ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คดีไม่ไปรายงานตัวทหาร ศาลฎีกายกฟ้องแม้จำเลยรับสารภาพเหตุไร้เจตนา(ฎีกาที่ 532/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532/2567, คดีไม่ไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการ, การวินิจฉัยเจตนาฝ่าฝืนหมายนัดนายอำเภอ, หลักการพิจารณาคดีอาญาเกี่ยวกับการตรวจเลือกทหาร, การตีความพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พศ 2497 มาตรา 34 และ 45, การพิจารณาว่าจำเลยถูกคุมขังจนไม่สามารถไปรายงานตัวได้, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับองค์ประกอบความผิดด้านการเกณฑ์ทหาร, การยกฟ้องเนื่องจากขาดเจตนาโดยพฤติการณ์ภายนอกห้ามไม่ให้กระทำการ

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่าจำเลยซึ่งมิได้ไปรายงานตัวเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอ มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ โดยศาลตรวจพฤติการณ์ว่าในวันถึงกำหนดนัดจำเลยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำโดยไม่สามารถเดินทางไปตามหมายนัดได้ จึงเป็นเหตุให้ขาดเจตนาหลีกเลี่ยง ทั้งยังเป็นประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ส่งผลให้มีคำพิพากษายกฟ้องตามหลักแห่งเจตนาและวิธีพิจารณาความอาญา

สรุปข้อเท็จจริง

โจทก์ฟ้องจำเลยว่ามิได้ไปรายงานตัวเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอปรางค์กู่ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 โดยอ้างว่าจำเลยมีเจตนาฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พศ 2497 มาตรา 34 และมาตรา 45 จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไม่ให้รอการลงโทษ จำเลยฎีกาอ้างว่าในวันที่นัดไปรายงานตัวตนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางสมุทรปราการจึงไม่สามารถเดินทางไปได้ ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่าจำเลยมี เจตนาฝ่าฝืนหมายนัดเพื่อเข้ารับราชการทหาร ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ว่าจำเลยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในวันนัด จึงไม่อาจเดินทางไปรายงานตัวได้ เป็นเหตุสุดวิสัยและทำให้ขาดองค์ประกอบความผิด ทั้งยังเป็นประเด็นเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่

พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พศ 2497 มาตรา 34 และมาตรา 45 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 208 ประกอบมาตรา 225

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 การขาดเจตนา

คดีนี้วินิจฉัยจากหลักเจตนาในความผิดอาญา จำเลยถูกคุมขังจึงไม่สามารถไปตามหมายนัดได้ ขาดความตั้งใจหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนการรับราชการทหาร องค์ประกอบความผิดจึงไม่ครบ

2 เหตุสุดวิสัย

การถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เป็นอุปสรรคที่จำเลยไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ไม่อาจเดินทางไปตามหมายนัดในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ถือเป็นเหตุสุดวิสัยตามพฤติการณ์ทางกฎหมาย

3 ศาลต้องพิสูจน์ความผิด แม้จำเลยรับสารภาพ

หลักในคดีอาญากำหนดว่า การรับสารภาพไม่ผูกพันศาล ศาลต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้ได้ความว่ามีการกระทำผิดจริงหรือไม่ ในคดีนี้แม้จำเลยรับสารภาพ แต่ข้อเท็จจริงแสดงชัดว่าไม่สามารถไปตามหมายนัดได้

4 ประเด็นความสงบเรียบร้อย ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้

แม้คู่ความไม่ยกประเด็นเหตุสุดวิสัยหรือการถูกคุมขังในชั้นต้นหรืออุทธรณ์ แต่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองตามมาตรา 185 และ 195 เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

5 องค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร

มาตรา 34 และ 45 ต้องมีการฝ่าฝืนโดยเจตนา การไม่ไปเพราะเหตุจำยอม เช่น ถูกคุมขัง ไม่อาจตีความเป็นความผิดได้ ศาลจึงพิพากษายกฟ้องเพราะองค์ประกอบไม่ครบ

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 208 ประกอบมาตรา 225 สั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยถูกคุมขังในช่วงเวลาดังกล่าวหรือไม่ ศาลชั้นต้นได้นัดสืบพยานและรับฟังพยานจำเลยพร้อมเอกสารจากเรือนจำยืนยันว่า จำเลยถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 และได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2565 จึงไม่อาจเดินทางไปปฏิบัติตามหมายนัดได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ในคดีอาญาศาลต้องพิจารณาให้ได้ความว่าจำเลยกระทำผิดจริง การรับสารภาพเพียงอย่างเดียวไม่ผูกพันศาล เมื่อเหตุการณ์ภายนอกคือการถูกคุมขังเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่อาจปฏิบัติตามหมายนัดได้ ถือว่าจำเลยไม่มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย

ประเด็นนี้แม้มิได้ยกขึ้นกล่าวในชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองตามมาตรา 185 วรรคหนึ่ง และมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงพิพากษายกฟ้อง

การวิเคราะห์และขยายประเด็นกฎหมายสำคัญ

1. ประเด็นเรื่องเจตนา ศาลฎีกาย้ำหลักว่า ความผิดอาญาต้องประกอบด้วยความรู้หรือเจตนา จำเลยถูกคุมขังจึงไม่สามารถไปตามหมายนัดได้ ขาดองค์ประกอบภายในของความผิด กฎหมายไม่ได้ลงโทษผู้ไม่สามารถกระทำได้เพราะเหตุสุดวิสัย

2. การประเมินพยานหลักฐานแม้จำเลยรับสารภาพ แต่ศาลต้องพิจารณาข้อเท็จจริงโดยรอบด้าน การรับสารภาพไม่ใช่ข้อยุติ หากข้อเท็จจริงอื่นแสดงถึงการขาดเจตนา ศาลอาจพิพากษายกฟ้องได้

3. อำนาจศาลฎีกายกประเด็นเอง แม้คู่ความไม่ยกข้อกฎหมายในชั้นต้นหรืออุทธรณ์ แต่ถ้าเป็นประเด็นความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย เช่น ประเด็นองค์ประกอบความผิด การมีเจตนา หรือการตีความกฎหมายที่เป็นสาระสำคัญ

4. การตีความพระราชบัญญัติรับราชการทหาร มาตรา 34 และ 45 ต้องประกอบด้วยการฝ่าฝืนโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยง หากจำเลยติดอุปสรรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ถูกคุมขัง ไม่อาจถือเป็นการหลบเลี่ยง

ห้า หลักความยุติธรรมตามวิธีพิจารณาความอาญา คดีนี้สะท้อนว่าศาลต้องพิจารณาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ใช่ลงโทษจำเลยเพียงเพราะรูปคดีหรือการรับสารภาพ แต่ต้องให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงแห่งสภาพการณ์จริง

IRAC ANALYSIS 

Issue

จำเลยมิไปรายงานตัวเข้ารับราชการทหารตามหมายนัดในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารหรือไม่ และจำเลยมีเจตนาฝ่าฝืนหมายนัดหรือไม่เมื่อปรากฏว่าจำเลยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในวันนัด

Rule

พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พศ 2497 มาตรา 34 และมาตรา 45 กำหนดความผิดแก่ผู้ไม่ปฏิบัติตามหมายนัดโดยไม่มีเหตุอันสมควร การเป็นความผิดต้องมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือขัดขืน

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 และมาตรา 195 ให้อำนาจศาลฎีกายกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เอง

หลักการทั่วไปของกฎหมายอาญากำหนดว่า การกระทำต้องเกิดจากการกระทำที่สามารถทำได้ มิใช่กรณีที่ผู้กระทำไม่สามารถกระทำได้เพราะเหตุสุดวิสัย เช่น ถูกคุมขังไม่อาจเดินทางได้

Application

จากพยานหลักฐานชั้นสืบพยานเพิ่มเติม จำเลยถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 4 มีนาคม 2565 จึงไม่สามารถไปรายงานตัวตามหมายนัดในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ได้ การถูกคุมขังเป็นเหตุสุดวิสัยและทำให้ขาดองค์ประกอบเจตนา จำเลยไม่ได้ตั้งใจหลีกเลี่ยงหรือขัดขืน การรับสารภาพแต่ต้นไม่อาจหักล้างข้อเท็จจริงว่าไม่สามารถกระทำการตามกฎหมายได้

Conclusion

จำเลยไม่มีเจตนาฝ่าฝืนหมายนัดและไม่อาจปฏิบัติตามหมายนัดเพราะถูกคุมขัง ขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร ศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยเองและพิพากษายกฟ้อง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษานี้ย้ำหลักสำคัญของกฎหมายอาญาว่า ความรับผิดทางอาญาต้องประกอบด้วยเจตนาและการกระทำที่สามารถกระทำได้ การไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายเพราะเหตุสุดวิสัย เช่น ถูกคุมขัง ไม่อาจตีความเป็นการหลีกเลี่ยงหรือขัดขืน นอกจากนี้ยังยืนยันบทบาทของศาลฎีกาในการคุ้มครองความสงบเรียบร้อยและความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณา แม้คู่ความไม่ยกประเด็นขึ้นต่อสู้ ศาลยังสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้หากเป็นหลักสำคัญที่อาจกระทบต่อสาระของคำพิพากษา

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532/2567 

ในคดีอาญา แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่มิได้หมายความว่าศาลจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป เพราะไม่ว่าจำเลยจะให้การเช่นใดก็เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เรื่อยมาโดยไม่ได้รับการประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราวแต่อย่างใด จนกระทั่งศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย โดยจำเลยพ้นโทษและได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2565 ทำให้ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันนัดให้จำเลยไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการ จำเลยไม่สามารถไปรายงานตัวตามหมายนัดของนายอำเภอปรางค์กู่ในวันเวลาและสถานที่ตามหมายนัดได้เพราะถูกคุมขังในเรือนจำกลางสมุทรปราการ พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงขัดขืนไม่ไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอปรางค์กู่แต่อย่างใด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง แม้ปัญหานี้จะมิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ตาม แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วยกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 มาตรา 225 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 34, 45

จำเลยให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 34, 45 ลงโทษจำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี

โจทก์อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นทหารกองเกินที่ได้รับการตรวจเลือกจากคณะกรรมการตรวจเลือกให้เข้ารับราชการทหารกองประจำการ แผนกทหารบก ผลัดที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2560 โดยนายอำเภอปรางค์กู่ซึ่งเป็นนายอำเภอท้องที่ที่รับการตรวจเลือกได้ออกหมายนัดให้จำเลยไปรายงานตัว ณ ที่ว่าการอำเภอปรางค์กู่ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 เวลากลางวัน เพื่อให้จำเลยเข้ารับราชการทหารกองประจำการ โดยจำเลยได้รับทราบหมายนัดของนายอำเภอปรางค์กู่ดังกล่าวแล้ว แต่ครั้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 จำเลยไม่ได้ไปตามหมายนัด ในการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) ประกอบมาตรา 225 ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานเพิ่มเติมในปัญหาว่า จำเลยถูกคุมขังอยู่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 และต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 4 มีนาคม 2565 หรือไม่

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอ้างในฎีกาว่า ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันนัดให้จำเลยไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการนั้น จำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำกลางสมุทรปราการ ทำให้จำเลยมิอาจออกจากเรือนจำกลางสมุทรปราการ เพื่อมาเข้ารับราชการทหารกองประจำการ แผนกทหารบก ผลัดที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2560 ได้ จำเลยมิได้จงใจหรือมีเจตนาที่จะหลบหลีกที่จะเข้ารับราชการทหารกองประจำการแต่อย่างใด เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่มิได้หมายความว่าศาลจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป เพราะในคดีอาญาไม่ว่าจำเลยจะให้การเช่นใดก็เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษ ซึ่งคดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานเพิ่มเติมในปัญหาว่า จำเลยถูกคุมขังอยู่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 และต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 4 มีนาคม 2565 หรือไม่ ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในปัญหาดังกล่าว เมื่อถึงกำหนดนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย โจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานเพิ่มเติม และศาลชั้นต้นได้ทำการสืบพยานจำเลย โดยจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานและโจทก์ไม่คัดค้านได้ความเพิ่มเติมว่า ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3110/2560 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ จำเลยถูกฟ้องและถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางสมุทรปราการในคดีดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นมาโดยไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยได้รับพระราชทานอภัยโทษและได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2565 ตามหนังสือรับรองเรือนจำกลางสมุทรปราการในวันที่จำเลยได้รับการปล่อยตัวนั้น เจ้าพนักงานตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ มารับตัวจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรคลองด่าน และนำตัวจำเลยมาฟ้องเป็นคดีนี้ (ฟ้องวันที่ 7 มีนาคม 2565) ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาว่า จำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เรื่อยมาโดยไม่ได้รับการประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราวแต่อย่างใด จนกระทั่งศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย โดยจำเลยพ้นโทษและได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2565 ทำให้ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันนัดให้จำเลยไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการ จำเลยไม่สามารถไปรายงานตัวตามหมายนัดของนายอำเภอปรางค์กู่ในวันเวลาและสถานที่ตามหมายนัดได้เพราะถูกคุมขังในเรือนจำกลางสมุทรปราการ พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงขัดขืนไม่ไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอปรางค์กู่แต่อย่างใด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง แม้ปัญหานี้จะมิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ตาม แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วยกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 มาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารมาตรา 34 และมาตรา 45 ลงโทษจำคุก 4 เดือน แต่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ จึงลดโทษกึ่งหนึ่งและรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี

2 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษจำคุกโดยเห็นว่าพฤติการณ์ไม่สมควรรอ ส่วนอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 จนถึงวันที่ 4 มีนาคม 2565 จึงไม่สามารถไปรายงานตัวตามหมายนัดในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ทำให้ขาดเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย ประเด็นนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเอง จึงพิพากษากลับและยกฟ้อง

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1

ในกรณีจำเลยไม่ไปรายงานตัวเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 แต่ปรากฏภายหลังว่าจำเลยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางสมุทรปราการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไปโดยไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จะถือว่าจำเลยมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามหมายนัดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารหรือไม่ ทั้งที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ควรตีความองค์ประกอบความผิดและหลักเจตนาในคดีอาญาอย่างไร

ธงคำตอบ

แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่หลักกฎหมายอาญากำหนดว่า ศาลต้องพิจารณาพยานหลักฐานว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ การรับสารภาพไม่ผูกพันให้ศาลต้องพิพากษาลงโทษ จำเลยพิสูจน์ได้ว่าถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 4 มีนาคม 2565 จึงไม่อาจเดินทางไปรายงานตัวตามหมายนัดในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 การถูกคุมขังเป็นเหตุสุดวิสัยและทำให้จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามหมายนัดได้ จึงขาดเจตนาฝ่าฝืน พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พศ 2497 มาตรา 34 และมาตรา 45 ต้องอาศัยเจตนาเป็นองค์ประกอบ เมื่อขาดเจตนาและมีเหตุสุดวิสัย ย่อมไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้อง

ข้อ 2

เมื่อโจทก์มิได้โต้แย้งหรือซักค้านข้ออ้างของจำเลยเกี่ยวกับการถูกคุมขัง และไม่ประสงค์จะสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าว การที่ศาลฎีกาใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 208 ประกอบมาตรา 225 สั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีผลต่อการวินิจฉัยอย่างไร

ธงคำตอบ

ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานเพิ่มเติมได้ตามมาตรา 208 ประกอบมาตรา 225 เพื่อให้ข้อเท็จจริงถูกต้องครบถ้วน แม้คู่ความไม่ยกข้อโต้แย้ง การค้นหาความจริงเป็นหลักสำคัญของคดีอาญา เมื่อการถูกคุมขังอาจเป็นเหตุให้จำเลยไม่มีเจตนากระทำผิด ศาลจำเป็นต้องมีพยานยืนยันก่อนวินิจฉัยลงโทษ การสั่งสืบพยานเพิ่มเติมจึงชอบด้วยกฎหมายและมีผลโดยตรงทำให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างว่ายังถูกคุมขังอยู่ในวันนัดรายงานตัว ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้จำเลยพ้นจากความผิด

ข้อ 3

ประเด็นการที่จำเลยถูกคุมขังและจึงไม่สามารถไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารนั้น ไม่ได้ถูกยกขึ้นเป็นข้อโต้แย้งในชั้นศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาจะยกประเด็นนี้ขึ้นมาวินิจฉัยเองได้หรือไม่ และมาตราใดเป็นหลักกฎหมายรองรับ รวมทั้งหลักความสงบเรียบร้อยมีความหมายอย่างไรในบริบทนี้

ธงคำตอบ

ศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นโต้แย้งในชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 วรรคหนึ่ง และมาตรา 195 วรรคสอง ประเด็นเกี่ยวกับองค์ประกอบความผิด โดยเฉพาะเรื่องเจตนาและเหตุสุดวิสัย เป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยเพราะหากปรากฏว่าจำเลยไม่อาจไปตามหมายนัดโดยเหตุที่ตนไม่สามารถควบคุมได้ การลงโทษจำเลยจะเป็นการฝ่าฝืนหลักความยุติธรรมของกฎหมายอาญา จึงเป็นเรื่องที่ศาลต้องตรวจสอบเองเพื่อคุ้มครองสาธารณะและความถูกต้องของคำพิพากษา

ข้อ 4

องค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พศ 2497 มาตรา 34 และมาตรา 45 ต้องพิจารณาจากปัจจัยใดบ้าง และพฤติการณ์การถูกคุมขังของจำเลยมีผลอย่างไรต่อองค์ประกอบความผิดดังกล่าว

ธงคำตอบ

มาตรา 34 และมาตรา 45 กำหนดความผิดในลักษณะการฝ่าฝืนหมายนัด ซึ่งต้องประกอบด้วยการกระทำโดยเจตนาและมีความสามารถไปตามหมายนัดได้ หากถูกเหตุจำยอมหรือเหตุสุดวิสัย เช่น การถูกคุมขัง จำเลยไม่อาจเดินทางไปได้ แม้รับทราบหมายนัดแล้วก็ตาม ย่อมขาดองค์ประกอบภายในคือเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงหรือขัดขืน การถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 จนถึงวันไปรายงานตัววันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ทำให้จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามกำหนดได้อย่างแท้จริง จึงไม่เข้าองค์ประกอบแห่งความผิด ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฟ้องโดยอาศัยหลักนี้

ข้อ 5

ในเมื่อจำเลยถูกคุมขังอยู่ระหว่างพิจารณาคดีอาญาอื่น และถูกควบคุมตัวจนได้รับอภัยโทษในภายหลัง ก่อนถูกฟ้องในคดีนี้ ศาลควรพิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ของสองคดีนี้อย่างไร และการที่จำเลยถูกคุมขังในอีกคดีหนึ่งมีผลทำให้พ้นผิดในคดีไม่ไปรายงานตัวหรือไม่

ธงคำตอบ

คดีอาญาเรื่องการถูกคุมขังตามคดีของศาลจังหวัดสมุทรปราการเป็นข้อเท็จจริงภายนอกที่ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการปฏิบัติตามหมายนัดของนายอำเภอปรางค์กู่ แม้เป็นคนละคดีกัน แต่ในกฎหมายอาญา การพิจารณาความผิดต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดที่กระทบต่อเจตนาและความสามารถในการกระทำได้หรือไม่ การถูกคุมขังในอีกคดีหนึ่งทำให้จำเลยถูกจำกัดเสรีภาพ ไม่สามารถเดินทางไปได้ ถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ลบล้างองค์ประกอบความผิดในคดีนี้โดยสิ้นเชิง ไม่ถือเป็นการหลีกเลี่ยงหรือจงใจขัดคำสั่งทางราชการ ศาลฎีกาจึงนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยและยกฟ้อง




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา

การนับโทษจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดและข้อจำกัดมาตรา 190(ฎีกา 322/2567)
อำนาจฟ้องละเมิดกรณีเพลิงไหม้จากงานรัฐ(ฎีกา 613/2567)
สิทธิผู้เสียหายในคดีทรัพย์มรดกและการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม(ฎีกา 633/2567)
คดีแข่งรถในทาง การห้ามฎีกาข้อเท็จจริง(ฎีกาที่ 781/2567)
ยอมความคดีแพ่งไม่ทำให้คดีอาญาระงับ,ป.วิ.อ. ม.39(2), (ฎีกา 3681/2568)
คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ & โรแมนซ์สแกม (ฎีกา 1207/2567)
สิทธิคดีอาญาระงับ, สิทธิคดีแพ่งหลังจำเลยถึงแก่ความตาย (ฎีกา 2232/2567)
ฟ้องต่างข้อเท็จจริงสาระสำคัญ ยกฟ้องจำเลยฐานยักยอก,ป.วิ.อ. มาตรา 158, (ฎีกา 2427/2567)
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)-ฎีกา 6820/2567
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)ป.วิ.อ. มาตรา 84 (ฎีกา 6820/2567)
(ฎีกา 324/2568) สิทธิฟ้อง, โจทก์ร่วม, อุบัติเหตุจราจร
(ฎีกาที่ 3462/2567): อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและฟอกเงิน
(ฎีกาที่ 3672/2567): การทำร้ายร่างกายและการตีความการเพิ่มโทษในชั้นอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567: คดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน และประเด็นความชอบด้วยกฎหมายในคดีส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567 การลักทรัพย์นายจ้างหลายกรรม และการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2567: คดีลักทรัพย์-ขาดเจตนาทุจริต แต่ยังมีหน้าที่คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน
ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา – ความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยานกับบทบาทของพนักงานสอบสวน(ฎีกาที่ 8082/2567)
อำนาจฟ้องในคดีอาญาเมื่อสอบสวนโดยตำรวจผิดพื้นที่: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2568
การถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน, ความผิดฐานฟ้องเท็จ, มูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
โจทก์ร่วมในคดีอาญา, การใช้สิทธิผู้เสียหายแทนโจทก์ร่วมเดิม, การสืบสิทธิในคดีอาญา,
แก้ไขฟ้องคดีอาญา ป.วิ.อ. มาตรา 163, อำนาจพนักงานอัยการในคดีทุจริต, บทบาทอัยการสูงสุดตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการ(ฎีกา5234/2566)
ศาลลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด, อุทธรณ์คำพิพากษา, ขอให้เพิ่มโทษ,
อำนาจฟ้อง, คู่ความในคดี, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย,
การพิจารณาคดีไต่สวนมูลฟ้อง, คำสั่งศาลที่เด็ดขาด,
ถ้อยคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจพนักงานสอบสวน & ฎีกาต้องห้ามข้อเท็จจริงคดีอาวุธปืน (ฎีกา 1016/2567)
บันดาลโทสะลดโทษคดีทำร้ายร่างกาย & อำนาจศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัย (ฎีกา 1109/2567)
ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1
ฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม
แก้ไขโทษของความผิดถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยห้ามฎีกา
ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
อำนาจสอบสวนของกองปราบปราม
คำให้การชั้นสอบสวนแทนการสืบพยานในชั้นพิจารณา
ลดมาตราส่วนโทษในความผิดต้องห้ามฎีกา
ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด
คำรับสารภาพมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 157
พยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ
การกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอมสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ
ผู้เสียหายไม่มาเบิกความเป็นพยานในศาล
ผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย(บุตร)
ความรับผิดในทางแพ่ง-ผู้เสียหายโดยนิตินัย
การบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด
กรณีไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียง-พิมพ์คำฟ้องโจทก์
คดีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญายื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายค้นได้
ศาลชั้นต้นยกอายุความมายกคำร้อง ม.44/1 ไม่ชอบ
ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา | เรียกค่าเสียหาย
นายแพทย์กระทำอนาจารคนไข้อายุกว่า 15 ปี จำคุก 3 ปี ปรับ 20,000 บาท
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่แทนการยื่นอุทธรณ์
ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง ผู้ต้องหาอุทธรณ์
โจทก์ขอให้ลงโทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
แก้ไขคำพิพากษาที่อ่านแล้ว
จำคุกไม่เกิน5ปีห้ามคู่ความฎีกาข้อเท็จจริง
ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกายกฟ้อง
ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาห้ามอุทธรณ์
การกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในฟ้อง
ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิด
พิพากษาถึงข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง
เพื่อการอนาจารเป็นเจตนาพิเศษ | การบรรยายฟ้อง
ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ | คดีถึงที่สุด
ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า
คำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวห้ามอุทธรณ์
มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา
อำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้อุทธรณ์-ฎีกา
ฎีกาไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์-ฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คดีขาดอายุความจึงชอบที่ศาลจะยกฟ้อง
คดีถึงที่สุดเมื่อครบกำหนดยื่นฎีกา
การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย
ต้องห้ามฎีกาเพราะไม่ได้อุทธรณ์ไว้
ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อย-จำคุกไม่เกินห้าปีห้ามฎีกา
กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม
โจทก์ฟ้องผิดวันจำเลยหลงต่อสู้
โต้แย้งดุลพิจนิจในการรับฟังพยานหลักฐาน