
| การไถ่ทรัพย์ขายฝากและการตีความคดีมีทุนทรัพย์ กรณีพิพาทสิทธิในที่ดินขายฝาก
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญเรื่อง “คดีขายฝากเป็นคดีมีทุนทรัพย์” และเกณฑ์การคำนวณทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่พิพาท ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการอุทธรณ์ข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง โดยเฉพาะในกรณีที่คู่ความอ้างว่าได้ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์ภายในกำหนด แต่ศาลต้องวินิจฉัยว่าคดีดังกล่าวเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือคดีไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ คดีนี้เกิดจากการที่โจทก์ขายฝากที่ดินให้จำเลยและอ้างว่าได้ติดต่อขอไถ่คืนภายในกำหนด แต่จำเลยไม่ยอมให้ไถ่ โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่คืน โดยอ้างว่านี่เป็น “คดีขอปลดเปลื้องทุกข์” ซึ่งไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ จึงควรอุทธรณ์และนำสืบข้อเท็จจริงได้อย่างเต็มที่ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่าคดีขายฝากเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ต้องถือราคาทรัพย์ที่ขายฝากเป็นทุนทรัพย์ จึงห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงเมื่อทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์ ส่งผลให้ประเด็นการพิจารณาข้อเท็จจริงถูกจำกัดตามกฎหมาย บทความนี้จะสรุปข้อเท็จจริง คำวินิจฉัย และวิเคราะห์หลักกฎหมายเกี่ยวกับ “คดีมีทุนทรัพย์” อย่างละเอียด รวมถึงเจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 224 ป.วิ.พ. และแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นแนวทางสำหรับนักกฎหมาย ผู้ฟ้องคดี และผู้ศึกษาเรื่องขายฝาก ข้อเท็จจริงในคดี โจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 16040 ให้จำเลยในราคา 30,000 บาท กำหนดไถ่คืน 5 เดือน นับแต่วันทำสัญญา โจทก์อ้างว่าเมื่อใกล้ครบกำหนดได้ติดต่อจำเลยเพื่อชำระเงินและขอให้ไปจดทะเบียนไถ่ถอน แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์จึงฟ้องให้ศาลกำหนดให้ตนวางเงินจำนวน 30,000 บาทแทนการชำระแก่จำเลย และบังคับให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่การขายฝาก หากไม่ยอมให้ถือคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา จำเลยให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าโจทก์ไม่เคยติดต่อไถ่คืนภายในกำหนด และที่ดินตกเป็นของจำเลยโดยผลแห่งสัญญา อีกทั้งโจทก์ฟ้องโดยไม่ได้นำเงินมาวางต่อศาล เป็นเพียงการประวิงเวลาหรือขยายกำหนดไถ่ อันไม่ใช่สิทธิที่กฎหมายรองรับ ศาลชั้นต้นฟังว่าโจทก์ไม่ได้ไถ่ทรัพย์ในกำหนด จึงยกฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน โดยเห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริงที่ห้ามมิให้อุทธรณ์ตามมาตรา 224 เพราะทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาท โจทก์ยื่นฎีกาอ้างว่าคดีนี้เป็นคดีขอปลดเปลื้องทุกข์ ไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ จึงมีสิทธิอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ถือราคาขายฝาก 30,000 บาทเป็นทุนทรัพย์ ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ข้อเท็จจริง คำพิพากษาศาลล่างชอบแล้ว พิพากษายืน คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1 คดีขายฝากเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ศาลฎีการะบุชัดว่า การฟ้องขอไถ่ทรัพย์เป็นคดีพิพาทสิทธิในทรัพย์ที่จะมีผลให้คู่ความฝ่ายหนึ่งได้กรรมสิทธิ์คืน หรือเสียกรรมสิทธิ์ให้แก่อีกฝ่าย เป็น “คดีมีทุนทรัพย์” ต้องถือราคาทรัพย์ที่ขายฝากเป็นทุนทรัพย์ตามกฎหมาย 2 ไม่ใช่คดีปลดเปลื้องทุกข์ ศาลชี้ว่า แม้โจทก์จะอ้างว่าเป็นคดีขอปลดเปลื้องทุกข์ แต่แท้จริงผลของคดีมีผลเพียงว่าจะได้หรือเสียกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ดังนั้นคดีนี้สามารถประเมินมูลค่าเป็นเงินได้ ถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์เท่านั้น 3 การห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง (มาตรา 224 ป.วิ.พ.) เมื่อทุนทรัพย์เพียง 30,000 บาท ซึ่งไม่ถึง 50,000 บาท อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงจึงต้องห้ามโดยเด็ดขาด ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยและยกอุทธรณ์โจทก์อย่างถูกต้องแล้ว 4 ภาระพิสูจน์และระยะเวลาไถ่ทรัพย์ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าโจทก์มิได้ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์โดยชอบ และเมื่ออุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้าม ศาลฎีกาจึงไม่มีอำนาจกลับไปวินิจฉัยข้อเท็จจริงอีก การวิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ “คดีขายฝากเป็นคดีมีทุนทรัพย์” 1 หลักเกณฑ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยคดีมีทุนทรัพย์ ประเด็นสำคัญที่สุดในคำพิพากษาศาลฎีกานี้อยู่ที่การวินิจฉัยว่า “คดีขายฝากเป็นคดีมีทุนทรัพย์” โดยหลักกฎหมายกำหนดว่า คดีมีทุนทรัพย์หมายถึงคดีที่ ผลแห่งคำพิพากษาจะทำให้คู่ความฝ่ายหนึ่งได้ทรัพย์สินหรือเสียทรัพย์สิน อันมีราคาประเมินเป็นตัวเงินได้ ศาลต้องถือเอา “ราคาแห่งทรัพย์สินที่พิพาท” เป็นเกณฑ์กำหนดทุนทรัพย์ของคดีนั้นตามหลักทั่วไปในวิธีพิจารณาความแพ่ง ในคดีนี้ โจทก์ฟ้องว่ามีสิทธิไถ่ทรัพย์ที่ได้ขายฝาก และขอให้ศาลกำหนดให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่คืน โดยมีผลทำให้กรรมสิทธิ์ในที่ดินกลับคืนสู่โจทก์หรือคงอยู่แก่จำเลย ผลของคดีจึงมีลักษณะเป็นคดีพิพาทสิทธิในทรัพย์โดยตรง ไม่ใช่การขอให้ศาลระงับสภาพความเดือดร้อนส่วนตัวหรือการขอคุ้มครองสถานะนิติสัมพันธ์ใด ๆ ที่ไม่สามารถตีราคาเป็นเงินได้ ศาลฎีกาจึงถือว่าคดีนี้ มีทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่ขายฝาก คือ 30,000 บาท อันเป็นราคาที่คู่ความตกลงกัน ณ วันทำสัญญา ซึ่งถือเป็นราคาทุนทรัพย์ที่ชัดเจนตามธรรมชาติของสัญญาขายฝาก 2 ไม่เข้าข่าย “คดีไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้” หรือคดีขอปลดเปลื้องทุกข์ โจทก์ฎีกาอ้างว่า ฟ้องคดีนี้เพื่อ “ปลดเปลื้องทุกข์” จากการที่จำเลยไม่ยอมไถ่ทรัพย์ให้ โดยอ้างว่าไม่ใช่คดีที่สามารถประมาณราคาเป็นเงินได้ จึงไม่ควรถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ และควรอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้เต็มที่ แต่ศาลฎีกาตีความตามเจตนารมณ์กฎหมายว่า คดีปลดเปลื้องทุกข์ต้องเป็นคดีที่ ไม่อาจตีมูลค่าความเดือดร้อนหรือสิทธิที่ถูกล่วงละเมิดเป็นราคาเงินได้ เช่น คดีขอให้เพิกถอนการรบกวน (มาตรา 1336), คดีขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนการคุกคาม เป็นต้น แต่ในคดีขายฝากนั้น ประเด็นหลักของคดีคือ “ที่ดินโฉนดเลขที่…” ซึ่งมีมูลค่าทางเศรษฐกิจชัดเจน และสัญญาขายฝากยังระบุราคาไว้ จึงย่อมเป็นคดีที่คำนวณราคาเป็นเงินได้ เจตนารมณ์สำคัญคือ— ถ้าการฟ้องคดีมีผลให้ฝ่ายหนึ่งได้กรรมสิทธิ์ในทรัพย์ หรือเสียทรัพย์ไป จะเป็นคดีมีทุนทรัพย์เสมอ ไม่ว่าผู้ฟ้องจะอ้างเหตุผลทางอารมณ์หรือความเดือดร้อนส่วนตนเพียงใด ดังนั้น การนำคดีขายฝากมาจัดเข้าลักษณะคดีปลดเปลื้องทุกข์จึงไม่ถูกต้อง และไม่สอดคล้องกับหลักการตีความบทกฎหมายว่าด้วยทุนทรัพย์คดีแพ่ง 3 ความสำคัญของทุนทรัพย์ต่อสิทธิการอุทธรณ์ข้อเท็จจริง (มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ.) มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง บัญญัติว่า “ในคดีมีทุนทรัพย์ซึ่งทุนทรัพย์นั้น ไม่เกินห้าหมื่นบาท ห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง” บทบัญญัตินี้ถือเป็น เจตนารมณ์สำคัญของกฎหมายวิธีพิจารณาในการจำกัดการขยายกระบวนพิจารณาของศาลสูง เพื่อป้องกันการยืดคดีเล็กน้อยและเป็นการประหยัดทรัพยากรทางยุติธรรมของประเทศ ในคดีนี้ ราคาทรัพย์ที่ขายฝากคือ 30,000 บาท ซึ่งไม่ถึงเกณฑ์ 50,000 บาท จึงเข้าข่ายห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงโดยเด็ดขาด ไม่ว่าคู่ความจะพยายามโต้แย้งเพื่อให้ศาลสูงฟังข้อเท็จจริงใหม่เพียงใด ศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจพิจารณาข้อเท็จจริงอีก และศาลฎีกาต้องพิจารณาเฉพาะข้อกฎหมายเท่านั้น ผลที่ตามมาบางประการที่สำคัญ ได้แก่ • คำวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้น “ยุติ” ทันที • การโต้แย้งว่าได้ไถ่ทรัพย์ภายในกำหนดเป็นอุทธรณ์ข้อเท็จจริง จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย • ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่มีอำนาจรับวินิจฉัย และการยกอุทธรณ์ชอบแล้ว • ศาลฎีกามีหน้าที่ตรวจเพียงว่าศาลล่างอ้างบทกฎหมายถูกหรือไม่ ดังนั้น คดีนี้กลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ทุนทรัพย์มีผลโดยตรงต่อ “วิธีพิจารณา” มากกว่าตัวข้อพิพาททรัพย์สินเองเสียอีก 4 ความสัมพันธ์ระหว่างสัญญาขายฝากกับทุนทรัพย์ — เหตุผลที่ต้องถือ “ราคาทรัพย์ที่ขายฝาก” เป็นทุนทรัพย์ สัญญาขายฝากมีลักษณะพิเศษ คือ • โอนกรรมสิทธิ์ทันทีให้ผู้ซื้อฝาก • แต่ให้ผู้ขายฝากมีสิทธิไถ่คืนภายในกำหนด การฟ้องขอไถ่ทรัพย์จึงไม่ใช่การฟ้องเพื่อขอให้ศาลสั่งให้ทำสัญญาใหม่ หรือเพียงแก้ไขความเดือดร้อน แต่เป็นการฟ้อง “เรียกกรรมสิทธิ์” ในทรัพย์กลับคืน ซึ่งแน่นอนว่ามีราคาตามสัญญาอย่างชัดเจน ศาลฎีกาใช้แนวทางสอดคล้องกับหลักทั่วไป คือ ถือราคาทรัพย์ที่ขายฝากเป็นทุนทรัพย์ของคดีโดยอัตโนมัติ เพราะราคาในสัญญาเป็นราคาแท้จริงของสิทธิในการได้หรือเสียทรัพย์นั้น การใช้ “ราคาตลาด” หรือ “ราคาประเมินราชการ” ไม่ใช่หลักที่ใช้ในคดีลักษณะนี้ เว้นแต่ไม่มีราคาตามสัญญาให้ถือเป็นทุนทรัพย์ ดังนั้น การอ้างว่าเป็นคดีไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ จึงขัดกับธรรมชาติของสัญญาขายฝากและวิธีพิจารณาความแพ่งโดยสิ้นเชิง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1 ฎีกาที่วางหลักว่า “คดีขายฝากเป็นคดีมีทุนทรัพย์” ศาลฎีกามีแนวคำพิพากษาที่สอดคล้องกันอย่างต่อเนื่องว่า คดีฟ้องไถ่ทรัพย์ขายฝากย่อมเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เช่น • ฎีกา 287/2534 วางหลักว่าคดีขายฝากที่พิจารณาว่าใครมีสิทธิในที่ดินเป็นคดีมีทุนทรัพย์ตามราคาซื้อขายฝาก • ฎีกา 4071/2538 ย้ำว่าการฟ้องให้ศาลบังคับให้ไปจดทะเบียนไถ่ทรัพย์เป็นคดีพิพาทกรรมสิทธิ์โดยตรง • ฎีกา 5123/2541 ศาลถือว่าการฟ้องไถ่ทรัพย์ต้องตีราคาเป็นเงินได้เสมอ ไม่อาจอ้างคดีไม่อาจคำนวณราคา แนวคำพิพากษาเหล่านี้ยืนยันหลักการในคดี 2120/2540 อย่างเป็นระบบ 2 ฎีกาเกี่ยวกับทุนทรัพย์และการห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง มาตรา 224 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. ถูกตีความอย่างเคร่งครัดในคดีต่อไปนี้: • ฎีกา 1398/2537 ห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงเมื่อทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์ แม้คู่ความอ้างว่าจำเป็นต้องตรวจข้อเท็จจริงเพิ่มเติม • ฎีกา 510/2540 ศาลยืนยันว่าอุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องถูกจำกัดตามเจตนารมณ์กฎหมายเพื่อไม่ให้คดีเล็กน้อยขึ้นสู่ศาลสูงโดยไม่จำเป็น • ฎีกา 723/2543 แม้คู่ความกล่าวอ้างว่าคดีมีลักษณะพิเศษ แต่ถ้าคำนวณมูลค่าทรัพย์ได้ ให้ถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์โดยเด็ดขาด แนวคำพิพากษาเหล่านี้สอดคล้องกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2120/2540 และทำให้คดีนี้เป็นบรรทัดฐานว่า: คดีขายฝาก = คดีมีทุนทรัพย์ = ห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริงเมื่อทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์ 3 การพิสูจน์สิทธิในการไถ่ทรัพย์ — เมื่ออุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องห้าม แม้ว่าประเด็นการไถ่ทรัพย์จะเป็นข้อเท็จจริงที่ต้องพิสูจน์ แต่เมื่อทุนทรัพย์ต่ำกว่า 50,000 บาท คู่ความไม่อาจอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้ จึงต้องรับผลคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้นในส่วนนี้โดยปริยาย การบังคับใช้มาตรา 224 ป.วิ.พ. มีลักษณะเป็นบทบัญญัติ “ตัดกระบวนวิธี” อย่างเด็ดขาดเพื่อให้คดีเล็กน้อยยุติในศาลชั้นต้นเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นแนวฎีกาในคดีนี้ทำให้เห็นว่า สิทธิของคู่ความในการฟ้องคดีขายฝากต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง เพราะหากทุนทรัพย์ต่ำ จะไม่สามารถแก้ข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์ได้อีกเลย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยวินิจฉัยตามพยานหลักฐานว่าโจทก์มิได้ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์ขายฝากภายในกำหนด แม้อ้างว่าติดต่อจำเลยเพื่อชำระเงินไถ่คืน แต่ไม่มีหลักฐานรับฟังได้ว่าได้ดำเนินการโดยชอบ หากพ้นกำหนดไถ่ทรัพย์แล้วทรัพย์ย่อมตกเป็นของจำเลย 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน เห็นว่าอุทธรณ์ของโจทก์เป็นอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและคดีขายฝากนี้เป็นคดีมีทุนทรัพย์ ซึ่งทุนทรัพย์ต่ำกว่า 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ข้อเท็จจริงตามมาตรา 224 ป.วิ.พ. 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยยืนตามศาลล่าง โดยถือว่าคดีไถ่ทรัพย์ขายฝากเป็นคดีมีทุนทรัพย์ ต้องถือราคาทรัพย์ที่ขายฝากเป็นทุนทรัพย์ และเมื่อทุนทรัพย์ 30,000 บาทไม่ถึงเกณฑ์ จึงห้ามอุทธรณ์ข้อเท็จจริง อุทธรณ์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. คดีขายฝากต้องถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์โดยสภาพ คดีฟ้องขอไถ่ทรัพย์ขายฝากมีลักษณะเป็นคดีพิพาทสิทธิในทรัพย์อันประเมินค่าเป็นเงินได้ จึงต้องถือราคาทรัพย์ที่ขายฝากเป็นทุนทรัพย์ และไม่อาจตีความเป็นคดีไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ 2. ราคาทรัพย์ในสัญญาขายฝากเป็นเกณฑ์คำนวณทุนทรัพย์ ศาลยึดราคาทรัพย์ที่คู่สัญญากำหนดไว้ในสัญญาขายฝากเป็นทุนทรัพย์ของคดีตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เว้นแต่ไม่มีราคากำหนดไว้ ซึ่งเป็นหลักความแน่นอนทางกระบวนพิจารณา 3. อุทธรณ์ข้อเท็จจริงต้องถูกจำกัดตามมาตรา 224 ป.วิ.พ. เมื่อทุนทรัพย์ไม่ถึง 50,000 บาท ศาลอุทธรณ์ไม่มีอำนาจรับวินิจฉัยข้อเท็จจริง คู่ความต้องรับผลคำวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นโดยเด็ดขาด เป็นการตัดกระบวนวิธีเพื่อให้คดีเล็กน้อยยุติอย่างรวดเร็ว 4. การใช้สิทธิไถ่ทรัพย์ต้องพิสูจน์อย่างเคร่งครัด ผู้ขายฝากต้องพิสูจน์ว่าตนได้ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์ภายในกำหนดเวลา หากศาลชั้นต้นฟังว่าไม่ได้ใช้สิทธิ แม้จะอ้างเหตุผลใดก็ไม่สามารถแก้ไขข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์เมื่อทุนทรัพย์ไม่ถึงเกณฑ์ 5. การจำแนกคดีผิดประเภทมีผลเสียหายอย่างยิ่งต่อสิทธิของคู่ความ การอ้างว่าคดีเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์ย่อมไม่ทำให้คดีขายฝากกลายเป็นคดีไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ การตีความผิดจะทำให้เสียสิทธิอุทธรณ์ข้อเท็จจริงโดยไม่จำเป็น คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม คดีฟ้องขอไถ่ทรัพย์ขายฝากถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่? คำตอบ คดีฟ้องขอไถ่ทรัพย์ขายฝากถือเป็นคดีมีทุนทรัพย์ เพราะเป็นคดีพิพาทสิทธิในทรัพย์ที่สามารถตีราคาเป็นเงินได้ ศาลต้องถือเอาราคาทรัพย์ที่ขายฝากเป็นทุนทรัพย์ตามกฎหมาย 2. คำถาม เกณฑ์การกำหนดทุนทรัพย์ในคดีขายฝากใช้หลักใด? คำตอบ ศาลถือเอาราคาทรัพย์ที่ระบุในสัญญาขายฝากเป็นทุนทรัพย์ของคดี เพราะเป็นราคาที่สะท้อนมูลค่าทรัพย์พิพาทอย่างแน่นอน เว้นแต่มิได้กำหนดราคาไว้จึงอาจใช้วิธีอื่น 3. คำถาม เหตุใดคดีขายฝากที่มีทุนทรัพย์ไม่ถึง 50,000 บาทจึงอุทธรณ์ข้อเท็จจริงไม่ได้? คำตอบ ตามมาตรา 224 วรรคหนึ่ง ป.วิ.พ. คดีมีทุนทรัพย์ไม่เกิน 50,000 บาทห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง เพื่อจำกัดคดีเล็กน้อยไม่ให้เข้าสู่ชั้นศาลสูงโดยไม่จำเป็น 4. คำถาม หากคู่ความอ้างว่าคดีเป็นคดีปลดเปลื้องทุกข์จะทำให้คดีขายฝากไม่เป็นคดีมีทุนทรัพย์หรือไม่? คำตอบ ไม่สามารถทำได้ เพราะคดีขายฝากเกี่ยวข้องกับสิทธิในทรัพย์ซึ่งตีราคาเป็นเงินได้ จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์โดยสภาพ ไม่เข้าลักษณะคดีปลดเปลื้องทุกข์ที่ไม่อาจคำนวณราคาเป็นเงินได้ 5. คำถาม ผู้ขายฝากต้องพิสูจน์อย่างไรว่าได้ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์ภายในกำหนด? คำตอบ ผู้ขายฝากต้องแสดงหลักฐานชัดเจนว่าติดต่อชำระเงินและขอจดทะเบียนไถ่ทรัพย์ภายในกำหนด หากศาลชั้นต้นฟังว่าไม่ได้ใช้สิทธิ และทุนทรัพย์ไม่ถึง 50,000 บาท จะไม่สามารถอุทธรณ์ข้อเท็จจริงได้ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2120/2540 คดีฟ้องขอไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากโดยโจทก์อ้างว่าได้ขอไถ่ทรัพย์ดังกล่าวภายในกำหนดตามสัญญาขายฝากแล้วแต่จำเลยไม่ยอมให้ไถ่คืนเป็นคดีที่พิพาทกันเกี่ยวกับทรัพย์ที่ขายฝากอันจะมีผลทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้หรือเสียสิทธิในทรัพย์นั้นเข้าลักษณะคดีมีทุนทรัพย์โดยถือทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่ขายฝากหาใช่เป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกข์อันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ไม่ โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2536 โจทก์จดทะเบียนขายฝากที่ดินโฉนดเลขที่ 16040 แก่จำเลยไว้ในราคา 30,000 บาท กำหนดไถ่คืนภายใน 5 เดือน นับแต่วันทำสัญญาเมื่อใกล้จะครบกำหนดไถ่คืนโจทก์ติดต่อขอชำระเงินและให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากดังกล่าวแต่จำเลยเพิกถอนเฉย ขอให้พิพากษาให้โจทก์วางเงินสินไถ่ชำระแก่จำเลยจำนวน 30,000 บาท และให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่การขายฝากแก่โจทก์ หากจำเลยไม่ปฏิบัติให้ถือเอาตามคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของจำเลย จำเลยให้การว่า เมื่อใกล้จะครบกำหนดไถ่คืนตามสัญญา โจทก์มิได้ไปติดต่อจำเลยเพื่อขอชำระเงินราคาที่ดินที่ขายฝากและขอให้จำเลยไปจดทะเบียนไถ่ที่ดินดังกล่าวคืนเพราะไม่มีเงินที่ดินที่ขายฝากซึ่งตกเป็นของจำเลย การที่โจทก์ฟ้องแต่มิได้นำเงินมาวางศาลเป็นเพียงการประวิงเวลาเพื่อรอหาเงินมาชำระหรือเพื่อเป็นการขยายเวลาไถ่ทรัพย์คืน ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษายก ฟ้อง โจทก์ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 พิพากษายก อุทธรณ์ โจทก์ โจทก์ ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้เป็นคดีฟ้องขอไถ่ทรัพย์ที่ขายฝาก คือที่ดินซึ่งโจทก์ขายฝากแก่จำเลยไว้ในราคา 30,000 บาท โดยอ้างว่าโจทก์ขอไถ่ทรัพย์ดังกล่าวภายในกำหนดตามสัญญาขายฝากแล้ว แต่จำเลยไม่ยอมให้ไถ่คืนซึ่งเป็นคดีที่พิพาทกันเกี่ยวกับทรัพย์ที่ขายฝากอันจะมีผลทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้หรือเสียสิทธิในทรัพย์นั้น เข้าลักษณะคดีมีทุนทรัพย์โดยถือทุนทรัพย์ตามราคาทรัพย์ที่ขายฝาก คือ 30,000บาท หาใช่เป็นคดีฟ้องขอให้ปลดเปลื้องทุกอันไม่อาจคำนวณเป็นราคาเงินได้ดังที่โจทก์กล่าวอ้างมาในฎีกาไม่ เมื่อราคาทรัพย์ที่พิพาทในชั้นอุทธรณ์ไม่เกิน 50,000 บาท จึงต้องห้ามมิให้คู่ความอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224วรรคหนึ่ง คดีนี้ศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงว่า โจทก์ไม่ได้ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์ที่ขายฝากโดยชอบ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าโจทก์ได้ใช้สิทธิไถ่ทรัพย์ที่ขายโดยชอบแล้ว เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังกล่าว คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างรูปเรื่องไม่ตรงกับคดีนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ไม่รับวินิจฉัยและให้ยกอุทธรณ์ของโจทก์ชอบแล้ว พิพากษายืน |
เพิกถอนการจดทะเบียนขายฝากที่ดินทรัพย์มรดก |




