ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การสมรสซ้อนเป็นโมฆะหรือไม่ และผู้มีส่วนได้เสียฟ้องเพิกถอนได้แม้คู่สมรสถึงแก่ความตายแล้วหรือไม่

 

การสมรสซ้อนผิดกฎหมายหรือไม่, การสมรสที่เป็นโมฆะตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์, ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิฟ้องเพิกถอนสมรสหรือไม่, ฟ้องเพิกถอนทะเบียนสมรสหลังคู่สมรสตายได้ไหม, สิทธิภริยาที่จดทะเบียนถูกต้อง, การอ้างสิทธิเป็นคู่สมรสในทรัพย์มรดก, มาตรา 1452 สมรสซ้อน, มาตรา 1495 สมรสเป็นโมฆะ, มาตรา 1497 ผู้มีสิทธิฟ้อง, แนวฎีกาคดีครอบครัว, การเพิกถอนสถานะคู่สมรส, สิทธิเรียกร้องเงินบำเหน็จตกทอด, การพิสูจน์สถานะภริยาโดยชอบ, การจดทะเบียนสมรสซ้อนมีผลอย่างไร,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาทางกฎหมายว่าด้วย “การสมรสซ้อน” ซึ่งเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และก่อให้เกิดผลเป็น “การสมรสที่เป็นโมฆะ” โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่า แม้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งจะถึงแก่ความตายแล้ว อันเป็นเหตุให้การสมรสสิ้นสุดลงไปก่อนมีการฟ้องคดี ผู้มีส่วนได้เสียยังคงมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะได้หรือไม่

คดีนี้จึงมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อการตีความบทบัญญัติมาตรา 1452, 1495 และ 1497 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โดยเฉพาะในประเด็น “สิทธิในการฟ้องของผู้มีส่วนได้เสีย” และ “ผลของการสมรสที่เป็นโมฆะ” ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสิทธิในฐานะคู่สมรสและสิทธิในทรัพย์มรดกหรือผลประโยชน์อื่นของผู้ตาย

ข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นภริยาโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย โดยได้จดทะเบียนสมรสกันอย่างถูกต้อง ต่อมาผู้ตายได้ไปจดทะเบียนสมรสกับจำเลยอีกครั้งหนึ่ง ทั้งที่ยังมีสถานะเป็นคู่สมรสกับโจทก์อยู่

ภายหลังผู้ตายถึงแก่ความตาย โจทก์ได้ไปขอรับเงินบำเหน็จตกทอดและสิทธิประโยชน์อื่น แต่จำเลยอ้างสิทธิในฐานะภริยาอีกคนหนึ่งจากการจดทะเบียนสมรสภายหลัง

โจทก์จึงฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสระหว่างจำเลยกับผู้ตายเป็น “การสมรสซ้อน” และตกเป็นโมฆะ พร้อมทั้งขอให้เพิกถอนทะเบียนสมรสดังกล่าว

ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญคือ

การสมรสซ้อนมีผลเป็นโมฆะหรือไม่

ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิฟ้องหรือไม่

 แม้คู่สมรสจะถึงแก่ความตายก่อนฟ้อง จะทำให้สิทธิฟ้องหมดไปหรือไม่

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 

(1) การสมรสซ้อน

ศาลวินิจฉัยว่า การที่บุคคลจดทะเบียนสมรสทั้งที่ยังมีคู่สมรสอยู่ เป็นการฝ่าฝืนมาตรา 1452 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้บุคคลทำการสมรสซ้อน

(2) ผลของการสมรสซ้อน

การสมรสดังกล่าวตกเป็น “โมฆะ” ตามมาตรา 1495 กล่าวคือ ถือเสมือนไม่เคยมีการสมรสเกิดขึ้นตามกฎหมาย

(3) สิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย

มาตรา 1497 บัญญัติให้ “ผู้มีส่วนได้เสีย” มีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะได้

โจทก์ในฐานะภริยาโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง

(4) กรณีคู่สมรสถึงแก่ความตายก่อนฟ้อง

แม้การสมรสจะสิ้นสุดลงเพราะความตายก่อนฟ้อง แต่ศาลวินิจฉัยว่า

“สถานะความเป็นโมฆะของการสมรสยังคงอยู่”

ดังนั้น สิทธิฟ้องของผู้มีส่วนได้เสีย ไม่ถูกตัดสิทธิ

วิเคราะห์หลักกฎหมายเชิงลึก

(1) เจตนารมณ์ของมาตรา 1452

มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการมีคู่สมรสหลายคน และรักษาความสงบเรียบร้อยของครอบครัว

(2) ลักษณะของ “โมฆะ”

การสมรสที่เป็นโมฆะไม่มีผลตั้งแต่ต้น แตกต่างจาก “โมฆียะ” ที่ต้องบอกล้าง

(3) สิทธิฟ้องของผู้มีส่วนได้เสีย

กฎหมายเปิดโอกาสให้บุคคลที่ได้รับผลกระทบ เช่น คู่สมรสที่แท้จริง สามารถฟ้องได้เพื่อคุ้มครองสิทธิของตน

แนวคำพิพากษาศาลฎีกา

แนววินิจฉัยสอดคล้องกับหลักเดิม คือ

การสมรสซ้อน = โมฆะโดยเด็ดขาด

สิทธิฟ้องไม่หมดไปเพราะเหตุภายนอก เช่น ความตาย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาว่าการจดทะเบียนสมรสระหว่างผู้ตายกับจำเลยเป็นโมฆะ และให้ดำเนินการบันทึกความเป็นโมฆะในทะเบียนสมรส

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการสมรสเป็นโมฆะและโจทก์มีอำนาจฟ้อง

3. ศาลฎีกา

   พิพากษายืน โดยวินิจฉัยว่าการสมรสซ้อนเป็นโมฆะตามกฎหมาย และแม้ผู้ตายถึงแก่ความตายแล้ว โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียยังมีอำนาจฟ้องได้

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การสมรสซ้อนเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายโดยตรง และย่อมตกเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด มิอาจก่อให้เกิดสิทธิหรือหน้าที่ใดในทางกฎหมายได้ การที่กฎหมายบัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิฟ้องเพิกถอนการสมรสดังกล่าว แม้การสมรสจะสิ้นสุดลงแล้ว ย่อมสะท้อนถึงหลักการคุ้มครองสิทธิของคู่สมรสโดยชอบ และรักษาความเป็นธรรมในระบบครอบครัวและทรัพย์สิน โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสิทธิในมรดกหรือสิทธิประโยชน์จากทางราชการ

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า “การสมรสซ้อนเป็นโมฆะโดยเด็ดขาด” และ “ผู้มีส่วนได้เสียยังมีสิทธิฟ้อง แม้การสมรสสิ้นสุดแล้ว”

กฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่

1. “การสมรสซ้อน (มาตรา 1452 + 1495)”

   การจดทะเบียนสมรสทั้งที่ยังมีคู่สมรสอยู่ เป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย ส่งผลให้การสมรสนั้นเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น ไม่มีผลผูกพันตามกฎหมาย

2. สิทธิของผู้มีส่วนได้เสีย (มาตรา 1497)”

   แม้การสมรสจะสิ้นสุดลงเพราะความตาย แต่เมื่อสถานะโมฆะยังคงอยู่ ผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีสิทธิฟ้องเพื่อเพิกถอนและคุ้มครองสิทธิของตน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม-การสมรสซ้อนตามกฎหมายไทยถือเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติหรือไม่

คำตอบ

การสมรสซ้อนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 เป็นข้อห้ามโดยเด็ดขาด กล่าวคือ บุคคลจะทำการสมรสในขณะที่ตนยังมีคู่สมรสอยู่มิได้ หากมีการจดทะเบียนสมรสฝ่าฝืนบทบัญญัติดังกล่าว การสมรสนั้นย่อมตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โดยผลของความเป็นโมฆะคือ การสมรสไม่มีผลผูกพันตั้งแต่ต้นเสมือนมิได้มีการสมรสเกิดขึ้นเลย ไม่จำต้องมีการบอกล้างเหมือนกรณีโมฆียะ อย่างไรก็ดี เพื่อให้เกิดความชัดเจนในทางทะเบียนและสิทธิของบุคคล ผู้มีส่วนได้เสียสามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อให้มีคำพิพากษาว่าการสมรสนั้นเป็นโมฆะ และให้มีการบันทึกแก้ไขทะเบียนสมรสต่อไป

2. คำถาม-ผู้มีส่วนได้เสียในคดีสมรสซ้อนหมายถึงใครบ้าง

คำตอบ

ผู้มีส่วนได้เสียตามมาตรา 1497 หมายถึงบุคคลที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการสมรสที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น คู่สมรสโดยชอบด้วยกฎหมาย บุตร หรือบุคคลที่มีสิทธิในทรัพย์สินหรือสิทธิทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานะสมรส เช่น สิทธิในมรดกหรือสิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอด ในคดีลักษณะนี้ ภริยาที่จดทะเบียนสมรสถูกต้องย่อมเป็นผู้มีส่วนได้เสียโดยตรง เพราะการมีบุคคลอื่นอ้างสถานะคู่สมรสย่อมกระทบต่อสิทธิในทรัพย์สินและสถานะทางกฎหมายของตน ศาลจึงรับรองสิทธิในการฟ้องเพื่อเพิกถอนการสมรสที่เป็นโมฆะได้

3. คำถาม-หากคู่สมรสถึงแก่ความตายแล้ว ยังสามารถฟ้องให้การสมรสซ้อนเป็นโมฆะได้หรือไม่

คำตอบ

แม้การสมรสจะสิ้นสุดลงเพราะความตายตามกฎหมาย แต่หากการสมรสนั้นเป็นการสมรสซ้อนซึ่งมีลักษณะเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น สถานะความเป็นโมฆะยังคงมีอยู่และไม่สูญสิ้นไปตามการสิ้นสุดของการสมรส ดังนั้น ผู้มีส่วนได้เสียยังคงมีสิทธิฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะได้ตามมาตรา 1497 เพื่อให้เกิดความชัดเจนในสิทธิและสถานะทางกฎหมาย โดยเฉพาะในกรณีที่มีข้อพิพาทเกี่ยวกับทรัพย์มรดกหรือสิทธิประโยชน์อื่นของผู้ตาย

4. คำถาม-การสมรสที่เป็นโมฆะมีผลต่อสิทธิในมรดกอย่างไร

คำตอบ

การสมรสที่เป็นโมฆะย่อมไม่ก่อให้เกิดสถานะคู่สมรสตามกฎหมาย ดังนั้น บุคคลที่อ้างสิทธิจากการสมรสดังกล่าวย่อมไม่มีสิทธิในฐานะคู่สมรส เช่น ไม่มีสิทธิรับมรดกในฐานะทายาทโดยธรรม หรือไม่มีสิทธิรับเงินบำเหน็จตกทอดในฐานะภริยา การที่ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะจึงมีผลโดยตรงต่อการตัดสิทธิของบุคคลดังกล่าว และเป็นการยืนยันสิทธิของคู่สมรสที่ชอบด้วยกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว

5. คำถาม-จำเป็นต้องฟ้องศาลหรือไม่ หากการสมรสซ้อนเป็นโมฆะอยู่แล้ว

คำตอบ

แม้การสมรสซ้อนจะเป็นโมฆะโดยผลของกฎหมายอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติ การฟ้องศาลเพื่อให้มีคำพิพากษารับรองความเป็นโมฆะมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้สามารถดำเนินการแก้ไขข้อมูลในทะเบียนสมรส และใช้เป็นหลักฐานในการยืนยันสิทธิในทางกฎหมาย เช่น การเรียกร้องสิทธิในมรดก หรือการขอรับสิทธิประโยชน์จากหน่วยงานของรัฐ หากไม่มีคำพิพากษาศาล อาจเกิดข้อโต้แย้งในทางปฏิบัติได้

6. คำถาม-การสมรสซ้อนต่างจากการสมรสโมฆียะอย่างไร

คำตอบ

การสมรสซ้อนเป็นกรณีที่กฎหมายห้ามโดยเด็ดขาดและมีผลเป็น “โมฆะ” กล่าวคือ ไม่มีผลตั้งแต่ต้นโดยไม่ต้องบอกล้าง ส่วนการสมรสโมฆียะเป็นกรณีที่มีข้อบกพร่องบางประการ เช่น ถูกข่มขู่หรือสำคัญผิด ซึ่งยังมีผลสมบูรณ์อยู่จนกว่าจะมีการบอกล้าง ดังนั้น ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ผลทางกฎหมายและวิธีการเพิกถอน โดยกรณีสมรสซ้อนถือเป็นโมฆะโดยอัตโนมัติ

7. คำถาม-หากมีการจดทะเบียนสมรสซ้อนโดยสุจริต จะมีผลแตกต่างหรือไม่

คำตอบ

แม้คู่สมรสฝ่ายหนึ่งอาจไม่ทราบข้อเท็จจริงว่าฝ่ายอีกฝ่ายมีคู่สมรสอยู่ก่อนแล้ว แต่กฎหมายมิได้บัญญัติให้ความสุจริตมีผลทำให้การสมรสซ้อนกลายเป็นสมบูรณ์ การสมรสยังคงเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 อย่างไรก็ตาม ความสุจริตอาจมีผลในประเด็นอื่น เช่น การพิจารณาสิทธิเรียกร้องค่าเสียหาย หรือการจัดการทรัพย์สินระหว่างกันในทางอื่นตามความเป็นธรรม

8. คำถาม-เหตุใดกฎหมายจึงให้สิทธิผู้มีส่วนได้เสียฟ้องเพิกถอนแม้การสมรสสิ้นสุดแล้ว

คำตอบ

หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคลที่ได้รับผลกระทบจากการสมรสที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเพื่อรักษาความถูกต้องของสถานะทางทะเบียนและระบบกฎหมายครอบครัว หากไม่เปิดโอกาสให้ฟ้องได้ อาจทำให้บุคคลที่ไม่มีสถานะเป็นคู่สมรสโดยชอบสามารถอ้างสิทธิในทรัพย์สินหรือสิทธิประโยชน์ได้โดยไม่ชอบ กฎหมายจึงเปิดช่องให้ผู้มีส่วนได้เสียสามารถดำเนินคดีเพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏชัดและเกิดความเป็นธรรม

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

          เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  9006/2557

ขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับ ท. นั้น ท. จดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้วและยังคงเป็นคู่สมรสกับโจทก์ตลอดมาจนกระทั่ง ท. ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างจำเลยกับ ท. จึงเป็นการฝ่าฝืน ป.พ.พ. มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ผู้มีส่วนได้เสียจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ตามมาตรา 1497 แม้ภายหลัง ท. ถึงแก่ความตายเป็นเหตุให้การสมรสระหว่างจำเลยกับ ท. สิ้นสุดลงไปก่อนโจทก์ฟ้องก็ตาม แต่เมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับ ท. ยังเป็นโมฆะอยู่ โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างจำเลยกับ ท. เป็นโมฆะได้

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของนายทนงศักดิ์โดยจดทะเบียนสมรสถูกต้อง ต่อมานายทนงศักดิ์ถึงแก่ความตาย เมื่อโจทก์ไปขอรับเงินบำเหน็จตกทอดและสิทธิประโยชน์อื่น ปรากฏว่าจำเลยอ้างว่าเป็นภริยาโดยจดทะเบียนสมรสภายหลัง ทั้งที่ขณะนั้นนายทนงศักดิ์ยังมีสถานะเป็นคู่สมรสกับโจทก์อยู่ การสมรสดังกล่าวจึงเป็นการสมรสซ้อนและตกเป็นโมฆะ โจทก์ขอให้เพิกถอนทะเบียนสมรสดังกล่าว

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าการสมรสระหว่างนายทนงศักดิ์กับจำเลยเป็นโมฆะ และให้บันทึกความเป็นโมฆะในทะเบียนสมรส ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ขณะจำเลยจดทะเบียนสมรส นายทนงศักดิ์ยังเป็นคู่สมรสกับโจทก์ การสมรสดังกล่าวจึงฝ่าฝืนมาตรา 1452 และเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 โดยมาตรา 1497 บัญญัติให้ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิฟ้องได้ แม้นายทนงศักดิ์จะถึงแก่ความตายก่อนฟ้อง อันทำให้การสมรสสิ้นสุดลงแล้วก็ตาม แต่เมื่อการสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะตั้งแต่ต้น สถานะความเป็นโมฆะยังคงอยู่ โจทก์ในฐานะผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีอำนาจฟ้อง

พิพากษายืนตามศาลล่างทั้งสอง โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับ

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นภริยาของนายทนงศักดิ์ โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2528 ต่อมานายทนงศักดิ์ถึงแก่ความตาย โจทก์ไปขอรับเงินบำเหน็จตกทอดและเงินอื่น ๆ ที่ทางราชการจะจ่ายให้แก่ทายาท ปรากฏว่าจำเลยได้อ้างว่าเป็นภริยาของนายทนงศักดิ์โดยจดทะเบียนสมรสเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2538 การจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนายทนงศักดิ์เป็นการจดทะเบียนสมรสซ้อน จึงตกเป็นโมฆะ ขอให้จำเลยไปจดทะเบียนเพิกถอนทะเบียนสมรสเลขที่ 529/1140 หากจำเลยไม่ไปดำเนินการให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาแทน

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้การจดทะเบียนสมรสระหว่างนายทนงศักดิ์ กับจำเลย เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2538 ตามทะเบียนสมรสเลขที่ 529/1140 เป็นโมฆะ และให้แจ้งนายทะเบียนอำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช บันทึกความเป็นโมฆะไว้ในทะเบียนสมรสเมื่อคำพิพากษาแสดงว่าการสมรสดังกล่าวเป็นโมฆะถึงที่สุด ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 8 แผนกคดีเยาวชนและครอบครัวพิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดีเยาวชนและครอบครัววินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังเป็นยุติว่า โจทก์จดทะเบียนสมรสกับนายทนงศักดิ์ เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2528 ต่อมาวันที่ 21 กันยายน 2538 นายทนงศักดิ์จดทะเบียนสมรสกับจำเลย นายทนงศักดิ์ถึงแก่ความตายวันที่ 5 กันยายน 2551

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า เมื่อนายทนงศักดิ์ถึงแก่ความตายไปก่อนโจทก์ฟ้องและการสมรสระหว่างนายทนงศักดิ์กับจำเลยสิ้นสุดลงเพราะเหตุนายทนงศักดิ์ถึงแก่ความตาย การสมรสซ้อนดังกล่าวจึงไม่กระทบหรือโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า การสมรสระหว่างนายทนงศักดิ์กับจำเลยตกเป็นโมฆะ เห็นว่า เมื่อรับฟังได้ว่าขณะที่จำเลยจดทะเบียนสมรสกับนายทะนงศักดิ์นั้น นายทนงศักดิ์จดทะเบียนสมรสกับโจทก์แล้ว และยังคงเป็นคู่สมรสกับโจทก์ตลอดมาจนกระทั่งนายทนงศักดิ์ถึงแก่ความตาย การสมรสระหว่างจำเลยกับนายทนงศักดิ์จึงเป็นการฝ่าฝืนประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1452 และตกเป็นโมฆะตามมาตรา 1495 ซึ่งกรณีดังกล่าวกฎหมายให้สิทธิแก่ผู้มีส่วนได้เสียจะกล่าวอ้างขึ้นหรือจะร้องขอให้ศาลพิพากษาว่าการสมรสเป็นโมฆะก็ได้ตามมาตรา 1497 ดังนี้ แม้ภายหลังจากที่นายทนงศักดิ์ได้จดทะเบียนสมรสกับจำเลยแล้ว นายทนงศักดิ์ถึงแก่ความตายเป็นเหตุให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนายทนงศักดิ์สิ้นสุดลงไปก่อนโจทก์ฟ้องก็ตาม แต่เมื่อการจดทะเบียนสมรสระหว่างจำเลยกับนายทนงศักดิ์ยังเป็นโมฆะอยู่เช่นนี้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียย่อมมีอำนาจฟ้องขอให้การสมรสระหว่างจำเลยกับนายทนงศักดิ์เป็นโมฆะได้ตามบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ




ความเป็นโมฆะของการสมรส

การสมรสซ้อนเป็นโมฆะ สิทธิในสินสมรสและมรดกของคู่สมรส(ฎีกาที่ 2664/2523)
สมรสเป็นโมฆะ ปลอมชื่อคู่สมรส, สมรสเป็นโมฆะ, สิทธิผู้สืบสันดาน,(ฎีกา 1541/2568)
สมรสซ้อนตามกฎหมายต่างประเทศ การสมรสเป็นโมฆะ และการแบ่งทรัพย์ร่วม
เพิกถอนการสมรสซ้อน