ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




คำพิพากษาคดีอาญาก่อนผูกพันคดีแพ่งหรือไม่ในคดีละเมิดจากอุบัติเหตุรถชน และความรับผิดของทายาทผู้รับมรดก

ผลผูกพันคำพิพากษาคดีอาญาต่อคดีแพ่ง, หลักกฎหมายคดีแพ่งเกี่ยวเนื่องคดีอาญา, ความรับผิดของทายาทผู้รับมรดกในหนี้ละเมิด, การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากอุบัติเหตุรถชน, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีละเมิดจราจร, การใช้สิทธิฟ้องคดีของเจ้าของทรัพย์สินเสียหาย, ขอบเขตมาตรา 46 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา, ประเด็นข้อกฎหมายที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่าง, ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยปัญหาใหม่ในชั้นฎีกา, ความรับผิดจำกัดตามทรัพย์มรดกของทายาท, หลักการรับมรดกพร้อมหนี้ตามกฎหมายแพ่ง 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับหลักกฎหมายสำคัญเรื่อง ผลผูกพันของคำพิพากษาคดีอาญาต่อคดีแพ่ง และขอบเขตของบทบัญญัติมาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา รวมถึงประเด็นเกี่ยวกับ ความรับผิดของทายาทผู้รับมรดกในหนี้ละเมิดของผู้ตาย อันเกิดจากอุบัติเหตุทางจราจร

คดีนี้เกิดจากเหตุรถจักรยานยนต์ชนกับรถยนต์ของโจทก์จนทำให้รถยนต์ได้รับความเสียหาย และผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย ต่อมาโจทก์จึงฟ้องทายาทของผู้ตายให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านั้นมีคดีอาญาซึ่งศาลฎีกาเคยวินิจฉัยถึงเหตุของการชนว่าเกิดจากความประมาทของผู้ขับรถยนต์

ประเด็นสำคัญจึงเกิดขึ้นว่า คำพิพากษาในคดีอาญาก่อนนั้นจะมีผลผูกพันต่อคดีแพ่งในคดีนี้หรือไม่ รวมถึงปัญหาทางกระบวนพิจารณาว่า หากคู่ความมิได้ยกข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ จะสามารถนำมาวินิจฉัยในชั้นฎีกาได้หรือไม่

ศาลฎีกาได้วางหลักสำคัญว่า แม้กฎหมายจะกำหนดให้ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาในบางกรณี แต่ต้องเป็น ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีนั้น เท่านั้น หากเป็นประเด็นที่แตกต่างกัน ศาลแพ่งย่อมไม่ถูกผูกพัน นอกจากนี้ยังย้ำหลักกระบวนพิจารณาว่า ประเด็นที่มิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่างย่อมไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยในชั้นฎีกาได้

สรุปข้อเท็จจริงของคดี

โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ โดยในวันเกิดเหตุภรรยาของโจทก์เป็นผู้ขับรถยนต์ดังกล่าวบนถนนบางนา–ตราด เมื่อถึงบริเวณทางโค้งซึ่งมีเครื่องหมายห้ามแซง นายศักดาได้ขับรถจักรยานยนต์สวนทางมาด้วยความเร็วสูง และฝ่าฝืนกฎหมายโดยแซงรถโดยสารในเขตห้ามแซง ทำให้ล้ำเข้ามาในช่องทางเดินรถของรถยนต์ที่ภรรยาโจทก์ขับ จนเกิดการชนกัน

ผลจากอุบัติเหตุดังกล่าวทำให้

นายศักดาผู้ขับรถจักรยานยนต์ถึงแก่ความตาย

รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายเป็นเงินประมาณ 100,000 บาท

ภายหลังเหตุการณ์ โจทก์ได้ฟ้องจำเลยทั้งสองซึ่งเป็นบิดามารดาของนายศักดาในฐานะ ทายาทผู้รับมรดกของผู้ตาย ให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหาย

ฝ่ายจำเลยต่อสู้ว่า

ความประมาทเกิดจากภรรยาโจทก์

มีคดีอาญาที่พนักงานอัยการและจำเลยที่ 1 เคยฟ้องภรรยาโจทก์ในข้อหาขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย

รถยนต์ที่เกิดเหตุเป็นสินสมรส

โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ประเด็นข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ประเด็นสำคัญในคดีมีหลายประเด็น ได้แก่

1. คำพิพากษาคดีอาญาก่อนมีผลผูกพันคดีแพ่งหรือไม่

2. การยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกาทำได้หรือไม่

3. การอ้างเรื่องอำนาจฟ้องซึ่งไม่ได้ยกในศาลล่าง ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยหรือไม่

4. ความรับผิดของทายาทต่อหนี้ละเมิดของผู้ตายมีขอบเขตเพียงใด

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นสำคัญดังนี้

(1) ผลผูกพันของคำพิพากษาคดีอาญา

จำเลยอ้างว่าคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีอาญาก่อนวินิจฉัยว่า ภรรยาโจทก์เป็นฝ่ายประมาท จึงควรมีผลผูกพันคดีแพ่ง

ศาลฎีกาเห็นว่า

แม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จะกำหนดว่า

ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุด

แต่ต้องเป็น ข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีแพ่ง

ในคดีอาญาก่อน ประเด็นคือ

“ภรรยาโจทก์ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่”

แต่คดีนี้มีประเด็นว่า

“นายศักดาขับรถจักรยานยนต์โดยประมาทชนรถโจทก์หรือไม่”

จึงเป็นคนละประเด็นกัน

ดังนั้นคำพิพากษาคดีอาญาก่อน ไม่ผูกพันโจทก์ในคดีแพ่งนี้

(2) การยกข้อเท็จจริงใหม่ในชั้นฎีกา

จำเลยฎีกาว่า

โจทก์นั่งอยู่ในรถที่เกิดเหตุด้วย

จึงเป็นผู้ครอบครองรถและต้องร่วมรับผิด

ศาลฎีกาเห็นว่า

ข้อเท็จจริงนี้ จำเลยไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์

จึงไม่ใช่ประเด็นที่ได้ว่ากันมาแล้วในศาลล่าง

และไม่ใช่ปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

ศาลฎีกาจึง ไม่รับวินิจฉัย

(3) ประเด็นเรื่องอำนาจฟ้อง

จำเลยอ้างว่ารถยนต์เป็นสินสมรส

โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจากภรรยา

ศาลฎีกาเห็นว่า

จำเลยไม่ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นต่อสู้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เช่นกัน

แม้ประเด็นอำนาจฟ้องจะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน

แต่ศาลฎีกาเห็นว่า ไม่มีเหตุสมควรที่จะยกขึ้นวินิจฉัย

(4) ความรับผิดของทายาท

ศาลวินิจฉัยว่า

จำเลยทั้งสองเป็นทายาทผู้รับมรดกของผู้ตาย

ตามกฎหมายแพ่ง ทายาทต้องรับผิดในหนี้ของผู้ตาย

แต่รับผิด ไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับ

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

คำพิพากษานี้วางหลักสำคัญ 3 ประการ

หลักที่ 1

คำพิพากษาคดีอาญาจะผูกพันคดีแพ่ง เฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นเดียวกันเท่านั้น

หลักที่ 2

ข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่าง

ไม่สามารถนำมาวินิจฉัยในชั้นฎีกาได้

หลักที่ 3

ทายาทผู้รับมรดกต้องรับผิดในหนี้ของผู้ตาย

แต่รับผิดเพียง ไม่เกินทรัพย์มรดกที่ได้รับ

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย โดยให้จำเลยรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกของนายศักดาที่ตกทอดมายังจำเลย

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าพยานหลักฐานรับฟังได้ว่านายศักดาขับรถโดยประมาทและเป็นเหตุให้รถยนต์โจทก์เสียหาย

3. ศาลฎีกา

พิพากษายืน เห็นว่าคำพิพากษาคดีอาญาก่อนมิได้ผูกพันคดีแพ่งนี้ และประเด็นที่จำเลยยกขึ้นในชั้นฎีกาเป็นประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่าง จึงไม่รับวินิจฉัย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คำพิพากษาศาลฎีกานี้สะท้อนหลักกฎหมายสำคัญเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์ระหว่างคดีอาญาและคดีแพ่ง โดยชี้ให้เห็นว่าแม้มาตรา 46 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาจะกำหนดให้ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญา แต่ผลผูกพันดังกล่าวมีขอบเขตจำกัดเฉพาะข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นเดียวกันโดยตรงเท่านั้น หากคดีแพ่งมีประเด็นที่แตกต่างจากคดีอาญา ศาลแพ่งย่อมมีอำนาจวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่ได้

นอกจากนี้ คำพิพากษายังยืนยันหลักกระบวนพิจารณาว่า คู่ความต้องยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อสู้ให้ครบถ้วนในศาลล่าง หากมิได้ยกขึ้น ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย เว้นแต่เป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและมีเหตุสมควรอย่างยิ่ง

อีกประเด็นหนึ่งคือหลักความรับผิดของทายาท ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ทายาทผู้รับมรดกต้องรับทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้ตาย รวมถึงหนี้จากการละเมิด แต่ความรับผิดดังกล่าวจำกัดเพียง ไม่เกินมูลค่าทรัพย์มรดกที่ได้รับ

แนวคำพิพากษานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญา และต่อการกำหนดขอบเขตความรับผิดของทายาทในหนี้ละเมิดของผู้ตาย

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความ ผลผูกพันของคำพิพากษาคดีอาญาต่อคดีแพ่ง และหลักกระบวนพิจารณาว่า ประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่างไม่อาจนำมาวินิจฉัยในชั้นฎีกาได้ โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 จะบัญญัติให้ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นเดียวกันโดยตรงกับคดีแพ่ง หากเป็นคนละประเด็นกัน คำพิพากษาคดีอาญาย่อมไม่ผูกพันคดีแพ่ง

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ผลผูกพันของคำพิพากษาคดีอาญาต่อคดีแพ่ง (ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46)

หลักกฎหมายกำหนดว่า ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว แต่ต้องเป็นข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นเดียวกันโดยตรงเท่านั้น ในคดีนี้คดีอาญาก่อนพิจารณาเพียงว่าผู้ขับรถยนต์ประมาทจนมีผู้เสียชีวิตหรือไม่ ส่วนคดีแพ่งมีประเด็นว่าผู้ขับรถจักรยานยนต์ประมาทจนทำให้รถโจทก์เสียหายหรือไม่ จึงเป็นคนละประเด็น ทำให้คำพิพากษาคดีอาญาไม่ผูกพันคดีแพ่ง

2. ประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่าง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย

ศาลฎีกาวางหลักสำคัญในกระบวนพิจารณาว่า คู่ความต้องยกข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อสู้ให้ครบถ้วนตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หากนำประเด็นใหม่มายกขึ้นเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย เว้นแต่จะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ในคดีนี้จำเลยอ้างประเด็นเรื่องการครอบครองรถและอำนาจฟ้องในชั้นฎีกาโดยไม่เคยต่อสู้ในศาลล่าง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว.

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. คำพิพากษาคดีอาญาจะมีผลผูกพันต่อคดีแพ่งในทุกกรณีหรือไม่

คำตอบ

โดยหลักตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 กำหนดว่า ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่ง ศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีอาญาที่ถึงที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตาม ผลผูกพันดังกล่าวจะเกิดขึ้นเฉพาะในส่วนของข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นเดียวกันโดยตรงกับคดีแพ่งเท่านั้น หากประเด็นในคดีแพ่งแตกต่างจากคดีอาญา แม้จะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์เดียวกัน ศาลแพ่งย่อมสามารถพิจารณาข้อเท็จจริงและวินิจฉัยใหม่ได้ ดังเช่นในคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ที่เห็นว่า ประเด็นในคดีอาญาเกี่ยวกับความประมาทที่ทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ส่วนคดีแพ่งมีประเด็นว่าผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์กระทำละเมิดต่อทรัพย์สินของโจทก์หรือไม่ จึงไม่ถือว่าคำพิพากษาคดีอาญาผูกพันคดีแพ่งโดยตรง

คำถาม

2. หากคดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว คู่ความในคดีแพ่งสามารถโต้แย้งข้อเท็จจริงใหม่ได้หรือไม่

คำตอบ

การที่คดีอาญามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว มิได้หมายความว่าคู่ความในคดีแพ่งจะไม่สามารถโต้แย้งข้อเท็จจริงใด ๆ ได้เลย หลักกฎหมายกำหนดว่า ศาลแพ่งต้องถือข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาคดีอาญาเฉพาะในส่วนที่เป็นประเด็นเดียวกันเท่านั้น หากข้อเท็จจริงในคดีแพ่งเป็นประเด็นที่แตกต่างจากที่ศาลอาญาเคยวินิจฉัย คู่ความยังคงมีสิทธินำพยานหลักฐานมาแสดงเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ ศาลแพ่งจึงสามารถพิจารณาและวินิจฉัยข้อเท็จจริงใหม่โดยอิสระ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่คู่ความ เนื่องจากลักษณะของคดีแพ่งและคดีอาญามีวัตถุประสงค์ในการพิจารณาแตกต่างกัน

คำถาม

3. เหตุใดศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นบางข้อที่จำเลยยกขึ้นในชั้นฎีกา

คำตอบ

ศาลฎีกาเป็นศาลที่มีหน้าที่พิจารณาวินิจฉัยข้อกฎหมายโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ได้พิจารณาแล้วในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หากคู่ความมิได้ยกข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นต่อสู้ในศาลล่าง ประเด็นดังกล่าวย่อมไม่ถือว่าเป็นปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในกระบวนพิจารณา ดังนั้นการนำประเด็นดังกล่าวมาวินิจฉัยในชั้นฎีกาจึงไม่อาจกระทำได้ เว้นแต่จะเป็นปัญหาที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและศาลเห็นสมควรพิจารณาเอง ในคดีนี้จำเลยได้ยกข้ออ้างใหม่เกี่ยวกับการครอบครองรถและอำนาจฟ้องในชั้นฎีกาโดยมิได้ต่อสู้ไว้ในศาลล่าง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

คำถาม

4. ทายาทผู้รับมรดกต้องรับผิดในหนี้ของผู้ตายทุกกรณีหรือไม่

คำตอบ

ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หลักการสำคัญคือ ทายาทผู้รับมรดกย่อมรับทั้งสิทธิและหน้าที่ของผู้ตาย ซึ่งรวมถึงหนี้สินของผู้ตายด้วย อย่างไรก็ตาม ความรับผิดของทายาทมีขอบเขตจำกัด กล่าวคือ ทายาทต้องรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนทรัพย์มรดกที่ตนได้รับเท่านั้น หากหนี้สินของผู้ตายมีจำนวนมากกว่าทรัพย์มรดก ทายาทไม่ต้องนำทรัพย์สินส่วนตัวมาชำระหนี้เกินกว่ามรดกที่ได้รับ หลักการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองทายาทมิให้ต้องรับภาระหนี้สินของผู้ตายเกินสมควร ในคดีนี้ศาลจึงกำหนดให้จำเลยซึ่งเป็นทายาทรับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับจากผู้ตาย

คำถาม

5. เจ้าของรถสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายได้หรือไม่ หากไม่ได้เป็นผู้ขับรถในขณะเกิดอุบัติเหตุ

คำตอบ

ในคดีละเมิดจากอุบัติเหตุจราจร สิทธิในการฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนมิได้จำกัดเฉพาะผู้ที่เป็นผู้ขับขี่รถเท่านั้น แต่ขึ้นอยู่กับว่าบุคคลใดเป็นผู้ได้รับความเสียหายโดยตรงจากการกระทำละเมิด หากรถยนต์หรือทรัพย์สินเป็นของบุคคลใด บุคคลนั้นย่อมมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ แม้ว่าจะมิได้เป็นผู้ขับรถในขณะเกิดเหตุ ดังเช่นในคดีนี้ที่โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ซึ่งได้รับความเสียหาย แม้ว่าผู้ขับขี่จะเป็นภรรยาของโจทก์ก็ตาม ศาลจึงรับฟังว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้กระทำละเมิดหรือทายาทของผู้กระทำละเมิดได้ตามกฎหมายแพ่ง

คำถาม

6. หากคู่ความยกประเด็นใหม่ในชั้นฎีกา ศาลฎีกาจะสามารถวินิจฉัยให้ได้หรือไม่

คำตอบ

ตามหลักกระบวนพิจารณาความแพ่ง การยกประเด็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายขึ้นวินิจฉัยในชั้นฎีกาจะต้องเป็นประเด็นที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ก่อน หากคู่ความเพิ่งนำประเด็นดังกล่าวขึ้นกล่าวอ้างเป็นครั้งแรกในชั้นฎีกา ศาลฎีกาย่อมไม่รับวินิจฉัย เว้นแต่ประเด็นนั้นจะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนและมีเหตุจำเป็นต้องพิจารณาเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม ในคดีนี้จำเลยได้ยกข้ออ้างบางประเด็นในชั้นฎีกาโดยมิได้ต่อสู้ไว้ในศาลล่าง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไขตามหลักกฎหมายดังกล่าว

คำถาม

7. หากรถยนต์ที่เกิดเหตุเป็นสินสมรส คู่สมรสฝ่ายหนึ่งสามารถฟ้องคดีได้เองหรือไม่

คำตอบ

โดยหลักแล้วทรัพย์สินที่เป็นสินสมรสถือเป็นทรัพย์สินร่วมของคู่สมรสทั้งสองฝ่าย การดำเนินการเกี่ยวกับสินสมรสบางกรณีอาจต้องได้รับความยินยอมจากคู่สมรสอีกฝ่ายหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในกรณีที่ทรัพย์สินดังกล่าวได้รับความเสียหายจากการกระทำละเมิด เจ้าของหรือผู้มีส่วนได้เสียในทรัพย์สินนั้นอาจมีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายได้ หากปรากฏว่าตนเป็นผู้เสียหายโดยตรง ในคดีนี้จำเลยได้ยกประเด็นเรื่องสินสมรสขึ้นฎีกาโดยอ้างว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง แต่เนื่องจากจำเลยมิได้ยกประเด็นดังกล่าวต่อสู้ไว้ในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยประเด็นดังกล่าว

คำถาม

8. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้มีความสำคัญต่อคดีละเมิดจากอุบัติเหตุจราจรอย่างไร

คำตอบ

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้มีความสำคัญในหลายประการ ประการแรกคือการกำหนดขอบเขตของผลผูกพันระหว่างคำพิพากษาคดีอาญากับคดีแพ่ง โดยศาลฎีกายืนยันว่าคำพิพากษาคดีอาญาจะผูกพันคดีแพ่งเฉพาะในส่วนของข้อเท็จจริงที่เป็นประเด็นเดียวกันเท่านั้น ประการที่สองคือการย้ำหลักกระบวนพิจารณาว่าประเด็นที่ไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่างไม่อาจยกขึ้นวินิจฉัยในชั้นฎีกาได้ และประการที่สามคือการยืนยันหลักความรับผิดของทายาทผู้รับมรดก ซึ่งต้องรับผิดในหนี้ของผู้ตายเพียงไม่เกินทรัพย์มรดกที่ได้รับ แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการพิจารณาคดีละเมิดและคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาในทางปฏิบัติ

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 682/2534

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยทั้งสอง ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแทน ศ. บุตรจำเลยที่ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยประมาท ชนรถยนต์โจทก์ซึ่งมี ก. ภรรยาโจทก์เป็นผู้ขับได้รับความเสียหายคดีส่วนอาญาคดีก่อนซึ่งถึงที่สุดไปแล้วนั้น เป็นเรื่องที่พนักงานอัยการและจำเลยที่ 1 ฟ้อง ก. ในข้อหาว่าขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มีประเด็นเพียงว่า ก.ขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายหรือไม่ จึงมิใช่ประเด็นโดยตรงในคดีนี้ซึ่งมีประเด็นว่า ศ. ขับขี่รถจักรยานยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถของโจทก์ได้รับความเสียหาย หรือไม่ คำพิพากษาในคดีก่อนส่วนอาญาจึงไม่ผูกพันโจทก์ ส่วนที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ในวันเกิดเหตุโจทก์ได้นั่งไปในรถยนต์คันเกิดเหตุด้วย จึงเป็นผู้ครอบครองรถคันดังกล่าว โจทก์ต้องร่วมรับผิดกับ ก. ด้วยนั้นจำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงมิได้เป็นปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ และที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่ารถยนต์คันที่เกิดเหตุเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับ ก. โจทก์ฟ้องคดีโดยไม่ได้รับความยินยอมจึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยทั้งสองก็มิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงมิได้เป็นปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้น และในศาลอุทธรณ์เช่นกัน แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ไม่มีเหตุสมควรที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้.

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ ส่วนจำเลยทั้งสองเป็นบิดามารดาและทายาทของนายศักดา ผู้ขับรถจักรยานยนต์ซึ่งได้ขับแซงรถในเขตห้ามแซงและล้ำเข้าช่องทางเดินรถของนางกัลยาภรรยาโจทก์ที่ขับรถยนต์อยู่ จนเกิดการชนทำให้รถยนต์โจทก์เสียหายเป็นเงิน 100,000 บาท โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยทั้งสองรับผิดในฐานะทายาทผู้รับมรดก

จำเลยให้การว่านางกัลยาขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้เกิดอุบัติเหตุ และคดีอาญาได้มีการฟ้องนางกัลยาแล้ว อีกทั้งรถยนต์เป็นสินสมรส โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย แต่รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ได้รับ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้คดีอาญาก่อนจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว แต่ประเด็นในคดีอาญามิใช่ประเด็นเดียวกับคดีแพ่งนี้ จึงไม่ผูกพันโจทก์ อีกทั้งข้ออ้างเรื่องการครอบครองรถและอำนาจฟ้องจำเลยมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในศาลล่าง ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย และเห็นว่าศาลล่างพิพากษาให้จำเลยรับผิดภายในขอบเขตทรัพย์มรดกชอบแล้ว จึงพิพากษายืน.

ฏีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของรถยนต์ จำเลยทั้งสองเป็นทายาทโดยธรรมของนายศักดา โดยจำเลยที่ 1 เป็นบิดา จำเลยที่ 2เป็นมารดา เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2526 ขณะที่นางกัลยาภรรยาโจทก์กำลังขับรถยนต์ของโจทก์มาตามถนนสายบางนา-ตราด ถึงหลักกิโลเมตรที่ 5-6 ตำบลบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการมุ่งหน้าไปทางกรุงเทพมหานคร นายศักดาได้ขับขี่รถจักรยานยนต์สวนทางมาด้วยความประมาทเลินเล่อโดยขับขี่ด้วยความเร็วสูงแซงรถยนต์โดยสารในเขตที่มีเครื่องหมายจราจรห้ามแซงล้ำเข้าไปในช่องทางรถของนางกัลยาแล้วพุ่งเข้าชนรถยนต์ของโจทก์ เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์เสียหายและเสื่อมราคาคิดเป็นเงิน 100,000 บาท จำเลยทั้งสองในฐานะทายาทโดยธรรมผู้รับมรดกของนายศักดาต้องรับไปทั้งสิทธิหน้าที่ของนายศักดาด้วยขอให้บังคับจำเลยทั้งสองใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย

จำเลยทั้งสองให้การและแก้ไขคำให้การว่า นางกัลยาภรรยาโจทก์ขับรถโดยประมาทชนรถจักรยานยนต์ที่นายศักดาบุตรของจำเลยทั้งสองกำลังขับขี่จนนายศักดาถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 1 และพนักงานอัยการจังหวัดสมุทรปราการได้ฟ้องนางกัลยาฐานขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถผู้อื่นเสียหาย และมีผู้อื่นถึงแก่ความตาย คดีอยู่ในระหว่างพิจารณา โจทก์เป็นสามีนางกัลยาผู้ทำละเมิด โจทก์อาศัยสิทธิภรรยาฟ้องย่อมไม่เกิดอำนาจฟ้อง รถคันที่นางกัลยาขับขี่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และนางกัลยา นางกัลยาขับรถในเวลาเกิดเหตุมีสิทธิฟ้องคดีนี้ได้การที่โจทก์มาฟ้องคดีเสียเองเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต นายศักดาไม่มีทรัพย์มรดก

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 50,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองไม่ต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกของนายศักดา ที่จำเลยทั้งสองได้รับ คำขออื่นให้ยก

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

จำเลยทั้งสองฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ โดยจำเลยทั้งสองมิได้ฎีกาโต้แย้งเป็นอย่างอื่นว่า เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2526 นางกัลยาภรรยาของโจทก์ได้ขับขี่รถยนต์ซีตรอง หมายเลขทะเบียน 7ข-8789 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ไปตามถนนสายบางนา-ตราด มุ่งหน้าไปจังหวัดชลบุรี เมื่อถึงที่เกิดเหตุระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 5 และ 6 นางกัลยาได้เลี้ยวรถกลับตรงทางเชื่อมเพื่อกลับเข้ากรุงเทพมหานคร ซึ่งในขณะนั้นนายศักดาบุตรของจำเลยทั้งสองได้ขับขี่รถจักรยานยนต์หมายเลขทะเบียนกรุงเทพมหานคร 2ง-3232 สวนทางไปและได้ขับด้วยความประมาทปราศจากความระมัดระวังแซงรถยนต์โดยสารคันหมายเลขทะเบียน 10-0149 ชลบุรีซึ่งกำลังมุ่งหน้าไปจังหวัดชลบุรี โดยฝ่าฝืนกฎหมายเพราะเป็นบริเวณทางโค้งและมีป้ายห้ามแซงไว้ ล้ำเข้าไปในช่องเดินรถของนางกัลยาจึงได้เกิดชนกับรถยนต์ของโจทก์ที่นางกัลยาขับขี่เป็นเหตุให้นายศักดาถึงแก่ความตาย รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหายคิดเป็นเงินจำนวน50,000 บาท หลังจากเกิดเหตุแล้วพนักงานอัยการและจำเลยที่ 1 ได้ฟ้องนางกัลยาในข้อหาว่าขับรถประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายศาลสั่งรวมพิจารณาและพิพากษาคดีถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษาฎีกาที่4484-4485/2532 โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่ เหตุที่รถจักรยานยนต์ของนายศักดาชนกับรถยนต์ที่นางกัลยาขับขี่เกิดจากความประมาทของนางกัลยา

คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองในปัญหาข้อกฎหมายว่าเมื่อมีคำพิพากษาศาลฎีกาว่เหตุที่รถชนกันเป็นความประมาทของนางกัลยาภรรยาโจทก์แล้ว คำพิพากษาดังกล่าวย่อมผูกพันโจทก์ เพราะนางกัลยาเป็นภรรยาโจทก์ และรถยนต์ที่นางกัลยาขับขี่เป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนางกัลยา นั้น เห็นว่า แม้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 46 จะบัญญัติว่า "ในการพิจารณาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญา" ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริงในคดีส่วนอาญาที่ศาลฎีกาพิพากษาถึงที่สุดไปนั้นมีประเด็นแต่เพียงว่า จึงมิใช่เป็นประเด็นโดยตรงในคดีนี้ซึ่งมีประเด็นว่านายศักดาขับขี่รถจักรยานยนต์โดยประมาทเป็นเหตุให้ชนรถของโจทก์ได้รับความเสียหายหรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกาในคดีก่อนดังกล่าวจึงไม่ผูกพันโจทก์ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาโดยอ้างว่า ในวันเเกิดเหตุโจทก์ได้นั่งไปในรถยนต์ที่นางกัลยาขับขี่ โจทก์จึงเป็นผู้ครอบครองรถคันดังกล่าว โจทก์ต้องร่วมรับผิดกับนางกัลยาด้วยนั้นเห็นว่าข้อเท็จจริงที่จำเลยทั้งสองอ้างมาดังกล่าวนี้ จำเลยทั้งสองมิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงมิได้เป็นปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์ทั้งมิใช่เป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยให้ สำหรับปัญหาที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า รถยนต์ที่เกิดเหตุเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์กับนางกัลยา โจทก์ฟ้องคดีโดยยังไม่ได้รับความยินยอม ไม่มีอำนาจฟ้องนั้น จำเลยทั้งสองก็มิได้ให้การต่อสู้ไว้ จึงมิได้เป็นปัญหาที่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วในศาลชั้นต้นและในศาลอุทธรณ์เช่นเดียวกัน แม้ปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาก็เห็นว่าไม่มีเหตุสมควรที่จะยกขึ้นวินิจฉัยให้ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยต้องกันมาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์ โดยให้รับผิดไม่เกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่จำเลยทั้งสองชอบแล้ว..."

พิพากษายืน.




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา

ฟ้องคดีประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้หรือไม่ หากผู้ตายมีส่วนประมาทเอง ผู้สืบสันดานมีอำนาจฟ้องหรือไม่ และฎีกาที่ไม่เปลี่ยนผลคดีมีผลอย่างไร
ฟ้องไม่ระบุมาตรา 83 ศาลลงโทษได้หรือไม่ หลักห้ามฎีกาข้อเท็จจริงและอำนาจศาลในการปรับบทกฎหมายอาญา
ฎีกาในคดีอาญาทำอย่างไรให้ถูกต้อง ศาลยกคำร้องเพราะไม่ขออนุญาตฎีกาตามกฎหมาย ผลของการยื่นฎีกาผิดขั้นตอนตามวิธีพิจารณาความอาญา
ฎีกาคดีแจ้งความเท็จและข้อจำกัดสิทธิฎีกาในคดีอาญา เมื่อศาลยกฟ้องทั้งสองศาล การอนุญาตฎีกาเฉพาะข้อเท็จจริงมีผลเพียงใด
สิทธิรับคืนหลักประกันในคดีอาญาเมื่อจำเลยเสียชีวิต ใครมีสิทธิแท้จริงระหว่างผู้จัดการมรดกกับผู้รับพินัยกรรม
คำสั่งไต่สวนมูลฟ้องเป็นที่สุด อุทธรณ์ไม่ได้เมื่อเป็นดุลพินิจศาลเกี่ยวกับพยานหลักฐานและการดำเนินกระบวนพิจารณา article
ข้อจำกัดอำนาจศาลในการสั่งคืนทรัพย์เมื่อไม่มีคำขอและไม่อยู่ในมาตรา 43
ประเด็นการตีความหมิ่นประมาทโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
นับโทษจำคุกผิดแก้ได้ไหม? คดีถึงที่สุดแล้วขอเปลี่ยนโทษได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไรตามกฎหมายอาญา
ไม่ไปเกณฑ์ทหารมีความผิดเสมอไหม? หากติดคุกอยู่จะถือว่าหลีกเลี่ยงหน้าที่หรือไม่ พร้อมคำตอบตามหลักกฎหมายอาญา
ฟ้องรัฐเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่? เมื่อศาลอาญายกฟ้องแล้ว คดีแพ่งยังเรียกละเมิดได้หรือเปล่า
สิทธิผู้เสียหายในคดีมรดกคือใคร ฟ้องได้หรือไม่เมื่อถูกตัดสิทธิในพินัยกรรม สิทธิผู้เสียหายในคดีทรัพย์มรดกและการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม
แข่งรถในทางมีโทษอะไรบ้าง? อุทธรณ์แล้วฎีกาได้ไหม และเมื่อไรคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ยอมความคดีแพ่ง แต่คดีอาญายังไม่จบ! ศาลฎีกาชี้ชัด ต้องยอมความอาญาโดยชัดแจ้งเท่านั้น
คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ & โรแมนซ์สแกม (ฎีกา 1207/2567)
สิทธิคดีอาญาระงับ, สิทธิคดีแพ่งหลังจำเลยถึงแก่ความตาย (ฎีกา 2232/2567)
ฟ้องต่างข้อเท็จจริงสาระสำคัญ ยกฟ้องจำเลยฐานยักยอก,ป.วิ.อ. มาตรา 158, (ฎีกา 2427/2567)
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)-ฎีกา 6820/2567
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)ป.วิ.อ. มาตรา 84 (ฎีกา 6820/2567)
(ฎีกา 324/2568) สิทธิฟ้อง, โจทก์ร่วม, อุบัติเหตุจราจร
(ฎีกาที่ 3462/2567): อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและฟอกเงิน
(ฎีกาที่ 3672/2567): การทำร้ายร่างกายและการตีความการเพิ่มโทษในชั้นอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567: คดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน และประเด็นความชอบด้วยกฎหมายในคดีส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567 การลักทรัพย์นายจ้างหลายกรรม และการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2567: คดีลักทรัพย์-ขาดเจตนาทุจริต แต่ยังมีหน้าที่คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน
ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา – ความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยานกับบทบาทของพนักงานสอบสวน(ฎีกาที่ 8082/2567)
อำนาจฟ้องในคดีอาญาเมื่อสอบสวนโดยตำรวจผิดพื้นที่: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2568
การถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน, ความผิดฐานฟ้องเท็จ, มูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
โจทก์ร่วมในคดีอาญา, การใช้สิทธิผู้เสียหายแทนโจทก์ร่วมเดิม, การสืบสิทธิในคดีอาญา,
อัยการมีอำนาจฟ้องคดีทุจริตแทนอัยการสูงสุดได้หรือไม่ การแก้ฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร
ศาลลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด, อุทธรณ์คำพิพากษา, ขอให้เพิ่มโทษ,
อำนาจฟ้อง, คู่ความในคดี, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย,
การพิจารณาคดีไต่สวนมูลฟ้อง, คำสั่งศาลที่เด็ดขาด,
ถ้อยคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจพนักงานสอบสวน & ฎีกาต้องห้ามข้อเท็จจริงคดีอาวุธปืน (ฎีกา 1016/2567)
บันดาลโทสะลดโทษคดีทำร้ายร่างกาย & อำนาจศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัย (ฎีกา 1109/2567)
ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1(ฎีกาที่ 4687/2566)
ฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม
แก้ไขโทษของความผิดถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยห้ามฎีกา
ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
อำนาจสอบสวนของกองปราบปราม
คำให้การชั้นสอบสวนแทนการสืบพยานในชั้นพิจารณา
ลดมาตราส่วนโทษในความผิดต้องห้ามฎีกา
ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด
คำรับสารภาพมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 157
พยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ
การกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอมสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ
ผู้เสียหายไม่มาเบิกความเป็นพยานในศาล
ผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย(บุตร)
ความรับผิดในทางแพ่ง-ผู้เสียหายโดยนิตินัย
การบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด
กรณีไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียง-พิมพ์คำฟ้องโจทก์
คดีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญายื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายค้นได้
ศาลชั้นต้นยกอายุความมายกคำร้อง ม.44/1 ไม่ชอบ
ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา | เรียกค่าเสียหาย
นายแพทย์กระทำอนาจารคนไข้อายุกว่า 15 ปี จำคุก 3 ปี ปรับ 20,000 บาท
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่แทนการยื่นอุทธรณ์
ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง ผู้ต้องหาอุทธรณ์
โจทก์ขอให้ลงโทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
แก้ไขคำพิพากษาที่อ่านแล้ว
จำคุกไม่เกิน5ปีห้ามคู่ความฎีกาข้อเท็จจริง
ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกายกฟ้อง
ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาห้ามอุทธรณ์
การกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในฟ้อง
ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิด
พิพากษาถึงข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง
เพื่อการอนาจารเป็นเจตนาพิเศษ | การบรรยายฟ้อง
ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ | คดีถึงที่สุด
ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า
คำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวห้ามอุทธรณ์
มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา
อำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้อุทธรณ์-ฎีกา
ฎีกาไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์-ฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คดีขาดอายุความจึงชอบที่ศาลจะยกฟ้อง
คดีถึงที่สุดเมื่อครบกำหนดยื่นฎีกา
การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย
ต้องห้ามฎีกาเพราะไม่ได้อุทธรณ์ไว้
ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อย-จำคุกไม่เกินห้าปีห้ามฎีกา
กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม
โจทก์ฟ้องผิดวันจำเลยหลงต่อสู้