
| คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567: คดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน และประเด็นความชอบด้วยกฎหมายในคดีส่วนแพ่ง
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับคดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน ซึ่งศาลวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 พร้อมประเด็นสำคัญเกี่ยวกับกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากศาลชั้นต้นมิได้แจ้งนัดและอ่านคำพิพากษาให้ผู้ร้องฟังคดีสินไหม ศาลฎีกาจึงแยกการวินิจฉัย โดยชี้ว่าความบกพร่องในส่วนแพ่งไม่กระทบต่อคดีอาญา และยังวิเคราะห์การลดโทษตามมาตรา 76 ของประมวลกฎหมายอาญาอย่างละเอียด
ข้อเท็จจริงของคดี • จำเลยถูกฟ้องว่าฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 32, 91 รวมถึงความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ • เหตุเกิดเมื่อผู้ตายขับรถจักรยานยนต์ไปงานรื่นเริงและถูกคนร้ายใช้อาวุธปืนยิงเสียชีวิต โดยพยานเด็กชายเจษฎาให้ถ้อยคำยืนยันตั้งแต่แรกว่าคนร้ายคือจำเลย • ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยรวม 33 ปี 12 เดือน และยกคำร้องค่าสินไหมของผู้ร้องทั้งสอง • ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน • จำเลยฎีกา โดยอ้างพยานหลักฐานไม่ชัดเจนและการลดโทษไม่ถูกต้อง
ประเด็นข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย 1. ความชอบด้วยกฎหมายในการอ่านคำพิพากษาคดีแพ่ง • ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดและอ่านคำพิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง ถือว่าไม่ปฏิบัติตาม ป.วิ.อ. มาตรา 182 • ศาลฎีกายกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม มาตรา 195 และ 225 • บกพร่องนี้เป็นเพียงคดีส่วนแพ่ง ไม่กระทบคดีอาญา 2. การพิจารณาคดีส่วนอาญา • พยานหลักฐานโดยเฉพาะคำให้การของเด็กชายเจษฎาและนายจักรินทร์มีความน่าเชื่อถือ ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนยิง • แม้จำเลยนำพยานหักล้าง แต่ไม่มีน้ำหนักเพียงพอ ศาลจึงรับฟังได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำความผิด 3. การลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 • ศาลฎีกาอธิบายหลักการลดโทษว่า หากโทษที่กำหนดคือจำคุกตลอดชีวิต ต้องเปลี่ยนเป็นโทษจำคุก 50 ปี ก่อน แล้วจึงลดหนึ่งในสาม เหลือ 33 ปี 4 เดือน • อย่างไรก็ดี ศาลเห็นว่าการลงโทษถึงตลอดชีวิตแล้วค่อยลดยังหนักเกินไป จึงแก้ไขให้เหลือจำคุก 13 ปี 12 เดือน
คำวินิจฉัยของศาลฎีกา • คดีอาญา: จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ลงโทษจำคุก 13 ปี 12 เดือน • คดีแพ่ง: ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาใหม่เพื่อให้ผู้ร้องใช้สิทธิอุทธรณ์ได้
วิเคราะห์ทางกฎหมาย 1. สิทธิของผู้ร้องในคดีแพ่ง การไม่แจ้งวันนัดและไม่อ่านคำพิพากษาถือว่ากระทบสิทธิอุทธรณ์ เป็นการละเมิดหลักการพิจารณาที่เป็นธรรม (fair trial) 2. น้ำหนักพยานหลักฐาน ศาลให้ความสำคัญกับคำให้การในชั้นสอบสวนที่มีรายละเอียดและเกิดในระยะกระชั้นชิด มากกว่าคำเบิกความกลับคำในชั้นพิจารณา 3. หลักเกณฑ์การลดโทษ มาตรา 76 ต้องตีความควบคู่กับมาตรา 53 และ 288 เพื่อให้การกำหนดโทษชัดเจนและสอดคล้องกับพฤติการณ์
สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • กระบวนพิจารณาในคดีแพ่งต้องปฏิบัติตามขั้นตอนอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นอาจกระทบสิทธิของคู่ความ • คำให้การในชั้นสอบสวนที่ให้ทันทีหลังเกิดเหตุมีน้ำหนักมากในทางพิจารณา • การลดโทษตามมาตรา 76 ต้องตีความร่วมกับมาตรา 53 และโทษพื้นฐานตามมาตรา 288 • ศาลฎีกามีอำนาจปรับแก้โทษเพื่อให้เหมาะสมตามพฤติการณ์ แม้ศาลล่างจะลงโทษสูงเกินควรก็ตาม
IRAC Analysis Issue (ประเด็นปัญหา): ศาลต้องวินิจฉัยว่า (1) การอ่านคำพิพากษาในคดีแพ่งไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และ (2) จำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 288 หรือไม่ รวมถึง (3) หลักการลดโทษตาม ป.อ. มาตรา 76 ต้องใช้ในลักษณะใด Rule (กฎหมายที่เกี่ยวข้อง): • ป.อ. มาตรา 288 (ฆ่าผู้อื่น), มาตรา 76 (การลดโทษเพราะอายุยังไม่ถึง 20 ปี), มาตรา 53 (การกำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิตให้เป็น 50 ปี) • ป.วิ.อ. มาตรา 182 (การอ่านคำพิพากษา), มาตรา 195 และ 225 (ศาลฎีกามีอำนาจแก้ไขกระบวนพิจารณา), มาตรา 44/2 (ศาลอาญาพิจารณาก่อนคดีแพ่งได้) Application (การประยุกต์ใช้): • การไม่อ่านคำพิพากษาคดีแพ่งกระทบสิทธิผู้ร้อง ถือว่าผิดขั้นตอน ศาลฎีกาจึงแก้ไขกระบวนการให้ถูกต้อง • พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมาก โดยเฉพาะคำให้การของพยานที่ยืนยันจำเลยเป็นผู้ยิง • การตีความมาตรา 76 ต้องลดโทษจากโทษสูงสุด 50 ปี ไม่ใช่ตลอดชีวิต ศาลฎีกาจึงแก้โทษให้เหมาะสม Conclusion (ข้อสรุป): ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกจำเลย 13 ปี 12 เดือนในคดีอาญา และให้ศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาใหม่ในคดีแพ่งเพื่อให้ผู้ร้องมีสิทธิอุทธรณ์
English Summary The Supreme Court Judgment No. 4136/2567 involves a criminal case of intentional murder with a firearm and a procedural error in the civil claim for damages. The Court affirmed the defendant’s guilt based on credible eyewitness testimony, while adjusting the sentence to 13 years and 12 months imprisonment under Section 288 of the Penal Code, considering the proper application of Section 76 on sentence reduction. In the civil part, the Court ruled that the lower court’s failure to notify and read the judgment to the claimants violated procedural rights, requiring the case to be reconsidered.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567
ศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดให้ผู้ร้องทั้งสองซึ่งยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 มาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้นและไม่ได้อ่านคำพิพากษาให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 182 การดำเนินกระบวนพิจารณาคดีส่วนแพ่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้องได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ตาม เมื่อการดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีส่วนอาญาชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงเป็นความบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง มิได้มีผลกระทบต่อคดีส่วนอาญา ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 91, 289, 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ
ระหว่างพิจารณา นายสมชาย บิดานายยุวรัตน์ ผู้ตาย ผู้ร้องที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าปลงศพ 100,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของบุตรและภริยาผู้ตาย 500,000 บาท ค่าขาดไร้อุปการะในส่วนของผู้ร้องที่ 1 และมารดาผู้ตาย คนละ 100,000 บาท ค่าขาดรายได้จากการทำงานและค่าเสียเวลาของญาติ 100,000 บาท รวมเป็นเงิน 900,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันยื่นคำร้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องที่ 1 และเด็กชายรัชทานต์ โดยนางสาวโศรดา มารดาผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้ร้องที่ 2 บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นค่าขาดไร้อุปการะ 500,000 บาท จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งขอให้ยกคำร้อง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 (ที่ถูก มาตรา 371 ด้วย) พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานฆ่าผู้อื่น ขณะกระทำผิดจำเลยอายุ 19 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน และลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ฐานมีอาวุธปืนที่เป็นของผู้อื่นซึ่งได้รับใบอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 4 เดือน ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้านหรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักสุดตามประมวลกฎหมายมาตรา 90 คงจำคุก 4 เดือน รวมจำคุก 33 ปี 12 เดือน ริบของกลาง ข้อหาอื่นให้ยกและยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่สมควรวินิจฉัยเสียก่อนว่า การอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้นายสมชาย บิดานายยุวรัตน์ ผู้ตาย ผู้ร้องที่ 1 และเด็กชายรัชทานต์ โดยนางสาวโศรดา มารดาผู้แทนโดยชอบธรรมผู้ร้องที่ 2 บุตรผู้ตายยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/1 เป็นเงินค่าขาดไร้อุปการะ ค่าปลงศพ ค่าขาดรายได้และค่าเสียเวลาของญาติ สำหรับผู้ร้องที่ 1 รวมเป็นเงิน 900,000 บาท ส่วนผู้ร้องที่ 2 เป็นเงินค่าขาดไร้อุปการะ 500,000 บาท แต่ปรากฏว่าศาลชั้นต้นมิได้แจ้งวันนัดให้ผู้ร้องทั้งสองมาฟังคำพิพากษาศาลชั้นต้น และไม่ได้อ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง อันเป็นการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 182 ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกคำร้องขอให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนของผู้ร้องทั้งสอง การที่ผู้ร้องทั้งสองไม่ทราบคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องดังกล่าวย่อมมีผลกระทบต่อสิทธิในการอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในคดีส่วนแพ่งของผู้ร้องทั้งสอง ปัญหาการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งที่ไม่ชอบด้วยบทบัญญัติของกฎหมายดังกล่าวข้างต้น เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่กำหนดไว้ ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขกระบวนพิจารณาให้ถูกต้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 อย่างไรก็ดี สำหรับในคดีส่วนอาญานั้น เห็นว่า การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ในคดีส่วนอาญานั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว การที่ศาลชั้นต้นมิได้ดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีส่วนแพ่งเกี่ยวกับผู้ร้องทั้งสองให้ถูกต้องดังกล่าวข้างต้น จึงเป็นความบกพร่องเฉพาะในคดีส่วนแพ่ง มิได้มีผลกระทบต่อคดีส่วนอาญา เมื่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 44/2 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ศาลมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีส่วนอาญาไปก่อนแล้วพิจารณาพิพากษาคดีส่วนแพ่งในภายหลังได้ จึงชอบที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยคดีในส่วนอาญาต่อไป
ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาซึ่งโจทก์และจำเลยไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังเป็นที่ยุติได้ว่า คืนเกิดเหตุตามฟ้อง นายยุวรัตน์ ผู้ตายขับรถจักรยานยนต์มีเด็กชายเจษฎา เพื่อนผู้ตายขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ นั่งซ้อนท้ายมาด้วยไปตามถนนสาธารณะสายปากคู – กอตาก ที่เกิดเหตุ เพื่อไปเที่ยวงานรื่นเริงซึ่งจัดขึ้นที่วัดปากคู เมื่อผู้ตายขับมาถึงบริเวณหน้าวัดปากคู มีคนร้ายซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ ซึ่งผู้มีชื่อเป็นคนขับตามหลังรถจักรยานยนต์ของผู้ตายมา จากนั้นคนร้ายคนดังกล่าวใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 1 นัด กระสุนปืนถูกลำตัวและรักแร้ซ้าย เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตายในที่เกิดเหตุ
คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 หรือไม่ เห็นว่า เด็กชายเจษฎาให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนในคืนเกิดเหตุนั้นเองว่าจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลยเนื่องจากเคยเห็นหน้ามาก่อน และนายจักรินทร์หรือคิว เล่าให้ฟังก่อนเกิดเหตุว่าผู้ตายกับจำเลยเคยมีเรื่องทะเลาะท้าทายกัน ซึ่งเป็นการให้ถ้อยคำไว้ทันทีในระยะเวลากระชั้นชิดกับเหตุโดยมีรายละเอียดของเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงยากที่จะเชื่อว่าการให้ถ้อยคำอย่างกะทันหันเช่นนั้นเกิดขึ้นจากถูกบุคคลหนึ่งบุคคลใดเสี้ยมสอน ฉะนั้น หากเด็กชายเจษฎาไม่รู้จักจำเลยมาก่อนตามที่เบิกความไว้ในชั้นพิจารณาจริง แล้วเหตุใดในการให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวน จึงสามารถอ้างชื่อคนร้ายว่าคือนายไอซ์ซึ่งเป็นชื่อเล่นของจำเลยได้ เฉพาะอย่างยิ่งในเวลาต่อมาในชั้นสอบสวนซึ่งประกอบด้วยสหวิชาชีพ นอกจากเด็กชายเจษฎาจะยังคงให้การยืนยันเช่นเดิมว่าเห็นและจำคนร้ายได้ว่าเป็นจำเลยแล้ว เด็กชายเจษฎายังให้การในรายละเอียดเพิ่มเติมถึงเหตุที่เคยเห็นหน้าจำเลยมาก่อนไว้ด้วยว่า เพิ่งเคยเห็นจำเลยเมื่อ 2 วันก่อนเกิดเหตุ เนื่องจากนายจักรินทร์ชี้ให้ดูว่าเป็นคนที่มีเรื่องกันมาก่อน ทำให้เชื่อได้ว่าเด็กชายเจษฎาจดจำจำเลยได้จริง ประกอบกับนายจักรินทร์ก็ให้การไว้ในชั้นสอบสวนในคืนเกิดเหตุ อันเป็นการให้การในทันทีเช่นกันว่า หลังเกิดเหตุได้พบกับเด็กชายเจษฎาที่โรงพยาบาล เด็กชายเจษฎาเล่าให้ฟังว่าเห็นจำเลยซึ่งนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์เป็นผู้ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย สนับสนุนถ้อยคำและคำให้การของเด็กชายเจษฎาที่ให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนและพนักงานสอบสวนที่ยืนยันว่าจำเลยเป็นคนร้ายมีน้ำหนักในการรับฟังมากยิ่งขึ้น การที่เด็กชายเจษฎามาเบิกความในภายหลังว่าไม่สามารถจำหน้าคนร้ายได้ว่าเป็นใคร ไม่เคยมีบุคคลใดชี้ให้พยานดูจำเลยหรือเล่าให้ฟังว่าจำเลยมีปัญหากับผู้ตาย โดยไม่ปรากฏเหตุผลสมควรอันใดที่ทำให้พยานเบิกความกลับคำเช่นนั้น บ่งชี้ชัดว่าการเบิกความของพยานดังกล่าวเป็นไปเพื่อช่วยเหลือจำเลยมิให้ต้องรับโทษ นับเป็นกรณีที่ถือว่ามีเหตุผลอันหนักแน่นที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 จะรับฟังบันทึกถ้อยคำและคำให้การในชั้นสอบสวนของเด็กชายเจษฎา ว่าเป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาเพื่อลงโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227/1 วรรคหนึ่ง สำหรับข้อฎีกาของจำเลยประการต่อไปว่า เหตุคดีนี้เกิดในเวลากลางคืน บริเวณที่เกิดเหตุไม่มีแสงสว่างเพียงพอที่จะทำให้เด็กชายเจษฎาประจักษ์พยานโจทก์เห็นใบหน้าคนร้ายได้นั้น ในข้อนี้เด็กชายเจษฎาเบิกความและให้การในชั้นสอบสวนประกอบกันว่า เมื่อรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายนั่งมาด้วยแล่นแซงรถจักรยานยนต์ของผู้ตายพ้นล้อหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตายไปได้ครึ่งคัน พยานจึงเห็นคนนั่งซ้อนท้ายว่าเป็นจำเลยซึ่งกำลังหันหลังกลับมาใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ตายโดยอาศัยแสงจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายและแสงจากหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าสาธารณะบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งก็มีเหตุผลควรแก่การรับฟังว่ามีแหล่งของแสงสว่างที่ทำให้เด็กชายเจษฎาสามารถเห็นหน้าคนร้ายได้จริง โดยขณะที่เห็นนั้น รถจักรยานยนต์ที่คนร้ายนั่งมาด้วยแล่นแซงขึ้นหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายไปแล้วครึ่งคัน ย่อมอยู่ในรัศมีการส่องสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยายนต์ของผู้ตายได้ หาใช่เรื่องที่เด็กชายเจษฎาเบิกความว่าเห็นคนร้ายในขณะที่รถจักรยานยนต์ที่คนร้ายนั่งมาด้วยกำลังแล่นตามมาข้างหลังทำให้ถูกแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถของคนร้ายย้อนสายตาอันเป็นเหตุให้เด็กชายเจษฎามองเห็นหน้าคนร้ายได้ไม่ชัดเจนดังข้อฎีกาของจำเลยไม่ ส่วนที่ในวันเกิดเหตุ เด็กชายเจษฎามิได้ให้ถ้อยคำต่อเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวนเกี่ยวกับแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตาย คงกล่าวถึงแต่แสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าสาธารณะ ครั้นต่อมาในชั้นสอบสวนเพิ่มเติม เด็กชายเจษฎาจึงค่อยกล่าวถึงแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายก็ตาม ก็หาเป็นข้อพิรุธสงสัยดังข้อฎีกาของจำเลยอีกเช่นกัน เพราะในชั้นให้ถ้อยคำเป็นระยะเวลากะทันหันใกล้ชิดกับเหตุ ไม่ทันมีโอกาสที่เด็กชายเจษฎาจะได้ย้อนพิจารณานึกถึงเหตุการณ์อย่างละเอียดรอบคอบว่าแสงสว่างที่ทำให้ตนมองเห็นคนร้ายในที่เกิดเหตุมีที่มาจากแหล่งใด โดยเฉพาะเมื่อเด็กชายเจษฎาได้ให้ถ้อยคำไว้ตั้งแต่แรกโดยชัดเจนแล้วว่าตนเองมองเห็นคนร้ายขณะรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายนั่งมาด้วยแล่นแซงเลยรถจักรยานยนต์ผู้ตายขึ้นไปอยู่ข้างหน้า โดยสภาพจากตำแหน่งรถจักรยานยนต์ที่มีคนร้ายนั่งมาด้วยดังกล่าวย่อมต้องอยู่ในรัศมีแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ของผู้ตายอย่างไม่ต้องสงสัย เมื่อคนร้ายซึ่งนั่งซ้อนท้ายหันหลังกลับมาใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายย่อมถูกแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตายสาดส่องต้องใบหน้าอันเป็นเหตุให้เด็กชายเจษฎามองเห็นและจดจำได้ว่าเป็นจำเลย จากนั้นค่อยมาให้การเพิ่มเติมถึงเรื่องดังกล่าวในภายหลัง ส่วนแสงสว่างจากหลอดไฟฟ้าที่เสาไฟฟ้าสาธารณะซึ่งปรากฏว่า มีเสาไฟฟ้าสาธารณะต้นที่อยู่ฝั่งถนนที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 17 เมตร กับอีกต้นหนึ่งอยู่ฝั่งถนนตรงข้ามอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุ 15 เมตร แม้ค่อนข้างไกลอยู่บ้างซึ่งอาจทำให้ส่องสว่างมาถึงจุดเกิดเหตุไม่เพียงพอที่จะทำให้มองเห็นกันได้อย่างชัดเจนดังที่ปรากฏจากภาพถ่ายประกอบคดีตามที่จำเลยฎีกาก็ตาม แต่ก็เชื่อว่ายังพอมีแสงส่องสว่างที่ทำให้บริเวณถนนที่เกิดเหตุไม่ถึงกับมืดสนิท ยิ่งเมื่อมีแสงสว่างจากโคมไฟหน้ารถจักรยานยนต์ผู้ตายมาประกอบด้วยแล้ว จึงเพียงพอแก่การมองเห็นและจำกันได้ไม่ผิดพลาด สำหรับมูลเหตุการก่อเหตุคดีนี้ของจำเลยนั้น นอกจากเด็กชายเจษฎาจะเบิกความว่าเกิดจากที่ผู้ตายเคยมีเรื่องทะเลาะวิวาทท้าทายกันกับจำเลยมาก่อนซึ่งนายจักรินทร์เป็นผู้เล่าให้พยานฟังแล้ว ผู้ร้องที่ 1 ซึ่งเป็นบิดาของผู้ตายก็เบิกความสนับสนุนว่าก่อนเกิดเหตุประมาณ 2 วัน เมื่อผู้ตายไปเยี่ยมพยานที่บ้าน ผู้ตายเล่าให้ฟังว่าก่อนหน้านั้น 1 วัน ผู้ตายมีเรื่องท้าทายกันกับจำเลยตามประสาวัยรุ่น เฉพาะอย่างยิ่ง นายจักรินทร์พี่เขยผู้ตายซึ่งให้การในชั้นสอบสวนในคืนเกิดเหตุนั้นเองก็ยืนยันว่าในขณะที่อยู่กับผู้ตาย ตนเคยถูกจำเลยใช้อาวุธปืนข่มขู่มาแล้ว และจำเลยไม่พอใจท่าทางการเดินที่ผิดปกติโดยธรรมชาติของผู้ตายซึ่งจำเลยเข้าใจว่าเป็นการเดินยั่วโทสะจำเลย เป็นเหตุให้จำเลยท้าทายตนและผู้ตายให้ไปต่อสู้กัน และแม้แต่นายณัฐกร พยานจำเลยซึ่งจำเลยมักไปนอนค้างที่บ้านของพยานบ่อยครั้งก็เบิกความว่า ในช่วงการจัดงานรื่นเริงที่วัดปากคูก่อนวันเกิดเหตุ ผู้ตายและนายจักรินทร์เคยชกต่อยพยาน ซึ่งพยานโทรศัพท์เรียกจำเลยให้มารับพยาน ทำให้มีน้ำหนักเชื่อได้ว่าจำเลยมีมูลเหตุบาดหมางกับผู้ตายตามประสาวัยรุ่นมาก่อน หาใช่ไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองใด ๆ กับผู้ตายเสียเลยดังที่จำเลยฎีกาต่อสู้ พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบมามีน้ำหนักมั่นคงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยเป็นคนร้ายที่ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายโดยเจตนาฆ่า ที่จำเลยนำสืบอ้างฐานที่อยู่ก็มีเพียงจำเลยและเพื่อนของจำเลยมาเป็นพยานเบิกความลอย ๆ จึงมีน้ำหนักในการรับฟังน้อยไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้นชอบแล้ว ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้ทุกข้อฟังไม่ขึ้น อนึ่ง สำหรับฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายว่า ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ยังไม่ถูกต้อง เนื่องจากยังไม่กำหนดโทษที่จะลงแก่จำเลยเสียก่อน แล้วจึงค่อยลดมาตราส่วนโทษนั้น เห็นว่า การลดโทษเพราะเหตุอ่อนอายุตามบทมาตราดังกล่าวเป็นการลดจากมาตราส่วนโทษสำหรับความผิดที่จำเลยได้กระทำ ซึ่งในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นนั้น ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 กำหนดระวางโทษไว้ให้ประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สิบห้าปีถึงยี่สิบปี เมื่อศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกในความผิดฐานนี้หลังจากลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วเป็นจำคุกจำเลย 33 ปี 4 เดือน แสดงชัดอยู่ในตัวว่าศาลชั้นต้นเลือกใช้ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิตในการวางโทษจำเลย เมื่อจะลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 เช่นนี้ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 53 บัญญัติให้เปลี่ยนโทษจำคุกตลอดชีวิตเป็นโทษจำคุกห้าสิบปีเสียก่อน แล้วจึงลดมาตราส่วนโทษหนึ่งในสามจากโทษจำคุกห้าสิบปีนั้น คงเหลือโทษจำคุกที่จะลงแก่จำเลย 33 ปี 4 เดือน ส่วนโทษในความผิดฐานมีและพาอาวุธปืนฯ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน การลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ชอบด้วยกฎหมายแล้ว ฎีกาของจำเลยในข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาเห็นว่าการที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 วางโทษจำเลยถึงจำคุกตลอดชีวิตแล้วค่อยลดโทษให้นั้นหนักเกินไป ศาลฎีกาเห็นสมควรแก้ไขเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพความผิดและพฤติการณ์แห่งคดี
พิพากษาแก้เป็นว่า ในคดีส่วนอาญา ความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 เมื่อลดมาตราส่วนให้หนึ่งในสามแล้ว ให้จำคุก 13 ปี 4 เดือน เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 รวมจำคุก 13 ปี 12 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 สำหรับคดีส่วนแพ่ง ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการอ่านคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ผู้ร้องทั้งสองฟัง หากผู้ร้องทั้งสองใช้สิทธิอุทธรณ์ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินการต่อไป ![]() |





.png)