ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




สิทธิผู้เสียหายในคดีทรัพย์มรดกและการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม(ฎีกา 633/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 633/2567, การวินิจฉัยสิทธิผู้เสียหายในคดีอาญา, หลักเกณฑ์การเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30, การตีความคำว่า ผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(4), ผลของพินัยกรรมที่ตัดทายาทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608, การใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ตายโดยมิชอบ, ความรับผิดในคดีโอนเงินและลักทรัพย์มรดก, ผลของคำพิพากษาถึงที่สุดตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145, การนำข้อเท็จจริงใหม่ฎีกาที่ฟ้องมิได้กล่าวไว้, ขอบเขตสิทธิทายาทในคดีอาญาที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดก

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยสิทธิของบุคคลที่จะถือเป็นผู้เสียหายและใช้สิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญาที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกของผู้ตาย โดยมีประเด็นสำคัญว่าผู้ร้องอ้างสิทธิจากส่วนมรดกของบิดาที่เชื่อว่ารวมอยู่ในทรัพย์ของผู้ตาย แต่ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ อีกทั้งยังมีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนหน้าแล้วว่าผู้ตายได้ทำพินัยกรรมตัดสิทธิผู้ร้องมิให้รับมรดก ศาลฎีกาจึงต้องพิจารณาว่าผู้ร้องยังมีฐานะเป็นผู้เสียหายหรือไม่ และมีสิทธิทางกฎหมายเพียงพอที่จะยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้นไต่สวนคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของผู้ร้องแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง เห็นว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายและไม่มีสิทธิใช้สิทธิยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมในคดีอาญานี้

2 ศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้วพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยให้เหตุผลเพิ่มเติมว่ามีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนหน้าแล้วว่าผู้ร้องเป็นทายาทที่ถูกตัดสิทธิรับมรดก ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายและไม่ใช่ผู้เสียหาย

3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้ร้องไม่สามารถอ้างข้อเท็จจริงใหม่ที่มิได้ปรากฏในฟ้อง อีกทั้งถูกตัดสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรม จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ปวิอ มาตรา 2(4) และไม่มีสิทธิตามมาตรา 30 ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

สรุปข้อเท็จจริง

คดีนี้พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องจำเลยในความผิดฐานเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้ตายโดยมิชอบ ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ตายโอนเงิน และลักทรัพย์เป็นเงินจำนวนกว่า 43 ล้านบาท อันเป็นทรัพย์มรดกของผู้ตาย

ระหว่างพิจารณา ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม โดยอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายมีส่วนของบิดาตนรวมอยู่ด้วย ตนจึงเป็นผู้เสียหายที่มีสิทธิรับมรดกส่วนดังกล่าว แต่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ผู้ร้องฎีกา

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยว่า ผู้ร้องมีฐานะเป็น “ผู้เสียหาย” และมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาหรือไม่ โดยศาลฎีกาอาศัยหลักกฎหมายว่าผู้ร้องถูกตัดสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรม จึงไม่มีสิทธิในทรัพย์ของผู้ตาย และไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรงตามกฎหมาย

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้อยู่ที่หลักเรื่องผู้เสียหาย ข้อจำกัดการอ้างข้อเท็จจริงใหม่ และผลของคำพิพากษาถึงที่สุด

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 ผู้เสียหาย ปวิอ มาตรา 2(4)

เป็นหัวใจหลักของคดี ศาลต้องพิจารณาว่าผู้ร้องได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดหรือไม่ เมื่อผู้ร้องถูกตัดสิทธิรับมรดกแล้ว ทรัพย์ของผู้ตายมิได้เป็นสิทธิของผู้ร้อง จึงไม่เกิดความเสียหายโดยตรง

2 สิทธิยื่นคำร้องเป็นโจทก์ร่วม ปวิอ มาตรา 30

ผู้มีสิทธิยื่นเป็นโจทก์ร่วมได้เฉพาะผู้เสียหายเท่านั้น เมื่อผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง จึงไม่มีสถานะและไม่มีสิทธิใช้กระบวนวิธีนี้

3 ห้ามยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา ปวิอ มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

ประเด็นที่ผู้ร้องอ้างว่ามีทรัพย์ของบิดารวมในมรดกผู้ตายเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ฟ้องไม่ได้กล่าวไว้ จึงไม่อาจหยิบยกขึ้นฎีกาได้ เป็นประเด็นที่ศาลใช้ยกคำร้องส่วนนี้โดยตรง

4 ผลของพินัยกรรมตัดทายาท ปพพ มาตรา 1608 วรรคสอง

ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่าผู้ร้องเป็นทายาทถูกตัดสิทธิ การวินิจฉัยนี้ทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตายในทุกกรณี

5 ผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุด ปวิพ มาตรา 145 ประกอบ ปวิอ มาตรา 15

เมื่อคำพิพากษาก่อนหน้าถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องถูกผูกพันว่าไม่มีสิทธิรับมรดก ข้อเท็จจริงนี้ถูกใช้เป็นฐานสำคัญในการวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายในคดีปัจจุบัน

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า

1 ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ จึงไม่อาจฟังข้อเท็จจริงนอกเหนือจากคำฟ้องได้

2 คำฟ้องโจทก์มิได้กล่าวอ้างว่าทรัพย์ที่ถูกลักหรือถูกโอนมีส่วนของบิดาผู้ร้องรวมอยู่ด้วย การที่ผู้ร้องฎีกานำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาอ้าง จึงเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่มิได้อยู่ในฟ้อง ไม่อาจยกขึ้นว่ากล่าวในชั้นฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

3 มีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนหน้าแล้วว่าผู้ตายทำพินัยกรรมระบุตัดสิทธิผู้ร้องไม่ให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง ซึ่งผูกพันผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

4 เมื่อผู้ร้องไม่มีสิทธิรับมรดกของผู้ตาย ย่อมไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(4) ในข้อหาลักทรัพย์หรือใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ตายโดยมิชอบ

5 ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมตาม ป.วิ.อ. มาตรา 30

ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์

การขยายความประเด็นทางกฎหมาย

1 ขอบเขตคำว่า ผู้เสียหาย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2(4)

หลักกฎหมายกำหนดว่า ผู้เสียหาย หมายถึงผู้ซึ่งได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิด

ศาลจึงตรวจสอบว่า ผู้ร้องได้รับความเสียหายโดยตรงหรือไม่

เมื่อผู้ร้องถูกตัดสิทธิรับมรดกแล้ว ทรัพย์ของผู้ตายมิใช่ทรัพย์ที่ผู้ร้องมีสิทธิในทางกฎหมายอีกต่อไป

ความเสียหายใดที่เกิดขึ้นแก่ทรัพย์ดังกล่าวจึงไม่ใช่ความเสียหายของผู้ร้องโดยตรง

2 ข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่อยู่ในฟ้อง

หลักการสำคัญในคดีอาญาคือ ศาลต้องพิจารณาตามฟ้องของโจทก์

หากจำเลยหรือผู้ร้องอ้างข้อเท็จจริงที่ฟ้องไม่ได้กล่าวไว้ ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่อาจวินิจฉัยได้

การอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายมีทรัพย์ของบิดาผู้ร้องรวมอยู่ด้วยนั้น จึงเป็นการอ้างข้อเท็จจริงใหม่ที่ต้องห้าม

3 ผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนหน้า

เมื่อศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยถึงที่สุดว่าผู้ร้องเป็นทายาทผู้ถูกตัดสิทธิแล้ว

คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันคู่ความทุกฝ่ายในทุกคดีที่เกี่ยวข้อง

ดังนั้น ผู้ร้องไม่อาจอ้างสิทธิรับมรดกในคดีนี้ได้อีก

4 สิทธิขอยื่นเป็นโจทก์ร่วม (มาตรา 30)

ผู้ที่จะยื่นเข้าร่วมเป็นโจทก์ได้ ต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง

เมื่อผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายแล้ว จึงไม่มีสิทธิใช้ช่องทางดังกล่าว

ข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ตอกย้ำหลักการสำคัญเกี่ยวกับฐานะผู้เสียหายในคดีอาญา โดยผู้ร้องจะต้องมีสิทธิในทรัพย์หรือประโยชน์ที่ถูกกระทบโดยตรงเท่านั้น อีกทั้งยังสะท้อนหลักความผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุดที่ส่งผลต่อสิทธิในคดีอื่นต่อเนื่อง รวมทั้งแสดงถึงข้อห้ามมิให้นำข้อเท็จจริงใหม่ที่มิได้มีในฟ้องขึ้นต่อสู้ในชั้นฎีกา ซึ่งเป็นหลักสำคัญของกระบวนวิธีพิจารณาความอาญาในการคุ้มครองความเป็นธรรมแก่คู่ความทุกฝ่าย

IRAC 

Issue

ผู้ร้องมีฐานะเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 30 หรือไม่

Rule

ป.วิ.อ. มาตรา 2(4) กำหนดความหมายของผู้เสียหายว่าเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิด

ป.วิ.อ. มาตรา 30 กำหนดว่าผู้เสียหายอาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้

ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้ยกข้อเท็จจริงใหม่ซึ่งมิได้มีมาในฟ้องขึ้นฎีกา

ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง ว่าด้วยการตัดสิทธิทายาทในพินัยกรรม

ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 บัญญัติเกี่ยวกับผลผูกพันของคำพิพากษาถึงที่สุด

Application

การที่ผู้ร้องอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายมีส่วนของบิดาตนรวมอยู่ด้วย ถือเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ฟ้องมิได้กล่าวมา จึงไม่ชอบด้วย มาตรา 216

อีกทั้งมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าผู้ร้องเป็นทายาทที่ถูกตัดสิทธิไม่ให้รับมรดก ทำให้ผู้ร้องไม่มีสิทธิในทรัพย์ของผู้ตาย การที่จำเลยโจรกรรมหรือโอนเงินจึงไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้ร้อง

เมื่อผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายตามมาตรา 2(4) ย่อมไม่มีสิทธิตามมาตรา 30 ในการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม

Conclusion

ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายตามกฎหมายและไม่อาจยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมได้ ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลล่าง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 633/2567 

ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ กรณีจึงไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากคำฟ้องได้ เมื่อฟ้องโจทก์ระบุเพียงว่าเป็นการกระทำต่อทรัพย์มรดกของผู้ตาย มิได้กล่าวอ้างว่ากระทำต่อทรัพย์มรดกของบิดาผู้ร้องที่ผู้ตายครอบครองแทน ดังนั้น ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายมีส่วนของบิดาผู้ร้องรวมอยู่ด้วย และผู้ร้องเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับทรัพย์มรดกในส่วนของบิดาจึงเป็นการนำข้อเท็จจริงซึ่งมิใช่การกระทำทั้งหลายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดและเป็นข้อที่มิได้กล่าวมาในฟ้องมาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 216 วรรคหนึ่ง

ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับโดยแสดงเจตนาไว้ชัดแจ้ง ด้วยการระบุตัวผู้ร้องเป็นทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1608 วรรคสอง คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันผู้ร้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 145 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15 ว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย การที่จำเลยจะใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ตายโอนเงินโดยมิชอบหรือลักทรัพย์ของผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายหรือไม่ ย่อมไม่ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตาม ป.วิ.อ. มาตรา 2 (4) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา 30

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 1 (14), 91, 269/5, 334 พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 3, 7 ให้จำเลยคืนเงิน 43,280,000 บาท แก่ผู้มีสิทธิได้รับมรดกตามกฎหมายของนางพนิตนาฏ ผู้เสียหายที่ 3

ระหว่างพิจารณา นางชุติกาญจน์ บุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของนางพนิตนาฏ ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

ศาลชั้นต้นไต่สวนแล้วมีคำสั่งยกคำร้อง

ผู้ร้องอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ผู้ร้องฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของผู้ร้องว่า ผู้ร้องเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ โดยผู้ร้องฎีกาว่า ทรัพย์มรดกของนางพนิตนาฏผู้ตายมีส่วนของนายวิทยาบิดาผู้ร้องรวมอยู่ด้วย ผู้ร้องจึงเป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์นั้น เห็นว่า ผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ว่า ผู้ร้องขอเข้าเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการ โดยขอถือเอาคำฟ้องและพยานหลักฐานทั้งปวงเป็นพยานหลักฐานของผู้ร้อง เท่ากับว่าผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ กรณีจึงไม่อาจฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอื่นนอกเหนือจากคำฟ้องได้ เมื่อคดีนี้ ฟ้องโจทก์ระบุเพียงว่าเป็นการกระทำต่อทรัพย์มรดกของผู้ตาย มิได้กล่าวอ้างว่ากระทำต่อทรัพย์มรดกของบิดาผู้ร้องที่ผู้ตายครอบครองแทน ดังนั้น ที่ผู้ร้องฎีกาอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายมีส่วนของบิดาผู้ร้องรวมอยู่ด้วย และผู้ร้องเป็นทายาทผู้มีสิทธิรับทรัพย์มรดกในส่วนของบิดาจึงเป็นการนำข้อเท็จจริงซึ่งมิใช่การกระทำทั้งหลายที่โจทก์อ้างว่าจำเลยได้กระทำผิดและเป็นข้อที่มิได้กล่าวมาในฟ้องมาขอให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ฎีกาของผู้ร้องในข้อนี้จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยเพียงว่า ผู้ร้องซึ่งเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตาย เป็นผู้เสียหายและมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์หรือไม่ เห็นว่า สำหรับความผิดข้อหาเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึงโดยเฉพาะ และมาตรการนั้นมิได้มีไว้สำหรับตน ฟ้องโจทก์ระบุเพียงว่า บริษัทหลักทรัพย์ อ. เป็นผู้เสียหาย ผู้ร้องในฐานะบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจึงไม่ใช่ผู้เสียหาย ส่วนกรณีความผิดข้อหาใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบและข้อหาลักทรัพย์ ฟ้องโจทก์ระบุว่า ผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายเป็นผู้เสียหาย ดังนี้ เมื่อคู่ความทุกฝ่ายรับกันว่า ก่อนคดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าผู้ตายทำพินัยกรรมแบบเขียนเองทั้งฉบับโดยแสดงเจตนาไว้ชัดแจ้ง ด้วยการระบุตัวผู้ร้องเป็นทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1608 วรรคสอง คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันผู้ร้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตาย การที่จำเลยจะใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้ตายโอนเงินโดยมิชอบหรือลักทรัพย์ของผู้มีสิทธิได้รับมรดกของผู้ตายหรือไม่ ย่อมไม่ทำให้ผู้ร้องได้รับความเสียหาย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 2 (4) และไม่มีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ตามมาตรา 30 ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาว่า ผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายที่จะมีสิทธิยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์กับพนักงานอัยการ และพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องมานั้น ชอบแล้ว ฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

ในกรณีที่ผู้ร้องอ้างว่าทรัพย์มรดกของผู้ตายมีส่วนของบิดาผู้ร้องรวมอยู่ด้วย ผู้ร้องจึงเป็นผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์ส่วนดังกล่าวและยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมกับพนักงานอัยการได้หรือไม่ โดยข้อเท็จจริงในคำฟ้องของอัยการมิได้กล่าวถึงทรัพย์ของบิดาผู้ร้องเลย และผู้ร้องยื่นคำร้องโดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของอัยการเพียงอย่างเดียว ประเด็นอยู่ที่ผู้ร้องสามารถยกข้อเท็จจริงเพิ่มเติมซึ่งไม่ได้อยู่ในคำฟ้องเพื่อสร้างฐานะผู้เสียหายของตนได้หรือไม่

ธงคำตอบ

การที่ผู้ร้องอ้างว่าทรัพย์ของผู้ตายมีส่วนของบิดาตนรวมอยู่ด้วย ถือเป็นข้อเท็จจริงใหม่ที่ไม่ปรากฏในคำฟ้องของโจทก์ และเมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ ผู้ร้องจึงถูกจำกัดไม่ให้ยกข้อเท็จจริงอื่นนอกจากที่ปรากฏตามคำฟ้อง การนำข้อเท็จจริงใหม่ขึ้นกล่าวในชั้นฎีกาย่อมขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจรับฟังได้ ผู้ร้องจึงไม่มีสิทธิใช้ข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นฐานในการอ้างตนว่าเป็นผู้เสียหายและขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม

ข้อ 2

เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดก่อนหน้านี้วินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรมที่ผู้ตายจัดทำขึ้นเองทั้งหมด การวินิจฉัยดังกล่าวจะมีผลผูกพันต่อการพิจารณาคดีอาญาที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดกในภายหลังเพียงใด และผู้ร้องยังสามารถอ้างสิทธิในฐานะทายาทเพื่อเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมได้อีกหรือไม่

ธงคำตอบ

เมื่อศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดวินิจฉัยว่าผู้ร้องเป็นทายาทผู้ถูกตัดมิให้รับมรดกตามพินัยกรรม คำพิพากษาดังกล่าวย่อมมีผลผูกพันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 145 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ว่าผู้ร้องไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดกของผู้ตายโดยเด็ดขาด เมื่อผู้ร้องไม่มีสิทธิในทรัพย์มรดก ความเสียหายใดที่เกิดจากการลักทรัพย์หรือโอนเงินย่อมไม่ใช่ความเสียหายโดยตรงของผู้ร้อง ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามมาตรา 2(4) และไม่อาจใช้สิทธิยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 30 ได้อีก

ข้อ 3

ในกรณีความผิดข้อหาเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์และโอนเงินจากบัญชีผู้ตายโดยมิชอบ ศาลจะพิจารณาสถานะผู้เสียหายของผู้ร้องอย่างไร เมื่อคำฟ้องระบุว่าบริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้เสียหายในส่วนของข้อมูลคอมพิวเตอร์ และผู้มีสิทธิรับมรดกเป็นผู้เสียหายในส่วนของเงินในบัญชี การที่ผู้ร้องเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของผู้ตายจะทำให้ผู้ร้องมีฐานะผู้เสียหายหรือไม่

ธงคำตอบ

การพิจารณาผู้เสียหายในแต่ละความผิดต้องเป็นไปตามคำฟ้องของโจทก์เป็นสำคัญ สำหรับความผิดข้อหาเข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ คำฟ้องระบุว่าบริษัทหลักทรัพย์เป็นผู้เสียหาย ผู้ร้องจึงไม่ใช่ผู้เสียหายในข้อหานี้ ส่วนความผิดฐานใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นและลักทรัพย์จากบัญชี คำฟ้องระบุว่าผู้มีสิทธิรับมรดกเป็นผู้เสียหาย แต่เมื่อมีคำพิพากษาถึงที่สุดระบุว่าผู้ร้องถูกตัดสิทธิไม่ให้รับมรดก ผู้ร้องย่อมขาดความสัมพันธ์ในทรัพย์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายตามมาตรา 2(4) ความเสียหายใดที่เกิดแก่ทรัพย์ซึ่งผู้ร้องไม่มีสิทธิในทางกฎหมายย่อมไม่ทำให้ผู้ร้องมีฐานะเป็นผู้เสียหายได้

ข้อ 4

ประเด็นว่าผู้ร้องอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการในการขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม มีผลอย่างไรต่อขอบเขตข้อเท็จจริงที่สามารถยกขึ้นกล่าวอ้าง และเหตุใดศาลจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำมาเพิ่มเติมในชั้นฎีกาเกี่ยวกับสิทธิในทรัพย์ของบิดาผู้ร้อง

ธงคำตอบ

เมื่อผู้ร้องยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์โดยอาศัยสิทธิตามคำฟ้องของพนักงานอัยการ ผู้ร้องถือเอาคำฟ้องและพยานหลักฐานของโจทก์เป็นของตนด้วย การอ้างสิทธิในฐานะผู้เสียหายจึงจำกัดอยู่ภายในขอบเขตข้อเท็จจริงตามคำฟ้องเท่านั้น เมื่อคำฟ้องมิได้กล่าวถึงสิทธิในทรัพย์ของบิดาผู้ร้อง การนำข้อเท็จจริงใหม่ดังกล่าวขึ้นกล่าวในชั้นฎีกาจึงขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 วรรคหนึ่ง ซึ่งห้ามไม่ให้ยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา ศาลจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำมาเพิ่มเติมได้

ข้อ 5

การวินิจฉัยว่าผู้ร้องไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีสิทธิยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม จะมีนัยสำคัญอย่างไรต่อการดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวกับทรัพย์มรดก และหลักการเรื่อง “ผู้เสียหายโดยตรง” มีบทบาทในคดีนี้อย่างไร

ธงคำตอบ

ศาลฎีกายึดหลักว่าผู้เสียหายต้องเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำความผิดตามมาตรา 2(4) ซึ่งเป็นหลักการที่ป้องกันไม่ให้ผู้ไม่มีสิทธิในทรัพย์หรือไม่มีส่วนได้เสียตามกฎหมายเข้ามาแทรกแซงการดำเนินคดี เมื่อผู้ร้องถูกตัดสิทธิรับมรดกตามพินัยกรรมและคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ผู้ร้องไม่ใช่ผู้มีสิทธิในทรัพย์มรดก และความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์ดังกล่าวย่อมไม่เกี่ยวข้องกับผู้ร้องโดยตรง การยืนยันหลักการนี้มีผลทำให้ขั้นตอนการดำเนินคดีอาญาชัดเจน โปร่งใส และจำกัดสิทธิในการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมเฉพาะผู้เสียหายตัวจริงเท่านั้น การตีความดังกล่าวช่วยคุ้มครองทั้งกระบวนพิจารณาและสิทธิของคู่ความที่แท้จริงในคดี




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา

การนับโทษจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดและข้อจำกัดมาตรา 190(ฎีกา 322/2567)
คดีไม่ไปรายงานตัวทหาร ศาลฎีกายกฟ้องแม้จำเลยรับสารภาพเหตุไร้เจตนา(ฎีกาที่ 532/2567)
อำนาจฟ้องละเมิดกรณีเพลิงไหม้จากงานรัฐ(ฎีกา 613/2567)
คดีแข่งรถในทาง การห้ามฎีกาข้อเท็จจริง(ฎีกาที่ 781/2567)
ยอมความคดีแพ่งไม่ทำให้คดีอาญาระงับ,ป.วิ.อ. ม.39(2), (ฎีกา 3681/2568)
คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ & โรแมนซ์สแกม (ฎีกา 1207/2567)
สิทธิคดีอาญาระงับ, สิทธิคดีแพ่งหลังจำเลยถึงแก่ความตาย (ฎีกา 2232/2567)
ฟ้องต่างข้อเท็จจริงสาระสำคัญ ยกฟ้องจำเลยฐานยักยอก,ป.วิ.อ. มาตรา 158, (ฎีกา 2427/2567)
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)-ฎีกา 6820/2567
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)ป.วิ.อ. มาตรา 84 (ฎีกา 6820/2567)
(ฎีกา 324/2568) สิทธิฟ้อง, โจทก์ร่วม, อุบัติเหตุจราจร
(ฎีกาที่ 3462/2567): อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและฟอกเงิน
(ฎีกาที่ 3672/2567): การทำร้ายร่างกายและการตีความการเพิ่มโทษในชั้นอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567: คดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน และประเด็นความชอบด้วยกฎหมายในคดีส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567 การลักทรัพย์นายจ้างหลายกรรม และการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2567: คดีลักทรัพย์-ขาดเจตนาทุจริต แต่ยังมีหน้าที่คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน
ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา – ความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยานกับบทบาทของพนักงานสอบสวน(ฎีกาที่ 8082/2567)
อำนาจฟ้องในคดีอาญาเมื่อสอบสวนโดยตำรวจผิดพื้นที่: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2568
การถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน, ความผิดฐานฟ้องเท็จ, มูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
โจทก์ร่วมในคดีอาญา, การใช้สิทธิผู้เสียหายแทนโจทก์ร่วมเดิม, การสืบสิทธิในคดีอาญา,
แก้ไขฟ้องคดีอาญา ป.วิ.อ. มาตรา 163, อำนาจพนักงานอัยการในคดีทุจริต, บทบาทอัยการสูงสุดตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการ(ฎีกา5234/2566)
ศาลลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด, อุทธรณ์คำพิพากษา, ขอให้เพิ่มโทษ,
อำนาจฟ้อง, คู่ความในคดี, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย,
การพิจารณาคดีไต่สวนมูลฟ้อง, คำสั่งศาลที่เด็ดขาด,
ถ้อยคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจพนักงานสอบสวน & ฎีกาต้องห้ามข้อเท็จจริงคดีอาวุธปืน (ฎีกา 1016/2567)
บันดาลโทสะลดโทษคดีทำร้ายร่างกาย & อำนาจศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัย (ฎีกา 1109/2567)
ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1
ฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม
แก้ไขโทษของความผิดถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยห้ามฎีกา
ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
อำนาจสอบสวนของกองปราบปราม
คำให้การชั้นสอบสวนแทนการสืบพยานในชั้นพิจารณา
ลดมาตราส่วนโทษในความผิดต้องห้ามฎีกา
ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด
คำรับสารภาพมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 157
พยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ
การกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอมสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ
ผู้เสียหายไม่มาเบิกความเป็นพยานในศาล
ผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย(บุตร)
ความรับผิดในทางแพ่ง-ผู้เสียหายโดยนิตินัย
การบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด
กรณีไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียง-พิมพ์คำฟ้องโจทก์
คดีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญายื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายค้นได้
ศาลชั้นต้นยกอายุความมายกคำร้อง ม.44/1 ไม่ชอบ
ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา | เรียกค่าเสียหาย
นายแพทย์กระทำอนาจารคนไข้อายุกว่า 15 ปี จำคุก 3 ปี ปรับ 20,000 บาท
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่แทนการยื่นอุทธรณ์
ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง ผู้ต้องหาอุทธรณ์
โจทก์ขอให้ลงโทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
แก้ไขคำพิพากษาที่อ่านแล้ว
จำคุกไม่เกิน5ปีห้ามคู่ความฎีกาข้อเท็จจริง
ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกายกฟ้อง
ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาห้ามอุทธรณ์
การกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในฟ้อง
ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิด
พิพากษาถึงข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง
เพื่อการอนาจารเป็นเจตนาพิเศษ | การบรรยายฟ้อง
ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ | คดีถึงที่สุด
ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า
คำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวห้ามอุทธรณ์
มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา
อำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้อุทธรณ์-ฎีกา
ฎีกาไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์-ฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คดีขาดอายุความจึงชอบที่ศาลจะยกฟ้อง
คดีถึงที่สุดเมื่อครบกำหนดยื่นฎีกา
การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย
ต้องห้ามฎีกาเพราะไม่ได้อุทธรณ์ไว้
ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อย-จำคุกไม่เกินห้าปีห้ามฎีกา
กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม
โจทก์ฟ้องผิดวันจำเลยหลงต่อสู้
โต้แย้งดุลพิจนิจในการรับฟังพยานหลักฐาน