
| คำพิพากษาคดีอาญาก่อนผูกพันคดีแพ่งหรือไม่ในคดีละเมิดจากอุบัติเหตุรถชน และความรับผิดของทายาทผู้รับมรดก
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญเรื่อง ผลผูกพันของคำพิพากษาคดีอาญาต่อคดีแพ่ง และขอบเขตของบทบัญญัติมาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับ ความรับผิดของทายาทผู้รับมรดกในหนี้ละเมิดของผู้ตาย อันเกิดจากอุบัติเหตุทางจราจร คดีนี้เกิดจากเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถยนต์ของโจทก์จนทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย ต่อมาโจทก์จึงฟ้องทายาทของผู้ตายให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นมีคดีอาญาซึ่งศาลฎีกาเคยวินิจฉัยถึงเหตุของการชนว่าเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์ ประเด็นสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า คำพิพากษาในคดีอาญาก่อนนั้นจะมีผลผูกพันต่อคดีแพ่งในคดีนี้หรือไม่ รวมถึงปัญหาทางกระบวนพิจารณาว่า หากคู่ความมิได้ยกข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จะสามารถนำมาวินิจฉัยในชั้นฎีกาได้หรือไม่ ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า แม้กฎหมายจะกำหนดให้ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาในบางกรณี แต่ต้องเป็น ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีนั้น เท่านั้น หากเป็นประเด็นที่แตกต่างกัน ศาลแพ่งย่อมไม่ถูกผูกพัน นอกจากนี้ยังย้ำหลักกระบวนพิจารณาว่า ประเด็นที่มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่างย่อมไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยในชั้นฎีกาได้ สรุปข้อเท็จจริงของคดี โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ โดยในวันเกิดเหตุภรรยาของโจทก์เป็นผู้ขับรถยนต์ดังกล่าวบนถนนบางนา–ตราด เมื่อถึงบริเวณทางโค้งซึ่งมีเครื่องหมายห้ามแซง นายศักดาได้ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาด้วยความเร็วสูง และฝ่าฝืนกฎหมายโดยแซงรถโดยสารในเขตห้ามแซง ทำให้ล้ำเข้ามาในช่องทางเดินรถของรถยนต์ที่ภรรยาโจทก์ขับ จนเกิดการชนกัน ผลจากอุบัติเหตุดังกล่าวทำให้ • นายศักดาผู้ขับรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย • รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินประมาณ 100,000 บาท ภายหลังเหตุการณ์ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของนายศักดาในฐานะ ทายาทผู้รับมรดกของผู้ตาย ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า • ความประมาทเกิดจากภรรยาโจทก์ • มีคดีอาญาที่พนักงานอัยการและจำเลยที่ 1 เคยฟ้องภรรยาโจทก์ในข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย • รถยนต์ที่เกิดเหตุเป็นสินสมรส • โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ประเด็นสำคัญในคดีมีหลายประเด็น ได้แก่ 1. คำพิพากษาคดีอาญาก่อนมีผลผูกพันคดีแพ่งหรือไม่ 2. การยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกาทำได้หรือไม่ 3. การอ้างเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งไม่ได้ยกในศาลล่าง ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยหรือไม่ 4. ความรับผิดของทายาทต่อหนี้ละเมิดของผู้ตายมีขอบเขตเพียงใด คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญดังนี้ (1) ผลผูกพันของคำพิพากษาคดีอาญา จำเลยอ้างว่าคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาก่อนวินิจฉัยว่า ภรรยาโจทก์เป็นฝ่ายประมาท จึงควรมีผลผูกพันคดีแพ่ง ศาลฎีกาเห็นว่า แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จะกำหนดว่า ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุด แต่ต้องเป็น ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีแพ่ง ในคดีอาญาก่อน ประเด็นคือ “ภรรยาโจทก์ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่” แต่คดีนี้มีประเด็นว่า “นายศักดาขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทชนรถโจทก์หรือไม่” จึงเป็นคนละประเด็นกัน ดังนั้นคำพิพากษาคดีอาญาก่อน ไม่ผูกพันโจทก์ในคดีแพ่งนี้ (2) การยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา จำเลยฎีกาว่า โจทก์นั่งอยู่ในรถที่เกิดเหตุด้วย จึงเป็นผู้ครอบครองรถและต้องร่วมรับผิด ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อเท็จจริงนี้ จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จึงไม่ใช่ประเด็นที่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลล่าง และไม่ใช่ปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึง ไม่รับวินิจฉัย (3) ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง จำเลยอ้างว่ารถยนต์เป็นสินสมรส โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภรรยา ศาลฎีกาเห็นว่า จำเลยไม่ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เช่นกัน แม้ประเด็นอำนาจฟ้องจะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ไม่มีเหตุสมควรที่จะยกขึ้นวินิจฉัย (4) ความรับผิดของทายาท ศาลวินิจฉัยว่า จำเลยทั้งสองเป็นทายาทผู้รับมรดกของผู้ตาย ตามกฎหมายแพ่ง ทายาทต้องรับผิดในหนี้ของผู้ตาย แต่รับผิด ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับ วิเคราะห์หลักกฎหมาย คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญ 3 ประการ หลักที่ 1 คำพิพากษาคดีอาญาจะผูกพันคดีแพ่ง เฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นเดียวกันเท่านั้น หลักที่ 2 ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่าง ไม่สามารถนำมาวินิจฉัยในชั้นฎีกาได้ หลักที่ 3 ทายาทผู้รับมรดกต้องรับผิดในหนี้ของผู้ตาย แต่รับผิดเพียง ไม่เกินทรัพย์มรดกที่ได้รับ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยให้จำเลยรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายศักดาที่ตกทอดมายังจำเลย 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าพยานหลักฐานรับฟังได้ว่านายศักดาขับรถโดยประมาทและเป็นเหตุให้รถยนต์โจทก์เสียหาย 3. ศาลฎีกา พิพากษายืน เห็นว่าคำพิพากษาคดีอาญาก่อนมิได้ผูกพันคดีแพ่งนี้ และประเด็นที่จำเลยยกขึ้นในชั้นฎีกาเป็นประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่าง จึงไม่รับวินิจฉัย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยชี้ให้เห็นว่าแม้มาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะกำหนดให้ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญา แต่ผลผูกพันดังกล่าวมีขอบเขตจำกัดเฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นเดียวกันโดยตรงเท่านั้น หากคดีแพ่งมีประเด็นที่แตกต่างจากคดีอาญา ศาลแพ่งย่อมมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ได้ นอกจากนี้ คำพิพากษายังยืนยันหลักกระบวนพิจารณาว่า คู่ความต้องยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อสู้ให้ครบถ้วนในศาลล่าง หากมิได้ยกขึ้น ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย เว้นแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและมีเหตุสมควรอย่างยิ่ง อีกประเด็นหนึ่งคือหลักความรับผิดของทายาท ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ทายาทผู้รับมรดกต้องรับทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้ตาย รวมถึงหนี้จากการละเมิด แต่ความรับผิดดังกล่าวจำกัดเพียง ไม่เกินมูลค่าทรัพย์มรดกที่ได้รับ แนวคำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา และต่อการกำหนดขอบเขตความรับผิดของทายาทในหนี้ละเมิดของผู้ตาย ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความ ผลผูกพันของคำพิพากษาคดีอาญาต่อคดีแพ่ง และหลักกระบวนพิจารณาว่า ประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่างไม่อาจนำมาวินิจฉัยในชั้นฎีกาได้ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จะบัญญัติให้ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นเดียวกันโดยตรงกับคดีแพ่ง หากเป็นคนละประเด็นกัน คำพิพากษาคดีอาญาย่อมไม่ผูกพันคดีแพ่ง สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ผลผูกพันของคำพิพากษาคดีอาญาต่อคดีแพ่ง (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46) หลักกฎหมายกำหนดว่า ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นเดียวกันโดยตรงเท่านั้น ในคดีนี้คดีอาญาก่อนพิจารณาเพียงว่าผู้ขับรถยนต์ประมาทจนมีผู้เสียชีวิตหรือไม่ ส่วนคดีแพ่งมีประเด็นว่าผู้ขับรถจักรยานยนต์ประมาทจนทำให้รถโจทก์เสียหายหรือไม่ จึงเป็นคนละประเด็น ทำให้คำพิพากษาคดีอาญาไม่ผูกพันคดีแพ่ง 2. ประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่าง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ศาลฎีกาวางหลักสำคัญในกระบวนพิจารณาว่า คู่ความต้องยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อสู้ให้ครบถ้วนตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หากนำประเด็นใหม่มายกขึ้นเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย เว้นแต่จะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ในคดีนี้จำเลยอ้างประเด็นเรื่องการครอบครองรถและอำนาจฟ้องในชั้นฎีกาโดยไม่เคยต่อสู้ในศาลล่าง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว. คำถามที่พบบ่อย (FAQ) คำถาม 1. คำพิพากษาคดีอาญาจะมีผลผูกพันต่อคดีแพ่งในทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ โดยหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 กำหนดว่า ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตาม ผลผูกพันดังกล่าวจะเกิดขึ้นเฉพาะในส่วนของข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นเดียวกันโดยตรงกับคดีแพ่งเท่านั้น หากประเด็นในคดีแพ่งแตกต่างจากคดีอาญา แม้จะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดียวกัน ศาลแพ่งย่อมสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยใหม่ได้ ดังเช่นในคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ที่เห็นว่า ประเด็นในคดีอาญาเกี่ยวกับความประมาทที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนคดีแพ่งมีประเด็นว่าผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์กระทำละเมิดต่อทรัพย์สินของโจทก์หรือไม่ จึงไม่ถือว่าคำพิพากษาคดีอาญาผูกพันคดีแพ่งโดยตรง คำถาม 2. หากคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คู่ความในคดีแพ่งสามารถโต้แย้งข้อเท็จจริงใหม่ได้หรือไม่ คำตอบ การที่คดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว มิได้หมายความว่าคู่ความในคดีแพ่งจะไม่สามารถโต้แย้งข้อเท็จจริงใด ๆ ได้เลย หลักกฎหมายกำหนดว่า ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาเฉพาะในส่วนที่เป็นประเด็นเดียวกันเท่านั้น หากข้อเท็จจริงในคดีแพ่งเป็นประเด็นที่แตกต่างจากที่ศาลอาญาเคยวินิจฉัย คู่ความยังคงมีสิทธินำพยานหลักฐานมาแสดงเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ ศาลแพ่งจึงสามารถพิจารณาและวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่โดยอิสระ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ เนื่องจากลักษณะของคดีแพ่งและคดีอาญามีวัตถุประสงค์ในการพิจารณาแตกต่างกัน คำถาม 3. เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นบางข้อที่จำเลยยกขึ้นในชั้นฎีกา คำตอบ ศาลฎีกาเป็นศาลที่มีหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยข้อกฎหมายโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้พิจารณาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หากคู่ความมิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นต่อสู้ในศาลล่าง ประเด็นดังกล่าวย่อมไม่ถือว่าเป็นปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในกระบวนพิจารณา ดังนั้นการนำประเด็นดังกล่าวมาวินิจฉัยในชั้นฎีกาจึงไม่อาจกระทำได้ เว้นแต่จะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและศาลเห็นสมควรพิจารณาเอง ในคดีนี้จำเลยได้ยกข้ออ้างใหม่เกี่ยวกับการครอบครองรถและอำนาจฟ้องในชั้นฎีกาโดยมิได้ต่อสู้ไว้ในศาลล่าง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย คำถาม 4. ทายาทผู้รับมรดกต้องรับผิดในหนี้ของผู้ตายทุกกรณีหรือไม่ คำตอบ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หลักการสำคัญคือ ทายาทผู้รับมรดกย่อมรับทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้ตาย ซึ่งรวมถึงหนี้สินของผู้ตายด้วย อย่างไรก็ตาม ความรับผิดของทายาทมีขอบเขตจำกัด กล่าวคือ ทายาทต้องรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนทรัพย์มรดกที่ตนได้รับเท่านั้น หากหนี้สินของผู้ตายมีจำนวนมากกว่าทรัพย์มรดก ทายาทไม่ต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวมาชำระหนี้เกินกว่ามรดกที่ได้รับ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองทายาทมิให้ต้องรับภาระหนี้สินของผู้ตายเกินสมควร ในคดีนี้ศาลจึงกำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นทายาทรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับจากผู้ตาย คำถาม 5. เจ้าของรถสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ หากไม่ได้เป็นผู้ขับรถในขณะเกิดอุบัติเหตุ คำตอบ ในคดีละเมิดจากอุบัติเหตุจราจร สิทธิในการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนมิได้จำกัดเฉพาะผู้ที่เป็นผู้ขับขี่รถเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลใดเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำละเมิด หากรถยนต์หรือทรัพย์สินเป็นของบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ แม้ว่าจะมิได้เป็นผู้ขับรถในขณะเกิดเหตุ ดังเช่นในคดีนี้ที่โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ซึ่งได้รับความเสียหาย แม้ว่าผู้ขับขี่จะเป็นภรรยาของโจทก์ก็ตาม ศาลจึงรับฟังว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดหรือทายาทของผู้กระทำละเมิดได้ตามกฎหมายแพ่ง คำถาม 6. หากคู่ความยกประเด็นใหม่ในชั้นฎีกา ศาลฎีกาจะสามารถวินิจฉัยให้ได้หรือไม่ คำตอบ ตามหลักกระบวนพิจารณาความแพ่ง การยกประเด็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยในชั้นฎีกาจะต้องเป็นประเด็นที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ก่อน หากคู่ความเพิ่งนำประเด็นดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย เว้นแต่ประเด็นนั้นจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและมีเหตุจำเป็นต้องพิจารณาเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ในคดีนี้จำเลยได้ยกข้ออ้างบางประเด็นในชั้นฎีกาโดยมิได้ต่อสู้ไว้ในศาลล่าง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขตามหลักกฎหมายดังกล่าว คำถาม 7. หากรถยนต์ที่เกิดเหตุเป็นสินสมรส คู่สมรสฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องคดีได้เองหรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้วทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสถือเป็นทรัพย์สินร่วมของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย การดำเนินการเกี่ยวกับสินสมรสบางกรณีอาจต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ทรัพย์สินดังกล่าวได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิด เจ้าของหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินนั้นอาจมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ หากปรากฏว่าตนเป็นผู้เสียหายโดยตรง ในคดีนี้จำเลยได้ยกประเด็นเรื่องสินสมรสขึ้นฎีกาโดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แต่เนื่องจากจำเลยมิได้ยกประเด็นดังกล่าวต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว คำถาม 8. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้มีความสำคัญต่อคดีละเมิดจากอุบัติเหตุจราจรอย่างไร คำตอบ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้มีความสำคัญในหลายประการ ประการแรกคือการกำหนดขอบเขตของผลผูกพันระหว่างคำพิพากษาคดีอาญากับคดีแพ่ง โดยศาลฎีกายืนยันว่าคำพิพากษาคดีอาญาจะผูกพันคดีแพ่งเฉพาะในส่วนของข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นเดียวกันเท่านั้น ประการที่สองคือการย้ำหลักกระบวนพิจารณาว่าประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่างไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยในชั้นฎีกาได้ และประการที่สามคือการยืนยันหลักความรับผิดของทายาทผู้รับมรดก ซึ่งต้องรับผิดในหนี้ของผู้ตายเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกที่ได้รับ แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการพิจารณาคดีละเมิดและคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาในทางปฏิบัติ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 682/2534 คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสอง ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแทน ศ. บุตรจำเลยที่ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยประมาท ชนรถยนต์โจทก์ซึ่งมี ก. ภรรยาโจทก์เป็นผู้ขับได้รับความเสียหายคดีส่วนอาญาคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้วนั้น เป็นเรื่องที่พนักงานอัยการและจำเลยที่ 1 ฟ้อง ก. ในข้อหาว่าขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีประเด็นเพียงว่า ก.ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ จึงมิใช่ประเด็นโดยตรงในคดีนี้ซึ่งมีประเด็นว่า ศ. ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถของโจทก์ได้รับความเสียหาย หรือไม่ คำพิพากษาในคดีก่อนส่วนอาญาจึงไม่ผูกพันโจทก์ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ในวันเกิดเหตุโจทก์ได้นั่งไปในรถยนต์คันเกิดเหตุด้วย จึงเป็นผู้ครอบครองรถคันดังกล่าว โจทก์ต้องร่วมรับผิดกับ ก. ด้วยนั้นจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงมิได้เป็นปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่ารถยนต์คันที่เกิดเหตุเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ ก. โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยทั้งสองก็มิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงมิได้เป็นปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น และในศาลอุทธรณ์เช่นกัน แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้. ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นบิดามารดาและทายาทของนายศักดา ผู้ขับรถจักรยานยนต์ซึ่งได้ขับแซงรถในเขตห้ามแซงและล้ำเข้าช่องทางเดินรถของนางกัลยาภรรยาโจทก์ที่ขับรถยนต์อยู่ จนเกิดการชนทำให้รถยนต์โจทก์เสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในฐานะทายาทผู้รับมรดก จำเลยให้การว่านางกัลยาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ และคดีอาญาได้มีการฟ้องนางกัลยาแล้ว อีกทั้งรถยนต์เป็นสินสมรส โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีอาญาก่อนจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ประเด็นในคดีอาญามิใช่ประเด็นเดียวกับคดีแพ่งนี้ จึงไม่ผูกพันโจทก์ อีกทั้งข้ออ้างเรื่องการครอบครองรถและอำนาจฟ้องจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่าง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย และเห็นว่าศาลล่างพิพากษาให้จำเลยรับผิดภายในขอบเขตทรัพย์มรดกชอบแล้ว จึงพิพากษายืน. ฏีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ จำเลยทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรมของนายศักดา โดยจำเลยที่ 1 เป็นบิดา จำเลยที่ 2เป็นมารดา เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2526 ขณะที่นางกัลยาภรรยาโจทก์กำลังขับรถยนต์ของโจทก์มาตามถนนสายบางนา-ตราด ถึงหลักกิโลเมตรที่ 5-6 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการมุ่งหน้าไปทางกรุงเทพมหานคร นายศักดาได้ขับขี่รถจักรยานยนต์สวนทางมาด้วยความประมาทเลินเล่อโดยขับขี่ด้วยความเร็วสูงแซงรถยนต์โดยสารในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามแซงล้ำเข้าไปในช่องทางรถของนางกัลยาแล้วพุ่งเข้าชนรถยนต์ของโจทก์ เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์เสียหายและเสื่อมราคาคิดเป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมผู้รับมรดกของนายศักดาต้องรับไปทั้งสิทธิหน้าที่ของนายศักดาด้วยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า นางกัลยาภรรยาโจทก์ขับรถโดยประมาทชนรถจักรยานยนต์ที่นายศักดาบุตรของจำเลยทั้งสองกำลังขับขี่จนนายศักดาถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 และพนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการได้ฟ้องนางกัลยาฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถผู้อื่นเสียหาย และมีผู้อื่นถึงแก่ความตาย คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา โจทก์เป็นสามีนางกัลยาผู้ทำละเมิด โจทก์อาศัยสิทธิภรรยาฟ้องย่อมไม่เกิดอำนาจฟ้อง รถคันที่นางกัลยาขับขี่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และนางกัลยา นางกัลยาขับรถในเวลาเกิดเหตุมีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้การที่โจทก์มาฟ้องคดีเสียเองเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต นายศักดาไม่มีทรัพย์มรดก ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายศักดา ที่จำเลยทั้งสองได้รับ คำขออื่นให้ยก จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2526 นางกัลยาภรรยาของโจทก์ได้ขับขี่รถยนต์ซีตรอง หมายเลขทะเบียน 7ข-8789 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ไปตามถนนสายบางนา-ตราด มุ่งหน้าไปจังหวัดชลบุรี เมื่อถึงที่เกิดเหตุระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 5 และ 6 นางกัลยาได้เลี้ยวรถกลับตรงทางเชื่อมเพื่อกลับเข้ากรุงเทพมหานคร ซึ่งในขณะนั้นนายศักดาบุตรของจำเลยทั้งสองได้ขับขี่รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 2ง-3232 สวนทางไปและได้ขับด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังแซงรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน 10-0149 ชลบุรีซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปจังหวัดชลบุรี โดยฝ่าฝืนกฎหมายเพราะเป็นบริเวณทางโค้งและมีป้ายห้ามแซงไว้ ล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของนางกัลยาจึงได้เกิดชนกับรถยนต์ของโจทก์ที่นางกัลยาขับขี่เป็นเหตุให้นายศักดาถึงแก่ความตาย รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินจำนวน50,000 บาท หลังจากเกิดเหตุแล้วพนักงานอัยการและจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องนางกัลยาในข้อหาว่าขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายศาลสั่งรวมพิจารณาและพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาฎีกาที่4484-4485/2532 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่ เหตุที่รถจักรยานยนต์ของนายศักดาชนกับรถยนต์ที่นางกัลยาขับขี่เกิดจากความประมาทของนางกัลยา คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในปัญหาข้อกฎหมายว่าเมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาว่เหตุที่รถชนกันเป็นความประมาทของนางกัลยาภรรยาโจทก์แล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ เพราะนางกัลยาเป็นภรรยาโจทก์ และรถยนต์ที่นางกัลยาขับขี่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนางกัลยา นั้น เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 จะบัญญัติว่า "ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาที่ศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดไปนั้นมีประเด็นแต่เพียงว่า จึงมิใช่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีนี้ซึ่งมีประเด็นว่านายศักดาขับขี่รถจักรยานยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถของโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาโดยอ้างว่า ในวันเเกิดเหตุโจทก์ได้นั่งไปในรถยนต์ที่นางกัลยาขับขี่ โจทก์จึงเป็นผู้ครอบครองรถคันดังกล่าว โจทก์ต้องร่วมรับผิดกับนางกัลยาด้วยนั้นเห็นว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองอ้างมาดังกล่าวนี้ จำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงมิได้เป็นปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับปัญหาที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า รถยนต์ที่เกิดเหตุเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนางกัลยา โจทก์ฟ้องคดีโดยยังไม่ได้รับความยินยอม ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยทั้งสองก็มิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงมิได้เป็นปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์เช่นเดียวกัน แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาก็เห็นว่าไม่มีเหตุสมควรที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยให้รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่จำเลยทั้งสองชอบแล้ว..." พิพากษายืน. |



