ReadyPlanet.com
dot
สำนักงานทนายความ
dot
bulletทนายความฟ้องหย่า
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
dot
พระราชบัญญัติ
dot
bulletพระราชบัญญัติ
dot
ประมวลกฎหมาย
dot
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
dot
บทความเฉพาะเรื่อง
dot
bulletฟ้องหย่า
bulletนิติกรรม
bulletสัญญายอมความ
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletกรมบังคับคดี
dot
ลิงค์ต่าง ๆ
dot
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletวิชาชีพทนายความ


เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน
เพิ่มเพื่อน

 



การสมรสซ้อนที่เป็นโมฆะทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง

ทนายความโทร0859604258

ภาพจากซ้ายไปขวา ทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ, ทนายความภคพล มหิทธาอภิญญา, ทนายความเอกชัย อาชาโชติธรรม, ทนายความอภิวัฒน์ สุวรรณ

-ปรึกษากฎหมาย ทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ โทร.085-9604258

-ติดต่อทางอีเมล  : leenont0859604258@yahoo.co.th

-ปรึกษากฎหมายผ่านทางไลน์ ไอดีไลน์  (5) ID line  :

         (1) leenont หรือ (2) @leenont หรือ (3)  peesirilaw  หรือ (4) @peesirilaw   (5)   @leenont1

-Line Official Account : เพิ่มเพื่อนด้วย QR CODE

QR CODE

การสมรสซ้อนที่เป็นโมฆะทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2664/2523

สามีภริยาก่อน ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ภริยาไปบวชชี ไม่ได้ความว่าสามีอนุญาต ยังไม่ขาดจากสามีภริยากัน สามีได้ภริยาใหม่จดทะเบียนเมื่อใช้บรรพ 5 แล้ว ไม่เป็นการสมรส ที่สมบูรณ์ ไม่มีสิทธิรับมรดกของสามี สามีตายมรดกตกได้แก่ภริยาเดิมภริยาเดิมจดทะเบียนยกที่ดินให้โจทก์แม้ไม่ระบุถึงบ้านด้วย บ้านเป็น ส่วนควบของที่ดิน โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในบ้านด้วย

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากที่พิพาท ให้ใช้ค่าเสียหายเดือนละ 200 บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เฉพาะให้ยกข้อที่เรียกค่าเสียหาย จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า "ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า นายชมกับนางยังเป็นสามีภรรยากันตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บ้านพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างนายชมกับนางยัง ปลูกอยู่ในที่ดินโฉนดเลขที่ 2156 ซึ่งนางยังได้รับโอนมาโดยทางมรดก ต่อมานางยังไปบวชชี แล้วนายชมได้จำเลยเป็นภรรยาอีกคนหนึ่งอยู่กินกันที่บ้านพิพาทเกิดบุตรด้วยกันหลายคนแต่นายชมกับจำเลยเพิ่งจดทะเบียนสมรสกันตามกฎหมายเมื่อ ปี พ.ศ. 2518นายชมถึงแก่กรรมปี พ.ศ. 2519 โดยมิได้ทำพินัยกรรม หลังจากนายชมถึงแก่กรรม จำเลยก็ยังคงอยู่ในบ้านพิพาทตลอดมาจนบัดนี้ ในปี พ.ศ. 2521นางยังจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 2156 ดังกล่าวข้างต้นให้โจทก์ โจทก์จึงฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาทเป็นคดีนี้ อ้างว่าบ้านพิพาทเป็นของโจทก์ มีประเด็นมาสู่ศาลฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิจะอยู่ในบ้านพิพาทหรือไม่ ที่จำเลยฎีกาว่าระหว่างนางยังบวชชี นายชมเอาอาหารไปส่ง ตามพฤติการณ์แสดงว่านายชมอนุญาตให้นางยังไปบวช นายชมกับนางยังจึงขาดจากการเป็นสามีภรรยากันตั้งแต่วันที่นางยังบวชชีตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 39 บ้านพิพาทซึ่งเป็นสินสมรส ต้องแบ่งออกเป็น 3 ส่วน เป็นของนายชม 2 ส่วน ของนางยัง 1 ส่วน นางยังไม่ได้ครอบครองส่วนของตนหากแต่นายชมกับจำเลยเป็นผู้ครอบครองมา ส่วนของนางยังจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของนายชม นายชมจึงเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์บ้านพิพาททั้งหมดเพียงคนเดียว และเป็นมรดกตกได้แก่จำเลยกับบุตรของจำเลยนั้น ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่าข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาไม่ได้ความแน่ชัดว่าเมื่อนางยังไปบวชชีนั้น นายชมได้อนุญาตให้ไปบวชหรือไม่ และไม่ได้ความจากการนำสืบของฝ่ายใดเลยว่า ขณะนางยังบวชชี นายชมได้เอาอาหารไปส่งจึงยังฟังไม่ได้ว่านายชมกับนางยังได้ขาดจากสามีภรรยากันแล้วตามกฎหมายลักษณะผัวเมีย บทที่ 39 ดังที่จำเลยฎีกา นอกจากเรื่องที่นางยังไปบวชชีแล้วข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่านายชมกับนางยังได้หย่ากันแต่อย่างใด จึงฟังได้ว่านายชมกับนางยังเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วยกฎหมายตลอดมาจนกระทั่งนายชมถึงแก่กรรม สำหรับจำเลยซึ่งให้การว่านางยังไปบวชชีเมื่อประมาณ47 ปีมานี้ แล้วต่อมาอีกประมาณ 10 ปี นายชมก็ได้จำเลยเป็นภรรยานั้นตามคำให้การของจำเลยคำนวณได้ว่านายชมได้จำเลยเป็นภรรยาประมาณปี พ.ศ. 2485 ใกล้เคียงกับที่โจทก์บรรยายฟ้องว่านายชมได้จำเลยเป็นภรรยาในปี พ.ศ. 2484 เป็นเวลาที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 5 ใช้บังคับ แม้จำเลยกับนายชมจะได้จดทะเบียนสมรสกัน การสมรสก็เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 และ 1445(3) เดิมเพราะขณะจดทะเบียนสมรส นายชมเป็นคู่สมรสหรือสามีโดยชอบด้วยกฎหมายของนางยังจำเลยจึงมิใช่ภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของนายชม ไม่มีสิทธิได้รับมรดกของนายชม หรืออีกนัยหนึ่งไม่มีส่วนเป็นเจ้าของบ้านพิพาทแต่อย่างใดเมื่อนายชมถึงแก่กรรมโดยมิได้ทำพินัยกรรมยกทรัพย์ให้แก่ผู้ใด บ้านพิพาทซึ่งเป็นส่วนของนายชม จึงเป็นมรดกตกให้แก่นางยังผู้เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อนางยังโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินซึ่งปลูกบ้านพิพาทให้แก่โจทก์ แม้จะได้ความจากคำเบิกความของโจทก์ว่าในตอนที่ยกที่ดินให้ นางยังไม่ได้พูดถึงบ้านพิพาทด้วย แต่บ้านพิพาทเป็นส่วนควบของที่ดิน โจทก์จึงมีกรรมสิทธิ์ในบ้านพิพาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 107 และมีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกจากบ้านพิพาท"

พิพากษายืน

( แต่ง ทองภักดี - สมชัย ทรัพยวณิช - เฟื่องขจิต รัศมิภูติ )

 

การสมรสที่เป็นการสมรสซ้อนซึ่งเป็นโมฆะนั้น แม้ต่อมาการสมรสครั้งแรกจะสิ้นสุดลง ก็ไม่ทำให้การสมรสซ้อนกลับสมบูรณ์ได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1216/2523

 

ป. จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25เมษายน 2495 ต่อมาได้จดทะเบียนสมรสกับโจทก์เมื่อวันที่15 ธันวาคม 2503 และจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2507 วันที่ 24 มิถุนายน 2507ป. จดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 แต่ต่อมาวันที่ 5สิงหาคม 2507 ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 อีก และหลังจากนั้นคือวันที่ 30 ตุลาคม 2507 โจทก์กับ ป.จึงได้จดทะเบียนสมรสกันซ้ำอีกครั้งหนึ่ง วันที่ 1เมษายน 2519 ป. ถึงแก่กรรมเช่นนี้การจดทะเบียนสมรสระหว่าง ป. กับโจทก์ครั้งแรกและระหว่าง ป. กับจำเลยที่ 2 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1445(3) เพราะในขณะนั้น ป. เป็นคู่สมรสของจำเลยที่ 1 อยู่แล้ว จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 สำหรับจำเลยที่ 1 แม้จะปรากฏว่าได้จดทะเบียนหย่ากับ ป. ทำให้การสมรสขาดลง แต่ต่อมาก็ได้จดทะเบียนสมรสกันใหม่โดยสมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมาย เพราะการสมรสระหว่าง ป. กับโจทก์และจำเลยที่ 2 ได้เป็นโมฆะมาตั้งแต่วันที่ได้จดทะเบียนสมรสแล้ว การที่โจทก์มาจดทะเบียนสมรสกับ ป. ครั้งหลังอีกจึงเป็นโมฆะเพราะขณะนั้น ป. เป็นคู่สมรสของจำเลยที่ 1 ฉะนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายแต่ผู้เดียวของ ป. มีอำนาจฟ้องขอให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับ ป. เป็นโมฆะ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภรรยาชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกประเสริฐซึ่งถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2519 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้ยื่นหลักฐานต่อทางราชการว่าเป็นภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกประเสริฐ ความจริงจำเลยทั้งสองได้จดทะเบียนสมรสกับจ่าสิบเอกประเสริฐในขณะที่จ่าสิบเอกประเสริฐกับโจทก์เป็นสามีภรรยากันอยู่ กระทรวงกลาโหมไม่จ่ายบำเหน็จตกทอดให้โจทก์ ขอให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสของจำเลยทั้งสองเป็นโมฆะ และให้ศาลแจ้งคำสั่งของศาลไปยังสำนักทะเบียนให้เพิกถอนทะเบียนสมรสของจำเลยทั้งสอง

จำเลยที่ 1 ให้การและฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 เป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกประเสริฐ จดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2495 ก่อนจ่าสิบเอกประเสริฐมาจดทะเบียนสมรสกับโจทก์และจำเลยที่ 2 การสมรสของโจทก์กับจำเลยที่ 2 จึงเป็นโมฆะ โจทก์รบเร้าให้จ่าสิบเอกประเสริฐจดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 จ่าสิบเอกประเสริฐจึงทำการลวงโจทก์โดยจดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 แล้วรีบจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 ใหม่ แล้วเอาทะเบียนหย่าไปให้โจทก์ดูและจดทะเบียนสมรสกับโจทก์อีก เมื่อจ่าสิบเอกประเสริฐถึงแก่กรรม โจทก์เอาทะเบียนสมรสที่เป็นโมฆะไปขอรับเงินบำเหน็จตกทอดและคัดค้านการที่จำเลยที่ 1 ขอรับบำเหน็จตกทอด เป็นการไม่ชอบ ขอให้พิพากษายกฟ้องและพิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจ่าสิบเอกประเสริฐเป็นโมฆะให้โจทก์ไปเพิกถอนทะเบียนสมรสดังกล่าวกับถอนคำขอและคำคัดค้านที่จำเลยที่ 1 ยื่นขอรับบำเหน็จตกทอดของจ่าสิบเอกประเสริฐ หากโจทก์ไม่ไปก็ให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาของโจทก์ และห้ามโจทก์เข้ายุ่งเกี่ยวอีก

โจทก์ให้การแก้ฟ้องแย้งว่า จำเลยที่ 1 กับจ่าสิบเอกประเสริฐจะจดทะเบียนสมรสกันเมื่อวันที่ 25 เมษายน 2495 จริงหรือไม่ไม่รับรองหากเป็นความจริงก็จดทะเบียนหย่ากันแล้วเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2507 โจทก์จดทะเบียนสมรสกับจ่าสิบเอกประเสริฐอย่างถูกต้อง โจทก์ไม่เคยรบเร้าให้จ่าสิบเอกประเสริฐจดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 แล้วมาจดทะเบียนสมรสกับโจทก์การที่โจทก์กับจ่าสิบเอกประเสริฐจดทะเบียนสมรสกันอีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2507 ก็เพราะตามทะเบียนสมรสเดิมโจทก์ชื่อ "บัวรินทร์" เมื่อเปลี่ยนชื่อมาเป็น "อารียา" จึงจดทะเบียนสมรสกันใหม่ การจดทะเบียนสมรสของจำเลยที่ 1 กับจ่าสิบเอกประเสริฐเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2507 เป็นโมฆะเพราะขณะนั้นโจทก์เป็นภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกประเสริฐอยู่แล้วโจทก์มีสิทธิขอรับบำเหน็จตกทอดของจ่าสิบเอกประเสริฐ ไม่เป็นการละเมิด ขอให้ยกฟ้องแย้ง

จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า การสมรสระหว่างโจทก์กับจ่าสิบเอกประเสริฐตกเป็นโมฆะ คำขออื่นนอกจากนี้ของจำเลยที่ 1 ให้ยก ให้ยกฟ้องโจทก์

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงคงรับฟังได้ว่าเดิมจ่าสิบเอกประเสริฐจดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2495 แล้วต่อมาจ่าสิบเอกประเสริฐได้มาจดทะเบียนสมรสกับโจทก์และจำเลยที่ 2 อีก โดยจดกับโจทก์วันที่ 15 ธันวาคม 2503 ขณะนั้นโจทก์ใช้ชื่อ "บัวรินทร์" และจดกับจำเลยที่ 2 วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2507 วันที่ 24 มิถุนายน 2507 จ่าสิบเอกประเสริฐจดทะเบียนหย่ากับจำเลยที่ 1 แต่ต่อมาในวันที่ 5 สิงหาคม2507 จ่าสิบเอกประเสริฐก็จดทะเบียนสมรสกับจำเลยที่ 1 อีก และหลังจากนั้นคือ ต่อมาวันที่ 30 ตุลาคม 2507 โจทก์กับจ่าสิบเอกประเสริฐก็จดทะเบียนสมรสกันซ้ำอีกครั้งหนึ่ง โดยครั้งหลังนี้โจทก์ใช้ชื่อ "อารียา" ซึ่งเป็นชื่อของโจทก์ในปัจจุบัน ครั้นวันที่ 1 เมษายน 2519 จ่าสิบเอกประเสริฐถึงแก่กรรมโจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 2 ต่างไปขอรับเงินบำเหน็จตกทอดของจ่าสิบเอกประเสริฐจากกระทรวงกลาโหม อ้างว่าเป็นภรรยาโดยชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกประเสริฐทางกระทรวงกลาโหมขัดข้อง จะจ่ายให้แต่เฉพาะภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกประเสริฐเพียงผู้เดียว จึงพิพาทกันเป็นคดีนี้มีประเด็นข้อวินิจฉัยว่า โจทก์หรือจำเลยที่ 1 หรือจำเลยที่ 2 เป็นภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายของจ่าสิบเอกประเสริฐ

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างจ่าสิบเอกประเสริฐกับโจทก์เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2503 และระหว่างจ่าสิบเอกประเสริฐกับจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2507 ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1445(3) เพราะในขณะนั้นจ่าสิบเอกประเสริฐเป็นคู่สมรสของจำเลยที่ 1 อยู่แล้ว จึงเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 สำหรับจำเลยที่ 1 แม้จะปรากฏว่าในวันที่ 24 มิถุนายน 2507 ได้จดทะเบียนหย่ากับจ่าสิบเอกประเสริฐทำให้ขาดจากการสมรสก็ตามแต่ต่อมาวันที่ 5 สิงหาคม 2507 จำเลยที่ 1 กับจ่าสิบเอกประเสริฐก็ได้จดทะเบียนสมรสกันใหม่ การจดทะเบียนสมรสของจำเลยที่ 1 กับจ่าสิบเอกประเสริฐในครั้งหลังนี้สมบูรณ์ชอบด้วยกฎหมายเพราะขณะที่จดทะเบียนสมรสครั้งหลังนี้จ่าสิบเอกประเสริฐมิได้เป็นคู่สมรสของโจทก์หรือของจำเลยที่ 2 เนื่องด้วยการสมรสระหว่างจ่าสิบเอกประเสริฐกับโจทก์และระหว่างจ่าสิบเอกประเสริฐกับจำเลยที่ 2 เป็นโมฆะตั้งแต่วันที่จดทะเบียนสมรสกันแล้วดังวินิจฉัยมาข้างต้น เมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับจ่าสิบเอกประเสริฐเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2507 ชอบด้วยกฎหมาย การที่โจทก์มาจดทะเบียนสมรสกับจ่าสิบเอกประเสริฐครั้งหลังในวันที่ 30 ตุลาคม 2507 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายและเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1445(3), 1490 อีกเช่นกัน เพราะขณะนั้นจ่าสิบเอกประเสริฐเป็นคู่สมรสของจำเลยที่ 1 อยู่ก่อนแล้ว ฉะนั้น จำเลยที่ 1 จึงเป็นภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายแต่ผู้เดียวของจ่าสิบเอกประเสริฐจำเลยที่ 1 ย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้พิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างโจทก์กับจ่าสิบเอกประเสริฐเป็นโมฆะ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องแย้งของจำเลยที่ 1 เสียนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

( แต่ง ทองภักดี - สมชัย ทรัพยวณิช - เฟื่องขจิต รัศมิภูติ )

 สามีภริยาทิ้งร้างกัน 

หากมีการสมรสซ้อนก็เป็นโมฆะ

 

 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 56/2527

 

การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อในคดีแพ่งนั้น ต่างกับการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำผิดอาญาโดยประมาทซึ่งโจทก์จะต้องบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดโดยแน่ชัดสำหรับคดีแพ่ง เมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแสดงว่าการละเมิดของผู้ทำละเมิดเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อก็พอทำให้เข้าใจได้แล้วว่าข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโจทก์มีอย่างไร

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ขับรถบรรทุกเรืออวนลากสูงกว่ากฎหมายกำหนดและด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังในการขับรถ เป็นเหตุให้เรืออวนลากซึ่งบรรทุกอยู่บนรถชนสายโทรศัพท์และเสาโทรศัพท์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์แล้ว

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ที่ 3 ได้ขับรถบรรทุกบรรทุกเรืออวงลากสูงกว่ากฎหมายกำหนดไปในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ที่ 3แล่นมาตามถนน เมื่อถึงสี่แยกโทรศัพท์ จำเลยที่ 1 ขับรถด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นจักต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์แต่หาได้ใช้ให้เพียงพอไม่ เป็นเหตุให้เรืออวนลากซึ่งบรรทุกอยู่บนรถบรรทุกดังกล่าวชนสายโทรศัพท์และเสาโทรศัพท์เสียหายเป็นเงิน35,800 บาท ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องรับผิดในฐานะผู้ทำละเมิด จำเลยที่ 2 ที่ 3ต้องร่วมรับผิดในฐานะนายจ้าง ส่วนจำเลยที่ 4 ต้องร่วมรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัย ขอให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์

จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การ ต่อมาโจทก์ถอนฟ้อง

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 ให้การปฏิเสธความรับผิดและตัดฟ้องว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม

ศาลชั้นต้นเห็นว่าฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุม พิพากษายกคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ศาลชั้นต้นวินิจฉัยประเด็นข้ออื่นทั้งหมดแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดี

จำเลยที่ 2 ที่ 3 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อละเมิดอันเกิดจากความประมาทเลินเล่อในคดีแพ่งนั้น ต่างกับการฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานกระทำผิดอาญาโดยประมาทซึ่งโจทก์จะต้องบรรยายถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดโดยแน่ชัดดังที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 สำหรับคดีแพ่งเมื่อโจทก์ได้บรรยายฟ้องแสดงว่าการละเมิดของผู้ทำละเมิดเป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อก็พอทำให้เข้าใจได้แล้วว่าข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาโจทก์มีอย่างไร คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยที่ 1ขับรถบรรทุกหมายเลขทะเบียน ส.ภ.03530 บรรทุกเรืออวนลากสูงกว่ากฎหมายกำหนดและด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังในการขับรถบรรทุกดังกล่าวของจำเลยที่ 1 ผู้ขับขี่ เป็นเหตุให้เรืออวนลากซึ่งบรรทุกอยู่บนรถบรรทุกดังกล่าวชนสายโทรศัพท์และเสาโทรศัพท์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย เป็นการแสดงโดยแจ้งชัดซึ่งข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาของโจทก์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 แล้ว

พิพากษายืน

( สุทิน เลิศวิรุฬห์ - อำนวย อินทุภูติ - ดำริ ศุภพิโรจน์ )

ผลของการสมรสเป็นโมฆะตามมาตรา 1452 ก็คือมาตรา 1498, 1499 วรรคสอง ถึง วรรคสี่

สรุปได้ว่า ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสรวมทั้งดอกผลคงเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง เว้นแต่ศาลจะเห็นสมควรสั่งเป็นประการอื่น การสมรสที่เป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนตามมาตรานี้ ไม่ทำให้ชายหรือหญิงผู้สมรสโดยสุจริตเสื่อมสิทธิที่ได้มาเพราะการสมรสก่อนที่ชายหรือหญิงนั้นรู้ถึงเหตุที่ทำให้การสมรสเป็นโมฆะ แต่การสมรสที่เป็นโมฆะดังกล่าว ไม่ทำให้คู่สมรสเกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดได้สมรสโดยสุจริต ฝ่ายนั้นมีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ และถ้าการสมรสที่เป็นโมฆะนั้น ทำให้ฝ่ายที่ได้สมรสโดยสุจริตต้องยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สิน หรือจากการงานที่เคยทำอยู่ก่อน มีคำพิพากษาถถึงที่สุด หรือก่อนที่จะได้รู้ว่าการสมรสของตนเป็นโมฆะแล้วแต่กรณี ฝ่ายนั้นมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ด้วย สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพในการณีนี้ให้นำมราตรา 1526 วรรคหนึ่ง และมาตตรา 1528 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ข้อสังเกต การสมรสที่เป็นโมฆะ ได้มีคำพพากษาศาลฎีกาที่ 949/2531 วินิจฉัยว่า การสมรสที่เป็นโมฆะ ไม่อาจฟ้องเรียกค่าอุปการะเลี้ยงดูจากอีกฝ่ายหนึ่งได้ แต่คำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้เป็นการวินิจฉัยก่อนมีการแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติ บรรพ 5 ปัญหาจึงมีว่า การสมรสที่เป็นโมฆะตามกฎหมายใหม่นั้น ความสัมพันธ์ในทางส่วนตัวโดยเฉพาะหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูต่อกันนั้น ชายหญิงดังกล่าวจะมีหน้าที่ต่อกันหรือไม่ ตามบทบัญญัติในปัจจุบัน คือมาตรา 1494 ถึง 1500 ไม่มีบทบัญญัติมาตราใดที่ตัดสิทธิหรือจำกัดสิทธิหน้าที่ดังกล่าวไว้เลย คงมีเฉพาะความสัมพันธ์ในทางทรัพย์สินเท่านั้น

 

การสิ้นสุดแห่งการสมรส

 

เป็นกรณีที่การสมรสนั้นสมบูรณ์อยู่ แต่การสมรสดังกล่าวอาจสิ้นสุดลงได้ในกรณีอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามมาตารา 1501 ซึ่งบัญญัตไว้ว่า การสมรสย่อมสิ้นสุดด้วยความตาย การหย่า หรือศาลพิพาษาให้เพิกถอน ดังนั้น การสมรสสจึงสิ้นสุดด้วยเหตุ 3 ประการ

(1) ตาย หมายถึงการตายโดยธรรมชาติเท่านั้น ไม่ใช่เพราะศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ ตามมาตรา 62 เพราะกรณีที่ศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญ เป็นเพียงเหตุฟ้องหย่าเท่านั้น ตามมาตรา 1516 (5)

(2) การหย่า หมายถึงการที่ชายหรือหญิงเลิกจากการเป็นสามีภริยากันตามกฎหมายซึ่งอาจเกิดขึ้นโดยการหย่ากันเอง หรือศาลมีคำพิพากษาให้หย่าตามมาตรา 1514 วรรคหนึ่ง

(3) ศาลพิพากษาให้เพิกถอน

 เหตุที่จะขอให้ศาลพิพากษาเพิกถอนการสมรส เพราะเหตุว่าเป็นโมฆียะ

มีเฉพาะในกรณีที่คู่สมรสฝ่าฝืนมาตรา 1448, 1505, 1506, 1507 และ มาตรา 1509

มาตรา 1448 ชายหรือหญิงสมรสกันโดยมีอายุไม่ครบ 17 ปีบริบูรณ์

มาตรา 1505 การสมรสเพราะสำคัญผิดในตัวผู้สมรส

มาตรา 1506 การสมรสเพราะถูกกลฉ้อฉลอันถึงขนาด

มาตรา 1507 การสมรสเพราะถูกข่มขู่อันถึงขนาด

มาตรา 1509 การสมรสโดยมิได้รับความยินยอมตามมาตรา 1454

 

 

การสมรสที่ตกเป็นโมฆียะ

 

ต้องมีการฟ้องขอให้ศาลพิพากษาให้เพิกถอนการสมรสจึงจะสิ้นสุดลง จะนำเรื่องโมฆียะกรรมตามมาตรา 175 และมาตรา 176 มาบังคับไม่ได้

ผลของการสมรสที่เป็นโมฆียะ คือมาตรา 1511 และมาตรา 1512 คือ ให้ถือว่าการสมรสสิ้นสุดลงในวันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุด และให้นำบทบัญญัติว่าด้วยผลการหย่าโดยคำพิพากษามาใช้บังคับแก่ผลของการเพิกถอนการสมรสโดยอนุโลม คือ คำพิพากษาส่วนที่บังคับเกี่ยวกับทรัพย์สินระหว่างสามีภริยานั้น มีผลย้อนหลังไปถึงวันฟ้องหย่า ตามมาตรา 1532 (ข)

มาตรา 1511 "การสมรสที่ได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนนั้น ให้ถือว่าสิ้นสุดลงในวันที่คำพิพากษาถึงที่สุด แต่จะอ้างเป็นเหตุเสื่อมสิทธิของบุคคลภายนอกผู้ทำการโดยสุจริตไม่ได้ เว้นแต่จะได้จดทะเบียนการเพิกถอนการสมรสนั้นแล้ว"

มาตรา 1512 "ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยผลของการหย่าโดยคำพิพากษามาใช้บังคับแก่ผลของการเพิกถอนการสมรสโดยอนุโลม"

 

การสมรสที่เป็นโมฆะ-ความเป็นโมฆะของการสมรส

มาตรา 1494 "การสมรสจะเป็นโมฆะก็แต่เฉพาะที่บัญญัติไว้ในหมวดนนี้"

มาตรา 1495 "การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1449 มาตรา 1450 มาตรา 1452 และมาตรา 1458 เป็นโมฆะ"

มาตรา 1496 "คำพิพากษาของศาลเท่านั้นที่จะแสดงว่า การสมรสที่ฝ่าฝืนมาตรา 1449 มาตารา 1450 และมาตรา 1458 เป็นโมฆะ

คู่สมรส บิดามารดา หรือผู้สืบสันดานของคู่สมรสอาจร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้ ถ้าไม่มีบุคคลดังกล่าว ผู้มีส่วนได้เสียจะร้องขอให้อัยการเป็นผู้ร้องขอต่อศาลก็ได้"

มาตรา 1497 "การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้น หรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้"

มาตรา 1497/1 "ในกรณีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าการสมรสใดเป็นโมฆะให้ศาลแจ้งไปยังนายทะเยียนเพื่อบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรส"

มาตรา 1498 "การสมรสที่เป็นโมฆะ ไม่ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา

ในกรณีที่การสมรสเป็นโมฆะ ทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรสรวมทั้งดอกผลคงเป็นนของฝ่ายนั้น ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง เว้นแต่ศาลจะเห็นสมควรสั่งเป็นประการอื่น เมื่อได้พิเคราะห์ถึงภาระในครอบครัวภาระในการหาเลี้ยงชีพฐานะของคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ตลอดจนพฤติการณ์อื่นทั้งปวงแล้ว"

มาตรา 1499 "การสมรสที่เป็นโมฆะ เพราะฝ่าฝืน มาตารา 1449 มาตารา 1450 หรือมาตรา 1458 ไม่ทำให้ชายหรือหญิงผู้สมรสโดยสุจริตเสื่อมสิทธิที่ได้มาเพราะการสมรสก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นโมฆะ

การสมรสที่เป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452 ไม่ทำให้ชายหรือหญิงผู้สมรสโดยสุตริตเสื่อมสิทธิที่ได้มา เพราะการสมรสก่อนที่ชายหรือหญิงนั้นรู้ถึงเหตุที่ทำให้การสมรสเป็นโมฆะ แต่การสมรสที่เป็นโมฆะดังกล่าว ไม่ทำให้คู่สมรสเกิดสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรมของคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง

การนมรสที่เป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตารา 1449 ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดได้สมรสโดยสุจริต ฝ่ายนั้นมีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ และถ้าการสมรสที่เป็นโมฆะนั้นทำให้ฝ่ายที่ได้สมรสโดยสุจริตต้องยากจนลงเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สิน หรือจากการงานที่เคยทำอยู่ก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือก่อนที่จะได้รู้ว่าการสมรสของตนเป็นโมฆะแล้วแต่กรณีฝ่ายนั้นมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ด้วย สิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพในกรณีนี้ในนำมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1528 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

สิทธิเรียกร้องค่าทดแทน หรือค่าเลี้ยงชีพตามวรรคสาม มีกำหนดอายุความสองปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาถึงที่สุดสำหรับกรณีการสมรสเป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1449 มาตรา 1450 หรือมาตารา 1458 หรือนับแต่วันที่รู้ถึงเหตุที่ทำให้การสมรสเป็นโมฆะ สำหรับกรณีการสมรสเป็นโมฆะเพราะฝ่าฝืนมาตรา 1452"

มาตารา 1499/1 "ในกรณีที่การสมรสเป็นโมฆะ ข้อตกลงระหว่างคู่สมรสว่าฝ่ายใดจะเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบุตรคนใด หรือฝ่ายใดหรือทั้งสองฝ่ายจะเป็นผู้ออกเงินค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรเป็นจำนวนเท่าใด ให้ทำเป็นหนังสือ หากตกลงกันไม่ได้ให้ศาลเป็นผู้ชี้ขาด ในการพิจารณาชี้ขาด ถ้าศาลเห็นว่ามีเหตุที่จะถอนอำนาจปกครองของคู่สมรสนั้นได้ตามมาตรา 1582 ศาลจะถอนอำนาจปกครองของคู่สมรสและสั่งให้บุคคลภายนอกเป็นผู้ปกครองก็ได้ ทั้งนี้ ให้ศาลคำนึงถึงความผาสุกและประโยชน์ของบุตรนั้นเป็นสำคัญ และให้นำความใน มตรา 1521 มาใช้บังคับโดยอนุโลม"

มาตรา 1500 "การสมรสที่เป็นโมฆะไม่กระทบถึงสิทธิของบุคคลภายนอกผู้กระทำการโดยสุจริตซึ่งได้มาก่อนมีการบันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสตามมาตรา 1497/1"

ข้อสังเกต

(1) มาตรา 1494 วางหลักว่า การสมรสจะเป็นโมฆะก็แต่เฉพาะที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ. เท่านั้น

(2) เมื่อการสมรสตกเป็นโมฆะแล้วก็ไม่อาจสมบูรณ์ขึ้นมาใหม่ได้

(3) เหตุแห่งการสมรสที่จะเป็นโมฆะได้นั้น ตามมาตรา 1495 คือการสมรสที่ฝ่าฝืน มรตรา 1449, 1450, 1452 และ มาตรา 1458 แสดงว่ามีอยู่ 4 กรณี เทานั้น คือ

มาตรา 1449 "ชายหรือหญิงเป็นบุคคลวิกลจริต หรือเป็นบุคคลซึ่งศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ"

มาตรา 1450 "ชายหญิงซึ่งเป็นญาติสืบสายโลหิตโดยตรงขึ้นไปหรือลงมาก็ดี เป็นพี่น้องร่วมบิดามารดาหรือร่วมแต่บิดาหรือมารดาก็ดี โดยความเป็นญาติดังกล่าวให้ถือตามสายโลหิต โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นญาติโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่"

มาตรา 1452 "ชายหรือหญิงจะทำการสมรสในขณะที่ตนมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้"

มาตรา 1458 "การสมรสจะทำได้ต่อเมื่อชายหญิงยินยอมเป็นสามีภริยากันและต้องแสดงการยินยอมนั้นให้ปรากฏโดยเปิดเผยต่อหน้านายทะเบียนและให้นายทะเบียนบันทึกความยินยอมนั้นไว้ด้วย"

การสมรสที่เป็นโมฆะ ตามมาตรา 1449, 1450 และมาตรา 1458

การสมรสที่เป็นโมฆะทั้งสามมาตรา ดังกล่าว ศาลต้องมีคำพิพากษาแสดงเป็นโมฆะตามมาตรา 1496 ววรคหนึ่ง

ผลของการสมรสที่เป็นโมฆะทั้งสามมาตราดังกล่าวนี้ ก็คือ มาตรา 1498, มาตรา 1499 วรรคหนึ่ง มาตรา 1499 วรรคสาม และวรรคสี่

สรุปได้ว่า การสมรสที่เป็นโมฆะดังกล่าวไม่ก่อให้เกิด ความสัมพันธ์ทางทรัพย์สินระหว่างสามีภริยา ส่วนทรัพย์สินที่ฝ่ายใดมีหรือได้มาไม่ว่าก่อนหรือหลังการสมรส รวมทั้งดอกผลคงเป็นของฝ่ายนั้น ส่วนบรรดาทรัพย์สินที่ทำมาหาได้ร่วมกันให้แบ่งคนละครึ่ง และไม่ทำให้ชายหรือหญิงผู้สมรสโดยสุจริตเสื่อมสิทธิที่ได้มาเพราะการสมรสก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นโมฆะ ถ้าคู่สมรสฝ่ายใดได้สมรสโดยสุจริตฝ่ายนั้นมีสิทธิเรียกค่าทดแทนได้ และถ้าการสมรสที่เป็นโมฆะนั้น ทำให้ฝ่ายที่ได้สมรสโดยสุจริตต้องยากจนเพราะไม่มีรายได้พอจากทรัพย์สิน หรือจากการงานที่เคยทำอยู่ก่อนคำพิพากษาถึงที่สุด หรือก่อนที่จะได้รู้ว่าการสมรสของตนเป็นโมฆะแล้วแต่กรณี ฝ่ายนั้นมีสิทธิเรียกค่าเลี้ยงชีพได้ด้วย สิทธิค่าเลี้ยงชีพในกรณีนี้ให้นำมาตรา 1526 วรรคหนึ่ง และมาตรา 1528 มาใช้บังคับโดยอนุโลม

การสมรสที่เป็นโมฆะตามมาตรา 1452 (การสมรสซ้อน)

(1) มาตารา 1497 "การสมรสที่เป็นโมฆะตามมาตรา 1452 บุคคลผู้มีส่วนได้เสียคนใดคนหนึ่งจะกล่าวอ้างขึ้น หรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้"

(2) การสมรสซ้อนอาจเกิดขึ้นโดยชายหรือหญิงทำการสมรสซ้อนก็ได้

(3) สามีภริยาตามกฎหมายลักษณะผัวเมืยที่มิได้มีการจดทะเบียนสมรสกัน ไม่อาจจดทะเบียนสมรสใหม่กับบุคคลอื่นอีก ถ้าสมรสอีกก็เป็นการสมรสซ้อน




ความเป็นโมฆะของการสมรส

เพิกถอนการสมรสซ้อน
การสมรสซ้อนที่เป็นโมฆะไม่สิ้นสุดลงด้วยความตายของคู่สมรส