
| คดีไม่ไปรายงานตัวทหาร ศาลฎีกายกฟ้องแม้จำเลยรับสารภาพเหตุไร้เจตนา(ฎีกาที่ 532/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่าจำเลยซึ่งมิได้ไปรายงานตัวเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอ มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมายหรือไม่ โดยศาลตรวจพฤติการณ์ว่าในวันถึงกำหนดนัดจำเลยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำโดยไม่สามารถเดินทางไปตามหมายนัดได้ จึงเป็นเหตุให้ขาดเจตนาหลีกเลี่ยง ทั้งยังเป็นประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ส่งผลให้มีคำพิพากษายกฟ้องตามหลักแห่งเจตนาและวิธีพิจารณาความอาญา สรุปข้อเท็จจริง โจทก์ฟ้องจำเลยว่ามิได้ไปรายงานตัวเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอปรางค์กู่ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 โดยอ้างว่าจำเลยมีเจตนาฝ่าฝืนตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พศ 2497 มาตรา 34 และมาตรา 45 จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกและรอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้ไม่ให้รอการลงโทษ จำเลยฎีกาอ้างว่าในวันที่นัดไปรายงานตัวตนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางสมุทรปราการจึงไม่สามารถเดินทางไปได้ ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยง ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการพิจารณาว่าจำเลยมี เจตนาฝ่าฝืนหมายนัดเพื่อเข้ารับราชการทหาร ตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารหรือไม่ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยจากข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้ว่าจำเลยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในวันนัด จึงไม่อาจเดินทางไปรายงานตัวได้ เป็นเหตุสุดวิสัยและทำให้ขาดองค์ประกอบความผิด ทั้งยังเป็นประเด็นเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยซึ่งศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พศ 2497 มาตรา 34 และมาตรา 45 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง มาตรา 208 ประกอบมาตรา 225 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 การขาดเจตนา คดีนี้วินิจฉัยจากหลักเจตนาในความผิดอาญา จำเลยถูกคุมขังจึงไม่สามารถไปตามหมายนัดได้ ขาดความตั้งใจหลีกเลี่ยงหรือขัดขืนการรับราชการทหาร องค์ประกอบความผิดจึงไม่ครบ 2 เหตุสุดวิสัย การถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เป็นอุปสรรคที่จำเลยไม่สามารถควบคุมได้ ทำให้ไม่อาจเดินทางไปตามหมายนัดในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ถือเป็นเหตุสุดวิสัยตามพฤติการณ์ทางกฎหมาย 3 ศาลต้องพิสูจน์ความผิด แม้จำเลยรับสารภาพ หลักในคดีอาญากำหนดว่า การรับสารภาพไม่ผูกพันศาล ศาลต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้ได้ความว่ามีการกระทำผิดจริงหรือไม่ ในคดีนี้แม้จำเลยรับสารภาพ แต่ข้อเท็จจริงแสดงชัดว่าไม่สามารถไปตามหมายนัดได้ 4 ประเด็นความสงบเรียบร้อย ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความไม่ยกประเด็นเหตุสุดวิสัยหรือการถูกคุมขังในชั้นต้นหรืออุทธรณ์ แต่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองตามมาตรา 185 และ 195 เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน 5 องค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร มาตรา 34 และ 45 ต้องมีการฝ่าฝืนโดยเจตนา การไม่ไปเพราะเหตุจำยอม เช่น ถูกคุมขัง ไม่อาจตีความเป็นความผิดได้ ศาลจึงพิพากษายกฟ้องเพราะองค์ประกอบไม่ครบ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 208 ประกอบมาตรา 225 สั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมเพื่อพิสูจน์ว่าจำเลยถูกคุมขังในช่วงเวลาดังกล่าวหรือไม่ ศาลชั้นต้นได้นัดสืบพยานและรับฟังพยานจำเลยพร้อมเอกสารจากเรือนจำยืนยันว่า จำเลยถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 และได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2565 จึงไม่อาจเดินทางไปปฏิบัติตามหมายนัดได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่ในคดีอาญาศาลต้องพิจารณาให้ได้ความว่าจำเลยกระทำผิดจริง การรับสารภาพเพียงอย่างเดียวไม่ผูกพันศาล เมื่อเหตุการณ์ภายนอกคือการถูกคุมขังเป็นเหตุสุดวิสัยที่ทำให้ไม่อาจปฏิบัติตามหมายนัดได้ ถือว่าจำเลยไม่มีเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย ประเด็นนี้แม้มิได้ยกขึ้นกล่าวในชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์ แต่เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองตามมาตรา 185 วรรคหนึ่ง และมาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 และมาตรา 225 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา จึงพิพากษายกฟ้อง การวิเคราะห์และขยายประเด็นกฎหมายสำคัญ 1. ประเด็นเรื่องเจตนา ศาลฎีกาย้ำหลักว่า ความผิดอาญาต้องประกอบด้วยความรู้หรือเจตนา จำเลยถูกคุมขังจึงไม่สามารถไปตามหมายนัดได้ ขาดองค์ประกอบภายในของความผิด กฎหมายไม่ได้ลงโทษผู้ไม่สามารถกระทำได้เพราะเหตุสุดวิสัย 2. การประเมินพยานหลักฐานแม้จำเลยรับสารภาพ แต่ศาลต้องพิจารณาข้อเท็จจริงโดยรอบด้าน การรับสารภาพไม่ใช่ข้อยุติ หากข้อเท็จจริงอื่นแสดงถึงการขาดเจตนา ศาลอาจพิพากษายกฟ้องได้ 3. อำนาจศาลฎีกายกประเด็นเอง แม้คู่ความไม่ยกข้อกฎหมายในชั้นต้นหรืออุทธรณ์ แต่ถ้าเป็นประเด็นความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัย เช่น ประเด็นองค์ประกอบความผิด การมีเจตนา หรือการตีความกฎหมายที่เป็นสาระสำคัญ 4. การตีความพระราชบัญญัติรับราชการทหาร มาตรา 34 และ 45 ต้องประกอบด้วยการฝ่าฝืนโดยมีเจตนาหลีกเลี่ยง หากจำเลยติดอุปสรรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่น ถูกคุมขัง ไม่อาจถือเป็นการหลบเลี่ยง ห้า หลักความยุติธรรมตามวิธีพิจารณาความอาญา คดีนี้สะท้อนว่าศาลต้องพิจารณาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม ไม่ใช่ลงโทษจำเลยเพียงเพราะรูปคดีหรือการรับสารภาพ แต่ต้องให้เป็นไปตามข้อเท็จจริงแห่งสภาพการณ์จริง IRAC ANALYSIS Issue จำเลยมิไปรายงานตัวเข้ารับราชการทหารตามหมายนัดในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารหรือไม่ และจำเลยมีเจตนาฝ่าฝืนหมายนัดหรือไม่เมื่อปรากฏว่าจำเลยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำในวันนัด Rule พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พศ 2497 มาตรา 34 และมาตรา 45 กำหนดความผิดแก่ผู้ไม่ปฏิบัติตามหมายนัดโดยไม่มีเหตุอันสมควร การเป็นความผิดต้องมีเจตนาหลีกเลี่ยงหรือขัดขืน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 และมาตรา 195 ให้อำนาจศาลฎีกายกประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เอง หลักการทั่วไปของกฎหมายอาญากำหนดว่า การกระทำต้องเกิดจากการกระทำที่สามารถทำได้ มิใช่กรณีที่ผู้กระทำไม่สามารถกระทำได้เพราะเหตุสุดวิสัย เช่น ถูกคุมขังไม่อาจเดินทางได้ Application จากพยานหลักฐานชั้นสืบพยานเพิ่มเติม จำเลยถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ถึงวันที่ 4 มีนาคม 2565 จึงไม่สามารถไปรายงานตัวตามหมายนัดในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ได้ การถูกคุมขังเป็นเหตุสุดวิสัยและทำให้ขาดองค์ประกอบเจตนา จำเลยไม่ได้ตั้งใจหลีกเลี่ยงหรือขัดขืน การรับสารภาพแต่ต้นไม่อาจหักล้างข้อเท็จจริงว่าไม่สามารถกระทำการตามกฎหมายได้ Conclusion จำเลยไม่มีเจตนาฝ่าฝืนหมายนัดและไม่อาจปฏิบัติตามหมายนัดเพราะถูกคุมขัง ขาดองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร ศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นนี้ขึ้นวินิจฉัยเองและพิพากษายกฟ้อง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษานี้ย้ำหลักสำคัญของกฎหมายอาญาว่า ความรับผิดทางอาญาต้องประกอบด้วยเจตนาและการกระทำที่สามารถกระทำได้ การไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายเพราะเหตุสุดวิสัย เช่น ถูกคุมขัง ไม่อาจตีความเป็นการหลีกเลี่ยงหรือขัดขืน นอกจากนี้ยังยืนยันบทบาทของศาลฎีกาในการคุ้มครองความสงบเรียบร้อยและความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณา แม้คู่ความไม่ยกประเด็นขึ้นต่อสู้ ศาลยังสามารถยกขึ้นวินิจฉัยได้หากเป็นหลักสำคัญที่อาจกระทบต่อสาระของคำพิพากษา คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 532/2567 ในคดีอาญา แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่มิได้หมายความว่าศาลจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป เพราะไม่ว่าจำเลยจะให้การเช่นใดก็เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษ เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เรื่อยมาโดยไม่ได้รับการประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราวแต่อย่างใด จนกระทั่งศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย โดยจำเลยพ้นโทษและได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2565 ทำให้ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันนัดให้จำเลยไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการ จำเลยไม่สามารถไปรายงานตัวตามหมายนัดของนายอำเภอปรางค์กู่ในวันเวลาและสถานที่ตามหมายนัดได้เพราะถูกคุมขังในเรือนจำกลางสมุทรปราการ พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงขัดขืนไม่ไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอปรางค์กู่แต่อย่างใด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง แม้ปัญหานี้จะมิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ตาม แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วยกฟ้องได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 มาตรา 225 และ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และ พ.ร.บ.ให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 34, 45 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พ.ศ. 2497 มาตรา 34, 45 ลงโทษจำคุก 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 เดือน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลย นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นทหารกองเกินที่ได้รับการตรวจเลือกจากคณะกรรมการตรวจเลือกให้เข้ารับราชการทหารกองประจำการ แผนกทหารบก ผลัดที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2560 โดยนายอำเภอปรางค์กู่ซึ่งเป็นนายอำเภอท้องที่ที่รับการตรวจเลือกได้ออกหมายนัดให้จำเลยไปรายงานตัว ณ ที่ว่าการอำเภอปรางค์กู่ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 เวลากลางวัน เพื่อให้จำเลยเข้ารับราชการทหารกองประจำการ โดยจำเลยได้รับทราบหมายนัดของนายอำเภอปรางค์กู่ดังกล่าวแล้ว แต่ครั้นเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 จำเลยไม่ได้ไปตามหมายนัด ในการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลฎีกามีคำสั่งตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 (1) ประกอบมาตรา 225 ให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานเพิ่มเติมในปัญหาว่า จำเลยถูกคุมขังอยู่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 และต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 4 มีนาคม 2565 หรือไม่ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยอ้างในฎีกาว่า ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันนัดให้จำเลยไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการนั้น จำเลยถูกควบคุมตัวอยู่ในเรือนจำกลางสมุทรปราการ ทำให้จำเลยมิอาจออกจากเรือนจำกลางสมุทรปราการ เพื่อมาเข้ารับราชการทหารกองประจำการ แผนกทหารบก ผลัดที่ 1 ประจำปี พ.ศ. 2560 ได้ จำเลยมิได้จงใจหรือมีเจตนาที่จะหลบหลีกที่จะเข้ารับราชการทหารกองประจำการแต่อย่างใด เห็นว่า แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพ แต่มิได้หมายความว่าศาลจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป เพราะในคดีอาญาไม่ว่าจำเลยจะให้การเช่นใดก็เป็นเรื่องที่ศาลจะต้องพิจารณาให้ได้ความว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษ ซึ่งคดีนี้ศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานเพิ่มเติมในปัญหาว่า จำเลยถูกคุมขังอยู่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 และต่อเนื่องไปจนถึงวันที่ 4 มีนาคม 2565 หรือไม่ ศาลชั้นต้นได้ดำเนินการนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยในปัญหาดังกล่าว เมื่อถึงกำหนดนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย โจทก์แถลงไม่ติดใจสืบพยานเพิ่มเติม และศาลชั้นต้นได้ทำการสืบพยานจำเลย โดยจำเลยอ้างตนเองเป็นพยานและโจทก์ไม่คัดค้านได้ความเพิ่มเติมว่า ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 3110/2560 ของศาลจังหวัดสมุทรปราการ จำเลยถูกฟ้องและถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำกลางสมุทรปราการในคดีดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นมาโดยไม่ได้รับการปล่อยชั่วคราว ตามหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด ต่อมาจำเลยได้รับพระราชทานอภัยโทษและได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2565 ตามหนังสือรับรองเรือนจำกลางสมุทรปราการในวันที่จำเลยได้รับการปล่อยตัวนั้น เจ้าพนักงานตำรวจจากสถานีตำรวจภูธรปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ มารับตัวจำเลยที่สถานีตำรวจภูธรคลองด่าน และนำตัวจำเลยมาฟ้องเป็นคดีนี้ (ฟ้องวันที่ 7 มีนาคม 2565) ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยกล่าวอ้างในฎีกาว่า จำเลยถูกควบคุมตัวตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เรื่อยมาโดยไม่ได้รับการประกันตัวหรือปล่อยตัวชั่วคราวแต่อย่างใด จนกระทั่งศาลจังหวัดสมุทรปราการมีคำพิพากษาลงโทษจำเลย โดยจำเลยพ้นโทษและได้รับการปล่อยตัวเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2565 ทำให้ในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ซึ่งเป็นวันนัดให้จำเลยไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการ จำเลยไม่สามารถไปรายงานตัวตามหมายนัดของนายอำเภอปรางค์กู่ในวันเวลาและสถานที่ตามหมายนัดได้เพราะถูกคุมขังในเรือนจำกลางสมุทรปราการ พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยไม่ได้มีเจตนาหลีกเลี่ยงขัดขืนไม่ไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอปรางค์กู่แต่อย่างใด จำเลยจึงไม่มีความผิดตามฟ้อง แม้ปัญหานี้จะมิได้เป็นข้อที่ยกขึ้นว่ากล่าวกันมาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ก็ตาม แต่ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยแล้วยกฟ้องได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 215 มาตรา 225 และพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และพระราชบัญญัติให้นำวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวงมาใช้บังคับในศาลจังหวัด พ.ศ. 2520 มาตรา 3 ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยฎีกาของจำเลยข้ออื่นอีก เพราะไม่ทำให้ผลแห่งคดีเปลี่ยนแปลงไป พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารมาตรา 34 และมาตรา 45 ลงโทษจำคุก 4 เดือน แต่ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์ จึงลดโทษกึ่งหนึ่งและรอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาแก้เป็นไม่รอการลงโทษจำคุกโดยเห็นว่าพฤติการณ์ไม่สมควรรอ ส่วนอื่นให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 3 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าจำเลยถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 จนถึงวันที่ 4 มีนาคม 2565 จึงไม่สามารถไปรายงานตัวตามหมายนัดในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ทำให้ขาดเจตนาฝ่าฝืนกฎหมาย ประเด็นนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเอง จึงพิพากษากลับและยกฟ้อง แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ในกรณีจำเลยไม่ไปรายงานตัวเข้ารับราชการทหารกองประจำการตามหมายนัดของนายอำเภอในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 แต่ปรากฏภายหลังว่าจำเลยถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางสมุทรปราการตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 เป็นต้นไปโดยไม่ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราว จะถือว่าจำเลยมีความผิดฐานไม่ปฏิบัติตามหมายนัดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหารหรือไม่ ทั้งที่จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นพิจารณา ควรตีความองค์ประกอบความผิดและหลักเจตนาในคดีอาญาอย่างไร ธงคำตอบ แม้จำเลยให้การรับสารภาพ แต่หลักกฎหมายอาญากำหนดว่า ศาลต้องพิจารณาพยานหลักฐานว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงหรือไม่ การรับสารภาพไม่ผูกพันให้ศาลต้องพิพากษาลงโทษ จำเลยพิสูจน์ได้ว่าถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 ต่อเนื่องจนถึงวันที่ 4 มีนาคม 2565 จึงไม่อาจเดินทางไปรายงานตัวตามหมายนัดในวันที่ 3 พฤษภาคม 2560 การถูกคุมขังเป็นเหตุสุดวิสัยและทำให้จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามหมายนัดได้ จึงขาดเจตนาฝ่าฝืน พระราชบัญญัติรับราชการทหาร พศ 2497 มาตรา 34 และมาตรา 45 ต้องอาศัยเจตนาเป็นองค์ประกอบ เมื่อขาดเจตนาและมีเหตุสุดวิสัย ย่อมไม่เป็นความผิด ศาลฎีกาจึงพิพากษายกฟ้อง ข้อ 2 เมื่อโจทก์มิได้โต้แย้งหรือซักค้านข้ออ้างของจำเลยเกี่ยวกับการถูกคุมขัง และไม่ประสงค์จะสืบพยานเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าว การที่ศาลฎีกาใช้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 208 ประกอบมาตรา 225 สั่งให้ศาลชั้นต้นสืบพยานเพิ่มเติมนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และมีผลต่อการวินิจฉัยอย่างไร ธงคำตอบ ศาลฎีกามีอำนาจสั่งให้ศาลชั้นต้นทำการสืบพยานเพิ่มเติมได้ตามมาตรา 208 ประกอบมาตรา 225 เพื่อให้ข้อเท็จจริงถูกต้องครบถ้วน แม้คู่ความไม่ยกข้อโต้แย้ง การค้นหาความจริงเป็นหลักสำคัญของคดีอาญา เมื่อการถูกคุมขังอาจเป็นเหตุให้จำเลยไม่มีเจตนากระทำผิด ศาลจำเป็นต้องมีพยานยืนยันก่อนวินิจฉัยลงโทษ การสั่งสืบพยานเพิ่มเติมจึงชอบด้วยกฎหมายและมีผลโดยตรงทำให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงตามที่จำเลยอ้างว่ายังถูกคุมขังอยู่ในวันนัดรายงานตัว ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงสำคัญที่ทำให้จำเลยพ้นจากความผิด ข้อ 3 ประเด็นการที่จำเลยถูกคุมขังและจึงไม่สามารถไปรายงานตัวเพื่อเข้ารับราชการทหารนั้น ไม่ได้ถูกยกขึ้นเป็นข้อโต้แย้งในชั้นศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกาจะยกประเด็นนี้ขึ้นมาวินิจฉัยเองได้หรือไม่ และมาตราใดเป็นหลักกฎหมายรองรับ รวมทั้งหลักความสงบเรียบร้อยมีความหมายอย่างไรในบริบทนี้ ธงคำตอบ ศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้นโต้แย้งในชั้นต้นหรือชั้นอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 185 วรรคหนึ่ง และมาตรา 195 วรรคสอง ประเด็นเกี่ยวกับองค์ประกอบความผิด โดยเฉพาะเรื่องเจตนาและเหตุสุดวิสัย เป็นเรื่องความสงบเรียบร้อยเพราะหากปรากฏว่าจำเลยไม่อาจไปตามหมายนัดโดยเหตุที่ตนไม่สามารถควบคุมได้ การลงโทษจำเลยจะเป็นการฝ่าฝืนหลักความยุติธรรมของกฎหมายอาญา จึงเป็นเรื่องที่ศาลต้องตรวจสอบเองเพื่อคุ้มครองสาธารณะและความถูกต้องของคำพิพากษา ข้อ 4 องค์ประกอบของความผิดตามพระราชบัญญัติรับราชการทหาร พศ 2497 มาตรา 34 และมาตรา 45 ต้องพิจารณาจากปัจจัยใดบ้าง และพฤติการณ์การถูกคุมขังของจำเลยมีผลอย่างไรต่อองค์ประกอบความผิดดังกล่าว ธงคำตอบ มาตรา 34 และมาตรา 45 กำหนดความผิดในลักษณะการฝ่าฝืนหมายนัด ซึ่งต้องประกอบด้วยการกระทำโดยเจตนาและมีความสามารถไปตามหมายนัดได้ หากถูกเหตุจำยอมหรือเหตุสุดวิสัย เช่น การถูกคุมขัง จำเลยไม่อาจเดินทางไปได้ แม้รับทราบหมายนัดแล้วก็ตาม ย่อมขาดองค์ประกอบภายในคือเจตนาที่จะหลีกเลี่ยงหรือขัดขืน การถูกคุมขังตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2560 จนถึงวันไปรายงานตัววันที่ 3 พฤษภาคม 2560 ทำให้จำเลยไม่สามารถปฏิบัติตามกำหนดได้อย่างแท้จริง จึงไม่เข้าองค์ประกอบแห่งความผิด ศาลฎีกาพิพากษาให้ยกฟ้องโดยอาศัยหลักนี้ ข้อ 5 ในเมื่อจำเลยถูกคุมขังอยู่ระหว่างพิจารณาคดีอาญาอื่น และถูกควบคุมตัวจนได้รับอภัยโทษในภายหลัง ก่อนถูกฟ้องในคดีนี้ ศาลควรพิจารณาเรื่องความสัมพันธ์ของสองคดีนี้อย่างไร และการที่จำเลยถูกคุมขังในอีกคดีหนึ่งมีผลทำให้พ้นผิดในคดีไม่ไปรายงานตัวหรือไม่ ธงคำตอบ คดีอาญาเรื่องการถูกคุมขังตามคดีของศาลจังหวัดสมุทรปราการเป็นข้อเท็จจริงภายนอกที่ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการปฏิบัติตามหมายนัดของนายอำเภอปรางค์กู่ แม้เป็นคนละคดีกัน แต่ในกฎหมายอาญา การพิจารณาความผิดต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงทั้งหมดที่กระทบต่อเจตนาและความสามารถในการกระทำได้หรือไม่ การถูกคุมขังในอีกคดีหนึ่งทำให้จำเลยถูกจำกัดเสรีภาพ ไม่สามารถเดินทางไปได้ ถือเป็นเหตุสุดวิสัยที่ลบล้างองค์ประกอบความผิดในคดีนี้โดยสิ้นเชิง ไม่ถือเป็นการหลีกเลี่ยงหรือจงใจขัดคำสั่งทางราชการ ศาลฎีกาจึงนำข้อเท็จจริงดังกล่าวมาประกอบการวินิจฉัยและยกฟ้อง |




