
| สิทธิผู้เสียหายในคดีมรดกคือใคร ฟ้องได้หรือไม่เมื่อถูกตัดสิทธิในพินัยกรรม สิทธิผู้เสียหายในคดีทรัพย์มรดกและการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสิทธิของบุคคลที่จะถือเป็นผู้เสียหายและใช้สิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยมีประเด็นสำคัญว่าผู้ร้องอ้างสิทธิจากส่วนมรดกของบิดาที่เชื่อว่ารวมอยู่ในทรัพย์ของผู้ตาย แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ อีกทั้งยังมีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนหน้าแล้วว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมตัดสิทธิผู้ร้องมิให้รับมรดก ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาว่าผู้ร้องยังมีฐานะเป็นผู้เสียหายหรือไม่ และมีสิทธิทางกฎหมายเพียงพอที่จะยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง เห็นว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายและไม่มีสิทธิใช้สิทธิยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญานี้ 2 ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลเพิ่มเติมว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนหน้าแล้วว่าผู้ร้องเป็นทายาทที่ถูกตัดสิทธิรับมรดก ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายและไม่ใช่ผู้เสียหาย 3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่สามารถอ้างข้อเท็จจริงใหม่ที่มิได้ปรากฏในฟ้อง อีกทั้งถูกตัดสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรม จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ปวิอ มาตรา 2(4) และไม่มีสิทธิตามมาตรา 30 ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ สรุปข้อเท็จจริง คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้ตายโดยมิชอบ ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ตายโอนเงิน และลักทรัพย์เป็นเงินจำนวนกว่า 43 ล้านบาท อันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม โดยอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายมีส่วนของบิดาตนรวมอยู่ด้วย ตนจึงเป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิรับมรดกส่วนดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีฐานะเป็น “ผู้เสียหาย” และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ โดยศาลฎีกาอาศัยหลักกฎหมายว่าผู้ร้องถูกตัดสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรม จึงไม่มีสิทธิในทรัพย์ของผู้ตาย และไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงตามกฎหมาย มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้อยู่ที่หลักเรื่องผู้เสียหาย ข้อจำกัดการอ้างข้อเท็จจริงใหม่ และผลของคำพิพากษาถึงที่สุด key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 ผู้เสียหาย ปวิอ มาตรา 2(4) เป็นหัวใจหลักของคดี ศาลต้องพิจารณาว่าผู้ร้องได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดหรือไม่ เมื่อผู้ร้องถูกตัดสิทธิรับมรดกแล้ว ทรัพย์ของผู้ตายมิได้เป็นสิทธิของผู้ร้อง จึงไม่เกิดความเสียหายโดยตรง 2 สิทธิยื่นคำร้องเป็นโจทก์ร่วม ปวิอ มาตรา 30 ผู้มีสิทธิยื่นเป็นโจทก์ร่วมได้เฉพาะผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง จึงไม่มีสถานะและไม่มีสิทธิใช้กระบวนวิธีนี้ 3 ห้ามยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา ปวิอ มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ประเด็นที่ผู้ร้องอ้างว่ามีทรัพย์ของบิดารวมในมรดกผู้ตายเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ฟ้องไม่ได้กล่าวไว้ จึงไม่อาจหยิบยกขึ้นฎีกาได้ เป็นประเด็นที่ศาลใช้ยกคำร้องส่วนนี้โดยตรง 4 ผลของพินัยกรรมตัดทายาท ปพพ มาตรา 1608 วรรคสอง ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่าผู้ร้องเป็นทายาทถูกตัดสิทธิ การวินิจฉัยนี้ทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในทุกกรณี 5 ผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุด ปวิพ มาตรา 145 ประกอบ ปวิอ มาตรา 15 เมื่อคำพิพากษาก่อนหน้าถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องถูกผูกพันว่าไม่มีสิทธิรับมรดก ข้อเท็จจริงนี้ถูกใช้เป็นฐานสำคัญในการวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีปัจจุบัน คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า 1 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ จึงไม่อาจฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือจากคำฟ้องได้ 2 คำฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าทรัพย์ที่ถูกลักหรือถูกโอนมีส่วนของบิดาผู้ร้องรวมอยู่ด้วย การที่ผู้ร้องฎีกานำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาอ้าง จึงเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่มิได้อยู่ในฟ้อง ไม่อาจยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง 3 มีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนหน้าแล้วว่าผู้ตายทำพินัยกรรมระบุตัดสิทธิผู้ร้องไม่ให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง ซึ่งผูกพันผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 4 เมื่อผู้ร้องไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(4) ในข้อหาลักทรัพย์หรือใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ตายโดยมิชอบ 5 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ การขยายความประเด็นทางกฎหมาย 1 ขอบเขตคำว่า ผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(4) หลักกฎหมายกำหนดว่า ผู้เสียหาย หมายถึงผู้ซึ่งได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิด ศาลจึงตรวจสอบว่า ผู้ร้องได้รับความเสียหายโดยตรงหรือไม่ เมื่อผู้ร้องถูกตัดสิทธิรับมรดกแล้ว ทรัพย์ของผู้ตายมิใช่ทรัพย์ที่ผู้ร้องมีสิทธิในทางกฎหมายอีกต่อไป ความเสียหายใดที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์ดังกล่าวจึงไม่ใช่ความเสียหายของผู้ร้องโดยตรง 2 ข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่อยู่ในฟ้อง หลักการสำคัญในคดีอาญาคือ ศาลต้องพิจารณาตามฟ้องของโจทก์ หากจำเลยหรือผู้ร้องอ้างข้อเท็จจริงที่ฟ้องไม่ได้กล่าวไว้ ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจวินิจฉัยได้ การอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายมีทรัพย์ของบิดาผู้ร้องรวมอยู่ด้วยนั้น จึงเป็นการอ้างข้อเท็จจริงใหม่ที่ต้องห้าม 3 ผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนหน้า เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยถึงที่สุดว่าผู้ร้องเป็นทายาทผู้ถูกตัดสิทธิแล้ว คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันคู่ความทุกฝ่ายในทุกคดีที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจอ้างสิทธิรับมรดกในคดีนี้ได้อีก 4 สิทธิขอยื่นเป็นโจทก์ร่วม (มาตรา 30) ผู้ที่จะยื่นเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง เมื่อผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายแล้ว จึงไม่มีสิทธิใช้ช่องทางดังกล่าว ข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญเกี่ยวกับฐานะผู้เสียหายในคดีอาญา โดยผู้ร้องจะต้องมีสิทธิในทรัพย์หรือประโยชน์ที่ถูกกระทบโดยตรงเท่านั้น อีกทั้งยังสะท้อนหลักความผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุดที่ส่งผลต่อสิทธิในคดีอื่นต่อเนื่อง รวมทั้งแสดงถึงข้อห้ามมิให้นำข้อเท็จจริงใหม่ที่มิได้มีในฟ้องขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกา ซึ่งเป็นหลักสำคัญของกระบวนวิธีพิจารณาความอาญาในการคุ้มครองความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย IRAC Issue ผู้ร้องมีฐานะเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 หรือไม่ Rule ป.วิ.อ. มาตรา 2(4) กำหนดความหมายของผู้เสียหายว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิด ป.วิ.อ. มาตรา 30 กำหนดว่าผู้เสียหายอาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้ ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ยกข้อเท็จจริงใหม่ซึ่งมิได้มีมาในฟ้องขึ้นฎีกา ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง ว่าด้วยการตัดสิทธิทายาทในพินัยกรรม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 บัญญัติเกี่ยวกับผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุด Application การที่ผู้ร้องอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายมีส่วนของบิดาตนรวมอยู่ด้วย ถือเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ฟ้องมิได้กล่าวมา จึงไม่ชอบด้วย มาตรา 216 อีกทั้งมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ร้องเป็นทายาทที่ถูกตัดสิทธิไม่ให้รับมรดก ทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิในทรัพย์ของผู้ตาย การที่จำเลยโจรกรรมหรือโอนเงินจึงไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง เมื่อผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายตามมาตรา 2(4) ย่อมไม่มีสิทธิตามมาตรา 30 ในการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม Conclusion ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายและไม่อาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่าง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 633/2567 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ กรณีจึงไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากคำฟ้องได้ เมื่อฟ้องโจทก์ระบุเพียงว่าเป็นการกระทำต่อทรัพย์มรดกของผู้ตาย มิได้กล่าวอ้างว่ากระทำต่อทรัพย์มรดกของบิดาผู้ร้องที่ผู้ตายครอบครองแทน ดังนั้น ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายมีส่วนของบิดาผู้ร้องรวมอยู่ด้วย และผู้ร้องเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับทรัพย์มรดกในส่วนของบิดาจึงเป็นการนำข้อเท็จจริงซึ่งมิใช่การกระทำทั้งหลายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดและเป็นข้อที่มิได้กล่าวมาในฟ้องมาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับโดยแสดงเจตนาไว้ชัดแจ้ง ด้วยการระบุตัวผู้ร้องเป็นทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย การที่จำเลยจะใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ตายโอนเงินโดยมิชอบหรือลักทรัพย์ของผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายหรือไม่ ย่อมไม่ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา 30 ฎีกาย่อ คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดเกี่ยวกับการเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่น และลักทรัพย์ พร้อมเรียกให้คืนเงินกว่า 43 ล้านบาทแก่ผู้มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ระหว่างพิจารณา บุตรของผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยกคำร้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การขอเข้าเป็นโจทก์ต้องยึดข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเดิม ไม่อาจนำข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่ปรากฏในฟ้องมาอ้างได้ การที่ผู้ร้องอ้างว่าทรัพย์มรดกมีส่วนของบิดาตน จึงเป็นข้อเท็จจริงนอกฟ้องและเป็นฎีกาที่ไม่ชอบ สำหรับประเด็นผู้เสียหาย ศาลเห็นว่า ความผิดเกี่ยวกับข้อมูลคอมพิวเตอร์ ผู้เสียหายคือบริษัทหลักทรัพย์ ไม่ใช่ผู้ร้อง ส่วนความผิดเกี่ยวกับบัตรอิเล็กทรอนิกส์และลักทรัพย์ ผู้เสียหายคือผู้มีสิทธิรับมรดก แต่ปรากฏว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีแพ่งว่า ผู้ร้องถูกตัดสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรม คำพิพากษาดังกล่าวมีผลผูกพัน ทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก ดังนั้นแม้จะมีการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพย์ ผู้ร้องก็ไม่ถือว่าได้รับความเสียหาย ศาลจึงวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหาย และไม่มีสิทธิเข้าเป็นโจทก์ร่วม คำสั่งของศาลล่างที่ยกคำร้องจึงชอบแล้ว และพิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14), 91, 269/5, 334 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 7 ให้จำเลยคืนเงิน 43,280,000 บาท แก่ผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมายของนางพนิตนาฏ ผู้เสียหายที่ 3 ระหว่างพิจารณา นางชุติกาญจน์ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางพนิตนาฏ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง ผู้ร้องอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ทรัพย์มรดกของนางพนิตนาฏผู้ตายมีส่วนของนายวิทยาบิดาผู้ร้องรวมอยู่ด้วย ผู้ร้องจึงเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์นั้น เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ว่า ผู้ร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ โดยขอถือเอาคำฟ้องและพยานหลักฐานทั้งปวงเป็นพยานหลักฐานของผู้ร้อง เท่ากับว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ กรณีจึงไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากคำฟ้องได้ เมื่อคดีนี้ ฟ้องโจทก์ระบุเพียงว่าเป็นการกระทำต่อทรัพย์มรดกของผู้ตาย มิได้กล่าวอ้างว่ากระทำต่อทรัพย์มรดกของบิดาผู้ร้องที่ผู้ตายครอบครองแทน ดังนั้น ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายมีส่วนของบิดาผู้ร้องรวมอยู่ด้วย และผู้ร้องเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับทรัพย์มรดกในส่วนของบิดาจึงเป็นการนำข้อเท็จจริงซึ่งมิใช่การกระทำทั้งหลายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดและเป็นข้อที่มิได้กล่าวมาในฟ้องมาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดข้อหาเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ฟ้องโจทก์ระบุเพียงว่า บริษัทหลักทรัพย์ อ. เป็นผู้เสียหาย ผู้ร้องในฐานะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ส่วนกรณีความผิดข้อหาใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบและข้อหาลักทรัพย์ ฟ้องโจทก์ระบุว่า ผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายเป็นผู้เสียหาย ดังนี้ เมื่อคู่ความทุกฝ่ายรับกันว่า ก่อนคดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับโดยแสดงเจตนาไว้ชัดแจ้ง ด้วยการระบุตัวผู้ร้องเป็นทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคสอง คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย การที่จำเลยจะใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ตายโอนเงินโดยมิชอบหรือลักทรัพย์ของผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายหรือไม่ ย่อมไม่ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา 30 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ในกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายมีส่วนของบิดาผู้ร้องรวมอยู่ด้วย ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ส่วนดังกล่าวและยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้หรือไม่ โดยข้อเท็จจริงในคำฟ้องของอัยการมิได้กล่าวถึงทรัพย์ของบิดาผู้ร้องเลย และผู้ร้องยื่นคำร้องโดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของอัยการเพียงอย่างเดียว ประเด็นอยู่ที่ผู้ร้องสามารถยกข้อเท็จจริงเพิ่มเติมซึ่งไม่ได้อยู่ในคำฟ้องเพื่อสร้างฐานะผู้เสียหายของตนได้หรือไม่ ธงคำตอบ การที่ผู้ร้องอ้างว่าทรัพย์ของผู้ตายมีส่วนของบิดาตนรวมอยู่ด้วย ถือเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ และเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ ผู้ร้องจึงถูกจำกัดไม่ให้ยกข้อเท็จจริงอื่นนอกจากที่ปรากฏตามคำฟ้อง การนำข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นกล่าวในชั้นฎีกาย่อมขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจรับฟังได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิใช้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นฐานในการอ้างตนว่าเป็นผู้เสียหายและขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม ข้อ 2 เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนหน้านี้วินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมที่ผู้ตายจัดทำขึ้นเองทั้งหมด การวินิจฉัยดังกล่าวจะมีผลผูกพันต่อการพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกในภายหลังเพียงใด และผู้ร้องยังสามารถอ้างสิทธิในฐานะทายาทเพื่อเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมได้อีกหรือไม่ ธงคำตอบ เมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรม คำพิพากษาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเด็ดขาด เมื่อผู้ร้องไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก ความเสียหายใดที่เกิดจากการลักทรัพย์หรือโอนเงินย่อมไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามมาตรา 2(4) และไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 30 ได้อีก ข้อ 3 ในกรณีความผิดข้อหาเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์และโอนเงินจากบัญชีผู้ตายโดยมิชอบ ศาลจะพิจารณาสถานะผู้เสียหายของผู้ร้องอย่างไร เมื่อคำฟ้องระบุว่าบริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้เสียหายในส่วนของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และผู้มีสิทธิรับมรดกเป็นผู้เสียหายในส่วนของเงินในบัญชี การที่ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจะทำให้ผู้ร้องมีฐานะผู้เสียหายหรือไม่ ธงคำตอบ การพิจารณาผู้เสียหายในแต่ละความผิดต้องเป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์เป็นสำคัญ สำหรับความผิดข้อหาเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ คำฟ้องระบุว่าบริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้เสียหาย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในข้อหานี้ ส่วนความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นและลักทรัพย์จากบัญชี คำฟ้องระบุว่าผู้มีสิทธิรับมรดกเป็นผู้เสียหาย แต่เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดระบุว่าผู้ร้องถูกตัดสิทธิไม่ให้รับมรดก ผู้ร้องย่อมขาดความสัมพันธ์ในทรัพย์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามมาตรา 2(4) ความเสียหายใดที่เกิดแก่ทรัพย์ซึ่งผู้ร้องไม่มีสิทธิในทางกฎหมายย่อมไม่ทำให้ผู้ร้องมีฐานะเป็นผู้เสียหายได้ ข้อ 4 ประเด็นว่าผู้ร้องอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการในการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม มีผลอย่างไรต่อขอบเขตข้อเท็จจริงที่สามารถยกขึ้นกล่าวอ้าง และเหตุใดศาลจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำมาเพิ่มเติมในชั้นฎีกาเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์ของบิดาผู้ร้อง ธงคำตอบ เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ ผู้ร้องถือเอาคำฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์เป็นของตนด้วย การอ้างสิทธิในฐานะผู้เสียหายจึงจำกัดอยู่ภายในขอบเขตข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเท่านั้น เมื่อคำฟ้องมิได้กล่าวถึงสิทธิในทรัพย์ของบิดาผู้ร้อง การนำข้อเท็จจริงใหม่ดังกล่าวขึ้นกล่าวในชั้นฎีกาจึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ซึ่งห้ามไม่ให้ยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา ศาลจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำมาเพิ่มเติมได้ ข้อ 5 การวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม จะมีนัยสำคัญอย่างไรต่อการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดก และหลักการเรื่อง “ผู้เสียหายโดยตรง” มีบทบาทในคดีนี้อย่างไร ธงคำตอบ ศาลฎีกายึดหลักว่าผู้เสียหายต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดตามมาตรา 2(4) ซึ่งเป็นหลักการที่ป้องกันไม่ให้ผู้ไม่มีสิทธิในทรัพย์หรือไม่มีส่วนได้เสียตามกฎหมายเข้ามาแทรกแซงการดำเนินคดี เมื่อผู้ร้องถูกตัดสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมและคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดก และความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์ดังกล่าวย่อมไม่เกี่ยวข้องกับผู้ร้องโดยตรง การยืนยันหลักการนี้มีผลทำให้ขั้นตอนการดำเนินคดีอาญาชัดเจน โปร่งใส และจำกัดสิทธิในการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมเฉพาะผู้เสียหายตัวจริงเท่านั้น การตีความดังกล่าวช่วยคุ้มครองทั้งกระบวนพิจารณาและสิทธิของคู่ความที่แท้จริงในคดี |




