
| การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ สิทธิในสินสมรสและมรดกของคู่สมรส(ฎีกาที่ 2664/2523)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาการสมรสซ้อน การบวชชีของภริยาโดยไม่ได้รับอนุญาต และผลทางกฎหมายต่อทรัพย์สินที่คู่สมรสได้มาร่วมกัน รวมถึงสิทธิรับมรดกภายหลังสามีถึงแก่กรรม โดยศาลพิเคราะห์ว่าการบวชชีโดยลำพังไม่ทำให้สถานะสามีภริยาสิ้นสุด การสมรสภายหลังจึงเป็นโมฆะ ส่งผลให้ภริยาเดิมเป็นผู้มีสิทธิในสินสมรสและได้รับมรดกของสามีโดยชอบ ทั้งยังมีประเด็นเรื่องส่วนควบของบ้านบนที่ดินที่โอนให้โจทก์ ทำให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ทั้งที่ดินและบ้าน และมีอำนาจฟ้องขับไล่ผู้ครอบครองที่ไม่มีสิทธิอยู่ภายหลังการมรณกรรมของสามี ข้อเท็จจริงของคดี นายชมและนางยังเป็นสามีภรรยาตามกฎหมาย ต่อมานางยังไปบวชชีโดยไม่ได้ความว่านายชมอนุญาตหรือมีความประสงค์ให้เลิกจากการเป็นสามีภรรยาโดยชอบ เมื่อไม่มีพยานหลักฐานแสดงการหย่าหรือการสิ้นสุดสถานภาพสมรสโดยวิธีอื่น นายชมและนางยังก็ยังคงมีสถานะสามีภรรยาตามกฎหมายต่อไป บ้านพิพาทปลูกในที่ดินโฉนดหมายเลข 2156 ที่ตกทอดแก่นางยังโดยทางมรดก ภายหลังนางยังบวชชี นายชมได้จำเลยมาอยู่กินฉันสามีภริยาและมีบุตรด้วยกันหลายคน จึงเกิดการใช้ประโยชน์ในบ้านพิพาทร่วมกันจนถึงเวลานายชมถึงแก่กรรม โดยจำเลยและบุตรยังคงครอบครองบ้านพิพาทต่อเนื่อง ในปี 2521 นางยังโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้แก่โจทก์ แม้จะไม่ได้เอ่ยถึงบ้านที่ปลูกอยู่ก็ตาม โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาทโดยอ้างสิทธิในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านซึ่งเป็นส่วนควบ ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย 1. การที่นางยังไปบวชชีโดยไม่มีหลักฐานว่ามีการหย่าหรือการอนุญาตจากนายชม จะทำให้สถานะสามีภรรยาสิ้นสุดหรือไม่ 2. การสมรสระหว่างจำเลยกับนายชมภายหลังบวชชีเป็นการสมรสที่สมบูรณ์ตามกฎหมายหรือเป็นโมฆะ 3. บ้านพิพาทบนที่ดินของนางยังถือเป็นส่วนควบตามมาตรา 107 หรือไม่ 4. จำเลยยังมีสิทธิอยู่ครอบครองบ้านพิพาทหลังมรณกรรมของนายชมหรือไม่ 5. โจทก์มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยในฐานะผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ไม่ปรากฏหลักฐานว่านางยังได้รับอนุญาตจากนายชมให้บวชชีหรือทั้งสองฝ่ายได้หย่ากัน ข้อเท็จจริงจึงต้องรับฟังว่านางยังยังคงเป็นภริยาโดยชอบตามกฎหมายตลอดจนถึงวันที่นายชมถึงแก่กรรม การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนายชมในปี 2518 จึงเป็นโมฆะตามมาตรา 1490 ประกอบมาตรา 1445(3) เดิม เพราะนายชมมีคู่สมรสอยู่ก่อนแล้ว ทำให้จำเลยไม่มีสิทธิรับมรดกของนายชม เมื่อบ้านพิพาทปลูกอยู่บนที่ดินของนางยัง ย่อมเป็นส่วนควบตามมาตรา 107 โอนตามที่ดิน เมื่อโอนที่ดินให้นายโจทก์โดยสมบูรณ์ โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาทเช่นกัน และสามารถฟ้องขับไล่จำเลยได้ เนื่องจากจำเลยไม่มีสิทธิในฐานะทายาทหรือเจ้าของทรัพย์สิน การขยายความประเด็นทางกฎหมายและหลักกฎหมายสำคัญ 1 การบวชชีไม่ทำให้สถานะสมรสสิ้นสุด กฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดวิธีการเลิกสมรสไว้อย่างชัดเจน ได้แก่ การหย่าตามกฎหมายหรือคำพิพากษา การบวชชีเป็นเรื่องศาสนกิจ ไม่ใช่เหตุเลิกสมรส หากไม่มีการหย่าและไม่มีหลักฐานการอนุญาตของสามี สถานภาพสมรสยังคงอยู่ตามปกติ 2 การสมรสซ้อนเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด มาตรา 1445(3) เดิม และมาตรา 1490 กำหนดว่า หากบุคคลใดมีคู่สมรสอยู่ก่อน การสมรสใหม่ย่อมเป็นโมฆะโดยไม่ต้องรอให้ศาลพิพากษา ผู้สมรสภายหลังไม่มีสิทธิในสินสมรส มรดก หรือสิทธิครอบครองที่อยู่อาศัยอันอาศัยความเป็นคู่สมรสโดยชอบ 3 หลัก “ส่วนควบ” ตามมาตรา 107 บ้านที่ปลูกติดกับที่ดินอย่างถาวรถือเป็นส่วนควบ โอนไปพร้อมที่ดิน แม้ในสัญญาโอนจะไม่ได้ระบุชื่อบ้านโดยชัดเจน ผู้รับโอนย่อมได้กรรมสิทธิ์ทั้งที่ดินและบ้านทันที 4 อำนาจฟ้องขับไล่ของเจ้าของกรรมสิทธิ์ภายหลังการโอน เมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ ผู้รับโอนมีสิทธิเรียกคืนทรัพย์จากผู้ครอบครองโดยไม่มีสิทธิ ไม่ว่าผู้ครอบครองจะเป็นผู้เคยอยู่กับเจ้าของเดิมหรือไม่ 5 หลักเรื่องสิทธิรับมรดกของคู่สมรสโดยชอบ คู่สมรสโดยชอบเป็นผู้มีสิทธิโดยตรงตามกฎหมาย ผู้ที่แต่งงานภายหลังอย่างไม่ชอบหรือเป็นโมฆะไม่อาจอ้างสิทธิในมรดกได้เลย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การบวชชีโดยลำพังไม่ทำให้สถานะสมรสสิ้นสุด เว้นแต่มีการหย่าหรือมีหลักฐานแสดงเจตนาเลิกสมรส 2. การสมรสซ้อนเป็นโมฆะและไม่มีผลผูกพันในทางมรดกหรือทรัพย์สิน 3. ทรัพย์สินที่เป็นส่วนควบย่อมโอนไปพร้อมที่ดินเสมอ 4. ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์มีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้ครอบครองโดยไม่มีสิทธิได้ทุกกรณี 5. คำพิพากษานี้เน้นความสำคัญของหลักกฎหมายครอบครัว มรดก และทรัพย์สินในการตีความอย่างเคร่งครัดตามบทบัญญัติ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยออกจากบ้านพิพาท และให้ชำระค่าเสียหายรายเดือน โดยถือว่าโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านและที่ดิน 2. ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะส่วนค่าเสียหาย โดยยกคำขอในส่วนดังกล่าว แต่คงคำพิพากษาเรื่องขับไล่ตามเดิม 3. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าสถานะสมรสระหว่างนายชมและนางยังไม่สิ้นสุด การสมรสกับจำเลยเป็นโมฆะ บ้านพิพาทเป็นส่วนควบที่โอนไปพร้อมที่ดิน เมื่อโจทก์ได้รับโอนจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยชอบ พิพากษายืนให้จำเลยต้องออกจากบ้านพิพาท การสมรสที่เป็นโมฆะ การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ และสิทธิในสินสมรส–มรดกของคู่สมรสโดยชอบตามกฎหมาย การสมรสเป็นสถาบันพื้นฐานของครอบครัวและก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ทางกฎหมายหลายประการ ทั้งในด้านสินสมรส การจัดการทรัพย์สิน และสิทธิรับมรดกระหว่างคู่สมรส กฎหมายแพ่งและพาณิชย์จึงกำหนดหลักเกณฑ์เคร่งครัดเกี่ยวกับความสมบูรณ์ของการสมรส และผลที่เกิดขึ้นหากมีการสมรสโดยไม่ชอบ เช่น การสมรสที่เป็นโมฆะหรือการสมรสซ้อน ซึ่งมีผลโดยตรงต่อสิทธิในทรัพย์สินและมรดกของคู่สมรสฝ่ายที่ชอบตามกฎหมาย 1. การสมรสที่เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การสมรสจะสมบูรณ์ได้ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย เช่น ต้องมีอายุครบกำหนด ต้องไม่อยู่ในขณะเป็นคู่สมรสกับบุคคลอื่น ต้องทำการสมรสตามพิธีทางราชการ และต้องมีความยินยอมของทั้งสองฝ่าย หากการสมรสขัดต่อหลักเกณฑ์เหล่านี้ ถือเป็น “การสมรสที่เป็นโมฆะ” กล่าวคือ การสมรสนั้นไม่มีผลตามกฎหมายตั้งแต่ต้น ราวกับไม่เคยมีการสมรสเกิดขึ้น ตัวอย่างสำคัญ ได้แก่ การสมรสในขณะที่บุคคลหนึ่งยังมีคู่สมรสอยู่ หรือการสมรสโดยฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย เช่น การสมรสระหว่างญาติสายตรง เป็นต้น การเป็นโมฆะมีผลโดยเด็ดขาด ไม่ต้องรอคำพิพากษา เพียงพิสูจน์ข้อเท็จจริงได้ว่ามีคู่สมรสอยู่ก่อน การสมรสภายหลังย่อมไม่มีผลทางกฎหมายทันที 2. การสมรสซ้อนเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ ประเด็นที่พบมากในทางปฏิบัติคือการสมรสซ้อน ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งได้จดทะเบียนสมรสใหม่ในขณะที่ยังมิได้หย่าจากคู่สมรสเดิม กฎหมายกำหนดว่า การสมรสใหม่ดังกล่าวเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด ไม่ก่อให้เกิดสถานะสามีภริยาตามกฎหมาย สิทธิใด ๆ ของคู่สมรสจึงตกอยู่แก่ภริยาหรือสามีโดยชอบเท่านั้น ผู้ที่เข้ามาสมรสภายหลังไม่มีฐานะคู่สมรสตามกฎหมาย แม้จะอยู่กินกันเป็นเวลานานหรือมีบุตรร่วมกันก็ตาม หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับบ้าน ที่ดิน หรือทรัพย์สินที่ปลูกสร้างระหว่างชีวิตสมรส รวมทั้งเมื่อมีข้อพิพาทเรื่องมรดกหลังการเสียชีวิตของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง โดยคู่สมรสที่ชอบตามกฎหมายเท่านั้นที่จะได้รับส่วนแบ่งทรัพย์สินตามบทบัญญัติมรดก 3. สิทธิในสินสมรสเมื่อการสมรสเป็นโมฆะ แม้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ แต่ทรัพย์สินที่ได้มาร่วมกันระหว่างผู้สมรสซ้อนมักสร้างความเข้าใจผิดในทางปฏิบัติว่าฝ่ายที่เข้ามาภายหลังมีสิทธิในทรัพย์สินร่วมด้วย แต่กฎหมายมีหลักชัดเจนว่า การสมรสโมฆะ “ไม่ก่อให้เกิดสินสมรส” ผู้สมรสโดยโมฆะจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์สินใด ๆ ที่อ้างว่าทำมาหาได้ร่วมกัน ทั้งนี้ สิทธิในสินสมรสจะเป็นของคู่สมรสโดยชอบ และหากคู่สมรสโดยชอบตกทอดมรดกแก่ทายาท ก็เป็นอำนาจโดยชอบของทายาทหรือผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ภายหลัง นอกจากนี้ ทรัพย์สินที่เป็น “ส่วนควบ” เช่น บ้านที่ปลูกติดกับที่ดิน ย่อมโอนตามกรรมสิทธิ์ของที่ดิน แม้ผู้โอนจะไม่ได้เอ่ยถึงบ้านโดยชัดเจน ผู้รับโอนจึงมีกรรมสิทธิ์ทั้งที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่เป็นส่วนควบ ทำให้สามารถฟ้องเรียกคืนทรัพย์หรือขับไล่ผู้ครอบครองโดยไม่มีสิทธิได้ 4. สิทธิรับมรดกของคู่สมรสโดยชอบตามกฎหมาย คู่สมรสโดยชอบคือบุคคลที่กฎหมายรับรองสถานะสมรสอย่างถูกต้อง การเป็นคู่สมรสโดยโมฆะไม่ก่อให้เกิดสิทธิในการรับมรดก ไม่ว่าบุคคลนั้นจะสมรสร่วมกันมานานเพียงใด หรือมีบุตรร่วมกันเช่นเดียวกับคู่ครองตามกฎหมาย การรับมรดกจึงเป็นสิทธิเฉพาะของคู่สมรสที่ชอบเท่านั้น เว้นแต่ผู้ตายได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้แก่บุคคลภายนอก หลักนี้ป้องกันมิให้บุคคลที่สมรสโดยไม่ชอบแสวงหาประโยชน์ทางทรัพย์สินจากการสมรสที่ฝ่าฝืนกฎหมาย และเป็นการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสเดิมโดยชอบตามเจตนารมณ์ของกฎหมายครอบครัว 5. ข้อสรุปและข้อคิดทางกฎหมาย การสมรสที่เป็นโมฆะและการสมรสซ้อนเป็นประเด็นสำคัญในคดีครอบครัวซึ่งมีผลต่อทรัพย์สินจำนวนมาก การเข้าใจสถานะสมรสอย่างถูกต้องมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสิทธิในสินสมรส มรดก และการจัดการทรัพย์สินระหว่างชีวิตสมรส หลักกฎหมายที่ศาลวางไว้สะท้อนให้เห็นว่า แม้การอยู่กินฉันสามีภริยาจะมีลักษณะคล้ายสมรส แต่สิทธิในทรัพย์สินและมรดกจะเกิดขึ้นได้เฉพาะในกรอบของการสมรสที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ผู้ที่เข้ามาสมรสภายหลังโดยไม่ชอบจึงไม่อาจอ้างสิทธิในทรัพย์สินหรือมรดกใด ๆ ได้ และผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ภายหลังจากคู่สมรสโดยชอบย่อมได้รับความคุ้มครองตามหลักทรัพย์สินโดยสมบูรณ์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2664/2523 สามีภริยาก่อน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ภริยาไปบวชชี ไม่ได้ความว่าสามีอนุญาต ยังไม่ขาดจากสามีภริยากัน สามีได้ภริยาใหม่จดทะเบียนเมื่อใช้บรรพ 5 แล้ว ไม่เป็นการสมรส ที่สมบูรณ์ ไม่มีสิทธิรับมรดกของสามี สามีตายมรดกตกได้แก่ภริยาเดิมภริยาเดิมจดทะเบียนยกที่ดินให้โจทก์แม้ไม่ระบุถึงบ้านด้วย บ้านเป็น ส่วนควบของที่ดิน โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในบ้านด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่พิพาท ให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 200 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะให้ยกข้อที่เรียกค่าเสียหาย จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายชมกับนางยังเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายชมกับนางยัง ปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2156 ซึ่งนางยังได้รับโอนมาโดยทางมรดก ต่อมานางยังไปบวชชี แล้วนายชมได้จำเลยเป็นภรรยาอีกคนหนึ่งอยู่กินกันที่บ้านพิพาทเกิดบุตรด้วยกันหลายคนแต่นายชมกับจำเลยเพิ่งจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายเมื่อ ปี พ.ศ. 2518นายชมถึงแก่กรรมปี พ.ศ. 2519 โดยมิได้ทำพินัยกรรม หลังจากนายชมถึงแก่กรรม จำเลยก็ยังคงอยู่ในบ้านพิพาทตลอดมาจนบัดนี้ ในปี พ.ศ. 2521นางยังจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2156 ดังกล่าวข้างต้นให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาทเป็นคดีนี้ อ้างว่าบ้านพิพาทเป็นของโจทก์ มีประเด็นมาสู่ศาลฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิจะอยู่ในบ้านพิพาทหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าระหว่างนางยังบวชชี นายชมเอาอาหารไปส่ง ตามพฤติการณ์แสดงว่านายชมอนุญาตให้นางยังไปบวช นายชมกับนางยังจึงขาดจากการเป็นสามีภรรยากันตั้งแต่วันที่นางยังบวชชีตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 39 บ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรส ต้องแบ่งออกเป็น 3 ส่วน เป็นของนายชม 2 ส่วน ของนางยัง 1 ส่วน นางยังไม่ได้ครอบครองส่วนของตนหากแต่นายชมกับจำเลยเป็นผู้ครอบครองมา ส่วนของนางยังจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายชม นายชมจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาททั้งหมดเพียงคนเดียว และเป็นมรดกตกได้แก่จำเลยกับบุตรของจำเลยนั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาไม่ได้ความแน่ชัดว่าเมื่อนางยังไปบวชชีนั้น นายชมได้อนุญาตให้ไปบวชหรือไม่ และไม่ได้ความจากการนำสืบของฝ่ายใดเลยว่า ขณะนางยังบวชชี นายชมได้เอาอาหารไปส่งจึงยังฟังไม่ได้ว่านายชมกับนางยังได้ขาดจากสามีภรรยากันแล้วตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 39 ดังที่จำเลยฎีกา นอกจากเรื่องที่นางยังไปบวชชีแล้วข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายชมกับนางยังได้หย่ากันแต่อย่างใด จึงฟังได้ว่านายชมกับนางยังเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมายตลอดมาจนกระทั่งนายชมถึงแก่กรรม สำหรับจำเลยซึ่งให้การว่านางยังไปบวชชีเมื่อประมาณ47 ปีมานี้ แล้วต่อมาอีกประมาณ 10 ปี นายชมก็ได้จำเลยเป็นภรรยานั้นตามคำให้การของจำเลยคำนวณได้ว่านายชมได้จำเลยเป็นภรรยาประมาณปี พ.ศ. 2485 ใกล้เคียงกับที่โจทก์บรรยายฟ้องว่านายชมได้จำเลยเป็นภรรยาในปี พ.ศ. 2484 เป็นเวลาที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ใช้บังคับ แม้จำเลยกับนายชมจะได้จดทะเบียนสมรสกัน การสมรสก็เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 และ 1445(3) เดิมเพราะขณะจดทะเบียนสมรส นายชมเป็นคู่สมรสหรือสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางยังจำเลยจึงมิใช่ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชม ไม่มีสิทธิได้รับมรดกของนายชม หรืออีกนัยหนึ่งไม่มีส่วนเป็นเจ้าของบ้านพิพาทแต่อย่างใดเมื่อนายชมถึงแก่กรรมโดยมิได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้แก่ผู้ใด บ้านพิพาทซึ่งเป็นส่วนของนายชม จึงเป็นมรดกตกให้แก่นางยังผู้เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนางยังโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งปลูกบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ แม้จะได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่าในตอนที่ยกที่ดินให้ นางยังไม่ได้พูดถึงบ้านพิพาทด้วย แต่บ้านพิพาทเป็นส่วนควบของที่ดิน โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 107 และมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาท" พิพากษายืน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คำตอบ คำถาม: การสมรสที่เป็นโมฆะตามกฎหมายหมายถึงอะไร และแตกต่างจากการสมรสที่สมบูรณ์อย่างไร คำตอบ: การสมรสที่เป็นโมฆะ คือ การสมรสที่ขัดต่อเงื่อนไขหรือข้อห้ามตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น สมรสในขณะที่มีคู่สมรสอยู่ก่อน หรือสมรสกับผู้ที่มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย การสมรสดังกล่าวไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายตั้งแต่ต้น เสมือนไม่เคยมีการสมรสเกิดขึ้น คู่สมรสโดยโมฆะจะไม่มีสถานะคู่สมรส ไม่มีสิทธิในสินสมรส ไม่มีสิทธิรับมรดก และไม่มีสิทธิเรียกร้องในฐานะคู่สมรส แตกต่างจากการสมรสที่สมบูรณ์ซึ่งก่อให้เกิดสิทธิหน้าที่ระหว่างสามีภริยา สิทธิในสินสมรส และสิทธิในทรัพย์มรดกตามที่กฎหมายบัญญัติ 2. คำถาม-คำตอบ คำถาม: การสมรสซ้อนถือเป็นโมฆะอย่างไร และมีผลอย่างไรต่อสิทธิของผู้ที่สมรสภายหลัง คำตอบ: การสมรสซ้อนเกิดขึ้นเมื่อบุคคลหนึ่งจดทะเบียนสมรสใหม่ในขณะที่ยังมิได้หย่าหรือสิ้นสุดสถานภาพสมรสเดิมตามกฎหมาย การสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะโดยเด็ดขาดตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ที่เข้ามาเป็นคู่สมรสภายหลังจึงไม่มีสถานะเป็นสามีภริยาโดยชอบ ไม่เกิดสิทธิในสินสมรส ไม่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายครอบครัว และไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย แม้จะอยู่กินร่วมกันเป็นเวลานานหรือมีบุตรร่วมกันก็ตาม สิทธิในทรัพย์สินและมรดกยังคงอยู่กับคู่สมรสเดิมที่ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น 3. คำถาม-คำตอบ คำถาม: การบวชชีหรือการแยกกันอยู่เป็นเวลานานทำให้สถานภาพสามีภริยาสิ้นสุดตามกฎหมายหรือไม่ คำตอบ: การบวชชี การแยกกันอยู่ หรือการอยู่ห่างกันเป็นเวลานาน เป็นเพียงพฤติการณ์ทางข้อเท็จจริง ไม่ใช่เหตุโดยตรงที่กฎหมายกำหนดให้สถานภาพสมรสสิ้นสุด การเลิกสมรสตามกฎหมายต้องเกิดจากการหย่าโดยความยินยอมของคู่สมรสและจดทะเบียนหย่า หรือการหย่าตามคำพิพากษาของศาล หากไม่มีการหย่าตามแบบดังกล่าว สถานภาพสามีภริยาตามกฎหมายยังคงอยู่ แม้ฝ่ายหนึ่งจะไปบวชชีหรือแยกไปอยู่ที่อื่นก็ตาม การสมรสใหม่ในระหว่างนั้นจึงเป็นการสมรสซ้อนที่เป็นโมฆะ 4. คำถาม-คำตอบ คำถาม: เมื่อการสมรสเป็นโมฆะ เช่น การสมรสซ้อน ผู้สมรสโดยโมฆะมีสิทธิในสินสมรสหรือทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันหรือไม่ คำตอบ: ในกรณีการสมรสที่เป็นโมฆะ เช่น การสมรสซ้อน ผู้ที่เป็นคู่สมรสโดยโมฆะจะไม่มีสิทธิในฐานะคู่สมรสตามกฎหมาย การทำมาหาได้ร่วมกันระหว่างผู้สมรสโดยโมฆะกับอีกฝ่ายจึงไม่ก่อให้เกิดสินสมรสตามบทบัญญัติว่าด้วยสินสมรส ทรัพย์สินที่ได้มาระหว่างอยู่กินกันย่อมไม่ถือเป็นสินสมรสโดยกฎหมาย สิทธิในทรัพย์สินดังกล่าวต้องพิจารณาจากกรรมสิทธิ์และแหล่งที่มาของทรัพย์ มิใช่สิทธิในฐานะคู่สมรส ผลประโยชน์ทางทรัพย์สินจึงตกอยู่แก่คู่สมรสโดยชอบหรือตกทอดในฐานะมรดกแก่ทายาทตามกฎหมายต่อไป 5. คำถาม-คำตอบ คำถาม: คู่สมรสโดยโมฆะมีสิทธิรับมรดกหรือสิทธิในฐานะทายาทของผู้ตายหรือไม่ คำตอบ: คู่สมรสโดยโมฆะไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในฐานะทายาทโดยธรรม เพราะกฎหมายรับรองเฉพาะคู่สมรสที่สมรสโดยชอบตามกฎหมายเท่านั้น ความสัมพันธ์ที่เกิดจากการสมรสซ้อนหรือการสมรสที่เป็นโมฆะไม่ก่อให้เกิดสถานะคู่สมรสทางนิติสัมพันธ์ ดังนั้น เมื่อผู้ตายถึงแก่กรรมโดยไม่มีพินัยกรรม มรดกจะตกแก่คู่สมรสโดยชอบและทายาทอื่นตามลำดับญาติ ส่วนผู้สมรสโดยโมฆะจะไม่อาจอ้างสิทธิรับมรดกใด ๆ เว้นแต่จะมีพินัยกรรมยกทรัพย์สินให้โดยเฉพาะเจาะจง 6. คำถาม-คำตอบ คำถาม: บ้านที่ปลูกสร้างบนที่ดินถือเป็นส่วนควบตามกฎหมายหรือไม่ และมีผลอย่างไรเมื่อโอนที่ดินให้บุคคลอื่น คำตอบ: บ้านหรือสิ่งปลูกสร้างที่ปลูกบนที่ดินอย่างถาวรถือเป็นส่วนควบของที่ดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 107 เมื่อมีการโอนกรรมสิทธิ์ในที่ดิน บ้านและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นส่วนควบย่อมโอนไปพร้อมกัน แม้ในสัญญาหรือเอกสารโอนจะระบุแต่ที่ดินไม่เอ่ยถึงบ้านโดยชัดเจน ผู้รับโอนจึงมีกรรมสิทธิ์ทั้งในที่ดินและบ้าน และมีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้ที่ครอบครองบ้านโดยไม่มีฐานสิทธิ แม้ผู้ครอบครองจะอ้างว่าตนเคยอยู่กับผู้ตายหรือคู่สมรสเดิมก็ตาม สิทธิในการอยู่จึงขึ้นกับฐานสิทธิทางกรรมสิทธิ์หรือสิทธิอื่นที่กฎหมายรับรอง มิใช่เพียงความสัมพันธ์ส่วนตัว 7. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านจากคู่สมรสโดยชอบมีสิทธิฟ้องขับไล่ผู้ที่อ้างเป็นคู่สมรสโดยโมฆะหรือไม่ คำตอบ: ผู้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินและบ้านจากคู่สมรสโดยชอบตามกฎหมายได้รับความคุ้มครองในฐานะเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยสมบูรณ์ เมื่อได้ทำการโอนโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว ย่อมมีสิทธิฟ้องบังคับให้ผู้ครอบครองที่ไม่มีสิทธิออกไปจากทรัพย์นั้นได้ ไม่ว่าผู้ครอบครองจะอ้างว่าตนอยู่ในฐานะคู่สมรสโดยพฤตินัย หรือเป็นผู้สมรสโดยโมฆะกับเจ้าของเดิมก็ตาม สิทธิของผู้รับโอนตั้งอยู่บนฐานของกรรมสิทธิ์ในทรัพย์ มิได้ผูกพันกับข้ออ้างความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย |




