ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สมรสซ้อนเป็นโมฆะแล้วทรัพย์ที่มีชื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นสินสมรสหรือไม่ และเจ้าหนี้ยึดขายทอดตลาดชำระหนี้มรดกได้เพียงใด

สมรสซ้อนเป็นโมฆะหรือไม่, สมรสซ้อนทรัพย์สินเป็นสินสมรสหรือไม่, ที่ดินจากการสมรสซ้อนเป็นของใคร, เจ้าหนี้ยึดทรัพย์คู่สมรสซ้อนได้หรือไม่, การสมรสเป็นโมฆะมีผลต่อทรัพย์สินอย่างไร, ทรัพย์ของคู่สมรสซ้อนเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่, ผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้างสมรสเป็นโมฆะ, เพิกถอนการยึดที่ดินของคู่สมรส, สมรสซ้อนตามมาตรา 1452, การสมรสเป็นโมฆะตามมาตรา 1497, ผลทางทรัพย์สินตามมาตรา 1498, สินสมรสเมื่อการสมรสเป็นโมฆะ, เจ้าหนี้บังคับคดีกับทรัพย์มรดก, ทรัพย์สินส่วนตัวของคู่สมรสซ้อน 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับผลของการสมรสซ้อนต่อสถานะทรัพย์สินของชายหญิงที่จดทะเบียนสมรสกันในขณะที่ฝ่ายชายมีคู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมายอยู่ก่อนแล้ว โดยมีประเด็นสำคัญว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อหญิงที่จดทะเบียนสมรสซ้อนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จะถือเป็นสินสมรสและกลายเป็นทรัพย์มรดกของฝ่ายชายเมื่อถึงแก่ความตายหรือไม่ รวมถึงเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาจะนำทรัพย์ดังกล่าวออกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามข้อตกลงที่จำกัดความรับผิดไว้เพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของผู้ตายได้หรือไม่

ข้อเท็จจริงปรากฏว่าชายผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับหญิงอีกคนหนึ่งทั้งที่ยังมีภริยาซึ่งจดทะเบียนสมรสอยู่ก่อนและยังไม่ได้หย่ากัน การจดทะเบียนสมรสภายหลังจึงเป็นการสมรสซ้อน ต่อมาเจ้าหนี้นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อหญิงที่สมรสซ้อนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยอ้างว่าเป็นสินสมรสและเมื่อฝ่ายชายถึงแก่ความตายส่วนของผู้ตายย่อมตกเป็นทรัพย์มรดก

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้างว่าการสมรสเป็นการสมรสซ้อน การสมรสดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะ และการสมรสที่เป็นโมฆะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงไม่เป็นสินสมรส และตามประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความยกขึ้นว่ากันมาในคดี ทรัพย์ดังกล่าวเป็นของหญิงผู้ถือกรรมสิทธิ์ฝ่ายเดียว ไม่ตกเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์จึงไม่อาจยึดทรัพย์ดังกล่าวตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่กำหนดให้จำเลยร่วมรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของผู้ตาย

สาระสำคัญที่สุดของคดี

การจดทะเบียนสมรสกับบุคคลอื่นในขณะที่ยังมีคู่สมรสเดิมโดยชอบด้วยกฎหมายและยังไม่ได้หย่ากัน เป็นการสมรสซ้อน

บุคคลผู้มีส่วนได้เสียสามารถกล่าวอ้างว่าการสมรสซ้อนเป็นโมฆะได้ตามกฎหมาย

เมื่อการสมรสเป็นโมฆะ ย่อมไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา

ทรัพย์ที่มีชื่อหญิงซึ่งสมรสซ้อนเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จึงไม่กลายเป็นสินสมรสเพียงเพราะได้มาภายหลังการจดทะเบียนสมรสซ้อน

เมื่อทรัพย์พิพาทไม่เป็นสินสมรสและข้อเท็จจริงตามประเด็นแห่งคดีรับฟังว่าเป็นของหญิงฝ่ายเดียว ทรัพย์ดังกล่าวย่อมไม่ตกเป็นทรัพย์มรดกของชายผู้ตาย

เมื่อสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้จำเลยร่วมรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์จึงไม่อาจยึดทรัพย์ของหญิงฝ่ายดังกล่าวซึ่งไม่ใช่ทรัพย์มรดกไปขายทอดตลาดได้

คำถามที่น่าสนใจ

1. การสมรสซ้อนต้องมีคำพิพากษาของศาลก่อนจึงจะถือว่าเป็นโมฆะ หรือบุคคลผู้มีส่วนได้เสียสามารถกล่าวอ้างความเป็นโมฆะได้

2. ทรัพย์ที่ได้มาภายหลังการจดทะเบียนสมรสซ้อนจะเป็นสินสมรสของชายหญิงที่จดทะเบียนสมรสซ้อนกันหรือไม่

3. เจ้าหนี้ของผู้ตายสามารถยึดทรัพย์ที่มีชื่อหญิงซึ่งสมรสซ้อนเป็นเจ้าของเพื่อนำไปชำระหนี้ในฐานะทรัพย์มรดกได้หรือไม่

ข้อเท็จจริงและที่มาของข้อพิพาท

คดีนี้สืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 85,000 บาท โดยกำหนดให้ชำระงวดแรกจำนวน 5,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท ทุกวันที่ 2 ของเดือนจนกว่าจะครบ และต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายในกำหนด หากผิดนัดให้โจทก์บังคับคดีในยอดเงินที่เหลือได้ทันที พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปีนับแต่วันผิดนัดจนถึงวันชำระเสร็จ และตกลงค่าทนายความจำนวน 5,000 บาท

สาระสำคัญของสัญญาประนีประนอมยอมความในส่วนที่เกี่ยวกับคดีนี้คือ จำเลยร่วมทั้งสามขอรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของผู้ตาย ต่อมาเมื่อจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เพื่อนำออกขายทอดตลาดและนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการยึดทรัพย์ โดยอ้างว่าตนจดทะเบียนสมรสซ้อนกับผู้ตาย เนื่องจากผู้ตายได้จดทะเบียนสมรสกับหญิงอื่นอยู่ก่อนแล้วและยังไม่ได้จดทะเบียนหย่า จำเลยร่วมที่ 1 อ้างว่าตนไม่ใช่ทายาทของผู้ตาย และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนตัวซึ่งตนซื้อหามาเอง ไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย

โจทก์คัดค้านว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสของผู้ตายกับจำเลยร่วมที่ 1 แม้จะมีชื่อจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ เมื่อผู้ตายถึงแก่ความตายจึงมีส่วนที่ตกเป็นทรัพย์มรดกแก่ทายาท และโจทก์ย่อมมีสิทธิบังคับคดีได้ โจทก์ยังอ้างว่าการสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยร่วมที่ 1 ยังมีผลอยู่ เพราะไม่มีบุคคลใดกล่าวอ้างหรือร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะ

ข้อเท็จจริงซึ่งรับฟังเป็นที่ยุติคือ ผู้ตายจดทะเบียนสมรสกับจำเลยร่วมที่ 1 ในปี 2524 ทั้งที่ขณะนั้นผู้ตายได้จดทะเบียนสมรสกับภริยาเดิมอยู่ก่อนแล้วและยังไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน การจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยร่วมที่ 1 จึงเป็นการสมรสซ้อน

การสมรสซ้อนและผลต่อความสัมพันธ์ทางทรัพย์สิน

ประเด็นสำคัญประการแรกคือ การจดทะเบียนสมรสซ้อนดังกล่าวเป็นโมฆะหรือไม่ เนื่องจากโจทก์ฎีกาว่า แม้การสมรสจะเป็นการสมรสซ้อน แต่เมื่อไม่มีบุคคลใดกล่าวอ้างหรือร้องขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะ จึงต้องถือว่าการสมรสยังมีผลอยู่ และที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่ได้มาภายหลังการจดทะเบียนสมรสควรเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส

ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยอาศัยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 ซึ่งกำหนดว่า การสมรสที่เป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้

เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้างในคดีแล้วว่า การสมรสระหว่างตนกับผู้ตายเป็นการสมรสซ้อน ผลตามกฎหมายจึงทำให้การสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะ

ผลสำคัญตามมาคือ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1498 วรรคแรก ซึ่งศาลฎีกานำมาวินิจฉัยว่า การสมรสที่เป็นโมฆะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา

ดังนั้น การวินิจฉัยว่าทรัพย์ใดเป็นสินสมรสของชายหญิงที่จดทะเบียนสมรสซ้อนกัน จึงไม่อาจอาศัยเพียงข้อเท็จจริงว่าทรัพย์นั้นได้มาภายหลังวันจดทะเบียนสมรส เพราะเมื่อการสมรสเป็นโมฆะ ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินในฐานะสามีภริยาย่อมไม่เกิดขึ้นตามกฎหมาย

ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จึงไม่อาจถือว่าเป็นสินสมรสของผู้ตายกับจำเลยร่วมที่ 1 เพียงเพราะได้มาภายหลังการจดทะเบียนสมรสซ้อน

สาระของมาตรา 1452 มาตรา 1497 และมาตรา 1498 ที่ปรากฏจากคำวินิจฉัยจึงสัมพันธ์กันโดยตรง กล่าวคือ เมื่อการสมรสฝ่าฝืนข้อห้ามเรื่องการสมรสซ้อน บุคคลผู้มีส่วนได้เสียสามารถกล่าวอ้างความเป็นโมฆะได้ และเมื่อการสมรสเป็นโมฆะแล้ว ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินในฐานะสามีภริยาย่อมไม่เกิดขึ้น

ที่ดินพิพาทเป็นทรัพย์มรดกหรือไม่ และขอบเขตการบังคับคดีของเจ้าหนี้

เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทไม่เป็นสินสมรส ปัญหาต่อมาคือ ทรัพย์ดังกล่าวจะเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายจากเหตุอื่นหรือไม่

จำเลยร่วมที่ 1 กล่าวอ้างว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่ตนซื้อหามาเอง ส่วนโจทก์คัดค้านเพียงว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสและจึงมีส่วนที่ตกทอดเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์ไม่ได้คัดค้านว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นทรัพย์สินที่ผู้ตายซื้อหามาเองหรือร่วมกับจำเลยร่วมที่ 1 ซื้อหามา

เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังว่าการสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยร่วมที่ 1 เป็นโมฆะ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงไม่เป็นสินสมรส และตามประเด็นข้อพิพาทที่คู่ความยกขึ้นว่ากันมา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นของจำเลยร่วมที่ 1 ฝ่ายเดียว จึงไม่ตกเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย

ในชั้นฎีกา โจทก์ยกข้ออ้างเพิ่มเติมว่า ผู้ตายเป็นผู้ซื้อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างด้วยเงินของตนเอง โดยใส่ชื่อบุตรสาวไว้ก่อนแล้วจึงโอนเป็นชื่อจำเลยร่วมที่ 1 และจำเลยร่วมที่ 1 ไม่มีเงินซื้อบ้านได้ แต่ข้อดังกล่าวเป็นข้อที่โจทก์ไม่ได้คัดค้านและไม่ได้นำสืบต่อสู้ไว้ในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่คดีนี้ได้รับการวินิจฉัย

ประเด็นดังกล่าวแสดงให้เห็นความสำคัญของข้อเท็จจริงและข้อโต้แย้งที่คู่ความยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่าง เมื่อโจทก์ต่อสู้ว่าทรัพย์เป็นสินสมรส แต่ไม่ได้ยกข้อเท็จจริงว่าผู้ตายเป็นผู้ซื้อหรือมีส่วนร่วมในการซื้อทรัพย์ไว้โดยชอบ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าการสมรสเป็นโมฆะและหลักเรื่องสินสมรสใช้ไม่ได้ โจทก์จึงไม่อาจนำข้อเท็จจริงอีกลักษณะหนึ่งซึ่งไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างขึ้นให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้

ผลอีกประการหนึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับสัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะข้อตกลงกำหนดให้จำเลยร่วมทั้งสามรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของผู้ตาย เมื่อที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์จึงไม่อาจนำทรัพย์ของจำเลยร่วมที่ 1 ฝ่ายเดียวไปบังคับคดีตามข้อตกลงดังกล่าวได้

การกล่าวอ้างสมรสซ้อนภายหลังทำสัญญาประนีประนอมยอมความเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตหรือไม่

โจทก์ยังฎีกาว่า จำเลยร่วมที่ 1 ทราบว่าตนสมรสซ้อนกับผู้ตายอยู่ก่อนแล้ว แต่ภายหลังกลับเข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ จึงควรถือว่าเป็นการฉ้อฉลโจทก์หรือเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

แม้ปัญหาดังกล่าวโจทก์ไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้มาตั้งแต่ศาลชั้นต้น แต่ศาลฎีกาเห็นว่าเป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน จึงเห็นสมควรวินิจฉัยให้

ศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ได้ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาในคดี และจำเลยร่วมที่ 1 ได้ยื่นคำให้การไว้อยู่แล้วว่า การสมรสระหว่างตนกับผู้ตายเป็นโมฆะเพราะเป็นการสมรสซ้อน โจทก์จึงทราบข้อเท็จจริงเรื่องการสมรสซ้อนมาก่อนทำสัญญาประนีประนอมยอมความ

นอกจากนี้ ในสัญญาประนีประนอมยอมความยังระบุชัดว่า จำเลยร่วมทั้งสามขอรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของผู้ตาย แสดงว่าโจทก์ยอมรับขอบเขตแห่งความรับผิดไว้แล้วว่า หากผู้ตายมีทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยร่วมทั้งสาม โจทก์ก็อาจเรียกร้องได้ภายในขอบเขตทรัพย์มรดกนั้น แต่หากไม่มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยร่วมทั้งสาม โจทก์ก็อาจเรียกร้องให้จำเลยร่วมทั้งสามรับผิดไม่ได้ตามเงื่อนไขที่ตกลงกัน

เมื่อโจทก์ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการสมรสซ้อนอยู่ก่อนแล้ว แต่ยังยินยอมเข้าทำสัญญาประนีประนอมยอมความโดยกำหนดความรับผิดไว้เพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของผู้ตาย การที่จำเลยร่วมที่ 1 ยกเรื่องการสมรสซ้อนและความเป็นโมฆะขึ้นต่อสู้เพื่อขอเพิกถอนการยึดทรัพย์จึงไม่เป็นการฉ้อฉลโจทก์และไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งขอให้เพิกถอนการยึดที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ และให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้เพิกถอนการบังคับคดีในที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ และให้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลเป็นพับ

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ โดยวินิจฉัยว่า เมื่อบุคคลผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้างว่าการสมรสเป็นการสมรสซ้อน การสมรสดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะ และการสมรสที่เป็นโมฆะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทจึงไม่เป็นสินสมรส และตามประเด็นที่คู่ความยกขึ้นว่ากันมา ทรัพย์พิพาทเป็นของจำเลยร่วมที่ 1 ฝ่ายเดียว ไม่ตกเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์จึงไม่อาจบังคับคดีกับทรัพย์ดังกล่าวได้ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้มีสาระสำคัญอยู่ที่การแยกสถานะของการสมรสออกจากผลทางทรัพย์สินอย่างชัดเจน การมีหลักฐานการจดทะเบียนสมรสไม่ได้หมายความว่าจะเกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินในฐานะสามีภริยาเสมอไป หากการจดทะเบียนนั้นเป็นการสมรสซ้อนอันฝ่าฝืนมาตรา 1452 และบุคคลผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้างความเป็นโมฆะตามมาตรา 1497 ผลตามมาตรา 1498 วรรคแรกย่อมทำให้ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาไม่เกิดขึ้น

ดังนั้น การจะวินิจฉัยว่าทรัพย์ใดเป็นสินสมรสโดยอาศัยเพียงข้อเท็จจริงว่าทรัพย์นั้นได้มาภายหลังการจดทะเบียนสมรสย่อมไม่เพียงพอ หากการสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะตามกฎหมาย

คดีนี้ยังแสดงให้เห็นความสำคัญของการกำหนดประเด็นและข้อคัดค้านในศาลล่าง เมื่อโจทก์ไม่ได้คัดค้านว่าผู้ตายเป็นผู้ซื้อหรือร่วมซื้อทรัพย์ แต่ต่อสู้เพียงว่าทรัพย์เป็นสินสมรส โจทก์ย่อมไม่อาจนำข้อเท็จจริงอีกลักษณะหนึ่งซึ่งไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างมาให้ศาลฎีกาวินิจฉัยได้

ในด้านการบังคับคดี ต้องพิจารณาขอบเขตความรับผิดตามคำพิพากษาและสัญญาประนีประนอมยอมความของคดีนั้นโดยเคร่งครัด ในคดีนี้คู่ความตกลงให้จำเลยร่วมทั้งสามรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของผู้ตาย เมื่อทรัพย์ที่ถูกยึดไม่ใช่ทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์จึงไม่อาจนำทรัพย์ของจำเลยร่วมที่ 1 ไปขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้ตามข้อตกลงดังกล่าวได้

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 มาตรา 1497 และมาตรา 1498 วรรคแรก โดยมีประเด็นประกอบเกี่ยวกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ใช้บังคับในขณะที่คดีนี้ได้รับการวินิจฉัย

คำสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้มี 2 ประเด็น พร้อมขยายความสั้น ๆ ดังนี้

สมรสซ้อนเป็นโมฆะ

เมื่อบุคคลจดทะเบียนสมรสใหม่ทั้งที่ยังมีคู่สมรสเดิมโดยชอบด้วยกฎหมายและยังไม่ได้หย่ากัน เป็นการสมรสซ้อนตามมาตรา 1452 และบุคคลผู้มีส่วนได้เสียสามารถกล่าวอ้างความเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1497 เมื่อมีการกล่าวอ้างในคดีแล้ว การสมรสดังกล่าวย่อมเป็นโมฆะตามกฎหมาย

การสมรสเป็นโมฆะไม่ก่อให้เกิดสินสมรส

เมื่อการสมรสเป็นโมฆะ ย่อมไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1498 วรรคแรก ดังนั้น ทรัพย์ที่มีชื่อฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จึงไม่อาจถือเป็นสินสมรสเพียงเพราะได้มาภายหลังการจดทะเบียนสมรสซ้อน และในคดีนี้เมื่อข้อเท็จจริงตามประเด็นที่คู่ความยกขึ้นรับฟังว่าทรัพย์เป็นของจำเลยร่วมที่ 1 ฝ่ายเดียว ทรัพย์ดังกล่าวจึงไม่ตกเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย

หมายเหตุวิเคราะห์หลักกฎหมาย

คำพิพากษาคดีนี้วินิจฉัยตามบทกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะนั้น หลักสำคัญเรื่องการห้ามสมรสซ้อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และหลักที่ว่าการสมรสที่เป็นโมฆะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างคู่สมรสตามมาตรา 1498 ยังคงเป็นหลักกฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบัน แม้ถ้อยคำของบทบัญญัติบางส่วนจะได้รับการแก้ไขภายหลังการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการสมรสให้ใช้ถ้อยคำที่ครอบคลุมคู่สมรสโดยไม่จำกัดเพศ

สำหรับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่งที่ปรากฏในคำพิพากษานี้ เป็นบทบัญญัติเดิมที่ใช้บังคับในขณะคดี ปัจจุบันมาตรา 249 ได้รับการแก้ไขแล้ว หลักเกี่ยวกับข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างในชั้นฎีกาจึงต้องพิจารณาตามบทบัญญัติปัจจุบันว่าด้วยการอุทธรณ์ประกอบบทบัญญัติที่ให้นำหลักดังกล่าวมาใช้ในชั้นฎีกาโดยอนุโลม

นอกจากนี้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาปัจจุบันได้พัฒนาความหมายของคำว่า “บุคคลผู้มีส่วนได้เสีย” ตามมาตรา 1497 โดยคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2984/2569 วินิจฉัยว่า บุตรนอกกฎหมายที่บิดารับรองแล้วและมีสิทธิรับมรดกซึ่งได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสมรสซ้อน เป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียที่มีสิทธิร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสซ้อนเป็นโมฆะได้ แนวดังกล่าวเป็นพัฒนาการสำคัญของการตีความว่าใครบ้างเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1497 แต่ไม่ได้เปลี่ยนหลักของคดีนี้ที่ว่า การสมรสซ้อนเป็นโมฆะและการสมรสที่เป็นโมฆะไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างคู่สมรส

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

การสมรสซ้อนเป็นโมฆะได้โดยไม่ต้องมีคำพิพากษาของศาลก่อนหรือไม่

คำตอบ

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 กำหนดว่า การสมรสที่เป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ ในคดีนี้เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นบุคคลผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้างว่าการสมรสระหว่างตนกับผู้ตายเป็นการสมรสซ้อน ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะ

2. คำถาม

ทรัพย์ที่ได้มาหลังจดทะเบียนสมรสซ้อนถือเป็นสินสมรสหรือไม่

คำตอบ

เมื่อการสมรสซ้อนเป็นโมฆะ การสมรสดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1498 วรรคแรก ดังนั้น ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จึงไม่เป็นสินสมรสของจำเลยร่วมที่ 1 กับผู้ตายเพียงเพราะได้มาภายหลังการจดทะเบียนสมรสซ้อน

3. คำถาม

เจ้าหนี้สามารถยึดทรัพย์ของหญิงที่สมรสซ้อนเพื่อนำไปชำระหนี้ของผู้ตายได้หรือไม่

คำตอบ

ต้องพิจารณาว่าทรัพย์นั้นเป็นทรัพย์ของผู้ตายหรือเป็นทรัพย์มรดกที่อยู่ภายใต้ขอบเขตการบังคับคดีหรือไม่ สำหรับคดีนี้ เมื่อศาลวินิจฉัยว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างพิพาทไม่เป็นสินสมรสและไม่ตกเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ประกอบกับสัญญาประนีประนอมยอมความกำหนดให้จำเลยร่วมรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของผู้ตาย โจทก์จึงไม่อาจนำทรัพย์ดังกล่าวไปบังคับคดีในฐานะทรัพย์มรดกได้

4. คำถาม

คู่ความสามารถยกข้อเท็จจริงใหม่เกี่ยวกับความเป็นเจ้าของทรัพย์ขึ้นกล่าวอ้างในชั้นฎีกาได้หรือไม่

คำตอบ

ในคดีนี้โจทก์ไม่ได้คัดค้านและไม่ได้นำสืบในศาลล่างว่าผู้ตายเป็นผู้ซื้อหรือร่วมซื้อทรัพย์พิพาท แต่กลับยกข้อกล่าวอ้างดังกล่าวขึ้นในชั้นฎีกา ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย เพราะเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติเดิมที่ใช้บังคับอยู่ในขณะที่คดีนี้ได้รับการวินิจฉัย ปัจจุบันมาตรา 249 ได้รับการแก้ไขแล้ว จึงต้องพิจารณาหลักเกณฑ์ตามบทบัญญัติวิธีพิจารณาความแพ่งที่ใช้บังคับในปัจจุบัน

ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7152/2553

ป.พ.พ. มาตรา 1497 บัญญัติว่า "การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้" การสมรสซ้อนตามมาตรา 1452 จึงอาจเป็นโมฆะได้โดยบุคคลผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้าง เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 กล่าวอ้างว่าการสมรสระหว่างตนเองกับ ช. เจ้ามรดกเป็นการสมรสซ้อนผลก็คือทำให้การสมรสเป็นโมฆะตามบทกฎหมายดังกล่าวและการสมรสที่เป็นโมฆะดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยาตามมาตรา 1498 วรรคแรก ดังนั้น ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์จึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรสไม่เป็นสินสมรสของจำเลยร่วมที่ 1 กับ ช. ที่โจทก์จะยึดมาขายทอดตลาดชำระหนี้ของจำเลยร่วมทั้งสามซึ่งเป็นทายาทของ ช. กับจำเลยที่ 1

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 แล้วยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาในคดี จำเลยร่วมที่ 1 ได้ยื่นคำให้การอยู่แล้วว่า การสมรสระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับ ช. เจ้ามรดกเป็นโมฆะเพราะเป็นการสมรสซ้อน โจทก์จึงทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวมาแล้วจากคำให้การของจำเลยร่วมที่ 1 แต่โจทก์ก็ยังยินยอมที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยที่ 1 โดยในสัญญาข้อ 3 ระบุว่า ในส่วนของจำเลยร่วมทั้งสามขอรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของ ช. จึงมิใช่เป็นการฉ้อฉลโจทก์ไม่เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทั้งสามชำระเงินแก่โจทก์ 85,000 บาท โดยเริ่มชำระงวดแรกวันที่ 2 ตุลาคม 2543 เป็นเงิน 5,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 5,000 บาท ทุกวันที่ 2 ของเดือนจนกว่าจะครบ ภายในระยะเวลา 17 เดือน แต่ต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2545 หากผิดนัดจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทั้งสามยอมให้โจทก์บังคับคดีในยอดเงินที่เหลือได้ทันที พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันผิดนัดจนถึงวันชำระเสร็จ โดยตกลงค่าทนายความ 5,000 บาท ในส่วนของจำเลยร่วมทั้งสามให้รับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ ต่อมาจำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมทั้งสามไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าว โจทก์จึงนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดินโฉนดเลขที่ 21505 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้วจังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทซึ่งมีชื่อจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้มีกรรมสิทธิ์เพื่อนำออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษา

จำเลยร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องว่า จำเลยร่วมที่ 1 จดทะเบียนสมรสซ้อนกับนาวาอากาศเอกชัยยุทธ เนื่องจากนาวาอากาศเอกชัยยุทธได้จดทะเบียนสมรสกับนางสุขศิริอยู่ก่อนแล้ว จำเลยร่วมที่ 1 ไม่ใช่ทายาทของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ ซึ่งตามสัญญาประนีประนอมยอมความระบุว่า จำเลยร่วมที่ 1 รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ ดังนั้น การที่โจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทของจำเลยร่วมที่ 1 จึงไม่เป็นไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความเพราะไม่ใช่ทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ และขณะที่นาวาอากาศเอกชัยยุทธยังมีชีวิตอยู่ ไม่มีกรรมสิทธิ์หรือส่วนได้เสียในทรัพย์ดังกล่าว จำเลยร่วมที่ 1 ซื้อที่ดินพิพาทมาด้วยทรัพย์สินส่วนตัวของจำเลยร่วมที่ 1 ขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการยึดทรัพย์ดังกล่าว

โจทก์ยื่นคำคัดค้านว่า ที่ดินพิพาทพร้อมสิ่งปลูกสร้างเป็นสินสมรสของนาวาอากาศเอกชัยยุทธกับจำเลยร่วมที่ 1 โดยมีชื่อจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์เมื่อนาวาอากาศเอกชัยยุทธเสียชีวิตจึงเป็นทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยร่วมที่ 1 ซึ่งจำเลยร่วมที่ 1 ไม่ต้องรับผิดเป็นส่วนตัวแต่ต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความไม่เกินทรัพย์มรดกของผู้ตาย การสมรสระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับนาวาอากาศเอกชัยยุทธชอบด้วยกฎหมาย เพราะไม่มีบุคคลใดใช้สิทธิโต้แย้งและมิได้มีคำสั่งศาลให้การสมรสเป็นโมฆะ ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับและให้เจ้าพนักงานบังคับคดีดำเนินการบังคับคดีต่อไป

จำเลยร่วมที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้เพิกถอนการบังคับคดีที่ดินโฉนดเลขที่ 21505 ตำบลคูขวาง อำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี พร้อมสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีชื่อจำเลยร่วมที่ 1 เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลให้เป็นพับ

โจทก์ฎีกา

ศาลฎีกาตวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นที่ยุติว่า นาวาอากาศเอกชัยยุทธ เทียมสีหา ผู้ตายได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยร่วมที่ 1 เมื่อปี 2524 ซึ่งขณะนั้นนาวาอากาศเอกชัยยุทธได้จดทะเบียนสมรสกับนางสุขศิริอยู่ก่อนแล้วและไม่ได้จดทะเบียนหย่ากัน การจดทะเบียนสมรสระหว่างนาวาอากาศเอกชัยยุทธกับจำเลยร่วมที่ 1 จึงเป็นการสมรสซ้อน ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการแรกมีว่า การจดทะเบียนสมรสระหว่างนาวาอากาศเอกชัยยุทธกับจำเลยร่วมที่ 1 เป็นโมฆะหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาอ้างว่า การสมรสยังสมบูรณ์อยู่ เพราะไม่มีผู้ใดกล่าวอ้างหรือขอต่อศาลให้การสมรสเป็นโมฆะ จึงต้องถือว่าที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส เมื่อนาวาอากาศเอกชัยยุทธ ถึงแก่ความตาย ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจึงตกเป็นทรัพย์มรดกตกได้แก่ทายาท โจทก์มีสิทธิที่จะยึดเพื่อนำไปขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้ตามคำพิพากษาได้ เห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1497 บัญญัติว่า "การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้" การสมรสซ้อนตามมาตรา 1452 จึงอาจเป็นโมฆะได้โดยบุคคลผู้มีส่วนได้เสียกล่าวอ้าง เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 กล่าวอ้าง

ในคดีนี้แล้วว่าการสมรสระหว่างตนเองกับนาวาอากาศเอกชัยยุทธเป็นการสมรสซ้อน ผลก็คือทำให้การสมรสเป็นโมฆะตามบทกฎหมายดังกล่าว และการสมรสที่เป็นโมฆะดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ตามมาตรา 1498 วรรคแรก ดังนั้น ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจึงไม่ใช่ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างสมรส ไม่เป็นสินสมรส

ส่วนปัญหาว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจะตกเป็นทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธหรือไม่นั้น เห็นว่า เมื่อจำเลยร่วมที่ 1 ยื่นคำร้องอ้างว่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นทรัพย์สินส่วนตัวที่จำเลยร่วมที่ 1 ซื้อหามาเอง โจทก์ยื่นคำคัดค้านแต่เพียงว่า ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นสินสมรสที่ตกทอดเป็นมรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ ไม่ได้คัดค้านว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นทรัพย์สินที่นาวาอากาศเอกชัยยุทธซื้อหามาหรือร่วมกับจำเลยร่วมที่ 1 ซื้อหามา เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การสมรสระหว่างนาวาอากาศเอกชัยยุทธกับจำเลยร่วมที่ 1 เป็นโมฆะ ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจึงไม่ใช่สินสมรส หากแต่เป็นทรัพย์สินของจำเลยร่วมที่ 1 ฝ่ายเดียว ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทจึงไม่ตกเป็นทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ ที่โจทก์ฎีกาอ้างว่า ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่พิพาทเป็นทรัพย์สินที่นาวาอากาศเอกชัยยุทธซื้อหามาด้วยเงินของตนเองใส่ชื่อของบุตรสาวไว้ ต่อมาจึงโอนใส่ชื่อของจำเลยร่วมที่ 1 จำเลยร่วมที่ 1 ไม่มีเงินหาซี้อบ้านได้ เป็นข้อที่โจทก์ไม่ได้คัดค้านและไม่ได้นำสืบต่อสู้ไว้ ถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลล่างทั้งสอง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคหนึ่ง

ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ประการสุดท้ายว่า จำเลยร่วมที่ 1 ทราบว่าตนเองสมรสซ้อนกับนาวาอากาศเอกชัยยุทธตั้งแต่ปี 2541 แต่มาตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์เมื่อปี 2543 เป็นการฉ้อฉลโจทก์และปิดบังข้อเท็จจริงต่อศาล ในทำนองว่าเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริตนั้น แม้ปัญหาดังกล่าวโจทก์จะไม่ได้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้คัดค้านมาตั้งแต่ในศาลชั้นต้นเช่นกัน แต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรวินิจฉัยให้ เห็นว่า เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกจำเลยร่วมที่ 1 เข้ามาในคดีนี้ จำเลยร่วมที่ 1 ได้ยื่นคำให้การไว้อยู่แล้วว่า การสมรสระหว่างจำเลยร่วมที่ 1 กับนาวาอากาศเอกชัยยุทธเป็นโมฆะเพราะเป็นการสมรสซ้อน โจทก์จึงทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวมาแล้วจากคำให้การของจำเลยร่วมที่ 1 แต่โจทก์ก็ยังยินยอมที่จะทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับจำเลยร่วมที่ 1 โดยในข้อสัญญาข้อ 3 ยังระบุว่า "ในส่วนของจำเลยร่วมทั้งสาม ขอรับผิดเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกของนาวาอากาศเอกชัยยุทธ เทียมสีหา" แสดงว่าโจทก์ยินยอมรับตามสัญญาประนีประนอมยอมความดังกล่าวว่า หากนาวาอากาศเอกชัยยุทธมีทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยร่วมทั้งสาม โจทก์ก็อาจจะเรียกร้องเอาจากจำเลยร่วมทั้งสามได้ แต่หากนาวาอากาศเอกชัยยุทธไม่มีทรัพย์มรดกตกทอดแก่จำเลยร่วมทั้งสาม โจทก์ก็อาจจะเรียกร้องให้จำเลยร่วมทั้งสามรับผิดไม่ได้ รวมถึงอาจจะเรียกร้องให้จำเลยร่วมที่ 1รับผิดไม่ได้ หากจำเลยร่วมที่ 1 ไม่อยู่ในฐานะที่จะได้รับมรดกจากนาวาอากาศเอกชัยยุทธการที่จำเลยร่วมที่ 1 ตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์โดยโจทก์ทราบข้อเท็จจริงดังกล่าวอยู่แล้วจึงไม่เป็นการฉ้อฉลโจทก์ ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน"

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีกาให้เป็นพับ

การสมรสเป็นโมฆะ, สินสมรส, ยึดทรัพย์, ทรัพย์มรดก  สมรสซ้อนเป็นโมฆะแล้วทรัพย์ที่มีชื่อคู่สมรสฝ่ายหนึ่งเป็นสินสมรสหรือไม่ และเจ้าหนี้ยึดขายทอดตลาดชำระหนี้มรดกได้เพียงใด  การบังคับคดีกับทรัพย์ของผู้ที่จดทะเบียนสมรสซ้อนอาจถูกเพิกถอนได้ หากทรัพย์นั้นไม่ใช่สินสมรสและไม่ใช่ทรัพย์มรดกของลูกหนี้  คดีนี้เริ่มจากคำพิพากษาตามสัญญาประนีประนอมยอมความให้มีการชำระหนี้แก่โจทก์




ความเป็นโมฆะของการสมรส

การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ สิทธิในสินสมรสและมรดกของคู่สมรส(ฎีกาที่ 2664/2523)
สมรสเป็นโมฆะ ปลอมชื่อคู่สมรส, สมรสเป็นโมฆะ, สิทธิผู้สืบสันดาน,(ฎีกา 1541/2568)
สมรสซ้อนตามกฎหมายต่างประเทศ การสมรสเป็นโมฆะ และการแบ่งทรัพย์ร่วม
การสมรสซ้อนเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้มีส่วนได้เสียฟ้องเพิกถอนได้แม้คู่สมรสถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่
เพิกถอนการสมรสซ้อน