
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567 การลักทรัพย์นายจ้างหลายกรรม และการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีลักทรัพย์นายจ้างหลายกรรม โดยโจทก์บรรยายฟ้องแยกรายละเอียดเหตุการณ์แต่ละครั้งตามลำดับเวลา ศาลพิจารณาว่าฟ้องดังกล่าวชอบด้วยกฎหมายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) แม้จำเลยจะยกข้อกฎหมายขึ้นในชั้นฎีกา ศาลยังปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามความสงบเรียบร้อยของกฎหมาย และวินิจฉัยไม่รอการลงโทษจำคุก เนื่องจากการกระทำมีลักษณะร้ายแรง สุดท้ายกำหนดโทษจำคุกใหม่ให้เป็นไปตามหลักการคำนวณโทษที่ถูกต้อง
สรุปข้อเท็จจริงของคดี • โจทก์ ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสอง ซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหาย ร่วมกันลักทรัพย์หลายครั้ง โดยใช้รถบรรทุกพาทรัพย์ออกไป • การบรรยายฟ้องระบุรายละเอียดวัน เวลา จำนวน และราคาทรัพย์ที่ถูกลักในแต่ละครั้ง รวม 8 กระทง • ทรัพย์ที่ถูกลัก คือถังบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่ 500 ถัง มูลค่ารวม 1,300,000 บาท • จำเลยให้การปฏิเสธในตอนแรก แต่ต่อมาถอนคำให้การและรับสารภาพ • ผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
คำวินิจฉัยของศาล 1. ประเด็นความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง o เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่ยกขึ้นในศาลล่างก็สามารถยกในชั้นฎีกาได้ (ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225) o ฟ้องมีรายละเอียดเพียงพอให้จำเลยเข้าใจข้อหา จึงชอบด้วยมาตรา 158 (5) o ศาลปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง โดยเพิ่มมาตรา 336 ทวิ ในบางกระทง 2. ประเด็นการรอการลงโทษจำคุก o การกระทำเป็นการลักทรัพย์จำนวนมากและหลายครั้ง ใช้ความไว้วางใจจากนายจ้างในทางมิชอบ o แม้จำเลยไม่เคยมีโทษจำคุกมาก่อน แต่พฤติการณ์ร้ายแรง จึงไม่มีเหตุรอการลงโทษ 3. ประเด็นค่าสินไหมทดแทน o ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 และ 47 ศาลต้องถือตามข้อเท็จจริงในคดีอาญา o การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 กำหนดให้จำเลยชำระ 1,240,000 บาท แก่โจทก์ร่วม เป็นไปโดยชอบ 4. การคำนวณโทษ o ศาลชั้นต้นรวมโทษก่อนลดโทษ ซึ่งเป็นผลร้ายต่อจำเลย o ศาลฎีกาแก้ให้ลดโทษแต่ละกระทงก่อนรวมโทษตามหลัก มาตรา 21 วรรคสอง o คงโทษจำคุกกระทงละ 9 เดือน รวม 8 กระทง เป็น 72 เดือน
ขยายความประเด็นทางกฎหมาย 1. ความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง • มาตรา 158 (5) กำหนดให้ฟ้องต้องบรรยายข้อเท็จจริงและรายละเอียดเพียงพอให้จำเลยเข้าใจข้อหา • การฟ้องหลายกรรมในฟ้องเดียวกันทำได้ แต่ต้องแยกกระทงตามลำดับ (มาตรา 160 วรรคหนึ่ง) • ในคดีนี้ แม้ข้อ 1.1 ถึง 1.8 จะมีการบรรยายต่อเนื่องกัน แต่เพียงพอที่จะทำให้จำเลยทราบข้อหา 2. การปรับบทกฎหมายโดยศาลฎีกา • มาตรา 195 วรรคสอง ให้อำนาจศาลปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องในข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีฝ่ายใดฎีกา • ศาลเพิ่มบทมาตรา 336 ทวิ ในบางกระทงเพื่อให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริง 3. หลักการรอการลงโทษ • แม้มาตรา 56 เปิดโอกาสให้รอการลงโทษได้ แต่ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์ความผิดและประวัติของจำเลย • ในคดีนี้ ความร้ายแรงและมูลค่าทรัพย์สูง ทำให้ศาลไม่ใช้ดุลพินิจรอการลงโทษ 4. หลักการคำนวณโทษหลายกรรม • มาตรา 91 และ 21 วรรคสอง กำหนดให้ลดโทษแต่ละกระทงก่อนจึงรวมโทษ • วิธีการของศาลฎีกาช่วยลดผลร้ายจากการรวมโทษผิดวิธี
ข้อคิดทางกฎหมาย • การบรรยายฟ้องต้องมีรายละเอียดเพียงพอตามมาตรา 158 (5) เพื่อคุ้มครองสิทธิจำเลยและความเป็นธรรม • ศาลมีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องแม้ไม่มีการฎีกา หากเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย • การคำนวณโทษหลายกรรมต้องลดโทษแต่ละกระทงก่อนรวม เพื่อไม่ให้จำเลยเสียเปรียบเกินสมควร • พฤติการณ์ความผิดร้ายแรงและมีมูลค่าสูง อาจทำให้ไม่เข้าเงื่อนไขรอการลงโทษ แม้จำเลยจะไม่มีประวัติอาชญากรรม
IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา) • ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ • ควรปรับบทกฎหมายหรือไม่ • มีเหตุรอการลงโทษหรือไม่ • จำเลยต้องชำระค่าสินไหมเพียงใด • วิธีคำนวณโทษหลายกรรมควรเป็นอย่างไร Rule (บทกฎหมายที่ใช้บังคับ) • ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5), 160, 195, 212, 225, 46, 47 • ป.อ. มาตรา 21, 78, 83, 91, 334, 335, 336 ทวิ • หลักรอการลงโทษ (มาตรา 56) Application (การปรับใช้) • ฟ้องมีรายละเอียดเพียงพอ เข้าเกณฑ์มาตรา 158 (5) • การบรรยายหลายกรรมในฟ้องเดียวเป็นไปตามมาตรา 160 วรรคหนึ่ง • ศาลฎีกาปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามมาตรา 195 วรรคสอง • การกระทำมีลักษณะร้ายแรง ไม่เข้าเกณฑ์รอการลงโทษ • การคำนวณโทษหลายกรรมต้องลดโทษแต่ละกระทงก่อนรวมตามมาตรา 21 วรรคสอง Conclusion (ข้อสรุป) • ฟ้องชอบด้วยกฎหมาย • ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้อง เพิ่มมาตรา 336 ทวิ ในบางกระทง • ไม่มีเหตุรอการลงโทษ • ให้ชำระค่าสินไหม 1,240,000 บาท • แก้การคำนวณโทษให้ลดโทษแต่ละกระทงก่อนรวม
English Summary The Supreme Court Judgment No. 4149/2567 concerns multiple counts of theft from an employer, where the defendants used a truck to transport stolen property worth over 1.3 million baht. The Court ruled that the indictment was legally valid under Section 158(5) of the Criminal Procedure Code, adjusted the applicable legal provisions to include Section 336 bis, and rejected the request for suspended sentences due to the seriousness of the offenses. The Court also corrected the sentencing calculation method, ensuring each count was reduced before aggregation, resulting in a total imprisonment of 72 months.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567
ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของผู้เสียหายร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายแยกรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่กระทำความผิด จำนวนและราคาทรัพย์ที่ถูกลักในแต่ละครั้งตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นความผิดหลายกระทง ซึ่งโจทก์รวมมาในฟ้องเดียวกันได้ เพียงแต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตาม ป.วิ.อ. มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 มีใจความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของผู้เสียหายซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสองโดยใช้รถบรรทุกเป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุม จึงไม่ได้แยกต่างหากจากฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 แต่เป็นการบรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ซึ่งเมื่ออ่านคําฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้วถือว่า ฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดแล้ว จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพโดยมิได้หลงต่อสู้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึง 1.8 จึงชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 158 (5) โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 335, 336 ทวิ กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,300,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิม และให้การใหม่เป็นรับสารภาพ ระหว่างพิจารณา บริษัท ซ. ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 334, 335 (11), 336 ทวิ การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำคุกคนละ 1 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุก 8 ปี 48 เดือน จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 4 ปี 24 เดือน กับให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,300,000 บาท แก่โจทก์ร่วม จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.1 จำเลยทั้งสอง มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,240,000 บาท แก่โจทก์ร่วม โทษและนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการแรกว่า ฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า ปัญหาว่าฟ้องโจทก์ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยทั้งสองย่อมมีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 ศาลฎีกาจึงรับวินิจฉัยโดยเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 บัญญัติว่า "ฟ้องต้องทำเป็นหนังสือ และมี...(5) การกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยได้กระทำความผิดข้อเท็จจริงและรายละเอียดที่เกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้น ๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องด้วยพอสมควรเท่าที่จะทำให้จำเลยเข้าใจข้อหาได้ดี..." เมื่อคดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสองซึ่งเป็นลูกจ้างของบริษัท ซ. ผู้เสียหาย ร่วมกันกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน โดยบรรยายแยกรายละเอียดเกี่ยวกับวันเวลาที่กระทำความผิด จำนวนและราคาทรัพย์ที่ถูกลักในแต่ละครั้งตามลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ฟ้องโจทก์จึงเป็นความผิดหลายกระทง ซึ่งโจทก์รวมมาในฟ้องเดียวกันได้ เพียงแต่ให้แยกกระทงเรียงเป็นลำดับกันไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 160 วรรคหนึ่ง ดังนั้น การที่โจทก์บรรยายฟ้องข้อ 1.1 มีใจความว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสอง โดยใช้รถบรรทุกเป็นยานพาหนะเพื่อการพาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นการจับกุมจึงไม่ได้แยกต่างหากจากฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 แต่เป็นการบรรยายฟ้องต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน ซึ่งเมื่ออ่านคำฟ้องโดยรวมทั้งหมดแล้วถือว่า ฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 ได้กล่าวถึงการกระทำทั้งหลายที่อ้างว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดแล้ว ทั้งคดีนี้เดิมจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้ว จำเลยทั้งสองขอถอนคำให้การเดิมและให้การใหม่เป็นรับสารภาพ โดยมิได้หลงต่อสู้ แสดงว่าจำเลยทั้งสองเข้าใจข้อหาได้ดี ฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึง 1.8 จึงชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (5) แล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น และที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 83 โดยไม่ปรับบทความผิดตามมาตรา 336 ทวิ ด้วย นั้น จึงเป็นการปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง ซึ่งปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้โจทก์ไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้โดยไม่เพิ่มเติมโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง, 212 ประกอบมาตรา 225
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 และที่ 2 อายุ 36 ปีเศษ และ 26 ปีเศษ ตามลำดับ ควรรู้ผิดชอบชั่วดีแล้ว แต่จำเลยทั้งสองกลับร่วมกันกระทำความผิดคิดมุ่งแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองโดยไม่คำนึงถึงความเดือดร้อนของโจทก์ร่วม เมื่อทรัพย์ของโจทก์ร่วมที่จำเลยทั้งสองร่วมกันลักไปเป็นถังบรรจุภัณฑ์ขนาดใหญ่จำนวนมากถึง 500 ถัง และมีราคาสูงถึง 1,300,000 บาท ทั้งมิใช่ทรัพย์ที่จำเลยทั้งสองจำเป็นต้องใช้ในการดำรงชีพ ประกอบกับจำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมรวมทั้งหมด 8 ครั้ง ย่อมส่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิดติดนิสัยโดยอาศัยโอกาสที่โจทก์ร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยทั้งสองไว้วางใจ ตามพฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสองเคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนหรือมีเหตุผลอื่นดังที่อ้างในฎีกา ก็ไม่เพียงพอให้รับฟังเพื่อรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยทั้งสอง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองโดยไม่รอการลงโทษมานั้น เหมาะสมแก่สภาพความผิดของจำเลยทั้งสอง และอัตราโทษจำคุกที่ศาลล่างทั้งสองวางก่อนลด 1 ปี 6 เดือน เป็นอัตราขั้นต่ำสุดตามที่กฎหมายบัญญัติไว้แล้ว กรณีไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่นได้ ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในประการสุดท้ายมีว่า จำเลยทั้งสองต้องร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนแก่โจทก์ร่วมเพียงใด เห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติว่า "ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" เมื่อคดีนี้จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพและศาลชั้นต้นฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันลักทรัพย์ของโจทก์ร่วมตามฟ้องไป ดังนั้น ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่ง ศาลจึงต้องถือตามข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาดังกล่าว โดยหาจำต้องคำนึงว่าคำพิพากษาคดีส่วนอาญาศาลได้วินิจฉัยว่า ฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังที่จำเลยทั้งสองอ้างในฎีกาหรือไม่ เพราะคำพิพากษาคดีส่วนแพ่งต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอันว่าด้วยความรับผิดของบุคคลในทางแพ่งโดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าจำเลยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำผิดหรือไม่ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 47 อีกทั้งศาลฎีกาวินิจฉัยไว้ข้างต้นแล้วว่าฟ้องโจทก์ข้อ 1.2 ถึง 1.8 เป็นฟ้องที่ชอบด้วยกฎหมาย ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืน 1,240,000 บาท แก่โจทก์ร่วมนั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
อนึ่ง คดีนี้จำเลยทั้งสองกระทำความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ศาลชั้นต้นรวมโทษทุกกระทงแล้วจึงลดโทษแทนที่จะลดโทษแต่ละกระทงแล้วจึงรวมโทษ ย่อมเป็นผลร้ายแก่จำเลยทั้งสองมากกว่าการลดโทษแต่ละกระทงเสียก่อนแล้วจึงรวมเข้าด้วยกันเพราะประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 21 วรรคสอง บัญญัติว่า "ถ้าระยะเวลาที่คำนวณนั้นกำหนดเป็นเดือนให้นับสามสิบวันเป็นหนึ่งเดือน ถ้ากำหนดเป็นปีให้คำนวณตามปีปฏิทินในราชการ" ดังนั้น การกำหนดโทษจำคุก 12 เดือน ย่อมมีกำหนดระยะเวลาเท่ากับ 360 วัน ซึ่งน้อยกว่าจำนวนวันตามปีปฏิทินในราชการที่อาจมีระยะเวลาถึง 366 วัน หรือ 365 วัน สุดแท้แต่ว่าจะเป็นปีอธิกสุรทินหรือปีปกติสุรทิน ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาเห็นควรยกขึ้นวินิจฉัยแก้ไขให้ถูกต้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามฟ้องข้อ 1.2 ถึง 1.8 จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 335 (7) (11) วรรคสอง ประกอบมาตรา 336 ทวิ, 83 ลดโทษกระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุกกระทงละ 9 เดือน รวม 8 กระทง เป็นจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 72 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2
|





.png)