่ดินนั้น เป็นโมฆะตั้งแต่ต้น และไม่ก่อให้เกิดผลผูกพันตามสัญญาแต่อย่างใด กรณีที่พบบ่อย คือ ผู้ขายมีเพียง ส.ค.1 หรือสิทธิครอบครองเบื้องต้น แต่ทราบดีว่าแท้จริงแล้วมีบุคคลอื่นออก น.ส.3 ก. หรือโฉนดทับอยู่ก่อน และตนไม่มีสิทธิออกเอกสารสิทธิ แต่ยังคงเจรจาขายโดยให้คำมั่นว่าจะช่วยดำเนินการออกเอกสารสิทธิให้ผู้ซื้อ ทำให้ผู้ซื้อหลงเชื่อว่าที่ดินสามารถโอนได้ตามกฎหมาย ทั้งที่ในความเป็นจริงเป็นไปไม่ได้ การหลอกลวงเช่นนี้นอกจากทำให้สัญญาเป็นโมฆะแล้ว ยังทำให้ต้องคืนเงินตามหลัก ลาภมิควรได้ ตามมาตรา 406 เนื่องจากผู้ขายได้รับเงินโดยไม่มีมูลหนี้รองรับ หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้ คือ หากผู้ขายทราบอยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิในที่ดิน แต่ยังนำมาขาย และให้คำยืนยันว่าจะร่วมมือในการออกเอกสารสิทธิ ถือเป็นพฤติการณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจหลอกลวง ผู้ซื้อจึงมีสิทธิขอให้ศาลเพิกถอนสัญญา และเรียกคืนเงินทั้งหมดรวมถึงดอกเบี้ยในอัตราที่กฎหมายกำหนด ไม่ว่าผู้ขายจะอ้างว่าผู้ซื้อได้รับการครอบครองไปแล้ว หรือไม่มีใครมาโต้แย้งสิทธิการครอบครองของผู้ซื้อก็ตาม การซื้อขายที่ดินต้องอาศัย “ความสุจริต” และ “ความสามารถในการโอนสิทธิ” ซึ่งเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของนิติกรรมซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ หากฝ่ายหนึ่งหลอกลวงให้ผู้อื่นเชื่อในข้อเท็จจริงอันเป็นหัวใจของสัญญา เช่น สิทธิครอบครอง ความสามารถในการออกโฉนด หรือการเป็นเจ้าของที่แท้จริง สัญญานั้นย่อมล้มทั้งฉบับทันที ผู้ซื้อที่ดินควรตรวจสอบเอกสารสิทธิกับสำนักงานที่ดินให้ครบถ้วนก่อนการทำสัญญา รวมถึงตรวจสอบประวัติการครอบครอง การออกโฉนดย้อนหลัง และไม่ควรเชื่อเพียงคำรับรองของผู้ขายหรือเอกสารที่ผู้ขายนำมาแสดงโดยลำพัง ส่วนผู้ขายเองต้องซื่อสัตย์และเปิดเผยข้อเท็จจริง หากรู้อยู่แล้วว่าไม่มีสิทธิย่อมต้องรับผิดทางกฎหมายเต็มรูปแบบ สรุปแล้ว การหลอกลวงเอาที่ดินที่ตนไม่มีสิทธิแล้วนำมาขาย เป็นการกระทำที่ทำให้สัญญาเป็นโมฆะทันที ผู้ซื้อสามารถเรียกเงินคืนได้ทั้งหมดพร้อมดอกเบี้ย และผู้ขายอาจถูกดำเนินคดีแพ่งหรืออาญาเพิ่มเติมได้ด้วย การรู้เท่าทันกฎหมายและตรวจสอบสิทธิก่อนซื้อจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการป้องกันความเสียหาย คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คำตอบ คำถาม: กรณีผู้ขายหลอกลวงนำที่ดินที่ตนไม่มีสิทธิครอบครองมาขายให้ ผู้ซื้อมีสิทธิเรียกร้องอย่างไรบ้างตามกฎหมายแพ่ง? คำตอบ: หากผู้ขายรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิครอบครองหรือไม่มีสิทธิในที่ดินตามกฎหมาย แต่ยังนำที่ดินดังกล่าวมาทำสัญญาขายให้ผู้ซื้อ โดยแสดงข้อความหรือพฤติการณ์ทำให้ผู้ซื้อเชื่อว่าสามารถโอนสิทธิและออกเอกสารสิทธิได้ ศาลถือว่าเป็นการทำให้ผู้ซื้อสำคัญผิดในสาระสำคัญแห่งนิติกรรม สัญญาซื้อขายย่อมเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น ผู้ซื้อจึงมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ขายคืนเงินค่าที่ดินทั้งหมด พร้อมดอกเบี้ยในอัตราตามกฎหมาย โดยอาศัยหลักลาภมิควรได้ในการบังคับใช้ 2. คำถาม-คำตอบ คำถาม: การสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมในคดีซื้อขายที่ดิน หมายถึงอะไร และมีผลอย่างไรต่อสัญญา? คำตอบ: การสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งนิติกรรมในคดีซื้อขายที่ดิน หมายถึงกรณีที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งเข้าใจข้อเท็จจริงผิดไปในเรื่องที่เป็นหัวใจของสัญญา เช่น เข้าใจว่าผู้ขายมีสิทธิครอบครองหรือมีสิทธิออกเอกสารสิทธิให้ได้ ทั้งที่ความจริงผู้ขายไม่มีสิทธิดังกล่าว เมื่อความเข้าใจผิดนั้นเป็นเรื่องสำคัญต่อการตกลงทำสัญญา นิติกรรมซื้อขายย่อมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156 และคู่สัญญาต้องคืนทรัพย์หรือผลประโยชน์ที่ได้ไปโดยอาศัยหลักลาภมิควรได้ 3. คำถาม-คำตอบ คำถาม: เมื่อสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะเพราะผู้ขายไม่มีสิทธิในที่ดิน ต้องใช้หลักลาภมิควรได้อย่างไรในการคืนเงินค่าที่ดิน? คำตอบ: เมื่อศาลวินิจฉัยว่าสัญญาซื้อขายที่ดินเป็นโมฆะ เนื่องจากผู้ขายไม่มีสิทธิครอบครองหรือไม่มีสิทธิในที่ดินที่นำมาขาย การบังคับให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมต้องอาศัยหลักลาภมิควรได้ กล่าวคือ ผู้ขายซึ่งได้รับเงินค่าที่ดินไปโดยไม่มีมูลหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายต้องคืนเงินทั้งหมดแก่ผู้ซื้อ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราที่กฎหมายกำหนด นับแต่วันที่ผู้ซื้อฟ้องหรือวันที่มีการทวงถามแล้วแต่กรณี เพื่อไม่ให้ผู้ขายได้ลาภโดยไม่มีกฎหมายรองรับ 4. คำถาม-คำตอบ คำถาม: หากผู้ซื้อรับการครอบครองที่ดินและใช้ประโยชน์ไปช่วงหนึ่งแล้ว ยังสามารถฟ้องเรียกคืนเงินจากผู้ขายได้หรือไม่? คำตอบ: แม้ผู้ซื้อจะได้รับการส่งมอบการครอบครองที่ดินและใช้ประโยชน์ในระยะเวลาหนึ่ง แต่หากภายหลังปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ขายไม่มีสิทธิครอบครอง หรือมีบุคคลอื่นออกเอกสารสิทธิในที่ดินไว้ก่อนแล้ว ทำให้สัญญาซื้อขายเป็นโมฆะ ผลของโมฆะกรรมทำให้ถือเสมือนไม่เคยมีสัญญาเกิดขึ้น ผู้ซื้อตามกฎหมายจึงยังมีสิทธิเรียกร้องให้ผู้ขายคืนเงินค่าที่ดินได้ โดยใช้หลักลาภมิควรได้เข้าบังคับ ส่วนการใช้ประโยชน์ในช่วงเวลาหนึ่งนั้นอาจนำมาพิจารณาในแง่การหักกลบลาภระหว่างกันตามดุลพินิจของศาล 5. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ผู้ซื้อควรตรวจสอบสิทธิในที่ดินอย่างไร ก่อนทำสัญญาซื้อขายเพื่อป้องกันการถูกหลอกลวง? คำตอบ: ก่อนทำสัญญาซื้อขายที่ดิน ผู้ซื้อควรตรวจสอบสิทธิอย่างละเอียดจากสำนักงานที่ดินในพื้นที่ ตรวจสอบว่าแปลงที่ดินมีเอกสารสิทธิประเภทใด เช่น ส.ค.1 น.ส.3 ก. หรือโฉนดที่ดิน ตรวจสอบประวัติการออกเอกสารสิทธิย้อนหลังว่ามีการโอนหรือออกเอกสารสิทธิซ้อนหรือไม่ ควรตรวจรูปถ่ายทางอากาศ รายงานการครอบครอง และข้อมูลพยานบุคคลในท้องถิ่น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ขายมีสิทธิครอบครองตามกฎหมายจริง ไม่ควรอาศัยเพียงคำกล่าวอ้างหรือสำเนาเอกสารที่ผู้ขายนำมาแสดงโดยปราศจากการตรวจสอบกับหน่วยงานรัฐโดยตรง 6. คำถาม-คำตอบ คำถาม: การหลอกลวงขายที่ดินที่ตนไม่มีสิทธิ นอกจากมีผลให้สัญญาเป็นโมฆะแล้ว ผู้ขายอาจมีความรับผิดใดเพิ่มเติมอีกหรือไม่? คำตอบ: การหลอกลวงขายที่ดินที่ตนไม่มีสิทธิ แม้ในทางแพ่งจะทำให้สัญญาเป็นโมฆะและต้องคืนเงินตามหลักลาภมิควรได้ แต่ในบางกรณีอาจมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดอาญา หากมีเจตนาหลอกลวงให้ผู้อื่นหลงเชื่อและยอมโอนเงินหรือทรัพย์สินให้ ผู้ขายอาจถูกดำเนินคดีในความผิดฐานฉ้อโกงหรือความผิดอื่นตามกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้องได้ด้วย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง พฤติการณ์ และพยานหลักฐานในแต่ละกรณี 7. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ทำไมศาลจึงให้ความสำคัญกับความสุจริตของผู้ซื้อในคดีเกี่ยวกับการซื้อขายที่ดินที่ผู้ขายไม่มีสิทธิ? คำตอบ: ศาลให้ความสำคัญกับความสุจริตของผู้ซื้อ เพราะธุรกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์มีมูลค่าสูงและกระทบต่อความมั่นคงในการใช้ทรัพย์สินของประชาชน หากผู้ซื้อกระทำโดยสุจริต ตรวจสอบตามสมควรแล้วแต่ยังถูกผู้ขายที่รู้ข้อเท็จจริงหลอกลวง ศาลมักใช้หลักกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ซื้อ เช่น การวินิจฉัยให้สัญญาเป็นโมฆะเนื่องจากสำคัญผิดในสาระสำคัญ และให้ผู้ขายคืนเงินตามหลักลาภมิควรได้ เพื่อไม่ให้ผู้ขายได้รับประโยชน์จากการกระทำที่ไม่สุจริตของตนเอง |




