
| ฟ้องคดีประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้หรือไม่ หากผู้ตายมีส่วนประมาทเอง ผู้สืบสันดานมีอำนาจฟ้องหรือไม่ และฎีกาที่ไม่เปลี่ยนผลคดีมีผลอย่างไร
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในคดีอาญาว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุประมาทซึ่งมีส่วนร่วมในการกระทำโดยประมาทเอง จะยังคงมีสถานะเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” หรือไม่ และผู้สืบสันดานของผู้ตายจะมีอำนาจฟ้องคดีแทนได้เพียงใด ตลอดจนประเด็นเกี่ยวกับขอบเขตการรับวินิจฉัยฎีกาในกรณีที่คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกโต้แย้ง และฎีกาที่เสนอไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงได้ ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทร่วม ย่อมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ส่งผลให้ผู้สืบสันดานไม่มีอำนาจฟ้อง อีกทั้งเมื่อฎีกาของจำเลยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาเดิมได้ ย่อมเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ซึ่งสะท้อนหลักสำคัญทั้งในเรื่องสถานะผู้เสียหาย อำนาจฟ้อง และข้อจำกัดของการฎีกา ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เกิดจากเหตุจำเลยขับรถกระบะเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ส่งผลให้ผู้ตายได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตรงกันว่า ผู้ตายเองมีส่วนร่วมในการขับรถโดยประมาท จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ส่งผลให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานไม่มีอำนาจฟ้องคดี ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญของคดีแบ่งได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่ หนึ่ง สถานะของผู้ตายว่าเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ สอง อำนาจของผู้สืบสันดานในการฟ้องคดีแทนผู้ตาย สาม ขอบเขตการรับวินิจฉัยฎีกา เมื่อฎีกาของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง การวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่าผู้ตายมีส่วนร่วมประมาทในการเกิดเหตุ จึงไม่อาจถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามกฎหมายได้ ส่งผลให้ผู้สืบสันดานไม่มีอำนาจฟ้องแทนผู้ตาย อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว จึงทำให้ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนฎีกาของจำเลยที่อ้างว่าผู้ตายเป็นฝ่ายประมาทเพียงฝ่ายเดียว แม้จะเป็นข้อโต้แย้งในข้อเท็จจริง แต่ไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากคดีได้ถูกยกฟ้องไปแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระ ไม่สมควรรับวินิจฉัย วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ หลักผู้เสียหายโดยนิตินัยมีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดสิทธิในการดำเนินคดีอาญาเฉพาะบุคคลที่ได้รับความเสียหายโดยตรงและโดยชอบด้วยกฎหมาย หากบุคคลนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมไม่อาจอ้างสถานะผู้เสียหายได้ หลักดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ไม่ต้องการให้ผู้กระทำความผิดเองหรือผู้มีส่วนร่วมในความผิดใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อประโยชน์ของตน นอกจากนี้ หลักการเกี่ยวกับการรับฎีกายังมุ่งให้ศาลฎีกาพิจารณาเฉพาะกรณีที่มีสาระสำคัญและอาจเปลี่ยนแปลงผลคดีได้ เพื่อประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาได้วางหลักไว้อย่างต่อเนื่องว่า บุคคลที่จะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยต้องไม่เป็นผู้มีส่วนร่วมในความผิด หากมีส่วนร่วมแม้เพียงบางส่วน ย่อมขาดคุณสมบัติดังกล่าว และผู้สืบสันดานก็ไม่อาจใช้สิทธิแทนได้ นอกจากนี้ ศาลฎีกายังยืนยันหลักการไม่รับวินิจฉัยฎีกาที่ไม่เป็นสาระหรือไม่อาจเปลี่ยนผลแห่งคำพิพากษาได้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าผู้ตายมีส่วนร่วมในการกระทำโดยประมาท จึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ส่งผลให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานไม่มีอำนาจฟ้องคดี 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยยืนยันว่าผู้ตายมีส่วนประมาทร่วม จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง 3. ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย เนื่องจากเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระและไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงได้ และพิพากษายกฎีกาของจำเลย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ย้ำหลักสำคัญว่า สถานะของ “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญา หากผู้ตายมีส่วนร่วมในเหตุโดยประมาท ย่อมไม่อาจถือเป็นผู้เสียหายได้ ส่งผลให้ผู้สืบสันดานขาดอำนาจฟ้องโดยสิ้นเชิง อีกทั้งการฎีกาจะต้องเป็นไปเพื่อเปลี่ยนแปลงผลคดีอย่างมีนัยสำคัญ มิฉะนั้นจะถือเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระ ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย หลักดังกล่าวมีความสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตสิทธิของคู่ความและการบริหารกระบวนพิจารณาอย่างมีประสิทธิภาพ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ผู้ตายที่มีส่วนร่วมในการกระทำโดยประมาทจะยังถือเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” หรือไม่ และผู้สืบสันดานจะมีอำนาจฟ้องคดีแทนได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาทร่วม ย่อมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ส่งผลให้ผู้สืบสันดานไม่มีอำนาจฟ้องคดี มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ 1 ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) หมายถึงผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดโดยมิได้มีส่วนร่วมในการกระทำนั้น หากมีส่วนร่วมในความผิดย่อมไม่เข้าข่าย 2 อำนาจฟ้องของผู้สืบสันดานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้ตายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยเท่านั้น หากไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวย่อมไม่มีสิทธิฟ้องแทน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมจะถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่ คำตอบ การเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดโดยมิได้มีส่วนร่วมในการกระทำดังกล่าว หากปรากฏว่าผู้ตายมีส่วนร่วมในการกระทำโดยประมาทซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย เช่น กรณีขับรถโดยประมาทร่วมกันจนเกิดอุบัติเหตุ ย่อมถือได้ว่าผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดเหตุด้วยตนเอง จึงไม่อาจถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยได้ แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ความตายก็ตาม หลักดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อไม่ให้บุคคลที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องเอาประโยชน์จากเหตุที่ตนมีส่วนก่อให้เกิดขึ้นเอง และเป็นการรักษาความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม โดยศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวมเป็นสำคัญว่าผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่ 2. คำถาม ผู้สืบสันดานของผู้ตายมีอำนาจฟ้องคดีอาญาแทนได้ในกรณีใด คำตอบ อำนาจของผู้สืบสันดานในการฟ้องคดีอาญาแทนผู้ตายเป็นสิทธิที่กฎหมายให้ไว้ภายใต้เงื่อนไขตามมาตรา 5 (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยต้องปรากฏว่าผู้ตายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยเสียก่อน หากผู้ตายไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว เช่น มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือมีส่วนประมาทร่วมในเหตุที่เกิดขึ้น ผู้สืบสันดานย่อมไม่อาจใช้สิทธิแทนได้ แม้จะเป็นบุตรหรือทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม สิทธิในการฟ้องคดีอาญาในกรณีนี้จึงมิใช่สิทธิที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เป็นสิทธิที่มีเงื่อนไขผูกพันกับสถานะของผู้ตายเป็นสำคัญ 3. คำถาม การที่โจทก์ไม่ได้ฎีกาในประเด็นสำคัญมีผลอย่างไรต่อคดี คำตอบ เมื่อโจทก์มิได้ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นสำคัญ เช่น เรื่องสถานะผู้เสียหายหรืออำนาจฟ้อง ย่อมทำให้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในประเด็นนั้นเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจะไม่หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเอง เนื่องจากเป็นหลักการว่าศาลฎีกาพิจารณาเฉพาะข้อที่คู่ความยกขึ้นอ้างเท่านั้น ผลคือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนั้นมีผลผูกพัน และไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ในชั้นฎีกา 4. คำถาม ฎีกาที่ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงมีลักษณะอย่างไร คำตอบ ฎีกาที่ไม่เป็นสาระคือฎีกาที่แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ฎีกาอ้างแล้ว ก็ไม่อาจทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงได้ เช่น คดีที่ศาลยกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริงอื่นเพิ่มเติม แต่หากประเด็นดังกล่าวไม่กระทบต่อเหตุแห่งการยกฟ้อง ศาลฎีกาย่อมเห็นว่าเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระ ไม่สมควรรับวินิจฉัยตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 5. คำถาม ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาในกรณีใด คำตอบ ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาในกรณีที่ฎีกาไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย เช่น ไม่เป็นสาระ ไม่เกี่ยวกับประเด็นสำคัญของคดี หรือไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาได้ โดยอาศัยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดกรองคดีที่ไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไป 6. คำถาม การที่ผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมมีผลต่อความรับผิดทางอาญาอย่างไร คำตอบ การที่ผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมไม่ได้เป็นเหตุให้จำเลยพ้นความรับผิดทางอาญาโดยอัตโนมัติ แต่มีผลต่อสถานะของผู้เสียหายและอำนาจฟ้องคดี โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นคดีที่ผู้เสียหายหรือผู้สืบสันดานเป็นผู้ฟ้องเอง หากผู้ตายไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ย่อมทำให้ขาดอำนาจฟ้องคดี อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่พนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้อง คดีอาญายังคงดำเนินต่อไปได้ตามปกติ 7. คำถาม เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดเงื่อนไขผู้เสียหายโดยนิตินัย คำตอบ การกำหนดเงื่อนไขผู้เสียหายโดยนิตินัยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการใช้สิทธิในทางที่ไม่เหมาะสม และเพื่อให้การดำเนินคดีอาญาเป็นไปโดยสุจริตและเป็นธรรม โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้บุคคลที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย ใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อประโยชน์ของตนเอง อันจะขัดต่อหลักความยุติธรรม 8. คำถาม คดีลักษณะนี้มีแนวคำพิพากษาเป็นแนวเดียวกันหรือไม่ คำตอบ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับผู้เสียหายโดยนิตินัยมีความสอดคล้องกันอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักว่าบุคคลที่จะเป็นผู้เสียหายต้องไม่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด หากมีส่วนร่วมแม้เพียงบางส่วน ย่อมขาดสถานะดังกล่าว และผู้สืบสันดานก็ไม่อาจใช้สิทธิแทนได้ ซึ่งเป็นหลักที่ใช้บังคับอย่างมั่นคงในทางปฏิบัติ อธิบายหลักกฎหมายตามข้อ 15 ข้อ 1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง บทบัญญัตินี้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับวินิจฉัยฎีกา โดยศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยเฉพาะกรณีที่ฎีกามีสาระสำคัญเกี่ยวกับข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่อาจทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป หากฎีกาไม่ก่อให้เกิดผลดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัย เพื่อป้องกันการใช้สิทธิฎีกาโดยไม่จำเป็น และเพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการคัดกรองคดีที่ไม่มีประเด็นสมควรพิจารณาในชั้นฎีกา ข้อ 2 มาตรา 252 มาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลฎีกาในการยกฎีกาหรือไม่รับวินิจฉัยฎีกาในกรณีที่เห็นว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น ฎีกาที่ไม่เป็นสาระ ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี หรือไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม และลดภาระของศาลในการพิจารณาคดีที่ไม่มีความจำเป็น ข้อ 3 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) บทบัญญัตินี้กำหนดความหมายของคำว่า ผู้เสียหายโดยนิตินัย หมายถึงบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดโดยตรงและโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยต้องไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น หากบุคคลมีส่วนร่วมในเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น มีส่วนประมาทร่วม ย่อมไม่เข้าข่ายผู้เสียหายตามกฎหมาย ส่งผลให้ไม่สามารถใช้สิทธิฟ้องคดีอาญา หรือให้ผู้อื่นฟ้องแทนได้ หลักนี้มีความสำคัญในการกำหนดขอบเขตของสิทธิในการดำเนินคดีอาญาและรักษาความเป็นธรรมในระบบกฎหมาย ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3119/2568 โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ ด. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้สืบสันดานของ ด. ผู้ตาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ด. และจำเลยต่างมีส่วนขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน จึงรับฟังได้ว่า ด. มิได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานจึงไม่มีอำนาจจัดการแทน ด. ผู้ตาย ไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ตามมาตรา 5 (2) แต่โจทก์มิได้ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีเพียงจำเลยเท่านั้นที่ฎีกาว่า เหตุเกิดจากความประมาทของ ด. แต่เพียงผู้เดียว จึงเป็นฎีกาเพื่อให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนั้น การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วรับฟ้อง แต่ภายหลังพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ส่วนจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยขับรถกระบะเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของนายแดง บิดาโจทก์ จนนายแดงบาดเจ็บสาหัสและต่อมาเสียชีวิต เดิมพนักงานอัยการเคยฟ้องจำเลยในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาจึงแก้ฟ้องเป็นกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อย่างไรก็ดี ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้เป็นที่สุดว่า นายแดงและจำเลยต่างมีส่วนขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้รถเฉี่ยวชนกัน นายแดงจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ส่งผลให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานไม่มีอำนาจจัดการแทนและไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 5 (2) เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งประเด็นดังกล่าว คงมีเพียงจำเลยที่ฎีกาว่าเหตุเกิดจากความประมาทของนายแดงแต่เพียงผู้เดียว การวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยจึงไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงได้ ฎีกาดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกฎีกาของจำเลย ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรของนายแดง เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยขับรถกระบะไปตามถนนจตุรทิศขาออก มุ่งหน้าถนนอโศกดินแดง ขณะมาถึงจุดเกิดเหตุได้เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่นายแดงขับ เป็นเหตุให้นายแดงได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังเกิดเหตุพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษในความผิดฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 นายแดงถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรง พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอแก้เพิ่มเติมฟ้องในคดีของศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้เพิ่มเติมฟ้องและพิพากษายกฟ้อง โดยให้พนักงานอัยการโจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ส่วนคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลตอนหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่านายแดงและจำเลยต่างมีส่วนขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน นายแดงจึงมิได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนนายแดงผู้ตาย ไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ตามมาตรา 5 (2) โจทก์มิได้ฎีกาว่า เหตุที่รถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว นายแดงจึงเป็นผู้เสียหาย โจทก์เป็นผู้สืบสันดานย่อมมีอำนาจจัดการแทนนายแดงผู้ตายและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้อง คงมีเพียงจำเลยเท่านั้นที่ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า นายแดงผู้ตายมีส่วนกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยสมควรรับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายแดง บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้สืบสันดานของนายแดงผู้ตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยให้เหตุผลตอนหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า นายแดงและจำเลยต่างมีส่วนขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน จึงรับฟังได้ว่านายแดงมิได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนนายแดงผู้ตาย ไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ตามมาตรา 5 (2) แต่โจทก์มิได้ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีเพียงจำเลยเท่านั้นที่ฎีกาว่า เหตุที่รถเฉี่ยวชนกันมิใช่เพราะจำเลยและนายแดงต่างขับรถด้วยความประมาทด้วยกัน แต่เกิดจากความประมาทของนายแดงแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงเป็นฎีกาเพื่อให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนั้น การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลย. |



