
| ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยานกับบทบาทของพนักงานสอบสวน(ฎีกาที่ 8082/2567) ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ 📌 คำเกริ่นนำ:
คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 โดยมีข้อพิพาทเกี่ยวกับความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม การอ้างข้อพิรุธของพยานในชั้นฎีกา และบทบาทของพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11) ซึ่งศาลวินิจฉัยว่า แม้ไม่มีการสอบสวนพยานทุกปากก็ไม่กระทบต่อการดำเนินคดีหากพยานหลักฐานที่มีสามารถพิสูจน์ความผิดได้อย่างชัดเจน
🧾 ข้อเท็จจริงโดยสังเขป •จำเลยเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยในร้านแห่งหนึ่ง •วันเกิดเหตุ เกิดการชุลมุนหน้าร้าน ผู้ตายต่อยกับจำเลย •หลังการชกต่อย จำเลยวิ่งหนีและหันกลับมายิงผู้ตายด้วยอาวุธปืนสองนัด ผู้ตายถึงแก่ความตาย •โจทก์ร่วม (มารดาผู้ตาย) ยื่นคำร้องเรียกค่าสินไหมทดแทน 1,300,000 บาท •ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 288 ให้จำคุกตลอดชีวิต และชดใช้สินไหมทดแทน 764,000 บาท •จำเลยฎีกา อ้างว่าพยานหลักฐานมีพิรุธ พนักงานสอบสวนไม่สอบพยานครบ
บทสรุปย่อ: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8082/2567 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของร้านแห่งหนึ่ง ได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายจนเสียชีวิตจากเหตุทะเลาะวิวาทหน้าร้าน โดยมีประจักษ์พยาน 2 ปากคือ นางสาวบัณฑิตา และนายอนุรักษ์ ซึ่งยืนยันว่าจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุ แม้คำเบิกความจะมีบางช่วงต่างกันเล็กน้อยและเวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี แต่ศาลเห็นว่าพยานทั้งสองเห็นเหตุการณ์โดยตรง ไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลย และให้การสอดคล้องกันในภาพรวม ที่จำเลยฎีกาว่าพยานมีพิรุธ และตำรวจไม่สอบพยานทุกคนในที่เกิดเหตุ ศาลเห็นว่า ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11) การสอบสวนเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน ไม่จำเป็นต้องสอบปากคำทุกคน และพยานหลักฐานของโจทก์ร่วมมีน้ำหนักรับฟังได้โดยปราศจากความสงสัย คำให้การของจำเลยเป็นเพียงการปฏิเสธลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าจำเลยกระทำผิดจริง ฎีกาฟังไม่ขึ้น พิพากษายืนให้ลงโทษจำคุกตลอดชีวิต
⚖️ ประเด็นทางกฎหมายที่วินิจฉัย 1. จำเลยกระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาหรือไม่? ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานของโจทก์และโจทก์ร่วม ซึ่งเป็นประจักษ์พยานใกล้ชิด เห็นเหตุการณ์ชัดเจน แม้เวลาผ่านไป 20 ปี แต่ยังสามารถยืนยันเหตุการณ์ได้โดยมีน้ำหนักน่าเชื่อถือ 2. การที่พนักงานสอบสวนไม่สอบปากคำพยานจำนวนมากที่อยู่ในที่เกิดเหตุ ถือเป็นข้อบกพร่องหรือไม่? ศาลฎีกาอธิบายว่า ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11) ไม่ได้กำหนดว่าต้องสอบปากคำพยานทุกราย เป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนในการสืบหาข้อเท็จจริง 3. การมีข้อพิรุธบางประการของพยาน มีน้ำหนักให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลยหรือไม่? ศาลวินิจฉัยว่า ความแตกต่างบางประการของคำเบิกความไม่ใช่ข้อพิรุธที่มีนัยสำคัญ และไม่มีน้ำหนักพอจะลบล้างพยานหลักฐานฝ่ายโจทก์
🔎 วิเคราะห์ข้อกฎหมาย ป.อ. มาตรา 288 “ผู้ใดฆ่าผู้อื่น ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี” ในคดีนี้ ศาลพิพากษาโทษจำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากจำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยไม่มีเหตุป้องกันตัวหรือเหตุลดโทษอื่น ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11) ให้พนักงานสอบสวนมีดุลพินิจว่าจะสอบสวนพยานใดเพื่อรวบรวมข้อเท็จจริง โดยไม่จำเป็นต้องสอบทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ หากพยานที่มีสามารถพิสูจน์ความผิดได้ 📚 คำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง 1.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5749/2555 oการฟังน้ำหนักพยานประจักษ์ แม้พยานไม่ได้เห็นทุกช่วงเวลา แต่หากพยานรู้เห็นในขณะสำคัญ ถือว่ามีน้ำหนักรับฟังได้
2.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2095/2549 oความผิดฐานฆ่าผู้อื่นไม่จำเป็นต้องมีพยานครบทุกคนในที่เกิดเหตุ หากพยานใกล้ชิดเห็นเหตุการณ์ชัดเจน
3.คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2836/2546 oวางหลักว่าความคลาดเคลื่อนของพยานไม่ใช่ข้อพิรุธ หากเป็นไปตามสภาพความทรงจำและเวลา
🧠 ข้อคิดทางกฎหมาย •พยานหลักฐานไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบในทุกรายละเอียด หากมีน้ำหนักโดยรวมจนศาลเชื่อถือได้ •พนักงานสอบสวนมีอำนาจตามดุลพินิจในการรวบรวมพยานหลักฐานโดยไม่ต้องสอบพยานทุกปาก •การกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุน ไม่สามารถหักล้างพยานฝ่ายโจทก์ได้
📄 IRAC วิเคราะห์ฎีกา 8082/2567 Issue: จำเลยเป็นผู้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาตาม ป.อ. มาตรา 288 หรือไม่ และพยานหลักฐานที่นำสืบมีความน่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่ Rule: •ป.อ. มาตรา 288 •ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11): การสอบสวนเป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวน •หลักการชั่งน้ำหนักพยานในคดีอาญา ต้องพิจารณาโดยรอบคอบ แม้พยานมีข้อแตกต่างบางประการก็ไม่ทำให้หลักฐานทั้งหมดขาดน้ำหนักเสมอไป Application: ศาลพิจารณาพยานทั้งสองฝ่าย พบว่าพยานของโจทก์และโจทก์ร่วมรู้เห็นเหตุการณ์โดยตรง ไม่มีเหตุโกรธเคืองกับจำเลย และมีเหตุผลรับฟังได้ ไม่มีความสงสัยตามหลัก "ยกประโยชน์แห่งความสงสัย" Conclusion: ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าจำเลยมีความผิดจริงตาม ป.อ. มาตรา 288 ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต และให้ชดใช้สินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม
🌐 Summary in English Supreme Court Judgment No. 8082/2567 Summary: The Supreme Court upheld the conviction of the defendant for intentional homicide under Section 288 of the Penal Code. The case focused on the credibility of eyewitnesses and the role of police discretion under Section 2(11) of the Criminal Procedure Code. Despite minor inconsistencies due to the time lapse, the witnesses were found reliable and provided direct observation of the incident. The Court ruled that the defendant’s denial lacked supporting evidence and confirmed the sentence of life imprisonment and partial compensation to the victim's mother.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8082/2567
ป.วิ.อ. มาตรา 2 (11)
"การสอบสวน" หมายความถึง การรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด และเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ
ซึ่งกฎหมายไม่ได้บัญญัติบังคับว่าพนักงานสอบสวนต้องทำอย่างไร หรือต้องระบุรายละเอียดอย่างไร หรือต้องสอบปากคำบุคคลใดบ้างเป็นพยาน กฎหมายให้เป็นดุลพินิจของพนักงานสอบสวนให้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหา เพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด และเพื่อจะหาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษเท่านั้น
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288
ระหว่างพิจารณา นางติ้ม มารดานายอนุพงศ์ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็น ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพตามประเพณี 200,000 บาท ค่าขาดประโยชน์ที่ผู้ตายทำมาหาได้ก่อนถึงแก่ความตาย ไม่ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 500,000 บาท และค่าขาดไร้อุปการะ เดือนละ 5,000 บาท เป็นเวลา 10 ปี เป็นเงิน 600,000 บาท รวมเป็นเงิน 1,300,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันทำละเมิดจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม
จำเลยให้การขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 จำคุกตลอดชีวิต ให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 764,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม 2546 เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ร่วม หากกระทรวงการคลังปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยโดยตราเป็นพระราชกฤษฎีกาในภายหลัง ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 ก็ให้ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวบวกด้วยร้อยละ 2 ต่อปี แต่ไม่เกินร้อยละ 5 ต่อปี ตามที่โจทก์ร่วมขอ คำขออื่นให้ยก ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนคดีแพ่งให้เป็นพับ
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์ โจทก์ร่วม และจำเลยไม่โต้เถียงในชั้นฎีการับฟังได้ว่า จำเลยทำงานเป็นการ์ดหรือเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ร้าน อ. ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง มีคนร้ายใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิงนายอนุพงศ์ ผู้ตาย 2 นัด กระสุนปืนถูกบริเวณช่องท้อง เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย ตามภาพถ่ายและรายงานการชันสูตรพลิกศพ
วันที่ 23 ตุลาคม 2564 เจ้าพนักงานตำรวจจับจำเลยได้ ตามบันทึกการจับ และชั้นสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาแก่จำเลยว่าฆ่าผู้อื่น จำเลยให้การปฏิเสธ
ปัญหาที่ต้องวินิจฉัย คือ จำเลยกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่
โจทก์และโจทก์ร่วมมีพยานคือ นางสาวบัณฑิตา เบิกความว่า ในวันเกิดเหตุ เวลาร้าน อ. ปิดช่วง 1-2 นาฬิกา เธอนั่งรออยู่หน้ามินิมาร์ทติดกับร้าน อ. ขณะคนอื่นในกลุ่มไปเที่ยวในร้าน หลังจากเพื่อนในกลุ่มรวมถึงผู้ตายออกมาจากร้าน ได้เกิดเหตุทะเลาะชกต่อยกับบุคคลอื่น ผู้ตายชกต่อยกับจำเลยซึ่งเป็นการ์ดร้านอยู่ราว 5 นาที ก่อนจำเลยวิ่งออกไปบริเวณรถกระบะสูงที่มีไฟส่องใต้ท้องรถ ผู้ตายวิ่งตามไป จำเลยหันปืนยิงผู้ตาย 2 นัดจนล้มลง พยานยืนยันเห็นเหตุการณ์ชัดเจนแม้เป็นกลางคืน เพราะมีแสงไฟจากร้าน
มีนายอนุรักษ์เป็นพยานอีกปาก เบิกความว่า เขาเป็นคนขับรถกระบะไปส่งจำเลยทำงานในร้าน อ. และอยู่ในร้านจนปิด ก่อนออกมาเห็นจำเลยชกต่อยกับชายวัยราว 20 ปี จากนั้นจำเลยเดินไปท้ายรถและยิงชายดังกล่าวล้มลง แล้วให้พยานขับรถไปส่งจำเลยที่บ้าน
ศาลฎีกาเห็นว่า พยานทั้งสองเป็นประจักษ์พยานใกล้ชิดเหตุการณ์ และไม่มีสาเหตุโกรธเคืองจำเลยมาก่อน ข้อที่จำเลยฎีกาอ้างว่าพยานมีพิรุธหรือขัดแย้งกับแผนที่สังเขปนั้น ไม่ถึงกับทำให้ความน่าเชื่อถือหมดไป โดยเฉพาะเมื่อเหตุเกิดเกือบ 20 ปี ความทรงจำย่อมเลือนบ้าง ซึ่งไม่เป็นเหตุให้สงสัยจนต้องยกประโยชน์ให้จำเลย
ศาลยังได้ประเมินพยานหลักฐานทั้งหมด ไม่ได้อาศัยเพียงปากใดปากหนึ่ง และเห็นว่าพยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงปราศจากข้อสงสัย การที่จำเลยเบิกความปฏิเสธลอย ๆ โดยไม่มีพยานสนับสนุน จึงไม่อาจหักล้างน้ำหนักพยานฝ่ายโจทก์ได้
คำพิพากษา ศาลฎีกาเห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 8 ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
แนวคำถาม - ธงคำตอบ
ข้อที่ 1
ปัญหาวินิจฉัย:
เมื่อพนักงานรักษาความปลอดภัยของสถานบันเทิงมีเรื่องทะเลาะวิวาทกับลูกค้าจนใช้อาวุธปืนยิงผู้อื่นถึงแก่ความตาย พยานโจทก์เห็นเหตุการณ์เพียงชั่วขณะและให้การภายหลังเหตุการณ์เกือบ 20 ปี ศาลจะรับฟังคำให้การของพยานดังกล่าวเป็นหลักฐานได้หรือไม่ และจะถือว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ได้หรือไม่
คำตอบ:
ประเด็นนี้เกี่ยวกับการรับฟังพยานหลักฐานในคดีอาญา และการพิจารณาน้ำหนักของพยานประจักษ์ แม้พยานจะเบิกความภายหลังเหตุการณ์เป็นเวลานาน ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่า พยานโจทก์และโจทก์ร่วมในคดีนี้เห็นเหตุการณ์โดยตรง ทั้งอยู่ในระยะใกล้กับสถานที่เกิดเหตุและรู้จักจำเลยมาก่อนในฐานะพนักงานรักษาความปลอดภัยของร้าน อ. พยานสามารถระบุได้ชัดว่าเป็นจำเลยที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย แม้เวลาจะล่วงเลยเกือบ 20 ปี แต่ศาลถือว่า “ความทรงจำของพยานย่อมเลือนบ้างตามกาลเวลา” แต่ไม่ได้ถึงขั้นทำให้คำให้การขาดความน่าเชื่อถือ เมื่อประกอบกับพยานหลักฐานอื่น เช่น แผนที่สังเขป ภาพถ่ายสถานที่เกิดเหตุ และคำให้การของพยานอีกหลายรายที่สอดคล้องกัน จึงมีน้ำหนักมั่นคงพอรับฟังได้ และศาลเห็นว่าการกระทำของจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน เข้าลักษณะความผิดตาม มาตรา 288 ประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดฆ่าผู้อื่นต้องระวางโทษ...” จึงพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดและลงโทษจำคุกตลอดชีวิต
ข้อที่ 2
ปัญหาวินิจฉัย:
ในกรณีที่จำเลยอ้างว่าเจ้าหน้าที่สอบสวนไม่ได้สอบปากคำพยานทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ และอ้างว่าการสอบสวนไม่ครบถ้วน ศาลสามารถถือได้หรือไม่ว่าการสอบสวนดังกล่าวไม่ชอบตามกฎหมาย และคำให้การของพยานที่เหลือไม่อาจรับฟังลงโทษจำเลยได้
คำตอบ:
ประเด็นนี้เกี่ยวกับขอบเขตและดุลพินิจของพนักงานสอบสวนตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (11) ซึ่งบัญญัติว่า “การสอบสวน หมายความถึง การรวบรวมพยานหลักฐานและการดำเนินการทั้งหลายอื่นตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ทำไปเกี่ยวกับความผิดที่กล่าวหาเพื่อที่จะทราบข้อเท็จจริงหรือพิสูจน์ความผิด และเพื่อจะเอาตัวผู้กระทำผิดมาฟ้องลงโทษ โดยกฎหมายไม่ได้บัญญัติบังคับว่าพนักงานสอบสวนต้องทำอย่างไร หรือต้องสอบปากคำบุคคลใดบ้างเป็นพยาน”
ดังนั้น แม้จำเลยจะอ้างว่ามีผู้เห็นเหตุการณ์มากกว่า 20 คน แต่พนักงานสอบสวนสอบปากคำเฉพาะบางคน ศาลเห็นว่าไม่เป็นเหตุให้ถือว่าการสอบสวนไม่ชอบ เพราะกฎหมายให้เป็น “ดุลพินิจของพนักงานสอบสวน” ว่าจะสอบปากคำบุคคลใดเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในสาระสำคัญ มิได้กำหนดว่าต้องสอบปากคำพยานทุกคนในที่เกิดเหตุ หากพยานที่สอบแล้วมีน้ำหนักและสอดคล้องกับพยานหลักฐานอื่นจนทำให้ศาลเชื่อว่าจำเลยกระทำความผิดได้ การสอบสวนดังกล่าวก็ถือว่าชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการอ้างของจำเลยไม่อาจหักล้างผลแห่งการสอบสวนหรือคำให้การของพยานโจทก์ได้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงชอบด้วยกฎหมาย และศาลฎีกาพิพากษายืน
ข้อที่ 3
ปัญหาวินิจฉัย:
เมื่อพยานโจทก์และโจทก์ร่วมมีความเห็นไม่ตรงกันในรายละเอียดบางประการ เช่น ตำแหน่งที่ยืน จำนวนกระสุนที่ยิง หรือระยะทางจากจุดเกิดเหตุ ศาลจะถือว่าพยานเหล่านั้นขัดกันจนไม่อาจรับฟังได้หรือไม่ และศาลควรพิจารณาน้ำหนักพยานในลักษณะใด
คำตอบ:
ประเด็นนี้เกี่ยวกับการชั่งน้ำหนักพยานและหลักการประเมินความน่าเชื่อถือของพยานในคดีอาญา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คำให้การของพยานแต่ละคนจะมีรายละเอียดแตกต่างกันในบางส่วน แต่ต้องพิจารณาว่าเป็น “ความแตกต่างโดยสาระสำคัญ” หรือไม่ หากข้อแตกต่างนั้นไม่ถึงขั้นทำให้สาระสำคัญของเหตุการณ์เปลี่ยนไป ศาลสามารถรับฟังได้ ในคดีนี้ พยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองคนให้การตรงกันในประเด็นสำคัญว่า จำเลยเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของร้าน อ. และเป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย ส่วนรายละเอียดเรื่องจำนวนกระสุนหรือระยะการยิง เป็นเพียงความคลาดเคลื่อนทางความจำซึ่งย่อมเกิดขึ้นได้เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 20 ปี ศาลถือว่าความแตกต่างดังกล่าวเป็นเพียง “ข้อย่อยที่ไม่กระทบต่อสาระสำคัญ” จึงไม่ทำให้พยานหลักฐานทั้งหมดขาดน้ำหนัก อีกทั้งพยานทั้งสองไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงถือว่าคำเบิกความมีน้ำหนักเชื่อถือได้ ศาลจึงรับฟังลงโทษจำเลยได้โดยปราศจากความสงสัย
ข้อที่ 4
ปัญหาวินิจฉัย:
ในคดีที่ผู้ตายถูกยิงถึงแก่ความตาย มารดาของผู้ตายเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนหลายประเภท เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดงานศพ ค่าขาดประโยชน์ และค่าไร้อุปการะ ศาลมีอำนาจกำหนดจำนวนค่าสินไหมทดแทนตามดุลพินิจอย่างไร และดอกเบี้ยที่คิดตามคำพิพากษาต้องคำนวณอย่างไร
คำตอบ:
ในส่วนแพ่งของคดีอาญา โจทก์ร่วมมีสิทธิเข้าร่วมเรียกค่าสินไหมทดแทนตาม ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 และ มาตรา 443 ว่าด้วยการกระทำละเมิด รวมถึง มาตรา 446 ที่เปิดโอกาสให้เรียกค่าเสียหายเพื่อการสูญเสียอนามัยหรือชีวิต ในคดีนี้ มารดาผู้ตายเรียกค่าสินไหมทดแทนรวม 1,300,000 บาท ศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานแล้วเห็นว่าควรกำหนดให้ชดใช้ 764,000 บาท โดยประกอบด้วยค่าใช้จ่ายงานศพ ค่าขาดประโยชน์ และค่าไร้อุปการะ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่วันทำละเมิด ทั้งนี้ ศาลยังอ้างถึง มาตรา 7 แห่ง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งให้อำนาจปรับอัตราดอกเบี้ยหากมีพระราชกฤษฎีกาแก้ไขในภายหลัง และศาลฎีกาเห็นพ้องว่าคำพิพากษาชั้นต้นเป็นไปโดยชอบ เพราะพิจารณาจากพฤติการณ์ของคดี อาชญากรรมที่เกิดขึ้น และความเสียหายแก่ครอบครัวผู้ตายอย่างเหมาะสม จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ถือเป็นแนวทางที่ศาลใช้ดุลพินิจตามความร้ายแรงแห่งละเมิดและความเป็นธรรมแก่คู่ความทั้งสองฝ่าย
สรุปภาพรวม:
ทั้งสี่ประเด็นนี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญในคดีอาญาที่เกี่ยวกับชีวิต ได้แก่
1. การชั่งน้ำหนักพยานประจักษ์แม้เบิกความภายหลังเหตุการณ์เป็นเวลานาน
2. ดุลพินิจของพนักงานสอบสวนในการรวบรวมพยานหลักฐานตาม มาตรา 2 (11) ป.วิ.อ.
3. หลักการประเมินความแตกต่างของคำเบิกความโดยดูสาระสำคัญของเหตุการณ์
4. การใช้ดุลพินิจของศาลในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนแก่ญาติผู้เสียชีวิต
ทั้งหมดนี้เป็นแนววินิจฉัยที่ช่วยให้ผู้ศึกษากฎหมายเข้าใจหลัก “ความสงสัยต้องเป็นประโยชน์แก่จำเลย” ควบคู่กับการรักษาดุลยภาพแห่งความยุติธรรมระหว่างสิทธิของผู้เสียหายและจำเลยในกระบวนการยุติธรรมอาญา.
![]()
![]() |






