
| อำนาจฟ้องละเมิดกรณีเพลิงไหม้จากงานรัฐ(ฎีกา 613/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทเรื่องความรับผิดทางละเมิดของหน่วยงานของรัฐสืบเนื่องจากเหตุเพลิงไหม้ซึ่งเกิดขึ้นในบริเวณโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำภายใต้ความดูแลของส่วนราชการ โดยประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าข้าราชการผู้ควบคุมงานก่อสร้างได้กระทำละเมิดเป็นเหตุให้เพลิงลุกลามไปยังที่ดินของประชาชนหรือไม่ และโจทก์มีอำนาจฟ้องให้หน่วยงานของรัฐรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 หรือไม่ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยโดยยึดผลคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดในเหตุเดียวกันซึ่งได้วินิจฉัยไว้ก่อนแล้วว่าข้าราชการผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้กระทำความผิด ทำให้ข้อเท็จจริงนั้นผูกพันคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องและส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อไป ข้อเท็จจริงของคดี ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองและทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณลำน้ำแม่ลัว จังหวัดแพร่ ขณะเดียวกันจำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานภาครัฐรับผิดชอบโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่แคมและสิ่งปลูกสร้างประกอบ โดยจำเลยว่าจ้างจำเลยร่วมดำเนินงานก่อสร้างและได้แต่งตั้งนายธนาพงศ์ นายช่างชลประทานอาวุโสเป็นหัวหน้าผู้ควบคุมงาน พร้อมทั้งมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ผู้ใต้บังคับบัญชากำกับดูแลพื้นที่ก่อสร้าง ก่อนเกิดเหตุมีการปรับพื้นที่ด้วยการล้มต้นไม้และนำเศษไม้มากองรวมกันหลายกองเพื่อรองานจัดการ ต่อมาวันที่ 2 พฤษภาคม 2562 ได้เกิดเพลิงไหม้กองเศษไม้ดังกล่าวหลายจุดและลุกลามไปยังพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้านตามแนวลำน้ำเป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรจนถึงที่ดินของโจทก์ โจทก์ได้รับความเสียหายและได้ร้องทุกข์ดำเนินคดีอาญาต่อนายธนาพงศ์ในข้อหากระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาท อย่างไรก็ตาม ศาลอาญาได้พิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าพยานหลักฐานฟังไม่ได้ว่ามีคำสั่งหรือการกระทำใดของนายธนาพงศ์ที่เป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ คดีอาญาดังกล่าวเป็นคดีถึงที่สุด โจทก์จึงนำคดีแพ่งมาฟ้องจำเลยในฐานะหน่วยงานต้นสังกัดของข้าราชการผู้ถูกกล่าวหาเพื่อขอให้ชดใช้ค่าเสียหายตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับผลผูกพันของคำพิพากษาคดีอาญาต่อคดีแพ่งที่มีเหตุเดียวกัน และอำนาจฟ้องของโจทก์ในคดีละเมิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พศ 2539 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีแพ่งนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามมาตรา 40 และมาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ทำให้ศาลแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามคดีอาญาที่ถึงที่สุดซึ่งวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่มิได้กระทำละเมิด จึงทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องหน่วยงานของรัฐตามกฎหมาย key words ที่เป็นแก่นของคดี พร้อมขยายความสั้น ๆ มีดังนี้ 1 คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ปวิอ มาตรา 40 ประเด็นสำคัญคือคดีแพ่งนี้มีเหตุเดียวกันกับคดีอาญาที่โจทก์เคยฟ้องเจ้าหน้าที่รัฐมาก่อน ทำให้ต้องเข้าสู่กรอบกฎหมายของคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา และต้องถือผลคำพิพากษาคดีอาญาเป็นแกนหลักในการวินิจฉัยคดีแพ่งนี้ 2 ผลผูกพันของคำพิพากษาคดีอาญา ปวิอ มาตรา 46 มาตรา 46 เป็นหัวใจของคดี ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว เพราะถือเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อคดีอาญาวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ไม่กระทำผิด ศาลแพ่งย่อมไม่อาจวินิจฉัยขัดได้ 3 ความรับผิดของหน่วยงานรัฐ พรบละเมิดเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 ความรับผิดของหน่วยงานรัฐจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่ผู้สังกัดได้กระทำละเมิด แต่เมื่อผลคดีอาญาผูกพันว่าข้าราชการไม่ได้กระทำผิด หน่วยงานย่อมไม่ต้องรับผิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง 4 ปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชน ปวิพ มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 จำเลยสามารถยกปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้ไม่เคยยกไว้ในชั้นต้น เพราะเป็นประเด็นที่ศาลต้องรับรองโดยไม่ต้องมีการต่อสู้ของคู่ความ 5 หลักเหตุเดียวกันในคดีแพ่งและคดีอาญา เป็นหลักสำคัญที่ศาลใช้พิจารณาว่าข้อเท็จจริงในคดีอาญาและคดีแพ่งสืบเนื่องจากเหตุการณ์เดียวกัน เมื่อคดีอาญาถึงที่สุดแล้วในเหตุเดียวกัน ศาลแพ่งต้องรับข้อเท็จจริงนั้นโดยเคร่งครัด ทำให้โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์การละเมิดในทางแพ่งได้อีก ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญคือ 1 ข้าราชการผู้ควบคุมงานก่อสร้างคือนายธนาพงศ์ได้กระทำละเมิดตามที่โจทก์กล่าวอ้างหรือไม่ 2 ผลของคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดซึ่งวินิจฉัยว่าข้าราชการไม่ได้กระทำผิดมีผลผูกพันคดีแพ่งในฐานะคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาหรือไม่ 3 เมื่อผลของคดีอาญาผูกพันข้อเท็จจริงในคดีแพ่งแล้ว โจทก์ยังมีอำนาจฟ้องจำเลยตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 หรือไม่ หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 กำหนดให้คดีแพ่งที่มีมูลเหตุเดียวกันกับคดีอาญาถือเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา 2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 บัญญัติให้ศาลในคดีแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว เนื่องจากเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน 3 พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดเมื่อเจ้าหน้าที่ผู้สังกัดได้กระทำละเมิดในขณะปฏิบัติหน้าที่ 4 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง และมาตรา 252 จำเลยสามารถยกปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ การวิเคราะห์ข้อกฎหมายตามคำพิพากษา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีอาญาที่โจทก์เคยฟ้องนายธนาพงศ์มีเหตุเดียวกันกับคดีแพ่งมูลละเมิดคดีนี้ และคดีอาญาถึงที่สุดแล้วโดยมีผลยกฟ้อง ศาลอาญาได้วินิจฉัยอย่างชัดแจ้งว่าไม่มีหลักฐานว่าข้าราชการผู้ถูกกล่าวหามีคำสั่งหรือการกระทำอันเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ เมื่อเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ตามมาตรา 46 ศาลฎีกาจึงต้องรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาว่าไม่มีการกระทำความผิดเกิดขึ้น ข้อเท็จจริงดังกล่าวถือว่าเป็นที่สุดและผูกพันโจทก์ในคดีนี้ด้วย เมื่อนายธนาพงศ์ไม่ถือเป็นผู้กระทำละเมิดตามข้อเท็จจริงที่ผูกพันแล้ว หน่วยงานต้นสังกัดย่อมไม่มีความรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับให้ยกฟ้องทั้งหมด สรุปคำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาว่า 1 คดีแพ่งนี้เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาที่มีเหตุเดียวกัน 2 คดีอาญาถึงที่สุดแล้วและวินิจฉัยว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้กระทำผิด 3 ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงดังกล่าวตามมาตรา 46 4 หน่วยงานรัฐจึงไม่ต้องรับผิด และโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง 5 พิพากษายกฟ้องและคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาบางส่วนแก่โจทก์ ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นถึงหลักความมั่นคงแห่งระบบกฎหมายอาญาและแพ่งในกรณีที่มีเหตุเดียวกัน หากคดีอาญาถึงที่สุดแล้ว ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงดังกล่าวโดยไม่อาจขัดแย้งได้ การฟ้องคดีละเมิดต่อหน่วยงานภาครัฐจึงต้องตรวจสอบก่อนว่าเจ้าหน้าที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ถูกศาลอาญาวินิจฉัยอย่างไร และต้องพิจารณาว่าข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาอาญามีผลผูกพันต่อการใช้อำนาจฟ้องเพียงใด IRAC Issue ประเด็นปัญหา โจทก์มีอำนาจฟ้องให้หน่วยงานรัฐรับผิดในมูลละเมิดตาม พรบความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พศ 2539 มาตรา 5 หรือไม่ ในเมื่อคดีอาญาในเหตุเดียวกันได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้กระทำความผิด Rule กฎเกณฑ์กฎหมาย มาตรา 40 และ 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดให้คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุด ถือเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อยของประชาชน มาตรา 5 แห่ง พรบความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่กำหนดให้หน่วยงานต้องรับผิดเมื่อเจ้าหน้าที่ได้กระทำละเมิดในหน้าที่ Application การปรับใช้กฎหมาย เนื่องจากคดีอาญาในเหตุเดียวกันถึงที่สุดแล้วโดยศาลวินิจฉัยว่าไม่มีหลักฐานว่าข้าราชการผู้ควบคุมงานก่อสร้างได้กระทำการใดเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ ศาลแพ่งจึงต้องถือข้อเท็จจริงเดียวกันนี้เป็นยุติ เมื่อไม่มีการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ตามข้อเท็จจริงที่ผูกพันแล้ว หน่วยงานต้นสังกัดย่อมไม่ต้องรับผิด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง Conclusion ข้อสรุป ศาลฎีกาพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากผลคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดมีผลผูกพันคดีแพ่งตามมาตรา 46 ทำให้ถือว่าข้าราชการไม่ได้กระทำละเมิด หน่วยงานจึงไม่ต้องรับผิดตามกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 613/2567 ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาคำพิพากษาและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด เอกสารท้ายคำร้องขอเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวว่า โจทก์ได้ฟ้อง ธ. เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใด ๆ แม้เป็นของตนเองจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 84, 220 คดีถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่า ธ. กระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ซึ่งคดีดังกล่าวนั้นเป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุเดียวกันกับคดีนี้อันเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดจากการกระทำของ ธ. ข้าราชการในสังกัดของจำเลยเป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 40 คำพิพากษาในคดีดังกล่าวจึงผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดี ถือว่า ธ. มิได้กระทำละเมิดตามฟ้องในคดีส่วนแพ่งด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของ ธ. ให้รับผิดตาม พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ได้ ซึ่งคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 46 กำหนดให้ศาลในคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้น เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ให้การในเรื่องนี้ไว้ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินให้แก่โจทก์ 3,540,738 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 3,489,425 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัท อ. เข้ามาเป็นจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยร่วม โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด (2 พฤษภาคม 2562) เป็นต้นไป จนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งออกตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่รวมแล้วต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมในอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์และจำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า โจทก์เป็นผู้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินบริเวณลำน้ำแม่ลัว บ้านแม่แคม หมู่ที่ 7 ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ ส่วนจำเลยเป็นผู้รับผิดชอบโครงการอ่างเก็บน้ำแม่แคมอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รวมทั้งโครงการก่อสร้างทำนบหัวงานและอาคารประกอบ ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่บ้านแม่แคม ตำบลสวนเขื่อน อำเภอเมืองแพร่ จังหวัดแพร่ โดยจำเลยว่าจ้างจำเลยร่วมเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างทำนบหัวงานและอาคารประกอบของโครงการอ่างเก็บน้ำแม่แคมดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม 2562 ถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2564 จำเลยแต่งตั้งนายธนาพงศ์ นายช่างชลประทานอาวุโสเป็นหัวหน้าผู้ควบคุมงานก่อสร้าง นายบุญอนันต์ นายช่างชลประทาน เป็นผู้คุมงานก่อสร้างในบังคับบัญชาของนายธนาพงศ์ ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 ก่อนเกิดเหตุจำเลยร่วมดำเนินการปรับพื้นที่บริเวณหน้างานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่แคม โดยล้มต้นไม้แล้วนำเศษต้นไม้ต้นหญ้ามากองรวมกันเป็นกอง ๆ เพื่อรอการจัดการ วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 เกิดเพลิงเผาไหม้กองเศษไม้ประมาณ 10 กว่ากองที่จำเลยร่วมกองเรียงรายไว้บริเวณหน้างานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่แคมและไฟไหม้บริเวณที่ดินสวนของชาวบ้านซึ่งอยู่ติดกับพื้นที่ก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแม่แคมทางทิศเหนือและทิศตะวันออกอีกหลายสวนตามแนวลำน้ำแม่ลัวจนถึงที่ดินสวนของโจทก์เป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตร โจทก์กับพวกแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีแก่นายธนาพงศ์ และนายชาญณรงค์ ในข้อหากระทำให้เกิดเพลิงไหม้โดยประมาทและเป็นเหตุให้ทรัพย์สินของผู้อื่นเสียหาย พนักงานสอบสวนมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาชี้ขาดคดีของอัยการสูงสุด สำหรับคดีโจทก์ในส่วนของจำเลยร่วมนั้น ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้อง โดยไม่มีคู่ความฝายใดฎีกาในปัญหาข้อนี้ คดีโจทก์ในส่วนของจำเลยร่วมจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยได้รับอนุญาตให้ฎีกาว่า เหตุเพลิงไหม้ทรัพย์สินของโจทก์เกิดจากการกระทำละเมิดของนายธนาพงศ์ ข้าราชการในสังกัดของจำเลยหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า นายธนาพงศ์ซึ่งเป็นผู้ควบคุมการก่อสร้างได้มีคำสั่งให้ลูกจ้างหรือคนงานที่ทำงานในพื้นที่หรือตัวแทนเผากองเศษไม้และต้นไม้ที่กองไว้ ด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ลุกลามไปถึงที่ดินที่โจทก์ครอบครอง ทำให้ต้นไม้ที่โจทก์ปลูกได้รับความเสียหาย อันเป็นกรณีที่โจทก์ฟ้องว่า นายธนาพงศ์เป็นผู้กระทำละเมิด จำเลยในฐานะที่เป็นหน่วยงานที่นายธนาพงศ์สังกัดอยู่ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ดังนั้น การที่จะพิจารณาว่าจำเลยจะต้องรับผิดต่อโจทก์หรือไม่ จำต้องพิจารณาเสียก่อนว่านายธนาพงศ์กระทำละเมิดหรือไม่ ซึ่งนอกจากโจทก์จะร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาแก่นายธนาพงศ์กับพวกแล้ว ข้อเท็จจริงได้ความตามสำเนาคำพิพากษาและหนังสือรับรองคดีถึงที่สุด เอกสารท้ายคำร้องขอเพิ่มเติมฎีกาของจำเลยซึ่งโจทก์มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงตามเอกสารดังกล่าวว่า โจทก์ได้ฟ้องนายธนาพงศ์เป็นคดีอาญาต่อศาลชั้นต้นในความผิดฐานก่อให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานกระทำให้เกิดเพลิงไหม้แก่วัตถุใด ๆ แม้เป็นของตนเองจนน่าจะเป็นอันตรายแก่บุคคลอื่นหรือทรัพย์ของผู้อื่น ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 84, 220 คดีถึงที่สุดโดยศาลชั้นต้นพิพากษาว่า พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบฟังไม่ได้ว่านายธนาพงศ์กระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง ซึ่งคดีดังกล่าวนั้นเป็นการฟ้องโดยอาศัยเหตุเดียวกันกับคดีนี้อันเป็นคดีที่โจทก์ฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลละเมิดจากการกระทำของนายธนาพงศ์ ข้าราชการในสังกัดของจำเลย เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 คำพิพากษาในคดีดังกล่าว จึงผูกพันโจทก์ซึ่งเป็นคู่ความในคดี ถือว่านายธนาพงศ์มิได้กระทำละเมิดตามฟ้องในคดีส่วนแพ่งด้วย โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขอให้จำเลยซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดของนายธนาพงศ์ให้รับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 มาตรา 5 ได้ ซึ่งคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 กำหนดให้ศาลในคดีส่วนแพ่งจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญานั้น เป็นปัญหาเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะมิได้ให้การในเรื่องนี้ไว้ก็มีสิทธิยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 เมื่อวินิจฉัยดังนี้แล้วกรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยในข้ออื่นและฎีกาของโจทก์อีกต่อไปเพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้น อนึ่ง ที่โจทก์ขอคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาตามคำร้องฉบับลงวันที่ 10 มิถุนายน 2565 นั้น เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,540,738 บาท ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันทำละเมิด คือ วันที่ 2 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 10 เมษายน 2564 และอัตราร้อยละ 5 ต่อปี นับแต่วันที่ 11 เมษายน 2564 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ซึ่งดอกเบี้ยถึงวันฟ้องเป็นเงิน 21,575.34 บาท รวมเป็นต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง เป็นเงิน 1,521,575.34 บาท โจทก์ฎีกาขอให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ตามฟ้อง ดังนั้น ทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาของโจทก์จึงมีเพียง 2,019,162.66 บาท ซึ่งต้องเสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเป็นเงิน 40,383 บาท แต่โจทก์เสียค่าขึ้นศาลชั้นฎีกามาเป็นเงิน 67,526 บาท จึงต้องคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินเป็นเงิน 27,143 บาท แก่โจทก์ พิพากษากลับให้ยกฟ้อง คืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาส่วนที่เกินเป็นเงิน 27,143 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลนอกจากที่สั่งคืนให้เป็นพับ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสามในคดีนี้มีสาระสำคัญดังต่อไปนี้ 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน 700,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยเห็นว่าการเกิดเพลิงไหม้มีมูลเหตุจากการดำเนินงานก่อสร้างของจำเลยร่วมซึ่งอยู่ในความดูแลของจำเลย แต่ยกฟ้องจำเลยร่วม 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 แก้ไขคำพิพากษาศาลชั้นต้นเป็นให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายเพิ่มเป็น 1,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย โดยถือว่าความเสียหายของโจทก์มีจำนวนมากกว่าที่ศาลชั้นต้นกำหนด 3 ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ยกฟ้องทั้งหมด โดยถือผลคดีอาญาที่ถึงที่สุดซึ่งวินิจฉัยว่าข้าราชการผู้ควบคุมงานไม่ได้กระทำละเมิด ทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย และสั่งคืนค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาบางส่วนแก่โจทก์ แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 เมื่อปรากฏว่าระหว่างการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำแม่แคม เจ้าหน้าที่รัฐซึ่งทำหน้าที่ควบคุมงานถูกกล่าวหาว่าสั่งให้ลูกจ้างหรือผู้ปฏิบัติงานเผาเศษไม้ที่กองไว้จนเกิดเพลิงไหม้และลุกลามเข้าที่ดินของโจทก์ และต่อมาโจทก์ได้นำคดีอาญาฟ้องเจ้าหน้าที่ผู้นั้นในข้อหากระทำให้เกิดเพลิงไหม้ แต่ศาลอาญาพิพากษายกฟ้องถึงที่สุดด้วยเห็นว่าไม่มีพยานหลักฐานยืนยันว่ามีการกระทำผิด หากโจทก์นำเหตุเดียวกันมาฟ้องคดีแพ่งต่อหน่วยงานของรัฐเพื่อให้รับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พศ 2539 มาตรา 5 ศาลแพ่งจะมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงอีกหรือไม่ และผลของคดีอาญาที่ถึงที่สุดจะผูกพันคดีแพ่งอย่างไร ธงคำตอบ คดีนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 40 เนื่องจากมูลเหตุแห่งคดีแพ่งเป็นเหตุเดียวกันกับคดีอาญาที่โจทก์เคยฟ้องข้าราชการผู้ควบคุมงาน ผลของคดีอาญาที่ถึงที่สุดย่อมผูกพันคดีแพ่งตามมาตรา 46 ซึ่งกำหนดให้ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาซึ่งเป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยของประชาชน เมื่อศาลอาญาวินิจฉัยถึงที่สุดว่าข้าราชการไม่ได้กระทำผิด ศาลแพ่งย่อมไม่อาจวินิจฉัยขัดหรือรับฟังข้อเท็จจริงต่างไปได้ จึงต้องถือว่าข้าราชการไม่ได้กระทำละเมิดตามที่โจทก์ฟ้อง ส่งผลให้หน่วยงานรัฐไม่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 และถือว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องคดีนี้ต่อไป ข้อ 2 เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้รับฟังข้อเท็จจริงว่าการเกิดเพลิงไหม้มีความเชื่อมโยงกับการก่อสร้างของจำเลยและจำเลยร่วม และพิพากษาให้จำเลยต้องชดใช้ค่าเสียหาย แต่ในชั้นฎีกาจำเลยยกประเด็นใหม่ว่าเนื่องจากคดีอาญาในเหตุเดียวกันได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วว่าข้าราชการไม่ได้กระทำความผิด ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาและโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การที่จำเลยยกประเด็นดังกล่าวในชั้นฎีกาแม้ไม่ได้ยกไว้ในชั้นต้นหรืออุทธรณ์จะรับฟังได้หรือไม่ ธงคำตอบ ประเด็นเรื่องผลผูกพันของคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดตามมาตรา 46 เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคสอง ประกอบมาตรา 252 คู่ความอาจยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกาได้ แม้จะมิได้ยกขึ้นว่ากล่าวในศาลล่างก็ตาม ศาลฎีกาจึงมีอำนาจรับฟังประเด็นดังกล่าวและนำมาวินิจฉัย เมื่อผลคดีอาญาผูกพันว่าข้าราชการไม่ได้กระทำละเมิด ศาลฎีกาจึงต้องถือข้อเท็จจริงเช่นนั้นและพิพากษายกฟ้องโดยไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยปัญหาอื่นอีก ข้อ 3 ในกรณีที่โจทก์ฟ้องหน่วยงานของรัฐโดยอ้างว่าข้าราชการผู้ควบคุมงานมีคำสั่งให้เผาเศษไม้โดยประมาทจนเกิดเพลิงไหม้ เมื่อคดีอาญาในเหตุเดียวกันมีคำพิพากษายกฟ้องเพราะโจทก์นำสืบไม่ได้ว่าข้าราชการมีคำสั่งหรือการกระทำเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ หากคดีแพ่งยังคงดำเนินต่อไป โจทก์สามารถนำสืบใหม่เพื่อพิสูจน์ว่าข้าราชการกระทำละเมิดหรือไม่ หรือศาลต้องยึดผลคดีอาญาโดยเคร่งครัด ธงคำตอบ ในเมื่อคดีแพ่งนี้เป็นคดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญาและคดีอาญาได้ถึงที่สุดแล้ว ศาลแพ่งต้องยึดข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดตามมาตรา 46 โดยไม่อาจรับฟังพยานหลักฐานอื่นเพื่อวินิจฉัยในทางตรงกันข้ามได้ แม้โจทก์จะมีพยานหลักฐานใหม่ในทางแพ่งก็ไม่สามารถหักล้างผลคดีอาญาที่ถึงที่สุดได้ ดังนั้น ศาลต้องถือว่าข้าราชการผู้ควบคุมงานไม่ได้กระทำละเมิดตามผลคดีอาญา และเมื่อไม่มีการกระทำละเมิด หน่วยงานของรัฐก็ไม่ต้องรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ มาตรา 5 ข้อ 4 เมื่อข้าราชการผู้ถูกกล่าวหาทำหน้าที่ควบคุมงานในโครงการก่อสร้างภายใต้สังกัดของหน่วยงานรัฐ และโจทก์อ้างว่าเพลิงไหม้ที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากคำสั่งหรือความประมาทของข้าราชการดังกล่าว หากข้าราชการไม่ได้กระทำละเมิดจริงแล้วตามผลคดีอาญา หน่วยงานของรัฐซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดจะมีความรับผิดตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พศ 2539 มาตรา 5 หรือไม่ ธงคำตอบ มาตรา 5 กำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องรับผิดในผลแห่งละเมิดที่เจ้าหน้าที่กระทำในขณะปฏิบัติหน้าที่ต่อเมื่อพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่ได้กระทำละเมิดจริง เมื่อผลคดีอาญาที่ถึงที่สุดผูกพันคดีแพ่งตามมาตรา 46 ว่าข้าราชการไม่ได้กระทำความผิดหรือกระทำละเมิดใด หน่วยงานของรัฐย่อมไม่ต้องรับผิดในมูลละเมิดตามมาตรา 5 เพราะขาดองค์ประกอบสำคัญคือการกระทำละเมิดของเจ้าหน้าที่ การฟ้องเจ้าหน้าที่หรือฟ้องหน่วยงานต้นสังกัดจึงไม่อาจสำเร็จได้ ข้อ 5 เมื่อโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานของรัฐเป็นจำนวนเงิน 3,540,738 บาท และศาลอุทธรณ์พิพากษาให้จำเลยชดใช้ 1,500,000 บาท แต่ศาลฎีกาพิพากษากลับยกฟ้อง โดยวินิจฉัยว่าผลคดีอาญาผูกพันคดีแพ่งจนทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ในกรณีที่โจทก์ได้ชำระค่าขึ้นศาลชั้นฎีกาเกินกว่าที่ควรเป็น ศาลฎีกามีอำนาจคืนค่าขึ้นศาลให้หรือไม่ และมีหลักเกณฑ์อย่างไร ธงคำตอบ เมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าข้อพิพาททางแพ่งต้องยกฟ้องเพราะผลของคดีอาญาที่ถึงที่สุดผูกพันจนทำให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง การคำนวณทุนทรัพย์ในชั้นฎีกาต้องทำตามจำนวนที่โจทก์มีสิทธิโต้แย้งได้จริง หากโจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเกินกว่าที่ควรเป็น ศาลฎีกามีอำนาจสั่งคืนค่าขึ้นศาลตามหลักเกณฑ์ของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง โดยคำนวณตามทุนทรัพย์ที่แท้จริงในชั้นฎีกาและจำนวนเงินที่โจทก์ชำระเกิน ตัวอย่างในคดีนี้ศาลฎีกาคำนวณแล้วว่าโจทก์ชำระค่าขึ้นศาลเกิน 27,143 บาท จึงสั่งคืนจำนวนดังกล่าวให้แก่โจทก์ |




