ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




แข่งรถในทางมีโทษอะไรบ้าง? อุทธรณ์แล้วฎีกาได้ไหม และเมื่อไรคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 781/2567, การห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี, การอนุญาตฎีกาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 ตามมาตรา 221, การตีความบทบัญญัติเกี่ยวกับคดีแข่งรถในทางตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก, ประเด็นการลงโทษจำคุกและการแปลงเป็นโทษกักขัง, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่, หลักเกณฑ์การอุทธรณ์และฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง, ความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญในกระบวนพิจารณาคดีอาญา กล่าวคือ การจำกัดสิทธิในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อศาลอุทธรณ์ไม่ได้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ประกอบมาตรา 221 ซึ่งใช้บังคับอย่างเข้มงวดในคดีอาญา โดยเฉพาะคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษและศาลอุทธรณ์เพียงแก้ไขรายละเอียดบางส่วนแต่ไม่ได้กลับคำพิพากษาในส่วนสาระสำคัญ เช่น คดีแข่งรถในทางตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง แต่เป็นการอนุญาตที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 219 ตรี จึงไม่อาจเปิดทางให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลดโทษหรือรอการลงโทษได้

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ลงโทษจำคุกคนละ 2 เดือน ลดโทษเหลือคนละ 1 เดือน 10 วัน และแปลงเป็นโทษกักขังตามกฎหมาย ริบรถยนต์ของกลาง และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 เป็นเวลา 6 เดือน

2. ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เฉพาะระยะเวลาพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 เป็น 180 วัน นอกจากนั้นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าศาลอุทธรณ์มิได้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเป็นคดีที่ห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 219 ตรี การอนุญาตฎีกาของศาลอุทธรณ์เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (8), 134, 160 วรรคสาม และ 160 ทวิ รวมทั้งขอให้ริบรถยนต์ที่ใช้เป็นของกลางและพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 โดยกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นอันตรายต่อสาธารณะ

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ แต่ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่ามีพยานหลักฐานรับฟังได้ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุกคนละ 2 เดือน ลดโทษหนึ่งในสามคงเหลือจำคุกคนละ 1 เดือน 10 วัน และแปลงโทษจำคุกเป็นโทษกักขังตามมาตรา 23 ประมวลกฎหมายอาญา พร้อมริบรถยนต์ของกลาง และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่จำเลยที่ 2 เป็นเวลา 6 เดือน

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เพียงระยะเวลาการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 จาก 6 เดือนเป็น 180 วัน นอกจากนั้นให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น

จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงเรื่องสมควรลดโทษและรอการลงโทษ

ศาลฎีกาตรวจดูคำพิพากษาศาลอุทธรณ์พบว่าศาลอุทธรณ์มิได้กลับคำพิพากษาในส่วนโทษกักขัง จึงเป็นคดีที่ห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามมาตรา 219 ตรี การอนุญาตฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความ “ข้อจำกัดสิทธิในการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา โดยเฉพาะมาตรา 219 ตรี และมาตรา 221 ซึ่งกำหนดขอบเขตอย่างชัดเจนว่าหากศาลอุทธรณ์มิได้ “กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น” ก็ไม่อาจยื่นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ แม้ศาลอุทธรณ์จะอนุญาตก็ตาม การอนุญาตดังกล่าวย่อมไม่มีผลผูกพันศาลฎีกา คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการจำกัดสิทธิของคู่ความในการยกปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นให้ศาลฎีกาวินิจฉัย

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี และมาตรา 221

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง (มาตรา 219 ตรี)

ประเด็นหลักของคดีคือ ศาลฎีกาย้ำว่าหากศาลอุทธรณ์ไม่กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น แม้จะแก้ไขเล็กน้อยในรายละเอียด ก็ยังคงเป็นคดีที่ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 219 ตรี โดยเด็ดขาด

2. ศาลอุทธรณ์ไม่กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้เฉพาะระยะเวลาพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ไม่ใช่การ “กลับคำพิพากษา” ในสาระสำคัญ เช่น โทษกักขัง จึงยังเป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง

3. การอนุญาตฎีกาที่ไม่ชอบตามมาตรา 221

แม้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง แต่เนื่องจากมาตรา 221 ให้อำนาจอนุญาตเฉพาะคดีที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218–220 ไม่ครอบคลุมมาตรา 219 ตรี การอนุญาตจึงไม่ชอบและไม่มีผลให้ศาลฎีกาพิจารณาได้

4. ความสิ้นสุดของข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เมื่อเป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง ผลคือคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนข้อเท็จจริงถือเป็นที่สุด ศาลฎีกาไม่อาจรื้อพิจารณาข้อเท็จจริงใหม่ เช่น การลดโทษหรือรอการลงโทษ

5. คดีแข่งรถในทางและการลงโทษของศาลชั้นต้น

แม้แก่นคดีอยู่ที่วิธีพิจารณา แต่คดีกำเนิดจากการกระทำผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งศาลชั้นต้นลงโทษกักขังและริบรถยนต์ของกลาง ประเด็นนี้เป็นพื้นฐานข้อเท็จจริงที่ทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องสิทธิในการฎีกา

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยอาศัยหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ซึ่งกำหนดให้ “ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในกรณีที่ศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น” โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 ได้แก้ไขเฉพาะระยะเวลาการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ซึ่งเป็นรายละเอียดปลีกย่อย มิใช่การกลับคำพิพากษาในสาระสำคัญ เช่น โทษกักขังหรือความผิด

ดังนั้น คดีนี้จึงเข้าเกณฑ์คดีที่ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง ไม่ว่าศาลอุทธรณ์จะได้อนุญาตหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากมาตรา 221 กำหนดให้ศาลอุทธรณ์อนุญาตฎีกาได้เฉพาะในคดีที่ห้ามฎีกาตามมาตรา 218–220 เท่านั้น ไม่ครอบคลุมมาตรา 219 ตรี

ศาลฎีกาจึงไม่อาจรับฎีกาของจำเลยที่ยกประเด็นข้อเท็จจริงเพื่อขอลดโทษหรือรอการลงโทษได้ จึงพิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง

การขยายความประเด็นกฎหมายสำคัญ

1. หลักการห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 219 ตรี

มาตรานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจำกัดกระบวนการพิจารณาซ้ำซ้อนในคดีที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ทำให้คำพิพากษาศาลชั้นต้นถือเป็นที่สุดในปัญหาข้อเท็จจริง เพื่อประหยัดเวลาและทรัพยากรของศาล

2. ขอบเขตการอนุญาตฎีกาของศาลอุทธรณ์

มาตรา 221 ระบุว่า ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาในศาลอุทธรณ์สามารถอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะคดีที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218, 219, 220 เท่านั้น มิใช่มาตรา 219 ตรี

ดังนั้น แม้ศาลอุทธรณ์จะอนุญาต แต่การอนุญาตนั้น “ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” และไม่มีผลผูกพันศาลฎีกา

3. การแปลงโทษจำคุกเป็นโทษกักขัง

เป็นการดำเนินการตามมาตรา 23 ประมวลกฎหมายอาญา เมื่อเห็นสมควรให้ใช้โทษที่มีลักษณะรุนแรงน้อยกว่า แต่ยังคงเป็นโทษอาญาเช่นเดิม

4. ความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต

คดีนี้สะท้อนถึงทิศทางของรัฐในการปราบปรามการแข่งรถในทางซึ่งเป็นภัยต่อความปลอดภัยสาธารณะ โดยกฎหมายกำหนดโทษจำคุกหรือกักขังริบของกลางและพักใช้ใบอนุญาตขับขี่

IRAC 

Issue (ประเด็นปัญหา)

เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนโทษกักขัง จำเลยมีสิทธฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลดโทษหรือรอการลงโทษได้หรือไม่ ภายใต้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี และมาตรา 221

Rule (กฎเกณฑ์กฎหมาย)

มาตรา 219 ตรี

“ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อศาลอุทธรณ์มิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น”

มาตรา 221

ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะคดีที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218–220 เท่านั้น

Application (การปรับใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริง)

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้ไขเพียงระยะเวลาพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นรายละเอียดปลีกย่อย มิได้กลับคำพิพากษาในส่วนโทษกักขังหรือสาระสำคัญของคดี ดังนั้น คดีนี้จึงเป็นคดีที่เข้าหลัก “ห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง” ตามมาตรา 219 ตรี โดยเคร่งครัด

แม้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์จะได้อนุญาตให้จำเลยฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง แต่เป็นการอนุญาตที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากอยู่นอกเหนืออำนาจตามมาตรา 221 จึงไม่มีผลผูกพันหรือเปิดช่องให้ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อเท็จจริงได้

Conclusion (ข้อสรุป)

จำเลยไม่อาจฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาไม่รับฎีกาและพิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง

ข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้เป็นแนวทางสำคัญที่ศาลฎีกายืนยันหลักการจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง โดยเฉพาะเมื่อศาลอุทธรณ์ไม่ได้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น การตีความมาตรา 219 ตรี และมาตรา 221 ต้องเคร่งครัด เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีความแน่นอน มีประสิทธิภาพ และหลีกเลี่ยงการดำเนินกระบวนพิจารณาที่ยืดเยื้อ นอกจากนี้ ยังเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการอนุญาตฎีกาของศาลอุทธรณ์ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไม่สามารถขยายขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาได้

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

         เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 781/2567 

คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 เดือน 10 วัน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน มีกำหนด 1 เดือน 10 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพียงแต่พิพากษาแก้ในส่วนกำหนดเวลาที่ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 โดยมิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนโทษกักขังของจำเลยทั้งสอง ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ซึ่งตาม ป.วิ.อ. มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะแต่ในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218, 219, และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 ตรี ไม่ได้

ฎีกาย่อ

คดีนี้โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบกและประมวลกฎหมายอาญา พร้อมขอให้ริบรถของกลางและลงโทษอื่น จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยทั้งสองกระทำความผิดจริง โดยเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษฐานแข่งรถ จำคุกคนละ 2 เดือน และลดโทษเหลือคนละ 1 เดือน 10 วัน ก่อนเปลี่ยนเป็นโทษกักขัง พร้อมริบรถของกลาง และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เพียงระยะเวลาพักใช้ใบอนุญาตขับขี่เป็น 180 วัน โดยไม่ได้แก้ไขโทษกักขังของจำเลยทั้งสอง จากนั้นจำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลดโทษหรือรอการลงโทษ

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ไม่ได้พิพากษากลับหรือแก้ไขสาระสำคัญของคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงเข้าลักษณะต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามกฎหมาย แม้ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ฎีกา แต่เป็นการอนุญาตที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสอง ตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 43 (8), 134, 160 วรรคสาม, 160 ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 46, 91 ริบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ขม 6403 เชียงใหม่ และหมายเลขทะเบียน ฐต 4147 กรุงเทพมหานคร ของกลาง มีคำสั่งให้จำเลยทั้งสองทำทัณฑ์บน และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 มีกำหนดไม่น้อยกว่า 1 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43 (8) (เดิม), 134 วรรคหนึ่ง (เดิม), 160 วรรคสาม (เดิม), 160 ทวิ (เดิม) การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทซึ่งแต่ละบทมีระวางโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 เดือน ทางนำสืบของจำเลยทั้งสองเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 เดือน 10 วัน ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นโทษกักขังแทนมีกำหนด 1 เดือน 10 วัน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 23 ริบรถยนต์ หมายเลขทะเบียน ขม xxxx เชียงใหม่ และหมายเลขทะเบียน ฐต xxxx กรุงเทพมหานคร ของกลาง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 มีกำหนด 6 เดือน นับแต่วันมีคำพิพากษา ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยทั้งสองทำทัณฑ์บนนั้น เนื่องจากศาลกักขังจำเลยทั้งสอง คำขอในส่วนนี้ให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 มีกำหนด 180 วัน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 1 เดือน 10 วัน แต่ให้เปลี่ยนโทษจำคุกเป็นกักขังแทน มีกำหนด 1 เดือน 10 วัน ศาลอุทธรณ์ภาค 5 เพียงแต่พิพากษาแก้ในส่วนกำหนดเวลาที่ให้พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 โดยมิได้พิพากษาแก้ไขในส่วนโทษกักขังของจำเลยทั้งสอง ถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิได้พิพากษากลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น จึงต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ประกอบพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์จะอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้เฉพาะแต่ในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น จะอนุญาตให้ฎีกาในคดีซึ่งต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี ไม่ได้ การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยทั้งสองฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงว่าสมควรลดโทษหรือรอการลงโทษให้แก่จำเลยทั้งสองหรือไม่ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

พิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

จำเลยทั้งสองซึ่งถูกกล่าวหาว่าได้ร่วมกันแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก ถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกและแปลงเป็นโทษกักขัง โดยศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนโทษกักขัง แต่เพียงแก้ไขเรื่องระยะเวลาพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 เท่านั้น จำเลยทั้งสองยื่นฎีกาโดยอ้างเหตุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลดโทษหรือรอการลงโทษ โดยผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาเช่นนั้น ให้วินิจฉัยว่าในสถานการณ์เช่นนี้ จำเลยทั้งสองสามารถฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่

ธงคำตอบ

คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 ตรี เนื่องจากศาลอุทธรณ์ไม่ได้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนสาระสำคัญ เช่น โทษกักขัง แม้จะมีการแก้ไขเรื่องการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ซึ่งเป็นรายละเอียดปลีกย่อย ไม่ถือว่าเป็นการกลับคำพิพากษา เมื่อเข้าเกณฑ์มาตรา 219 ตรี คู่ความจึงไม่มีสิทธฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงได้ ส่วนการที่ศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกานั้นเป็นการอนุญาตที่ไม่ชอบ เนื่องจากมาตรา 221 ให้อำนาจอนุญาตเฉพาะคดีที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218, 219 และ 220 ไม่รวมมาตรา 219 ตรี การอนุญาตดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพัน ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับฎีกาและถือว่าคมวินิจฉัยข้อเท็จจริงของศาลชั้นต้นถึงที่สุด

ข้อ 2

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในความผิดฐานแข่งรถในทางโดยไม่ได้รับอนุญาต ขอให้ริบรถยนต์ของกลางและพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ของจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดและแปลงโทษจำคุกเป็นกักขัง พักใช้ใบอนุญาตขับขี่ 6 เดือน ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้ไขเฉพาะระยะเวลาพักใช้ใบอนุญาตให้เป็น 180 วัน โดยไม่แก้ไขประเด็นอื่น ให้วินิจฉัยว่าเหตุใดศาลฎีกาจึงถือว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้ “กลับคำพิพากษา” และมีผลอย่างไรต่อสิทธิในการฎีกา

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาอธิบายว่าการ “กลับคำพิพากษา” ต้องเป็นการแก้ไขในส่วนที่มีผลกระทบต่อสาระสำคัญของคดี เช่น การลงโทษ ความผิด หรือการวินิจฉัยข้อเท็จจริงหลัก การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้เฉพาะส่วนการพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ ซึ่งเป็นมาตรการทางปกครอง ไม่ใช่สาระสำคัญของโทษหรือข้อเท็จจริงหลักของคดี ไม่ถือว่าเป็นการกลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ผลคือคดีเข้าลักษณะต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามมาตรา 219 ตรี จำเลยจึงหมดสิทธิยื่นฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริง รวมถึงประเด็นการลดโทษหรือรอการลงโทษ

ข้อ 3

ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ซึ่งลงนามในคำพิพากษา ได้อนุญาตให้จำเลยฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการลดโทษและรอการลงโทษ ทั้งที่คดีนี้เป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามมาตรา 219 ตรี ให้วินิจฉัยว่าเหตุใดการอนุญาตดังกล่าวจึงเป็น “การอนุญาตที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย” และการอนุญาตนั้นมีผลผูกพันศาลฎีกาหรือไม่

ธงคำตอบ

การอนุญาตให้ฎีกาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นการอนุญาตที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะมาตรา 221 จำกัดอำนาจของผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ในการอนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเฉพาะคดีที่ต้องห้ามฎีกาตามมาตรา 218, 219 และ 220 เท่านั้น ไม่รวมถึงคดีตามมาตรา 219 ตรี เมื่อคดีนี้เข้าข่ายมาตรา 219 ตรี ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์จึงไม่มีอำนาจอนุญาตให้ฎีกา การอนุญาตดังกล่าวจึงไม่มีผลผูกพันศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมไม่รับฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงและยกฎีกาของจำเลยทั้งสองในที่สุด

ข้อ 4

ในคดีนี้ ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 2 เดือน ลดหนึ่งในสามเหลือ 1 เดือน 10 วัน และแปลงโทษจำคุกเป็นโทษกักขังตามมาตรา 23 ประมวลกฎหมายอาญา จำเลยฎีกาว่าควรได้รับการลดโทษหรือรอการลงโทษ โดยอ้างข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งคดี ให้พิจารณาว่าโดยหลักกฎหมายแล้ว ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาข้อเท็จจริงดังกล่าวหรือไม่ และเพราะเหตุใด

ธงคำตอบ

ศาลฎีกาไม่มีอำนาจวินิจฉัยประเด็นข้อเท็จจริงที่จำเลยยกขึ้นเกี่ยวกับการลดโทษหรือรอการลงโทษ เพราะคดีนี้เป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามมาตรา 219 ตรี เนื่องจากศาลอุทธรณ์ไม่กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น การแปลงโทษจำคุกเป็นกักขังเป็นส่วนหนึ่งของโทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดไว้ และเมื่อศาลอุทธรณ์ไม่แก้ไขส่วนนี้ ข้อเท็จจริงในส่วนพฤติการณ์แห่งคดีถือว่าสิ้นสุดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การฎีกาเพื่อขอพิจารณาใหม่ในข้อเท็จจริงจึงไม่อาจทำได้ ศาลฎีกาจึงต้องยกฎีกาในประเด็นนี้โดยปริยาย

ข้อ 5

คดีแข่งรถในทางตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก เป็นความผิดที่เกี่ยวกับความปลอดภัยสาธารณะ ศาลชั้นต้นลงโทษกักขังและริบรถยนต์ของกลางตามกฎหมาย จำเลยฎีกาว่าการลงโทษดังกล่าวรุนแรงเกินสมควรและน่าจะได้รับรอการลงโทษ ให้วินิจฉัยว่าตามหลักวิธีพิจารณาความอาญาและแนวคำพิพากษาศาลฎีกา การอ้างเหตุลักษณะนี้สามารถนำขึ้นฎีกาได้หรือไม่

ธงคำตอบ

การอ้างว่าศาลชั้นต้นลงโทษรุนแรงเกินสมควรหรือควรได้รับรอการลงโทษเป็น “ปัญหาข้อเท็จจริง” ที่เกี่ยวกับพฤติการณ์แห่งคดีและความเหมาะสมของโทษ ซึ่งตามมาตรา 219 ตรี ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหากศาลอุทธรณ์มิได้กลับคำพิพากษาศาลชั้นต้น และคดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่ได้แก้ไขสาระสำคัญของโทษ เมื่อเป็นคดีต้องห้ามฎีกา จำเลยไม่อาจยกเหตุเชิงพฤติการณ์ดังกล่าวขึ้นฎีกาได้ ศาลฎีกาจึงไม่รับพิจารณาและพิพากษายกฎีกาของจำเลยทั้งสอง




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา

ฟ้องคดีอาญาไม่ระบุสถานที่เกิดเหตุ ศาลต้องยกฟ้องทันทีหรือสั่งแก้ฟ้องก่อน หลักเกณฑ์การใช้มาตรา 158 และมาตรา 161 ในคดีฉ้อโกงและแชร์ลูกโซ่
ฟ้องคดีประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้หรือไม่ หากผู้ตายมีส่วนประมาทเอง ผู้สืบสันดานมีอำนาจฟ้องหรือไม่ และฎีกาที่ไม่เปลี่ยนผลคดีมีผลอย่างไร
ฟ้องไม่ระบุมาตรา 83 ศาลลงโทษได้หรือไม่ หลักห้ามฎีกาข้อเท็จจริงและอำนาจศาลในการปรับบทกฎหมายอาญา
ฎีกาในคดีอาญาทำอย่างไรให้ถูกต้อง ศาลยกคำร้องเพราะไม่ขออนุญาตฎีกาตามกฎหมาย ผลของการยื่นฎีกาผิดขั้นตอนตามวิธีพิจารณาความอาญา
ฎีกาคดีแจ้งความเท็จและข้อจำกัดสิทธิฎีกาในคดีอาญา เมื่อศาลยกฟ้องทั้งสองศาล การอนุญาตฎีกาเฉพาะข้อเท็จจริงมีผลเพียงใด
สิทธิรับคืนหลักประกันในคดีอาญาเมื่อจำเลยเสียชีวิต ใครมีสิทธิแท้จริงระหว่างผู้จัดการมรดกกับผู้รับพินัยกรรม
คำสั่งไต่สวนมูลฟ้องเป็นที่สุด อุทธรณ์ไม่ได้เมื่อเป็นดุลพินิจศาลเกี่ยวกับพยานหลักฐานและการดำเนินกระบวนพิจารณา
คำพิพากษาคดีอาญาก่อนผูกพันคดีแพ่งหรือไม่ในคดีละเมิดจากอุบัติเหตุรถชน และความรับผิดของทายาทผู้รับมรดก
ข้อจำกัดอำนาจศาลในการสั่งคืนทรัพย์เมื่อไม่มีคำขอและไม่อยู่ในมาตรา 43
ประเด็นการตีความหมิ่นประมาทโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
นับโทษจำคุกผิดแก้ได้ไหม? คดีถึงที่สุดแล้วขอเปลี่ยนโทษได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไรตามกฎหมายอาญา
ไม่ไปเกณฑ์ทหารมีความผิดเสมอไหม? หากติดคุกอยู่จะถือว่าหลีกเลี่ยงหน้าที่หรือไม่ พร้อมคำตอบตามหลักกฎหมายอาญา
ฟ้องรัฐเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่? เมื่อศาลอาญายกฟ้องแล้ว คดีแพ่งยังเรียกละเมิดได้หรือเปล่า
สิทธิผู้เสียหายในคดีมรดกคือใคร ฟ้องได้หรือไม่เมื่อถูกตัดสิทธิในพินัยกรรม สิทธิผู้เสียหายในคดีทรัพย์มรดกและการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม
ยอมความคดีแพ่ง แต่คดีอาญายังไม่จบ! ศาลฎีกาชี้ชัด ต้องยอมความอาญาโดยชัดแจ้งเท่านั้น
คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ & โรแมนซ์สแกม (ฎีกา 1207/2567)
สิทธิคดีอาญาระงับ, สิทธิคดีแพ่งหลังจำเลยถึงแก่ความตาย (ฎีกา 2232/2567)
ฟ้องต่างข้อเท็จจริงสาระสำคัญ ยกฟ้องจำเลยฐานยักยอก,ป.วิ.อ. มาตรา 158, (ฎีกา 2427/2567)
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)-ฎีกา 6820/2567
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)ป.วิ.อ. มาตรา 84 (ฎีกา 6820/2567)
(ฎีกา 324/2568) สิทธิฟ้อง, โจทก์ร่วม, อุบัติเหตุจราจร
(ฎีกาที่ 3462/2567): อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและฟอกเงิน
(ฎีกาที่ 3672/2567): การทำร้ายร่างกายและการตีความการเพิ่มโทษในชั้นอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567: คดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน และประเด็นความชอบด้วยกฎหมายในคดีส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567 การลักทรัพย์นายจ้างหลายกรรม และการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2567: คดีลักทรัพย์-ขาดเจตนาทุจริต แต่ยังมีหน้าที่คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน
ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา – ความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยานกับบทบาทของพนักงานสอบสวน(ฎีกาที่ 8082/2567)
อำนาจฟ้องในคดีอาญาเมื่อสอบสวนโดยตำรวจผิดพื้นที่: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2568
การถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน, ความผิดฐานฟ้องเท็จ, มูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
โจทก์ร่วมในคดีอาญา, การใช้สิทธิผู้เสียหายแทนโจทก์ร่วมเดิม, การสืบสิทธิในคดีอาญา,
อัยการมีอำนาจฟ้องคดีทุจริตแทนอัยการสูงสุดได้หรือไม่ การแก้ฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร
ศาลลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด, อุทธรณ์คำพิพากษา, ขอให้เพิ่มโทษ,
อำนาจฟ้อง, คู่ความในคดี, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย,
การพิจารณาคดีไต่สวนมูลฟ้อง, คำสั่งศาลที่เด็ดขาด,
ถ้อยคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจพนักงานสอบสวน & ฎีกาต้องห้ามข้อเท็จจริงคดีอาวุธปืน (ฎีกา 1016/2567)
บันดาลโทสะลดโทษคดีทำร้ายร่างกาย & อำนาจศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัย (ฎีกา 1109/2567)
ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1(ฎีกาที่ 4687/2566)
ฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม
แก้ไขโทษของความผิดถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยห้ามฎีกา
ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
อำนาจสอบสวนของกองปราบปราม
คำให้การชั้นสอบสวนแทนการสืบพยานในชั้นพิจารณา
ลดมาตราส่วนโทษในความผิดต้องห้ามฎีกา
ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด
คำรับสารภาพมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 157
พยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ
การกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอมสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ
ผู้เสียหายไม่มาเบิกความเป็นพยานในศาล
ผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย(บุตร)
ความรับผิดในทางแพ่ง-ผู้เสียหายโดยนิตินัย
การบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด
กรณีไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียง-พิมพ์คำฟ้องโจทก์
คดีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญายื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายค้นได้
ศาลชั้นต้นยกอายุความมายกคำร้อง ม.44/1 ไม่ชอบ
ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา | เรียกค่าเสียหาย
นายแพทย์กระทำอนาจารคนไข้อายุกว่า 15 ปี จำคุก 3 ปี ปรับ 20,000 บาท
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่แทนการยื่นอุทธรณ์
ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง ผู้ต้องหาอุทธรณ์
โจทก์ขอให้ลงโทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
แก้ไขคำพิพากษาที่อ่านแล้ว
จำคุกไม่เกิน5ปีห้ามคู่ความฎีกาข้อเท็จจริง
ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกายกฟ้อง
ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาห้ามอุทธรณ์
การกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในฟ้อง
ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิด
พิพากษาถึงข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง
เพื่อการอนาจารเป็นเจตนาพิเศษ | การบรรยายฟ้อง
ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ | คดีถึงที่สุด
ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า
คำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวห้ามอุทธรณ์
มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา
อำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้อุทธรณ์-ฎีกา
ฎีกาไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์-ฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คดีขาดอายุความจึงชอบที่ศาลจะยกฟ้อง
คดีถึงที่สุดเมื่อครบกำหนดยื่นฎีกา
การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย
ต้องห้ามฎีกาเพราะไม่ได้อุทธรณ์ไว้
ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อย-จำคุกไม่เกินห้าปีห้ามฎีกา
กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม
โจทก์ฟ้องผิดวันจำเลยหลงต่อสู้