
| การนับโทษจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดและข้อจำกัดมาตรา 190(ฎีกา 322/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญด้านวิธีพิจารณาความอาญา กล่าวคือ การนับโทษจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด และข้อจำกัดของศาลในการแก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ได้อ่านแล้วตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 โดยจำเลยที่ 1 พยายามยื่นคำร้องขอให้ออกหมายจำคุกใหม่และเปลี่ยนลำดับการนับโทษจำคุกของคดีนี้กับคดีอาญาหมายเลขแดง 378/2562 ทั้งที่ตนมิได้ใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ซึ่งถือเป็นคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยยืนยันหลักการสำคัญว่า เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว ศาลไม่มีอำนาจแก้ไขลำดับการนับโทษ เว้นเพียงการแก้คำผิดหรือถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนเท่านั้น ส่งผลให้คำร้องของจำเลยที่ 1 ไม่อาจรับฟังได้ คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ คำถามที่ 1 ศาลมีอำนาจแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงลำดับการนับโทษจำคุกภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วหรือไม่ภายใต้ข้อจำกัดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คำถามที่ 2 การที่จำเลยมิได้ใช้สิทธิฎีกาเพื่อคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา ส่งผลอย่างไรต่อสิทธิในการโต้แย้งลำดับการนับโทษในภายหลัง คำถามที่ 3 การยื่นคำร้องขอให้ออกหมายจำคุกใหม่โดยอาศัยเหตุว่าอีกคดีฟ้องภายหลัง จะถือเป็นการรื้อหรือแก้ไขคำพิพากษาซึ่งกฎหมายห้ามมิให้กระทำหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายเรื่อง “อำนาจของศาลในการแก้ไขคำพิพากษาที่ถึงที่สุด” ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยชัดเจนว่า การยื่นคำร้องเพื่อให้ออกหมายจำคุกใหม่โดยเปลี่ยนลำดับการนับโทษจำคุก ย่อมเป็นการแก้ไขสาระสำคัญของคำพิพากษา ซึ่งกฎหมายห้ามอย่างเด็ดขาด และจำเลยมีหน้าที่ต้องใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ตามมาตรา 216 ในเวลาที่กฎหมายกำหนด เมื่อจำเลยไม่ใช้สิทธิ คำพิพากษาย่อมถึงที่สุดและแก้ไขไม่ได้ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ มาตรา 190 และมาตรา 216 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมถึงหลักการนับโทษหลายกรรมตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 มาตรา 190 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นหัวใจหลักของคดีนี้ กำหนดห้ามศาลแก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งที่อ่านแล้ว เว้นแต่แก้ไขถ้อยคำที่ผิดพลาด การขอออกหมายจำคุกใหม่เพื่อเปลี่ยนลำดับการนับโทษจึงเป็นการแก้สาระสำคัญที่กฎหมายไม่อนุญาต 2 คดีถึงที่สุด เมื่อจำเลยไม่ใช้สิทธิฎีกาตามเวลาที่กำหนด คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 จึงถึงที่สุด การจะกลับมายื่นคำร้องให้นับโทษใหม่ไม่อาจทำได้เพราะเป็นการย้อนกลับไปเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาที่สมบูรณ์แล้ว 3 มาตรา 216 สิทธิฎีกา เป็นบทบัญญัติที่ให้จำเลยใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หากเห็นว่าไม่ชอบ เมื่อจำเลยละเลยไม่ใช้สิทธิ ศาลไม่มีอำนาจพิจารณาเปลี่ยนแปลงภายหลัง 4 การนับโทษจำคุกหลายกรรม (มาตรา 91) จำเลยอ้างว่าคดีที่ฟ้องก่อนควรนับโทษก่อน แต่ศาลวินิจฉัยว่าการนับโทษได้ถูกกำหนดไปแล้วในคำพิพากษาที่ถึงที่สุด และไม่อาจรื้อพิจารณาใหม่ได้ 5 อำนาจศาลในชั้นบังคับคดี การยื่นคำร้องในชั้นบังคับคดีเพื่อเปลี่ยนลำดับการนับโทษเป็นการใช้อำนาจเกินขอบเขต เพราะศาลชั้นบังคับคดีทำได้เพียงออกหมายจำคุกตามคำพิพากษา ไม่สามารถแก้ไขเนื้อหาในคำพิพากษาที่ถึงที่สุดได้ ข้อเท็จจริงโดยสังเขป จำเลยที่ 1 ถูกพิพากษาให้รับโทษจำคุกตลอดชีวิตในหลายกรรมต่างกันตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 289 (4) และความผิดเกี่ยวกับอาวุธปืนตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 กำหนดให้โทษจำคุกนับต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดง 271/2562 และ 378/2562 ของศาลชั้นต้น ต่อมาคดีดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น ขอให้ออกหมายจำคุกใหม่โดยขอเปลี่ยนลำดับการนับโทษ โดยอ้างว่าคดีนี้ฟ้องก่อนคดี 378/2562 จึงควรให้นับโทษไปพร้อมกันหรือกลับลำดับกันใหม่ ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ประเด็นปัญหาที่ต้องวินิจฉัย ว่าศาลมีอำนาจออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่ตามคำร้องของจำเลยหรือไม่ และการขอให้นับโทษใหม่มีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาที่ถึงที่สุดขัดต่อ ปวิอ มาตรา 190 หรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า 1 เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้กำหนดลำดับการนับโทษจำคุกไว้ชัดเจนแล้ว หากจำเลยเห็นว่าไม่ถูกต้อง จำเลยต้องใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาตาม ปวิอ มาตรา 216 2 จำเลยไม่ใช้สิทธิดังกล่าวจนคดีถึงที่สุด จึงไม่อาจกลับมายื่นคำร้องใหม่เพื่อเปลี่ยนลำดับการนับโทษได้ 3 การออกหมายจำคุกใหม่ตามคำร้องของจำเลยมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาที่ถึงที่สุด ซึ่งขัดต่อ ปวิอ มาตรา 190 ที่บัญญัติห้ามแก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งที่อ่านแล้ว เว้นแต่แก้ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด 4 ศาลฎีกาเห็นพ้องตามศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าคำร้องฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน การขยายความประเด็นทางกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 วางหลักสำคัญว่า • เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ศาลไม่มีอำนาจแก้ไขเนื้อหาใด ๆ • การแก้ไขที่ทำได้มีเพียงการแก้ตัวสะกด คำผิด หรือความคลาดเคลื่อนเชิงถ้อยคำ • การขอเปลี่ยนลำดับการนับโทษเป็นการเปลี่ยนสาระสำคัญของคำพิพากษา • ดังนั้น การขอให้ออกหมายจำคุกใหม่จึงเท่ากับขอแก้คำพิพากษาโดยพฤตินัย ซึ่งเป็นสิ่งที่กฎหมายห้ามโดยเด็ดขาด มาตรา 216 ยังย้ำหน้าที่จำเลย หากเห็นว่าศาลอุทธรณ์พิพากษาผิด ต้องฎีกาในเวลาที่กฎหมายกำหนด หากไม่ทำ คำพิพากษาถึงที่สุดทันที หลักกฎหมายนี้มุ่งคุ้มครองความมั่นคงของคำพิพากษา ป้องกันมิให้คู่ความใช้ช่องว่างยื่นเรื่องใหม่ซ้ำซากในชั้นบังคับคดี และรักษาเสถียรภาพของระบบยุติธรรม สรุปข้อคิดทางกฎหมาย ประการแรก คำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วมีความมั่นคงเด็ดขาด ศาลไม่มีอำนาจแก้ไขเนื้อหาสาระ เว้นแต่แก้คำผิดตามที่กฎหมายกำหนด ประการที่สอง หากคู่ความเห็นว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไม่ถูกต้อง ต้องใช้สิทธิฎีกาโดยทันทีในเวลาที่กฎหมายกำหนด เพราะเมื่อไม่ใช้สิทธิ คำพิพากษาย่อมผูกพันทั้งหมด ประการที่สาม การขอออกหมายจำคุกใหม่ที่มีผลเปลี่ยนลำดับการนับโทษเป็นการแก้สาระสำคัญของคำพิพากษา ซึ่งกฎหมายห้ามอย่างชัดแจ้ง ประการที่สี่ หลักการเรื่องคดีถึงที่สุดตาม ปวิอ มาตรา 190 เป็นกลไกสำคัญเพื่อรักษาความแน่นอนทางกฎหมายและเสถียรภาพของกระบวนการยุติธรรม ประการที่ห้า จำเลยหรือคู่ความต้องปฏิบัติสิทธิในกระบวนพิจารณาอย่างเคร่งครัด หากละเลยอาจเสียสิทธิอย่างไม่อาจแก้ไขได้ บทความฉบับเต็ม คำพิพากษาศาลฎีกา 322/2567 – การนับโทษจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดและข้อจำกัดตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นการนับโทษจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด พร้อมทั้งวินิจฉัยถึงขอบเขตอำนาจของศาลตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มุ่งวางหลักว่าศาลไม่มีอำนาจแก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ได้อ่านแล้ว เว้นแต่การแก้ไขถ้อยคำที่คลาดเคลื่อนเท่านั้น ความเป็นมาของคดี จำเลยที่ 1 ถูกพิพากษาลงโทษในหลายกรรมต่างกัน โดยศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้นับโทษจำคุกต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดง 271/2562 และ 378/2562 ของศาลชั้นต้น คดีถึงที่สุดแล้ว แต่จำเลยที่ 1 กลับมายื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นเพื่อขอออกหมายจำคุกใหม่ โดยต้องการให้นับโทษคดีนี้ไปพร้อมกับคดี 378/2562 หรือให้นับกลับลำดับกัน โดยอ้างเหตุว่าคดีนี้ฟ้องก่อนคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยฎีกาต่อศาลฎีกา ประเด็นทางกฎหมาย ประเด็นสำคัญคือ • ศาลมีอำนาจออกหมายจำคุกใหม่เพื่อนับโทษใหม่หรือไม่ • คำร้องดังกล่าวมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาที่ถึงที่สุดตามความหมายของ ปวิอ มาตรา 190 หรือไม่ • จำเลยมีสิทธิร้องเช่นว่านั้นหรือควรใช้สิทธิฎีกาตั้งแต่ต้น การวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกายืนยันหลักการว่า เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วตามมาตรา 190 ศาลไม่มีอำนาจแก้ไขเนื้อหาใดที่เป็นสาระสำคัญของคำพิพากษา การขอให้ออกหมายจำคุกใหม่เพื่อเปลี่ยนลำดับการนับโทษย่อมเป็นการแก้ไขสาระสำคัญของคำพิพากษา อันเป็นสิ่งที่กฎหมายห้าม จำเลยมีสิทธิฎีกาต่อศาลฎีกาตั้งแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษา หากเห็นว่าการนับโทษไม่ถูกต้อง แต่จำเลยละเลยไม่ใช้สิทธิจนคดีถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่อาจกลับมาขอเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาในชั้นบังคับคดีได้อีก ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 8 วิเคราะห์กฎหมาย มาตรา 190 เป็นบทบัญญัติสำคัญในการรักษาความมั่นคงของคำพิพากษา หากปล่อยให้คู่ความยื่นคำร้องเปลี่ยนลำดับการนับโทษหรือแก้สาระสำคัญในชั้นบังคับคดี จะทำให้ระบบยุติธรรมขาดเสถียรภาพและกระทบความแน่นอนของกฎหมาย หลักการนี้สัมพันธ์กับมาตรา 216 ซึ่งกำหนดให้จำเลยต้องใช้สิทธิฎีกาภายในกำหนดเวลา และหากไม่ใช้สิทธิ คำพิพากษาย่อมผูกพันอย่างเด็ดขาด IRAC Issue ศาลมีอำนาจออกหมายจำคุกใหม่เพื่อเปลี่ยนลำดับการนับโทษจำคุกในคดีที่ถึงที่สุดแล้วหรือไม่ และคำร้องของจำเลยที่ 1 ถือเป็นการขอแก้ไขคำพิพากษาที่ถึงที่สุดอันขัดต่อ ปวิอ มาตรา 190 หรือไม่ Rule ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 บัญญัติว่า เมื่อศาลอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งแล้ว ห้ามมิให้แก้ไข เว้นแต่การแก้ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด มาตรา 216 กำหนดสิทธิและระยะเวลาในการฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 กำหนดการนับโทษหลายกรรม Application ศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้กำหนดลำดับการนับโทษจำคุกไว้ชัดเจน หากจำเลยเห็นว่าไม่ชอบ จำเลยต้องใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษา แต่จำเลยไม่ใช้สิทธิ ทำให้คำพิพากษาถึงที่สุด คำร้องของจำเลยที่ต้องการให้ออกหมายจำคุกใหม่โดยเปลี่ยนลำดับการนับโทษเป็นการแก้ไขสาระสำคัญของคำพิพากษา ไม่ใช่การแก้คำผิด จึงเป็นการกระทำที่กฎหมายห้ามโดยตรง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จึงวินิจฉัยถูกต้องแล้วที่ยกคำร้อง Conclusion ศาลไม่มีอำนาจออกหมายจำคุกใหม่เพื่อแก้ไขลำดับการนับโทษในคดีที่ถึงที่สุดแล้วตามมาตรา 190 คำร้องของจำเลยฟังไม่ขึ้น และศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 8 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 322/2567 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่นหากจำเลยที่ 1 เห็นว่าไม่ถูกต้องก็ชอบที่จะใช้สิทธิฎีกาคัดค้านไปยังศาลฎีกา แต่จำเลยที่ 1 ไม่ใช้สิทธิดังกล่าวจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว การที่จำเลยที่ 1 กลับมายื่นคำร้องโดยอ้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเพื่อให้ศาลชั้นต้นออกหมายจำคุกคดีถึงที่สุดใหม่เป็นว่า ให้นับโทษจำคุกในคดีนี้ไปพร้อมกับโทษจำคุกในคดีดังกล่าว หรือไม่ก็ให้นับโทษจำคุกในคดีดังกล่าวต่อจากโทษจำคุกในคดีนี้ แม้จะเลี่ยงให้เป็นการพิจารณาในชั้นบังคับคดี แต่ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้ว อันขัดต่อ ป.วิ.อ. มาตรา 190 คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 8 มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4), 371 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 55, 72 วรรคสอง, 72 ทวิ วรรคสอง, 78 วรรคหนึ่งและวรรคสาม การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 และให้จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 (3) นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 271/2562 และคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น ริบของกลาง กับให้จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม 300,000 บาท ยกคำร้องของโจทก์ร่วมสำหรับจำเลยที่ 2 ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีส่วนแพ่งให้เป็นพับ จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นคดีนี้ก่อนคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น แต่คดีดังกล่าวนั้นศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาก่อน ต่อมาคดีนี้ศาลมีคำพิพากษาและให้นับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ต่อจากคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น ซึ่งเป็นคดีที่โจทก์ยื่นฟ้องหลังคดีนี้จึงไม่ถูกต้องและไม่สมเหตุผลในการที่จะนำคดีที่ฟ้องภายหลังมานับต่อจากคดีที่ฟ้องก่อน ขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่โดยนับโทษจำคุกคดีนี้ไปพร้อมกับโทษจำคุกคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น หรือนับโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษจำคุกคดีนี้ ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 1 ว่า มีเหตุที่จะออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่โดยนับโทษจำคุกคดีนี้ไปพร้อมกับโทษจำคุกคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น หรือนับโทษจำคุกในคดีอาญา เห็นว่า เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้นแล้ว หากจำเลยที่ 1 เห็นว่าศาลอุทธรณ์ภาค 8 นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 คดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีดังกล่าวโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จำเลยที่ 1 ชอบที่จะใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ไปยังศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 แต่จำเลยที่ 1 มิได้ใช้สิทธิดังกล่าวจนคดีถึงที่สุดไปแล้ว จำเลยที่ 1 จึงมายื่นคำร้องขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่ โดยนับโทษจำคุกคดีนี้ไปพร้อมกับโทษจำคุกคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น หรือนับโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษจำคุกคดีนี้ โดยอ้างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายดังที่ปรากฏในคำร้องของจำเลยที่ 1 ข้างต้น และมีคำขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดให้จำเลยใหม่โดยเลี่ยงให้เป็นชั้นบังคับคดี ดังนี้ หากศาลฟังตามที่จำเลยที่ 1 อ้างในคำร้องดังกล่าวแล้ววินิจฉัยให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่โดยนับโทษจำคุกคดีนี้ไปพร้อมกับโทษจำคุกคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น หรือนับโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 378/2562 ของศาลชั้นต้น ต่อจากโทษจำคุกคดีนี้ ย่อมมีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาซึ่งถึงที่สุดแล้วขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ซึ่งห้ามมิให้แก้ไขคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งอ่านแล้ว นอกจากแก้ถ้อยคำที่เขียนหรือพิมพ์ผิดพลาด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของจำเลยที่ 1 ที่ขอให้ออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดใหม่ โดยขอให้เปลี่ยนลำดับการนับโทษจำคุก เหตุผลว่าคดีถึงที่สุดแล้วและไม่อาจรื้อหรือแก้ไขคำพิพากษาได้ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการขอออกหมายจำคุกใหม่มีผลเป็นการแก้ไขคำพิพากษาที่ถึงที่สุด ซึ่งขัดต่อประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 3 ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนยันตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าจำเลยที่ 1 ควรใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาตั้งแต่แรกตามมาตรา 216 เมื่อไม่ใช้สิทธิและคดีถึงที่สุดแล้ว ย่อมไม่อาจกลับมาขอเปลี่ยนลำดับการนับโทษได้ จึงพิพากษายืน แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 ในเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้พิพากษากำหนดลำดับการนับโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ไว้อย่างชัดเจน และจำเลยที่ 1 ไม่ได้ใช้สิทธิฎีกาในเวลาที่กฎหมายกำหนด จนทำให้คำพิพากษาถึงที่สุดไปแล้ว การที่จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องในชั้นบังคับคดีเพื่อขอให้ออกหมายจำคุกใหม่โดยเปลี่ยนลำดับการนับโทษจำคุก อ้างเหตุว่าคดีนี้ฟ้องก่อนคดีอาญาหมายเลขแดง 378/2562 ศาลจะมีอำนาจพิจารณาออกหมายจำคุกใหม่ตามคำร้องของจำเลยหรือไม่ ธงคำตอบ เมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ถึงที่สุดแล้ว จำเลยที่ 1 ไม่มีสิทธิขอกลับมารื้อหรือแก้ไขลำดับการนับโทษใหม่อีก เนื่องจากการออกหมายจำคุกใหม่ตามที่จำเลยร้องมีผลเป็นการแก้ไขสาระสำคัญของคำพิพากษา อันเป็นสิ่งที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 190 ห้ามไว้โดยชัดแจ้ง ทั้งยังไม่เข้ากรณี “แก้ไขคำผิดหรือถ้อยคำผิดพลาด” ซึ่งเป็นเพียงข้อยกเว้นจำกัด เมื่อประกอบกับมาตรา 216 ที่บัญญัติให้จำเลยต้องใช้สิทธิฎีกาคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภายในกำหนดเวลา การที่จำเลยละเลยไม่ใช้สิทธิ ทำให้คดีถึงที่สุด และไม่อาจยื่นคำร้องใหม่ในชั้นบังคับคดีเพื่อเปลี่ยนสาระสำคัญของคำพิพากษาได้ ศาลจึงไม่มีอำนาจออกหมายจำคุกใหม่ ข้อ 2 จำเลยที่ 1 อ้างว่าคดีนี้เป็นคดีที่โจทก์ฟ้องก่อนคดีอาญาหมายเลขแดง 378/2562 ดังนั้นจึงควรให้นับโทษจำคุกคดีนี้ก่อนหรือให้นับพร้อมกันกับคดีดังกล่าว เหตุอ้างเช่นนี้จะมีผลเปลี่ยนแปลงลำดับการนับโทษได้หรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมื่อคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้กำหนดลำดับการนับโทษไว้แล้วในลักษณะโทษหลายกรรมต่างกันตามมาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ธงคำตอบ การอ้างว่าคดีฟ้องก่อนคดีอื่นจึงควรให้นับโทษก่อน มิได้มีผลเหนือคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว เพราะการกำหนดลำดับการนับโทษเป็นอำนาจของศาลที่วินิจฉัยชี้ขาดในคำพิพากษา และเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 8 ได้กำหนดลำดับการนับโทษไว้ตามมาตรา 91 แห่งประมวลกฎหมายอาญาแล้ว โจทก์หรือจำเลยไม่อาจยกข้อเท็จจริงเรื่องลำดับการฟ้องมาเปลี่ยนแปลงผลคำพิพากษาได้อีก การยื่นคำร้องขอให้นับโทษใหม่ย่อมเป็นการแก้ไขคำพิพากษาที่อ่านและถึงที่สุดแล้ว ซึ่งขัดต่อมาตรา 190 โดยตรง ไม่อาจรับฟังได้ ข้อ 3 เมื่อจำเลยที่ 1 ไม่พอใจการนับโทษจำคุกตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 และเลือกที่จะไม่ใช้สิทธิฎีกาตามมาตรา 216 ในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่กลับมายื่นคำร้องในชั้นบังคับคดีขอให้ออกหมายจำคุกใหม่แทน การไม่ใช้สิทธิฎีกาดังกล่าวจะมีผลอย่างไรต่อสิทธิของจำเลยในภายหลัง และจำเลยยังมีช่องทางทางกฎหมายใดเหลืออยู่หรือไม่ ธงคำตอบ การไม่ใช้สิทธิฎีกาในเวลาที่กฎหมายกำหนดทำให้คำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 8 ถึงที่สุดทันที ส่งผลให้จำเลยขาดสิทธิที่จะโต้แย้งในสาระสำคัญของคำพิพากษาภายหลัง เพราะมาตรา 190 วางหลักว่า เมื่อคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ศาลไม่มีอำนาจแก้ไขเนื้อหาใด ๆ เว้นแต่การแก้ไขคำผิด จำเลยจึงไม่อาจยื่นคำร้องเพื่อขอออกหมายจำคุกใหม่ หรือกลับลำดับการนับโทษได้อีก การละเลยไม่ใช้สิทธิในชั้นฎีกาจึงเป็นผลให้สิทธิดังกล่าวสิ้นสุดโดยเด็ดขาด ไม่มีช่องทางทางกฎหมายอื่นให้แก้ไขสินใจหรือคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้ว ข้อ 4 การที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าคำร้องที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นเป็นเพียง “การพิจารณาในชั้นบังคับคดี” มิใช่การขอแก้ไขคำพิพากษา จะมีผลทำให้ศาลยังคงมีอำนาจพิจารณาได้หรือไม่ และการแยกแยะระหว่าง “การพิจารณาชั้นบังคับคดี” กับ “การแก้ไขคำพิพากษา” มีผลทางกฎหมายในคดีนี้อย่างไร ธงคำตอบ แม้จำเลยจะพยายามอ้างว่าคำร้องเป็นเพียงการขอให้ศาลพิจารณาในชั้นบังคับคดี แต่เมื่อคำร้องมีเนื้อหาโดยแท้จริงเป็นการขอให้เปลี่ยนลำดับการนับโทษจำคุก ซึ่งเป็นสาระสำคัญของคำพิพากษา จึงมิใช่การดำเนินกระบวนการในชั้นบังคับคดีธรรมดา แต่เป็นการขอแก้ไขคำพิพากษาที่ถึงที่สุดแล้วโดยพฤตินัย มาตรา 190 จึงห้ามศาลพิจารณา การพยายามหลีกเลี่ยงด้วยถ้อยคำว่าเป็นเพียงการบังคับคดีไม่อาจทำให้ศาลมีอำนาจใหม่ เพราะศาลต้องวินิจฉัยจาก “ผลที่เกิดขึ้นต่อคำพิพากษา” มิใช่จาก “ถ้อยคำที่จำเลยใช้ในคำร้อง” เมื่อคำร้องมีผลเปลี่ยนแปลงสาระคำพิพากษา ศาลจึงไม่มีอำนาจรับไว้พิจารณา ข้อ 5 ในคดีนี้ ศาลฎีกามีความเห็นสอดคล้องกับศาลอุทธรณ์ภาค 8 ว่าคำร้องของจำเลยฟังไม่ขึ้น การที่ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์สะท้อนหลักกฎหมายใดเกี่ยวกับเสถียรภาพของคำพิพากษาและความสำคัญของการใช้สิทธิภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยสามารถอธิบายหลักการดังกล่าวตามเจตนารมณ์ของมาตรา 190 และ 216 ได้อย่างไร ธงคำตอบ การที่ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 8 สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ “ความเด็ดขาดของคำพิพากษาที่ถึงที่สุด” และ “ความจำเป็นที่คู่ความต้องใช้สิทธิตามกำหนดเวลา” มาตรา 190 วางหลักว่าคำพิพากษาที่อ่านแล้วไม่อาจแก้ไขในสาระสำคัญ ซึ่งเป็นกลไกที่ทำให้กระบวนยุติธรรมมีความมั่นคง ไม่ย้อนกลับไปกลับมาอย่างไม่สิ้นสุด ขณะที่มาตรา 216 กำหนดให้จำเลยต้องใช้สิทธิฎีกาในเวลาที่กฎหมายกำหนดเพื่อโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ หากไม่ใช้สิทธิ คำพิพากษาย่อมผูกพันอย่างเด็ดขาด การที่ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์จึงเป็นการยืนยันหลักการว่าคู่ความต้องดำเนินสิทธิให้ถูกต้องตามกระบวนการ มิฉะนั้นจะไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขผลคดีได้อีก ซึ่งทำให้กระบวนยุติธรรมมีเสถียรภาพและป้องกันการฟ้องร้องซ้ำซ้อนหรือการยืดเยื้อโดยไม่จำเป็น |




