ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องคดีประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้หรือไม่ หากผู้ตายมีส่วนประมาทเอง ผู้สืบสันดานมีอำนาจฟ้องหรือไม่ และฎีกาที่ไม่เปลี่ยนผลคดีมีผลอย่างไร

ผู้ตายมีส่วนประมาทเป็นผู้เสียหายหรือไม่, ผู้สืบสันดานมีอำนาจฟ้องคดีอาญาได้หรือไม่, หลักผู้เสียหายโดยนิตินัยตามมาตรา 2(4), อำนาจฟ้องตามมาตรา 5(2), ประมาทร่วมในคดีอาญา, ฟ้องคดีประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ฎีกาไม่เป็นสาระตามมาตรา 225, การไม่รับวินิจฉัยฎีกา, ฎีกาไม่เปลี่ยนผลคดี, หลักการอุทธรณ์ฎีกา, คดีอุบัติเหตุรถชนเสียชีวิต, สิทธิผู้เสียหายในคดีอาญา, การจัดการแทนผู้ตาย, เงื่อนไขการเป็นผู้เสียหาย, แนวคำพิพากษาศาลฎีกา, ผู้ตายมีส่วนประมาทฟ้องได้หรือไม่ผู้สืบสันดานมีอำนาจหรือไม่ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในคดีอาญาว่า ผู้เสียชีวิตจากเหตุประมาทซึ่งมีส่วนร่วมในการกระทำโดยประมาทเอง จะยังคงมีสถานะเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” หรือไม่ และผู้สืบสันดานของผู้ตายจะมีอำนาจฟ้องคดีแทนได้เพียงใด ตลอดจนประเด็นเกี่ยวกับขอบเขตการรับวินิจฉัยฎีกาในกรณีที่คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ไม่ถูกโต้แย้ง และฎีกาที่เสนอไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงได้ ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าผู้ตายมีส่วนประมาทร่วม ย่อมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ส่งผลให้ผู้สืบสันดานไม่มีอำนาจฟ้อง อีกทั้งเมื่อฎีกาของจำเลยไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาเดิมได้ ย่อมเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย ซึ่งสะท้อนหลักสำคัญทั้งในเรื่องสถานะผู้เสียหาย อำนาจฟ้อง และข้อจำกัดของการฎีกา

ข้อเท็จจริงของคดี

   คดีนี้เกิดจากเหตุจำเลยขับรถกระบะเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของผู้ตาย ส่งผลให้ผู้ตายได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิตในเวลาต่อมา โจทก์ซึ่งเป็นบุตรของผู้ตายยื่นฟ้องจำเลยในความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์วินิจฉัยตรงกันว่า ผู้ตายเองมีส่วนร่วมในการขับรถโดยประมาท จึงไม่ใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัย ส่งผลให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานไม่มีอำนาจฟ้องคดี

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

   ประเด็นสำคัญของคดีแบ่งได้เป็น 3 ส่วน ได้แก่

   หนึ่ง สถานะของผู้ตายว่าเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่

   สอง อำนาจของผู้สืบสันดานในการฟ้องคดีแทนผู้ตาย

   สาม ขอบเขตการรับวินิจฉัยฎีกา เมื่อฎีกาของจำเลยไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

การวินิจฉัยของศาลฎีกา

   ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงยุติว่าผู้ตายมีส่วนร่วมประมาทในการเกิดเหตุ จึงไม่อาจถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามกฎหมายได้ ส่งผลให้ผู้สืบสันดานไม่มีอำนาจฟ้องแทนผู้ตาย อีกทั้งโจทก์ไม่ได้ฎีกาโต้แย้งในประเด็นดังกล่าว จึงทำให้ข้อเท็จจริงเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ส่วนฎีกาของจำเลยที่อ้างว่าผู้ตายเป็นฝ่ายประมาทเพียงฝ่ายเดียว แม้จะเป็นข้อโต้แย้งในข้อเท็จจริง แต่ไม่อาจทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงได้ เนื่องจากคดีได้ถูกยกฟ้องไปแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระ ไม่สมควรรับวินิจฉัย

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์

   หลักผู้เสียหายโดยนิตินัยมีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดสิทธิในการดำเนินคดีอาญาเฉพาะบุคคลที่ได้รับความเสียหายโดยตรงและโดยชอบด้วยกฎหมาย หากบุคคลนั้นมีส่วนร่วมในการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหาย ย่อมไม่อาจอ้างสถานะผู้เสียหายได้ หลักดังกล่าวสะท้อนเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ไม่ต้องการให้ผู้กระทำความผิดเองหรือผู้มีส่วนร่วมในความผิดใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อประโยชน์ของตน นอกจากนี้ หลักการเกี่ยวกับการรับฎีกายังมุ่งให้ศาลฎีกาพิจารณาเฉพาะกรณีที่มีสาระสำคัญและอาจเปลี่ยนแปลงผลคดีได้ เพื่อประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

   แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ผ่านมาได้วางหลักไว้อย่างต่อเนื่องว่า บุคคลที่จะเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยต้องไม่เป็นผู้มีส่วนร่วมในความผิด หากมีส่วนร่วมแม้เพียงบางส่วน ย่อมขาดคุณสมบัติดังกล่าว และผู้สืบสันดานก็ไม่อาจใช้สิทธิแทนได้ นอกจากนี้ ศาลฎีกายังยืนยันหลักการไม่รับวินิจฉัยฎีกาที่ไม่เป็นสาระหรือไม่อาจเปลี่ยนผลแห่งคำพิพากษาได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าผู้ตายมีส่วนร่วมในการกระทำโดยประมาท จึงไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ส่งผลให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานไม่มีอำนาจฟ้องคดี

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยยืนยันว่าผู้ตายมีส่วนประมาทร่วม จึงไม่เป็นผู้เสียหายตามกฎหมาย และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง

3. ศาลฎีกา

   ไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย เนื่องจากเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระและไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงได้ และพิพากษายกฎีกาของจำเลย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ย้ำหลักสำคัญว่า สถานะของ “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” เป็นเงื่อนไขเบื้องต้นของการใช้สิทธิฟ้องคดีอาญา หากผู้ตายมีส่วนร่วมในเหตุโดยประมาท ย่อมไม่อาจถือเป็นผู้เสียหายได้ ส่งผลให้ผู้สืบสันดานขาดอำนาจฟ้องโดยสิ้นเชิง อีกทั้งการฎีกาจะต้องเป็นไปเพื่อเปลี่ยนแปลงผลคดีอย่างมีนัยสำคัญ มิฉะนั้นจะถือเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระ ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย หลักดังกล่าวมีความสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตสิทธิของคู่ความและการบริหารกระบวนพิจารณาอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่า ผู้ตายที่มีส่วนร่วมในการกระทำโดยประมาทจะยังถือเป็น “ผู้เสียหายโดยนิตินัย” หรือไม่ และผู้สืบสันดานจะมีอำนาจฟ้องคดีแทนได้หรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อผู้ตายมีส่วนประมาทร่วม ย่อมไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ส่งผลให้ผู้สืบสันดานไม่มีอำนาจฟ้องคดี

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

1 ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) หมายถึงผู้ที่ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดโดยมิได้มีส่วนร่วมในการกระทำนั้น หากมีส่วนร่วมในความผิดย่อมไม่เข้าข่าย

2 อำนาจฟ้องของผู้สืบสันดานตาม ป.วิ.อ. มาตรา 5 (2) จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อผู้ตายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยเท่านั้น หากไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าวย่อมไม่มีสิทธิฟ้องแทน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม ผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมจะถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยหรือไม่

   คำตอบ การเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) ต้องเป็นผู้ที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดโดยมิได้มีส่วนร่วมในการกระทำดังกล่าว หากปรากฏว่าผู้ตายมีส่วนร่วมในการกระทำโดยประมาทซึ่งเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย เช่น กรณีขับรถโดยประมาทร่วมกันจนเกิดอุบัติเหตุ ย่อมถือได้ว่าผู้ตายมีส่วนก่อให้เกิดเหตุด้วยตนเอง จึงไม่อาจถือเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยได้ แม้ว่าจะได้รับบาดเจ็บหรือถึงแก่ความตายก็ตาม หลักดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อไม่ให้บุคคลที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดใช้สิทธิทางกฎหมายเพื่อเรียกร้องเอาประโยชน์จากเหตุที่ตนมีส่วนก่อให้เกิดขึ้นเอง และเป็นการรักษาความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม โดยศาลจะพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีโดยรวมเป็นสำคัญว่าผู้ตายมีส่วนประมาทหรือไม่

2. คำถาม ผู้สืบสันดานของผู้ตายมีอำนาจฟ้องคดีอาญาแทนได้ในกรณีใด

   คำตอบ อำนาจของผู้สืบสันดานในการฟ้องคดีอาญาแทนผู้ตายเป็นสิทธิที่กฎหมายให้ไว้ภายใต้เงื่อนไขตามมาตรา 5 (2) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยต้องปรากฏว่าผู้ตายเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัยเสียก่อน หากผู้ตายไม่เข้าเงื่อนไขดังกล่าว เช่น มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือมีส่วนประมาทร่วมในเหตุที่เกิดขึ้น ผู้สืบสันดานย่อมไม่อาจใช้สิทธิแทนได้ แม้จะเป็นบุตรหรือทายาทโดยชอบด้วยกฎหมายก็ตาม สิทธิในการฟ้องคดีอาญาในกรณีนี้จึงมิใช่สิทธิที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ แต่เป็นสิทธิที่มีเงื่อนไขผูกพันกับสถานะของผู้ตายเป็นสำคัญ

3. คำถาม การที่โจทก์ไม่ได้ฎีกาในประเด็นสำคัญมีผลอย่างไรต่อคดี

   คำตอบ เมื่อโจทก์มิได้ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในประเด็นสำคัญ เช่น เรื่องสถานะผู้เสียหายหรืออำนาจฟ้อง ย่อมทำให้ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในประเด็นนั้นเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจะไม่หยิบยกประเด็นดังกล่าวขึ้นวินิจฉัยเอง เนื่องจากเป็นหลักการว่าศาลฎีกาพิจารณาเฉพาะข้อที่คู่ความยกขึ้นอ้างเท่านั้น ผลคือคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนั้นมีผลผูกพัน และไม่สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ในชั้นฎีกา

4. คำถาม ฎีกาที่ไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงมีลักษณะอย่างไร

   คำตอบ ฎีกาที่ไม่เป็นสาระคือฎีกาที่แม้จะรับฟังข้อเท็จจริงตามที่ฎีกาอ้างแล้ว ก็ไม่อาจทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงได้ เช่น คดีที่ศาลยกฟ้องเนื่องจากโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แม้จำเลยจะฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริงอื่นเพิ่มเติม แต่หากประเด็นดังกล่าวไม่กระทบต่อเหตุแห่งการยกฟ้อง ศาลฎีกาย่อมเห็นว่าเป็นฎีกาที่ไม่เป็นสาระ ไม่สมควรรับวินิจฉัยตามมาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252

5. คำถาม ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาในกรณีใด

   คำตอบ ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยฎีกาในกรณีที่ฎีกาไม่เป็นไปตามเงื่อนไขของกฎหมาย เช่น ไม่เป็นสาระ ไม่เกี่ยวกับประเด็นสำคัญของคดี หรือไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาได้ โดยอาศัยบทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบกับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อคัดกรองคดีที่ไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยต่อไป

6. คำถาม การที่ผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมมีผลต่อความรับผิดทางอาญาอย่างไร

   คำตอบ การที่ผู้ตายมีส่วนประมาทร่วมไม่ได้เป็นเหตุให้จำเลยพ้นความรับผิดทางอาญาโดยอัตโนมัติ แต่มีผลต่อสถานะของผู้เสียหายและอำนาจฟ้องคดี โดยเฉพาะในกรณีที่เป็นคดีที่ผู้เสียหายหรือผู้สืบสันดานเป็นผู้ฟ้องเอง หากผู้ตายไม่เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ย่อมทำให้ขาดอำนาจฟ้องคดี อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่พนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้อง คดีอาญายังคงดำเนินต่อไปได้ตามปกติ

7. คำถาม เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดเงื่อนไขผู้เสียหายโดยนิตินัย

   คำตอบ การกำหนดเงื่อนไขผู้เสียหายโดยนิตินัยมีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการใช้สิทธิในทางที่ไม่เหมาะสม และเพื่อให้การดำเนินคดีอาญาเป็นไปโดยสุจริตและเป็นธรรม โดยเฉพาะการป้องกันไม่ให้บุคคลที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดหรือมีส่วนก่อให้เกิดความเสียหาย ใช้สิทธิฟ้องคดีเพื่อประโยชน์ของตนเอง อันจะขัดต่อหลักความยุติธรรม

8. คำถาม คดีลักษณะนี้มีแนวคำพิพากษาเป็นแนวเดียวกันหรือไม่

   คำตอบ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับผู้เสียหายโดยนิตินัยมีความสอดคล้องกันอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักว่าบุคคลที่จะเป็นผู้เสียหายต้องไม่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการกระทำความผิด หากมีส่วนร่วมแม้เพียงบางส่วน ย่อมขาดสถานะดังกล่าว และผู้สืบสันดานก็ไม่อาจใช้สิทธิแทนได้ ซึ่งเป็นหลักที่ใช้บังคับอย่างมั่นคงในทางปฏิบัติ

อธิบายหลักกฎหมายตามข้อ 15

ข้อ 1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง

บทบัญญัตินี้กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการรับวินิจฉัยฎีกา โดยศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยเฉพาะกรณีที่ฎีกามีสาระสำคัญเกี่ยวกับข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่อาจทำให้ผลแห่งคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป หากฎีกาไม่ก่อให้เกิดผลดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัย เพื่อป้องกันการใช้สิทธิฎีกาโดยไม่จำเป็น และเพื่อให้กระบวนการพิจารณาคดีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการคัดกรองคดีที่ไม่มีประเด็นสมควรพิจารณาในชั้นฎีกา

ข้อ 2 มาตรา 252

มาตรานี้เป็นบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลฎีกาในการยกฎีกาหรือไม่รับวินิจฉัยฎีกาในกรณีที่เห็นว่าไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น ฎีกาที่ไม่เป็นสาระ ไม่เกี่ยวกับประเด็นแห่งคดี หรือไม่อาจเปลี่ยนแปลงผลแห่งคำพิพากษาได้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาความรวดเร็วและประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม และลดภาระของศาลในการพิจารณาคดีที่ไม่มีความจำเป็น

ข้อ 3 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4)

บทบัญญัตินี้กำหนดความหมายของคำว่า ผู้เสียหายโดยนิตินัย หมายถึงบุคคลที่ได้รับความเสียหายจากการกระทำความผิดโดยตรงและโดยชอบด้วยกฎหมาย โดยต้องไม่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดนั้น หากบุคคลมีส่วนร่วมในเหตุที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เช่น มีส่วนประมาทร่วม ย่อมไม่เข้าข่ายผู้เสียหายตามกฎหมาย ส่งผลให้ไม่สามารถใช้สิทธิฟ้องคดีอาญา หรือให้ผู้อื่นฟ้องแทนได้ หลักนี้มีความสำคัญในการกำหนดขอบเขตของสิทธิในการดำเนินคดีอาญาและรักษาความเป็นธรรมในระบบกฎหมาย

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

         เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3119/2568

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ ด. บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้สืบสันดานของ ด. ผู้ตาย ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 291 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า ด. และจำเลยต่างมีส่วนขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน จึงรับฟังได้ว่า ด. มิได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานจึงไม่มีอำนาจจัดการแทน ด. ผู้ตาย ไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ตามมาตรา 5 (2) แต่โจทก์มิได้ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีเพียงจำเลยเท่านั้นที่ฎีกาว่า เหตุเกิดจากความประมาทของ ด. แต่เพียงผู้เดียว จึงเป็นฎีกาเพื่อให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนั้น การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วรับฟ้อง แต่ภายหลังพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ส่วนจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติได้ว่า จำเลยขับรถกระบะเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ของนายแดง บิดาโจทก์ จนนายแดงบาดเจ็บสาหัสและต่อมาเสียชีวิต เดิมพนักงานอัยการเคยฟ้องจำเลยในข้อหาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ต่อมาจึงแก้ฟ้องเป็นกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย อย่างไรก็ดี ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้เป็นที่สุดว่า นายแดงและจำเลยต่างมีส่วนขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้รถเฉี่ยวชนกัน นายแดงจึงมิใช่ผู้เสียหายโดยนิตินัยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) ส่งผลให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานไม่มีอำนาจจัดการแทนและไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 5 (2)

เมื่อโจทก์มิได้ฎีกาโต้แย้งประเด็นดังกล่าว คงมีเพียงจำเลยที่ฎีกาว่าเหตุเกิดจากความประมาทของนายแดงแต่เพียงผู้เดียว การวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยจึงไม่อาจทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลงได้ ฎีกาดังกล่าวจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 แม้ศาลชั้นต้นจะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกฎีกาของจำเลย

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง

จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นบุตรของนายแดง เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2562 เวลากลางวัน จำเลยขับรถกระบะไปตามถนนจตุรทิศขาออก มุ่งหน้าถนนอโศกดินแดง ขณะมาถึงจุดเกิดเหตุได้เฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ที่นายแดงขับ เป็นเหตุให้นายแดงได้รับบาดเจ็บสาหัส หลังเกิดเหตุพนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยต่อศาลชั้นต้น ขอให้ลงโทษในความผิดฐานขับรถโดยประมาทหรือน่าหวาดเสียวอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สิน และฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส โจทก์ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการในคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ต่อมาวันที่ 17 พฤศจิกายน 2563 นายแดงถึงแก่ความตายด้วยสาเหตุปอดอักเสบติดเชื้อรุนแรง พนักงานอัยการยื่นคำร้องขอแก้เพิ่มเติมฟ้องในคดีของศาลชั้นต้นว่า จำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ศาลชั้นต้นอนุญาตให้แก้เพิ่มเติมฟ้องและพิพากษายกฟ้อง โดยให้พนักงานอัยการโจทก์นำคดีไปฟ้องต่อศาลชั้นต้นที่มีอำนาจพิจารณาพิพากษา ส่วนคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้เหตุผลตอนหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่านายแดงและจำเลยต่างมีส่วนขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน นายแดงจึงมิได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนนายแดงผู้ตาย ไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ตามมาตรา 5 (2) โจทก์มิได้ฎีกาว่า เหตุที่รถเฉี่ยวชนกันเกิดจากความประมาทของจำเลยแต่เพียงฝ่ายเดียว นายแดงจึงเป็นผู้เสียหาย โจทก์เป็นผู้สืบสันดานย่อมมีอำนาจจัดการแทนนายแดงผู้ตายและมีอำนาจฟ้องคดีนี้ ขอให้ลงโทษจำเลยตามฟ้อง คงมีเพียงจำเลยเท่านั้นที่ฎีกา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า นายแดงผู้ตายมีส่วนกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่า ฎีกาของจำเลยสมควรรับวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 หรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้นายแดง บิดาโจทก์ถึงแก่ความตาย โจทก์เป็นผู้สืบสันดานของนายแดงผู้ตาย ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โดยให้เหตุผลตอนหนึ่งว่า ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า นายแดงและจำเลยต่างมีส่วนขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้รถทั้งสองคันเฉี่ยวชนกัน จึงรับฟังได้ว่านายแดงมิได้เป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) โจทก์ซึ่งเป็นผู้สืบสันดานจึงไม่มีอำนาจจัดการแทนนายแดงผู้ตาย ไม่มีอำนาจเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ได้ตามมาตรา 5 (2) แต่โจทก์มิได้ยื่นฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คงมีเพียงจำเลยเท่านั้นที่ฎีกาว่า เหตุที่รถเฉี่ยวชนกันมิใช่เพราะจำเลยและนายแดงต่างขับรถด้วยความประมาทด้วยกัน แต่เกิดจากความประมาทของนายแดงแต่เพียงฝ่ายเดียว จึงเป็นฎีกาเพื่อให้เปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดังนั้น การวินิจฉัยฎีกาของจำเลยย่อมไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป ฎีกาของจำเลยจึงไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรได้รับการวินิจฉัยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 แม้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้น อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงก็ตาม ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยมาไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลย.




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา

ฟ้องไม่ระบุมาตรา 83 ศาลลงโทษได้หรือไม่ หลักห้ามฎีกาข้อเท็จจริงและอำนาจศาลในการปรับบทกฎหมายอาญา
ฎีกาในคดีอาญาทำอย่างไรให้ถูกต้อง ศาลยกคำร้องเพราะไม่ขออนุญาตฎีกาตามกฎหมาย ผลของการยื่นฎีกาผิดขั้นตอนตามวิธีพิจารณาความอาญา
ฎีกาคดีแจ้งความเท็จและข้อจำกัดสิทธิฎีกาในคดีอาญา เมื่อศาลยกฟ้องทั้งสองศาล การอนุญาตฎีกาเฉพาะข้อเท็จจริงมีผลเพียงใด
สิทธิรับคืนหลักประกันในคดีอาญาเมื่อจำเลยเสียชีวิต ใครมีสิทธิแท้จริงระหว่างผู้จัดการมรดกกับผู้รับพินัยกรรม
คำสั่งไต่สวนมูลฟ้องเป็นที่สุด อุทธรณ์ไม่ได้เมื่อเป็นดุลพินิจศาลเกี่ยวกับพยานหลักฐานและการดำเนินกระบวนพิจารณา
คำพิพากษาคดีอาญาก่อนผูกพันคดีแพ่งหรือไม่ในคดีละเมิดจากอุบัติเหตุรถชน และความรับผิดของทายาทผู้รับมรดก
ข้อจำกัดอำนาจศาลในการสั่งคืนทรัพย์เมื่อไม่มีคำขอและไม่อยู่ในมาตรา 43
ประเด็นการตีความหมิ่นประมาทโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
นับโทษจำคุกผิดแก้ได้ไหม? คดีถึงที่สุดแล้วขอเปลี่ยนโทษได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไรตามกฎหมายอาญา
ไม่ไปเกณฑ์ทหารมีความผิดเสมอไหม? หากติดคุกอยู่จะถือว่าหลีกเลี่ยงหน้าที่หรือไม่ พร้อมคำตอบตามหลักกฎหมายอาญา
ฟ้องรัฐเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่? เมื่อศาลอาญายกฟ้องแล้ว คดีแพ่งยังเรียกละเมิดได้หรือเปล่า
สิทธิผู้เสียหายในคดีมรดกคือใคร ฟ้องได้หรือไม่เมื่อถูกตัดสิทธิในพินัยกรรม สิทธิผู้เสียหายในคดีทรัพย์มรดกและการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม
แข่งรถในทางมีโทษอะไรบ้าง? อุทธรณ์แล้วฎีกาได้ไหม และเมื่อไรคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ยอมความคดีแพ่ง แต่คดีอาญายังไม่จบ! ศาลฎีกาชี้ชัด ต้องยอมความอาญาโดยชัดแจ้งเท่านั้น
คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ & โรแมนซ์สแกม (ฎีกา 1207/2567)
สิทธิคดีอาญาระงับ, สิทธิคดีแพ่งหลังจำเลยถึงแก่ความตาย (ฎีกา 2232/2567)
ฟ้องต่างข้อเท็จจริงสาระสำคัญ ยกฟ้องจำเลยฐานยักยอก,ป.วิ.อ. มาตรา 158, (ฎีกา 2427/2567)
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)-ฎีกา 6820/2567
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)ป.วิ.อ. มาตรา 84 (ฎีกา 6820/2567)
(ฎีกา 324/2568) สิทธิฟ้อง, โจทก์ร่วม, อุบัติเหตุจราจร
(ฎีกาที่ 3462/2567): อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและฟอกเงิน
(ฎีกาที่ 3672/2567): การทำร้ายร่างกายและการตีความการเพิ่มโทษในชั้นอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567: คดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน และประเด็นความชอบด้วยกฎหมายในคดีส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567 การลักทรัพย์นายจ้างหลายกรรม และการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2567: คดีลักทรัพย์-ขาดเจตนาทุจริต แต่ยังมีหน้าที่คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน
ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา – ความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยานกับบทบาทของพนักงานสอบสวน(ฎีกาที่ 8082/2567)
อำนาจฟ้องในคดีอาญาเมื่อสอบสวนโดยตำรวจผิดพื้นที่: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2568
การถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน, ความผิดฐานฟ้องเท็จ, มูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
โจทก์ร่วมในคดีอาญา, การใช้สิทธิผู้เสียหายแทนโจทก์ร่วมเดิม, การสืบสิทธิในคดีอาญา,
อัยการมีอำนาจฟ้องคดีทุจริตแทนอัยการสูงสุดได้หรือไม่ การแก้ฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร
ศาลลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด, อุทธรณ์คำพิพากษา, ขอให้เพิ่มโทษ,
อำนาจฟ้อง, คู่ความในคดี, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย,
การพิจารณาคดีไต่สวนมูลฟ้อง, คำสั่งศาลที่เด็ดขาด,
ถ้อยคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจพนักงานสอบสวน & ฎีกาต้องห้ามข้อเท็จจริงคดีอาวุธปืน (ฎีกา 1016/2567)
บันดาลโทสะลดโทษคดีทำร้ายร่างกาย & อำนาจศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัย (ฎีกา 1109/2567)
ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1(ฎีกาที่ 4687/2566)
ฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม
แก้ไขโทษของความผิดถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยห้ามฎีกา
ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
อำนาจสอบสวนของกองปราบปราม
คำให้การชั้นสอบสวนแทนการสืบพยานในชั้นพิจารณา
ลดมาตราส่วนโทษในความผิดต้องห้ามฎีกา
ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด
คำรับสารภาพมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 157
พยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ
การกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอมสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ
ผู้เสียหายไม่มาเบิกความเป็นพยานในศาล
ผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย(บุตร)
ความรับผิดในทางแพ่ง-ผู้เสียหายโดยนิตินัย
การบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด
กรณีไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียง-พิมพ์คำฟ้องโจทก์
คดีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญายื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายค้นได้
ศาลชั้นต้นยกอายุความมายกคำร้อง ม.44/1 ไม่ชอบ
ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา | เรียกค่าเสียหาย
นายแพทย์กระทำอนาจารคนไข้อายุกว่า 15 ปี จำคุก 3 ปี ปรับ 20,000 บาท
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่แทนการยื่นอุทธรณ์
ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง ผู้ต้องหาอุทธรณ์
โจทก์ขอให้ลงโทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
แก้ไขคำพิพากษาที่อ่านแล้ว
จำคุกไม่เกิน5ปีห้ามคู่ความฎีกาข้อเท็จจริง
ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกายกฟ้อง
ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาห้ามอุทธรณ์
การกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในฟ้อง
ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิด
พิพากษาถึงข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง
เพื่อการอนาจารเป็นเจตนาพิเศษ | การบรรยายฟ้อง
ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ | คดีถึงที่สุด
ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า
คำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวห้ามอุทธรณ์
มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา
อำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้อุทธรณ์-ฎีกา
ฎีกาไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์-ฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คดีขาดอายุความจึงชอบที่ศาลจะยกฟ้อง
คดีถึงที่สุดเมื่อครบกำหนดยื่นฎีกา
การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย
ต้องห้ามฎีกาเพราะไม่ได้อุทธรณ์ไว้
ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อย-จำคุกไม่เกินห้าปีห้ามฎีกา
กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม
โจทก์ฟ้องผิดวันจำเลยหลงต่อสู้