ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฟ้องไม่ระบุมาตรา 83 ศาลลงโทษได้หรือไม่ หลักห้ามฎีกาข้อเท็จจริงและอำนาจศาลในการปรับบทกฎหมายอาญา

ฟ้องคดีอาญาไม่ระบุมาตรา 83 ศาลลงโทษได้หรือไม่, หลักห้ามฎีกาข้อเท็จจริงในศาลฎีกา, การอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายมีผลอย่างไร, ศาลปรับบทมาตรา 83 โดยไม่ระบุในคำฟ้อง, ความหมายมาตรา 158 6 ในคดีอาญา, พิพากษาเกินคำขอตามมาตรา 192 หรือไม่, ตัวการร่วมตามกฎหมายอาญาไทย, การรับสารภาพกับการสืบพยานประกอบ, คดีพรากเด็กและกระทำชำเราเด็ก, ความผิดหลายกรรมตามมาตรา 91, หลักการลงโทษหลายบทมาตรา 90, สิทธิฎีกาในคดีอาญา, การจำกัดประเด็นในชั้นอุทธรณ์, มาตรา 83, 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับปัญหาสำคัญในกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายอาญา กล่าวคือ การที่คำฟ้องมิได้ระบุมาตรา 83 อันเป็นบทบัญญัติว่าด้วยตัวการร่วม จะทำให้ศาลไม่มีอำนาจลงโทษหรือไม่ รวมทั้งประเด็นข้อจำกัดของการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเมื่อจำเลยมิได้ยกประเด็นดังกล่าวในชั้นอุทธรณ์ คดีนี้ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า มาตรา 83 เป็นบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับการกำหนดความรับผิดของผู้ร่วมกระทำความผิด มิใช่บทกำหนดองค์ประกอบความผิดโดยตรง ดังนั้นแม้โจทก์ไม่ระบุในคำขอท้ายฟ้อง ศาลก็สามารถหยิบยกมาปรับบทลงโทษได้ และไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ ขณะเดียวกันยังยืนยันหลักว่าฎีกาที่เป็นข้อเท็จจริงซึ่งมิได้ยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ ย่อมต้องห้ามมิให้วินิจฉัย

ข้อเท็จจริงของคดี

   คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดหลายฐานเกี่ยวกับเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี ได้แก่ พรากเด็กไปเพื่อการอนาจาร กระทำชำเรา และกระทำอนาจาร โดยมีลักษณะเป็นการร่วมกันกระทำความผิด จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นจึงพิจารณาโดยสืบพยานประกอบคำรับสารภาพตามกฎหมาย ต่อมาผู้เสียหายทั้งสองยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ในบางข้อหาและเรียกค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยหลายกระทง รวมโทษจำคุก 34 ปี และให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

จำเลยอุทธรณ์โดยโต้แย้งเพียงว่าศาลไม่มีอำนาจลงโทษในฐานตัวการร่วมเพราะฟ้องไม่ระบุมาตรา 83 และขอลดโทษ มิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงเรื่องการกระทำความผิด ต่อมาจำเลยฎีกาเพิ่มเติมว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

   ศาลฎีกาวินิจฉัยเป็นสองประเด็นสำคัญ

ประเด็นแรก เรื่องฎีกาข้อเท็จจริง ศาลเห็นว่าเมื่อจำเลยมิได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ ย่อมถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามที่ศาลชั้นต้นวินิจฉัย การที่จำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอจึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามกฎหมาย ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ประเด็นที่สอง เรื่องมาตรา 83 ศาลวินิจฉัยว่า มาตรา 83 เป็นบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับการกำหนดความรับผิดของผู้ร่วมกระทำ มิใช่บทบัญญัติที่กำหนดองค์ประกอบความผิด ดังนั้นแม้โจทก์จะไม่ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ก็ไม่ทำให้ฟ้องบกพร่อง และศาลสามารถนำมาปรับบทลงโทษได้โดยไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

   หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การแยกแยะระหว่างบทบัญญัติที่เป็นองค์ประกอบความผิดกับบทบัญญัติทั่วไป มาตรา 83 เป็นเพียงบทกำหนดลักษณะความรับผิดร่วม มิได้เป็นบทที่บัญญัติว่าการกระทำใดเป็นความผิด จึงไม่จำเป็นต้องระบุในคำฟ้องเสมอไป ต่างจากบทบัญญัติในภาคความผิดซึ่งเป็นสาระสำคัญของข้อหา

นอกจากนี้ คดียังสะท้อนหลักการจำกัดสิทธิในการฎีกา กล่าวคือ คู่ความต้องยกประเด็นข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนในชั้นอุทธรณ์ มิฉะนั้นจะไม่สามารถนำไปโต้แย้งในชั้นฎีกาได้ หลักนี้มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการยืดเยื้อของคดีและรักษาความเป็นธรรมของกระบวนพิจารณา

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

   แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีทิศทางสอดคล้องกันว่า บทบัญญัติทั่วไป เช่น ตัวการร่วม การพยายาม หรือการใช้ผู้กระทำแทน ไม่จำเป็นต้องระบุในคำฟ้องอย่างเคร่งครัด หากข้อเท็จจริงในฟ้องได้บรรยายพฤติการณ์ครบถ้วนแล้ว ศาลย่อมมีอำนาจปรับบทกฎหมายได้ ทั้งนี้ต้องไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงข้อหาโดยสาระสำคัญ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายฐานเกี่ยวกับการพรากเด็ก กระทำชำเรา และอนาจารเด็ก ลงโทษหลายกระทงรวมจำคุก 34 ปี และให้ชดใช้ค่าสินไหมแก่ผู้เสียหายพร้อมดอกเบี้ย

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการลงโทษตามมาตรา 83 แม้ไม่ระบุในคำฟ้องก็ไม่ทำให้คำพิพากษาไม่ชอบ

3. ศาลฎีกา

   วินิจฉัยว่าฎีกาข้อเท็จจริงต้องห้าม ไม่รับวินิจฉัย และยืนยันว่าศาลมีอำนาจปรับบทมาตรา 83 ได้ แม้ไม่ได้ระบุในคำฟ้อง พิพากษายืน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่าการดำเนินคดีอาญาต้องพิจารณาทั้งในมิติของรูปแบบและเนื้อหา โดยเฉพาะการตีความบทบัญญัติทั่วไปของกฎหมายอาญา ซึ่งมิใช่องค์ประกอบความผิดโดยตรง ศาลจึงมีอำนาจปรับบทได้โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับการระบุในคำฟ้องอย่างเคร่งครัด อีกทั้งยังสะท้อนหลักความเป็นที่สุดของข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์ อันเป็นกลไกสำคัญในการรักษาความมั่นคงของคำพิพากษาและประสิทธิภาพของกระบวนยุติธรรม

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า การไม่ระบุมาตรา 83 ในคำฟ้องมีผลทำให้ศาลไม่มีอำนาจลงโทษหรือไม่ และขอบเขตของการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1 มาตรา 83 ตัวการร่วม

เป็นบทบัญญัติทั่วไปที่กำหนดความรับผิดของผู้ร่วมกระทำความผิด มิใช่องค์ประกอบความผิดโดยตรง ศาลจึงสามารถนำมาปรับบทได้แม้ไม่ได้ระบุในคำฟ้อง

2 ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง

หากคู่ความมิได้ยกข้อเท็จจริงขึ้นโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ ย่อมไม่สามารถนำมาฎีกาได้ หลักนี้มีผลตัดสิทธิในการโต้แย้งข้อเท็จจริงในศาลฎีกา

คำถามที่พบบ่อย FAQ

1. คำถาม ฟ้องคดีอาญาไม่ระบุมาตรา 83 ศาลยังลงโทษฐานตัวการร่วมได้หรือไม่

   คำตอบ การไม่ระบุมาตรา 83 ในคำฟ้องมิได้ทำให้ฟ้องบกพร่อง เนื่องจากมาตรา 83 เป็นบทบัญญัติทั่วไปที่ใช้กำหนดความรับผิดของผู้ร่วมกระทำความผิด มิใช่บทบัญญัติที่กำหนดองค์ประกอบความผิดโดยตรง ดังนั้นหากคำฟ้องได้บรรยายพฤติการณ์ว่าจำเลยร่วมกันกระทำความผิดอย่างชัดเจน ศาลย่อมมีอำนาจนำมาตรา 83 มาปรับบทลงโทษได้โดยไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ หลักดังกล่าวมีเจตนารมณ์เพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายอาญามีประสิทธิภาพและไม่ถูกจำกัดด้วยรูปแบบทางเทคนิคของคำฟ้องจนเกินสมควร ทั้งนี้ต้องไม่กระทบสิทธิของจำเลยในการต่อสู้คดีหรือทำให้ข้อหาสำคัญเปลี่ยนแปลงไป

2. คำถาม การไม่ระบุมาตราในคำฟ้องถือเป็นฟ้องไม่ชอบตามกฎหมายหรือไม่

   คำตอบ ต้องพิจารณาว่ามาตราที่ไม่ระบุนั้นเป็นบทบัญญัติที่กำหนดความผิดหรือเป็นเพียงบททั่วไป หากเป็นบทกำหนดความผิด เช่น มาตราที่ระบุองค์ประกอบของความผิด การไม่ระบุอาจทำให้ฟ้องไม่ชอบตามมาตรา 158 (6) แต่หากเป็นบทบัญญัติทั่วไป เช่น มาตรา 83 ซึ่งเป็นเรื่องตัวการร่วม การไม่ระบุย่อมไม่กระทบความสมบูรณ์ของฟ้อง เพราะสาระสำคัญอยู่ที่ข้อเท็จจริงในคำฟ้องว่าจำเลยได้กระทำการใดและเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายใดมากกว่า ศาลจึงมีอำนาจปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้

3. คำถาม ฎีกาข้อเท็จจริงที่ไม่ยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์สามารถยกขึ้นในชั้นฎีกาได้หรือไม่

   คำตอบ โดยหลักแล้วไม่สามารถยกขึ้นได้ เนื่องจากระบบการพิจารณาคดีของไทยกำหนดให้ศาลอุทธรณ์เป็นศาลวินิจฉัยข้อเท็จจริงขั้นสุดท้าย หากคู่ความไม่ยกข้อเท็จจริงขึ้นโต้แย้งในชั้นอุทธรณ์ ย่อมถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงนั้น การนำข้อเท็จจริงดังกล่าวไปฎีกาจึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามกฎหมาย เว้นแต่จะเป็นกรณีที่มีข้อยกเว้นตามกฎหมายที่ชัดเจน หลักนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการยืดเยื้อของคดีและรักษาความแน่นอนของกระบวนพิจารณา

4. คำถาม หากจำเลยรับสารภาพแล้ว ศาลยังต้องพิจารณาพยานหลักฐานหรือไม่

   คำตอบ แม้จำเลยจะรับสารภาพ ศาลยังคงมีหน้าที่ต้องพิจารณาพยานหลักฐานประกอบคำรับสารภาพเพื่อให้มั่นใจว่าการรับสารภาพนั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและไม่ขัดต่อกฎหมาย การสืบพยานประกอบคำรับสารภาพจึงเป็นหลักประกันความยุติธรรม เพื่อป้องกันการลงโทษบุคคลโดยปราศจากข้อเท็จจริงที่เพียงพอ ทั้งยังช่วยให้ศาลสามารถกำหนดโทษได้เหมาะสมกับพฤติการณ์แห่งคดี

5. คำถาม การอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมายมีผลต่อการฎีกาอย่างไร

   คำตอบ หากจำเลยอุทธรณ์เฉพาะข้อกฎหมาย เช่น โต้แย้งเรื่องอำนาจศาลหรือการปรับบทกฎหมาย โดยมิได้โต้แย้งข้อเท็จจริง ย่อมถือว่าจำเลยยอมรับข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดังนั้นในชั้นฎีกาจะไม่สามารถนำข้อเท็จจริงมาโต้แย้งได้อีก การกำหนดขอบเขตอุทธรณ์จึงมีผลโดยตรงต่อสิทธิในการฎีกา และเป็นสิ่งที่คู่ความต้องใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง

6. คำถาม ศาลสามารถปรับบทกฎหมายที่ไม่ได้ระบุในคำฟ้องได้เพียงใด

   คำตอบ ศาลสามารถปรับบทกฎหมายได้ในกรณีที่ข้อเท็จจริงในคำฟ้องรองรับ และไม่เป็นการเปลี่ยนแปลงข้อหาโดยสาระสำคัญ เช่น การนำบทบัญญัติทั่วไปมาใช้ประกอบการวินิจฉัย แต่หากเป็นการเปลี่ยนข้อหาหรือเพิ่มความผิดใหม่ที่จำเลยไม่ได้รับโอกาสต่อสู้คดี ย่อมเป็นการกระทบสิทธิของจำเลยและอาจขัดต่อหลักความเป็นธรรมในกระบวนพิจารณา

7. คำถาม มาตรา 83 มีลักษณะเป็นบทบัญญัติประเภทใดในกฎหมายอาญา

   คำตอบ มาตรา 83 เป็นบทบัญญัติทั่วไปในภาคหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญา ใช้กำหนดความรับผิดของบุคคลที่ร่วมกันกระทำความผิด โดยไม่ได้กำหนดว่าการกระทำใดเป็นความผิดโดยตรง แต่เป็นการขยายขอบเขตความรับผิดให้ครอบคลุมผู้ร่วมกระทำทั้งหมด ดังนั้นจึงแตกต่างจากบทบัญญัติในภาคความผิดซึ่งกำหนดองค์ประกอบของความผิดโดยตรง

8. คำถาม หลักห้ามฎีกาข้อเท็จจริงมีความสำคัญอย่างไรในกระบวนพิจารณาคดี

   คำตอบ หลักห้ามฎีกาข้อเท็จจริงเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้กระบวนพิจารณาคดีมีประสิทธิภาพและไม่ยืดเยื้อ โดยกำหนดให้ข้อเท็จจริงต้องสิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงทำหน้าที่วินิจฉัยเฉพาะข้อกฎหมายเป็นหลัก หลักการนี้ช่วยให้เกิดความแน่นอนในคำพิพากษา ลดภาระของศาลฎีกา และส่งเสริมให้คู่ความใช้สิทธิในชั้นอุทธรณ์อย่างเต็มที่ตั้งแต่ต้น

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ข้อ 1. ป.อ. มาตรา 83

มาตรา 83 แห่งประมวลกฎหมายอาญาเป็นบทบัญญัติว่าด้วย “ตัวการร่วม” ซึ่งกำหนดหลักความรับผิดของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปที่ร่วมกันกระทำความผิดเดียวกัน โดยถือว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นตัวการทั้งหมดและต้องรับโทษเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดนั้นเองทุกคน หลักการสำคัญของมาตรานี้อยู่ที่การมี “การร่วมกันกระทำ” ซึ่งอาจเกิดจากการแบ่งหน้าที่ การช่วยเหลือ หรือการมีเจตนาร่วมกันในการกระทำความผิด โดยไม่จำเป็นต้องลงมือกระทำครบทุกองค์ประกอบของความผิดด้วยตนเองทุกคน เพียงแต่มีส่วนร่วมอย่างมีนัยสำคัญและมีเจตนาร่วมก็เพียงพอ มาตรา 83 เป็นบทบัญญัติทั่วไป มิใช่บทกำหนดองค์ประกอบความผิดโดยตรง จึงมีลักษณะเป็นบทที่ใช้ขยายความรับผิดของผู้ร่วมกระทำให้ครอบคลุมทุกคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ศาลสามารถหยิบยกมาตรานี้มาปรับบทได้แม้โจทก์จะมิได้ระบุไว้ในคำฟ้อง หากข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงการร่วมกระทำอย่างชัดเจน โดยไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ

ข้อ 2. ป.วิ.พ. มาตรา 225

มาตรา 225 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เป็นบทบัญญัติที่กำหนดข้อจำกัดในการฎีกา โดยเฉพาะการห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ หลักการนี้สะท้อนแนวคิดว่า ศาลอุทธรณ์เป็นศาลสูงสุดในการวินิจฉัยข้อเท็จจริง ส่วนศาลฎีกามีหน้าที่วินิจฉัยข้อกฎหมายเป็นหลัก ดังนั้น หากคู่ความมิได้โต้แย้งข้อเท็จจริงในชั้นอุทธรณ์ ย่อมถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าว และไม่อาจนำมาเป็นประเด็นในชั้นฎีกาได้ หลักนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อป้องกันการยืดเยื้อของคดี และรักษาความมั่นคงของคำพิพากษา ทั้งยังส่งเสริมให้คู่ความใช้สิทธิในการอุทธรณ์อย่างครบถ้วนและรอบคอบ

ข้อ 3. ป.วิ.พ. มาตรา 252

มาตรา 252 เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับอำนาจของศาลฎีกาในการพิจารณารับหรือไม่รับฎีกา โดยเฉพาะในกรณีที่ฎีกาไม่เป็นสาระแก่คดี หรือเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามกฎหมาย เช่น ฎีกาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นในศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกามีอำนาจไม่รับวินิจฉัยได้ หลักการนี้ช่วยคัดกรองคดีที่เข้าสู่ศาลฎีกาให้เหลือเฉพาะคดีที่มีประเด็นข้อกฎหมายสำคัญหรือมีผลกระทบต่อแนวทางการตีความกฎหมายโดยรวม ส่งผลให้ศาลฎีกาสามารถทำหน้าที่วางบรรทัดฐานทางกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดภาระคดีที่ไม่จำเป็น

ข้อ 4. ป.วิ.อ. มาตรา 15

มาตรา 15 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา กำหนดให้สามารถนำบทบัญญัติของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับในคดีอาญาได้โดยอนุโลม ในกรณีที่กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ หลักการนี้มีความสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างของกฎหมายและสร้างความต่อเนื่องในกระบวนพิจารณา เช่น การนำหลักห้ามฎีกาข้อเท็จจริงตามมาตรา 225 ของ ป.วิ.พ. มาใช้ในคดีอาญา เพื่อกำหนดขอบเขตการพิจารณาของศาลฎีกาให้สอดคล้องกันทั้งระบบ ทั้งนี้การนำมาใช้ต้องไม่ขัดต่อหลักพื้นฐานของคดีอาญา เช่น หลักสันนิษฐานว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ และสิทธิในการต่อสู้คดี

ข้อ 5. ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6)

มาตรา 158 (6) กำหนดให้คำฟ้องต้องระบุข้อกฎหมายที่บัญญัติว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิด ซึ่งเป็นสาระสำคัญของคำฟ้อง เพื่อให้จำเลยทราบข้อหาและสามารถเตรียมการต่อสู้คดีได้อย่างถูกต้อง อย่างไรก็ตาม การระบุบทกฎหมายดังกล่าวต้องเป็นบทที่กำหนดองค์ประกอบความผิดโดยตรง มิใช่บทบัญญัติทั่วไป เช่น มาตรา 83 ดังนั้น หากคำฟ้องระบุข้อเท็จจริงครบถ้วนและอ้างบทบัญญัติความผิดที่เกี่ยวข้องแล้ว แม้จะไม่ระบุบททั่วไปบางมาตรา ก็ไม่ทำให้คำฟ้องเสีย หลักการนี้มุ่งคุ้มครองสิทธิของจำเลยในขณะเดียวกันก็ไม่ให้รูปแบบทางเทคนิคมาขัดขวางกระบวนยุติธรรม

ข้อ 6. ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

มาตรา 192 วรรคหนึ่ง กำหนดหลักห้ามศาลพิพากษาเกินคำขอหรือในข้อที่มิได้กล่าวในฟ้อง ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของจำเลยไม่ให้ถูกลงโทษในข้อหาที่ไม่ได้รับการกล่าวหา อย่างไรก็ตาม หลักดังกล่าวต้องตีความร่วมกับลักษณะของบทกฎหมายที่นำมาปรับใช้ หากเป็นบทบัญญัติทั่วไปที่ใช้ประกอบการวินิจฉัย เช่น มาตรา 83 การที่ศาลนำมาปรับบทโดยไม่ได้ระบุในคำฟ้อง ไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอ เพราะมิได้เป็นการเพิ่มข้อหาใหม่ แต่เป็นเพียงการกำหนดรูปแบบความรับผิดให้สอดคล้องกับข้อเท็จจริงในคดี หลักนี้จึงเป็นการสร้างสมดุลระหว่างสิทธิของจำเลยกับอำนาจของศาลในการใช้กฎหมายอย่างถูกต้อง

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

           เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7207/2568 

เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองประกอบคำรับสารภาพ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยไม่สืบพยาน แล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมายังไม่เป็นที่พอใจฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง เนื่องจากคำฟ้องโจทก์มิได้ระบุ ป.อ. มาตรา 83 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง และขอให้ปรับลดโทษให้แก่จำเลย จึงต้องถือว่าจำเลยเห็นพ้องด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทั้งยังไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรรับการวินิจฉัย ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบ ป.วิ.อ. มาตรา 15

ป.อ. มาตรา 83 บัญญัติอยู่ในภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป ลักษณะ 1 บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป หมวด 6 ว่า ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้น โดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ศาลจะต้องวางโทษบุคคลเหล่านั้นอย่างไร มิใช่บทบัญญัติภาค 2 ความผิด หรือภาค 3 ลหุโทษ ที่บัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิดทางอาญาฐานใด ดังนั้นฟ้องโจทก์ที่บรรยายไว้แล้วว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง เพียงแต่ไม่ได้ระบุมาตรา 83 ลงไว้ด้วย จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องที่ขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 158 (6) ที่หมายถึงมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ดังนี้ ศาลล่างทั้งสองย่อมหยิบยก ป.อ. มาตรา 83 ขึ้นปรับบทลงโทษจำเลยได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคหนึ่ง

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยหลายฐานความผิดเกี่ยวกับเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี จำเลยให้การรับสารภาพ ระหว่างพิจารณามีผู้เสียหายยื่นคำร้องเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะบางข้อหาและให้เรียกเป็นโจทก์ร่วม พร้อมทั้งมีคำขอค่าสินไหมทดแทน ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายกรรม ลงโทษจำคุกรวม 34 ปี และให้ชดใช้ค่าสินไหมแก่ผู้เสียหายตามสมควร 

จำเลยอุทธรณ์โดยโต้แย้งเพียงว่า ศาลไม่มีอำนาจลงโทษฐานตัวการร่วม เนื่องจากคำฟ้องไม่ระบุมาตรา 83 และขอลดโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน 

เมื่อจำเลยฎีกาว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นฎีกาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้ยกขึ้นในชั้นอุทธรณ์ จึงต้องห้ามมิให้วินิจฉัย นอกจากนี้ ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา 83 เป็นบทบัญญัติทั่วไปเกี่ยวกับความรับผิดของผู้ร่วมกระทำ มิใช่บทบัญญัติที่กำหนดองค์ประกอบความผิดโดยตรง แม้โจทก์จะไม่ระบุไว้ในคำขอท้ายฟ้อง ศาลก็สามารถนำมาปรับบทลงโทษได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอ และไม่ขัดต่อกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา พิพากษายืน 

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 277, 279, 283 ทวิ, 317

จำเลยให้การรับสารภาพ

ระหว่างพิจารณา นางสาว ส. ผู้เสียหายที่ 1 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร ข้อหาร่วมกันกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ข้อหาพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และข้อหากระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 1 ว่า โจทก์ร่วมที่ 1 ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมที่ 1 ไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต ส่วนนาย ว. ผู้เสียหายที่ 2 ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตเฉพาะข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร ข้อหาร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร และข้อหาพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร โดยให้เรียกผู้เสียหายที่ 2 ว่า โจทก์ร่วมที่ 2 ส่วนข้อหาอื่นโจทก์ร่วมที่ 2 ไม่เป็นผู้เสียหาย จึงไม่อนุญาต นอกจากนี้ โจทก์ร่วมที่ 1 โดยโจทก์ร่วมที่ 2 ในฐานะผู้แทนเฉพาะคดี ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และโจทก์ร่วมที่ 2 ขอให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 200,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การในคดีส่วนแพ่งว่า ค่าสินไหมทดแทนที่ผู้ร้องทั้งสองขอมาสูงเกินกว่าความเสียหายที่แท้จริง ขอให้ยกคำร้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสี่, 279 วรรคสาม, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคหนึ่ง และวรรคสาม ประกอบมาตรา 83 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำคุก 4 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 6 ปี ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งไม่ใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 2 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 กระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร จำคุก 2 ปี ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี ฐานพรากเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร จำคุก 3 ปี ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งไม่ใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง จำคุก 25 ปี ฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้าย และเด็กอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ จำคุก 1 ปี รวมจำคุก 34 ปี กับให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 70,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 1 (ที่ถูก โจทก์ร่วมที่ 1) และ 50,000 บาท แก่ผู้ร้องที่ 2 (ที่ถูก โจทก์ร่วมที่ 2) พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวตามลำดับ นับถัดจากวันยื่นคำร้อง (วันที่ 16 เมษายน 2566) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ผู้ร้องทั้งสอง (ที่ถูก โจทก์ร่วมทั้งสอง) ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยให้ปรับเปลี่ยนลดลงหรือเพิ่มขึ้นตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งตราขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละ 2 ต่อปี แต่ต้องไม่เกินอัตราร้อยละ 5 ต่อปี ตามคำขอ ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ที่จำเลยฎีกาสรุปทำนองว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกับพวกกระทำความผิดฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควร ฐานร่วมกันพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดาและผู้ดูแลโดยปราศจากเหตุอันสมควรเพื่อการอนาจาร ฐานร่วมกันพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยร่วมกระทำความผิดด้วยกันอันมีลักษณะเป็นการโทรมเด็กหญิง ฐานพาเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเพื่อการอนาจาร และฐานกระทำอนาจารเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นจะยินยอมหรือไม่ก็ตาม โดยใช้กำลังประทุษร้ายและโดยเด็กนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ เมื่อจำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาโดยสืบพยานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองประกอบคำรับสารภาพ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง โดยจำเลยไม่สืบพยาน แล้วพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง หากจำเลยไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลชั้นต้น ก็ชอบที่จะอุทธรณ์โต้แย้งว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองที่นำสืบมายังไม่เป็นที่พอใจฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง เมื่อในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์แต่เพียงว่า ศาลชั้นต้นไม่มีอำนาจลงโทษจำเลยฐานเป็นตัวการร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง เนื่องจากคำฟ้องโจทก์มิได้ระบุประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ไว้ในคำขอท้ายฟ้อง และขอให้ปรับลดโทษให้แก่จำเลย จึงต้องถือว่าจำเลยเห็นพ้องด้วยกับการรับฟังพยานหลักฐานของศาลชั้นต้น กรณีจึงไม่มีปัญหาเกี่ยวกับการกระทำผิดของจำเลยในชั้นอุทธรณ์ ดังนั้น ที่จำเลยฎีกาว่า พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมทั้งสองไม่มีน้ำหนักเพียงพอจะพิสูจน์ว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 2 ทั้งยังไม่เป็นสาระแก่คดีอันควรรับการวินิจฉัย ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง และมาตรา 252 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 15 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า การที่ศาลล่างทั้งสอง พิพากษาว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และลงโทษจำเลยตามฟ้อง โดยโจทก์ไม่ได้ระบุมาตรา 83 มาในคำขอท้ายฟ้องนั้น เป็นการพิพากษาเกินคำขอของโจทก์ ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 บัญญัติอยู่ในภาค 1 บทบัญญัติทั่วไป ลักษณะ 1 บทบัญญัติที่ใช้แก่ความผิดทั่วไป หมวด 6 ว่า ในกรณีความผิดใดเกิดขึ้น โดยการกระทำของบุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไป ศาลจะต้องวางโทษบุคคลเหล่านั้นอย่างไร มิใช่บทบัญญัติภาค 2 ความผิด หรือภาค 3 ลหุโทษ ที่บัญญัติว่าการกระทำเป็นความผิดทางอาญาฐานใด ดังนั้นฟ้องโจทก์ที่บรรยายไว้แล้วว่าจำเลยกับพวกร่วมกันกระทำความผิดฐานดังกล่าวตามฟ้อง เพียงแต่ไม่ได้ระบุมาตรา 83 ลงไว้ด้วย จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นฟ้องที่ขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 158 (6) ที่หมายถึงมาตราในกฎหมายซึ่งบัญญัติว่าการกระทำเช่นนั้นเป็นความผิด ดังนี้ ศาลล่างทั้งสองย่อมหยิบยกประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ขึ้นปรับบทลงโทษจำเลยได้ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือที่มิได้กล่าวในฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคหนึ่ง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

พิพากษายืน




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา

ฟ้องคดีประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้หรือไม่ หากผู้ตายมีส่วนประมาทเอง ผู้สืบสันดานมีอำนาจฟ้องหรือไม่ และฎีกาที่ไม่เปลี่ยนผลคดีมีผลอย่างไร
ฎีกาในคดีอาญาทำอย่างไรให้ถูกต้อง ศาลยกคำร้องเพราะไม่ขออนุญาตฎีกาตามกฎหมาย ผลของการยื่นฎีกาผิดขั้นตอนตามวิธีพิจารณาความอาญา
ฎีกาคดีแจ้งความเท็จและข้อจำกัดสิทธิฎีกาในคดีอาญา เมื่อศาลยกฟ้องทั้งสองศาล การอนุญาตฎีกาเฉพาะข้อเท็จจริงมีผลเพียงใด
สิทธิรับคืนหลักประกันในคดีอาญาเมื่อจำเลยเสียชีวิต ใครมีสิทธิแท้จริงระหว่างผู้จัดการมรดกกับผู้รับพินัยกรรม
คำสั่งไต่สวนมูลฟ้องเป็นที่สุด อุทธรณ์ไม่ได้เมื่อเป็นดุลพินิจศาลเกี่ยวกับพยานหลักฐานและการดำเนินกระบวนพิจารณา
คำพิพากษาคดีอาญาก่อนผูกพันคดีแพ่งหรือไม่ในคดีละเมิดจากอุบัติเหตุรถชน และความรับผิดของทายาทผู้รับมรดก
ข้อจำกัดอำนาจศาลในการสั่งคืนทรัพย์เมื่อไม่มีคำขอและไม่อยู่ในมาตรา 43
ประเด็นการตีความหมิ่นประมาทโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
นับโทษจำคุกผิดแก้ได้ไหม? คดีถึงที่สุดแล้วขอเปลี่ยนโทษได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไรตามกฎหมายอาญา
ไม่ไปเกณฑ์ทหารมีความผิดเสมอไหม? หากติดคุกอยู่จะถือว่าหลีกเลี่ยงหน้าที่หรือไม่ พร้อมคำตอบตามหลักกฎหมายอาญา
ฟ้องรัฐเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่? เมื่อศาลอาญายกฟ้องแล้ว คดีแพ่งยังเรียกละเมิดได้หรือเปล่า
สิทธิผู้เสียหายในคดีมรดกคือใคร ฟ้องได้หรือไม่เมื่อถูกตัดสิทธิในพินัยกรรม สิทธิผู้เสียหายในคดีทรัพย์มรดกและการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม
แข่งรถในทางมีโทษอะไรบ้าง? อุทธรณ์แล้วฎีกาได้ไหม และเมื่อไรคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ยอมความคดีแพ่ง แต่คดีอาญายังไม่จบ! ศาลฎีกาชี้ชัด ต้องยอมความอาญาโดยชัดแจ้งเท่านั้น
คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ & โรแมนซ์สแกม (ฎีกา 1207/2567)
สิทธิคดีอาญาระงับ, สิทธิคดีแพ่งหลังจำเลยถึงแก่ความตาย (ฎีกา 2232/2567)
ฟ้องต่างข้อเท็จจริงสาระสำคัญ ยกฟ้องจำเลยฐานยักยอก,ป.วิ.อ. มาตรา 158, (ฎีกา 2427/2567)
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)-ฎีกา 6820/2567
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)ป.วิ.อ. มาตรา 84 (ฎีกา 6820/2567)
(ฎีกา 324/2568) สิทธิฟ้อง, โจทก์ร่วม, อุบัติเหตุจราจร
(ฎีกาที่ 3462/2567): อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและฟอกเงิน
(ฎีกาที่ 3672/2567): การทำร้ายร่างกายและการตีความการเพิ่มโทษในชั้นอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567: คดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน และประเด็นความชอบด้วยกฎหมายในคดีส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567 การลักทรัพย์นายจ้างหลายกรรม และการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2567: คดีลักทรัพย์-ขาดเจตนาทุจริต แต่ยังมีหน้าที่คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน
ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา – ความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยานกับบทบาทของพนักงานสอบสวน(ฎีกาที่ 8082/2567)
อำนาจฟ้องในคดีอาญาเมื่อสอบสวนโดยตำรวจผิดพื้นที่: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2568
การถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน, ความผิดฐานฟ้องเท็จ, มูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
โจทก์ร่วมในคดีอาญา, การใช้สิทธิผู้เสียหายแทนโจทก์ร่วมเดิม, การสืบสิทธิในคดีอาญา,
อัยการมีอำนาจฟ้องคดีทุจริตแทนอัยการสูงสุดได้หรือไม่ การแก้ฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร
ศาลลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด, อุทธรณ์คำพิพากษา, ขอให้เพิ่มโทษ,
อำนาจฟ้อง, คู่ความในคดี, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย,
การพิจารณาคดีไต่สวนมูลฟ้อง, คำสั่งศาลที่เด็ดขาด,
ถ้อยคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจพนักงานสอบสวน & ฎีกาต้องห้ามข้อเท็จจริงคดีอาวุธปืน (ฎีกา 1016/2567)
บันดาลโทสะลดโทษคดีทำร้ายร่างกาย & อำนาจศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัย (ฎีกา 1109/2567)
ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1(ฎีกาที่ 4687/2566)
ฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม
แก้ไขโทษของความผิดถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยห้ามฎีกา
ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
อำนาจสอบสวนของกองปราบปราม
คำให้การชั้นสอบสวนแทนการสืบพยานในชั้นพิจารณา
ลดมาตราส่วนโทษในความผิดต้องห้ามฎีกา
ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด
คำรับสารภาพมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 157
พยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ
การกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอมสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ
ผู้เสียหายไม่มาเบิกความเป็นพยานในศาล
ผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย(บุตร)
ความรับผิดในทางแพ่ง-ผู้เสียหายโดยนิตินัย
การบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด
กรณีไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียง-พิมพ์คำฟ้องโจทก์
คดีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญายื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายค้นได้
ศาลชั้นต้นยกอายุความมายกคำร้อง ม.44/1 ไม่ชอบ
ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา | เรียกค่าเสียหาย
นายแพทย์กระทำอนาจารคนไข้อายุกว่า 15 ปี จำคุก 3 ปี ปรับ 20,000 บาท
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่แทนการยื่นอุทธรณ์
ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง ผู้ต้องหาอุทธรณ์
โจทก์ขอให้ลงโทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
แก้ไขคำพิพากษาที่อ่านแล้ว
จำคุกไม่เกิน5ปีห้ามคู่ความฎีกาข้อเท็จจริง
ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกายกฟ้อง
ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาห้ามอุทธรณ์
การกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในฟ้อง
ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิด
พิพากษาถึงข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง
เพื่อการอนาจารเป็นเจตนาพิเศษ | การบรรยายฟ้อง
ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ | คดีถึงที่สุด
ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า
คำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวห้ามอุทธรณ์
มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา
อำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้อุทธรณ์-ฎีกา
ฎีกาไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์-ฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คดีขาดอายุความจึงชอบที่ศาลจะยกฟ้อง
คดีถึงที่สุดเมื่อครบกำหนดยื่นฎีกา
การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย
ต้องห้ามฎีกาเพราะไม่ได้อุทธรณ์ไว้
ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อย-จำคุกไม่เกินห้าปีห้ามฎีกา
กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม
โจทก์ฟ้องผิดวันจำเลยหลงต่อสู้