ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ข้อจำกัดอำนาจศาลในการสั่งคืนทรัพย์เมื่อไม่มีคำขอและไม่อยู่ในมาตรา 43

ข้อจำกัดอำนาจศาลอาญาในการสั่งคืนทรัพย์, สิทธิผู้เสียหายในคดีอาญาตาม ป.วิ.อ., การบังคับคดีเมื่อไม่มีคำพิพากษาแพ่ง, ปัญหาการไม่ระบุคำขอท้ายฟ้อง, การใช้สิทธิในมาตรา 44/1, การขอชดใช้ค่าสินไหมในคดีอาญา, การฟ้องเฉพาะคดีอาญา, มาตรา 43 ศาลแขวง, การออกคำบังคับในคดีอาญา, ความหมายเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา, ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ในทางแพ่ง, ความเสียหายในคดีอาญาและสิทธิเรียกร้อง, การฟ้องแพ่งแยกต่างหาก, การใช้หลักประกันในชั้นปล่อยชั่วคราว, หลักอำนาจหน้าที่ศาลในคดีอาญา

บทนำ 

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดอำนาจศาลอาญาในการสั่งคืนทรัพย์หรือกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อคดีอาญาถูกฟ้องโดยไม่มีคำขอท้ายฟ้องในส่วนแพ่งและข้อหาที่ฟ้องมิได้อยู่ในบังคับของมาตรา 43 ซึ่งอนุญาตให้ศาลมีอำนาจสั่งคืนทรัพย์ได้โดยไม่ต้องมีฟ้องแพ่งประกอบ ทั้งยังเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจศาลต่อคำร้องเพิ่มเติมของโจทก์ร่วมในชั้นหลังคำพิพากษา ทั้งในประเด็นการเพิกถอนหลักประกัน การกำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ และการขอออกหมายบังคับคดี ซึ่งศาลต้องพิจารณาว่าอำนาจหน้าที่ของตนยังคงมีอยู่หรือไม่ภายใต้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและความหมายของ “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

โครงสร้างของคดีนี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างการพิจารณาคดีอาญา การเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม การใช้หลักประกัน การร้องขอเพิ่มเติมในชั้นหลังกระบวนพิจารณา และหลักเกณฑ์การบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ต้องอาศัยคำพิพากษาแพ่งหรือคำสั่งที่มีผลบังคับคดีได้เป็นเงื่อนไขสำคัญ ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยอย่างละเอียดว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ใช้หลักกฎหมายอย่างถูกต้องหรือไม่เมื่อปฏิเสธไม่ออกคำบังคับให้จำเลยร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วม ทั้งที่คดีเดิมเป็นคดีอาญาล้วนซึ่งฟ้องเพียงขอให้ลงโทษจำเลยเท่านั้น

สรุปข้อเท็จจริงของคดี 

1. คดีเริ่มจากการที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 358 ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โดยไม่มีคำขอท้ายฟ้องให้คืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาให้ผู้เสียหายแต่อย่างใด และข้อหานี้ก็ไม่ใช่ความผิดที่เข้าบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ซึ่งศาลสามารถสั่งคืนทรัพย์ได้เอง

2. ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ทำให้ผู้เสียหายมีสถานะเป็นโจทก์ร่วมและสามารถยื่นคำร้องอื่น ๆ ภายในคดีได้ตามกรอบกฎหมาย

3. จำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 5793 มาเป็นหลักประกันเพื่อปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 และ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ใช้เป็นประกัน

4. จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิดตามฟ้อง และให้รอการกำหนดโทษเป็นเวลา 2 ปีตามมาตรา 56

5. โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกอุทธรณ์ด้วยเหตุว่าเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ

6. ภายหลังคำพิพากษาศาลชั้นต้นถูกส่งไปศาลอุทธรณ์แล้ว โจทก์ร่วมกลับยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น 2 ฉบับ ได้แก่

o คำร้องที่ 1 ขอให้เพิกถอนการใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 5793 เป็นหลักประกัน โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของโจทก์ร่วมเอง

o คำร้องที่ 2 อ้างว่าจำเลยกระทำผิดซ้ำ ขอให้ศาลกำหนดโทษที่รอไว้

7. ศาลชั้นต้นรับรองว่า สัญญาประกันสิ้นสุดไปเมื่อศาลพิพากษาแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งเกี่ยวกับหลักประกันอีก และ ยกคำร้องที่ 1

8. สำหรับคำร้องที่ 2 ศาลชั้นต้นเห็นว่า ยังไม่มีคำพิพากษาอื่นใดว่าจำเลยกระทำผิดซ้ำ และคดีที่อ้างยังอยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง จึง ยกคำร้องที่ 2

9. โจทก์ร่วมอุทธรณ์ทั้งสองคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

10. โจทก์ร่วมฎีกา แต่ศาลฎีกาพิพากษายืนเช่นกัน โดยวินิจฉัยในประเด็นว่า

o ไม่มีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือชดใช้ราคา

o ไม่มีคำร้องตามมาตรา 44/1

o คดีนี้ไม่อยู่ในมาตรา 43

o ศาลไม่มีอำนาจออกคำบังคับเมื่อไม่มีคำพิพากษาแพ่งรองรับ

11. ในเวลาต่อมา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องอีกครั้ง ขอออกหมายบังคับคดีให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย แต่ศาลชั้นต้นยกคำร้องเนื่องจาก โจทก์ร่วมไม่ใช่ “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” และ ไม่มีคำพิพากษาให้จำเลยต้องชดใช้เงิน จึงไม่อาจออกคำบังคับได้

คำวินิจฉัยของศาล 

ประเด็นที่ 1

ศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยคืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วมในคดีอาญานี้หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ฟ้องเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 358 (ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์) ไม่มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์คืนแก่ผู้เสียหาย อีกทั้งความผิดนี้ มิได้อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ซึ่งเป็นบทบัญญัติพิเศษที่ให้อำนาจศาลมีคำพิพากษาคล้ายคดีแพ่งได้ในบางฐานความผิดเท่านั้น

เมื่อคดีไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 43 และผู้เสียหายก็ มิได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 เพื่อขอให้ศาลสั่งให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลจึงไม่มีอำนาจบัญชาการให้จำเลยต้องคืนหรือชำระราคาแทนทรัพย์ให้โจทก์ร่วมได้

ดังนั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ไม่สั่งให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแก่โจทก์ร่วมนั้น ชอบด้วยกฎหมาย

ประเด็นที่ 2

ศาลมีอำนาจออกคำบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามหรือไม่ เมื่อไม่มีคำพิพากษาให้ชำระเงิน

ศาลฎีกาให้เหตุผลชัดเจนว่า “การออกคำบังคับคดี” ต้องอาศัยเงื่อนไขพื้นฐานคือ

1. ต้องมี คำพิพากษา หรือคำสั่งที่มีผลบังคับคดีได้

2. ต้องมี “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” คือ ผู้ที่มีหน้าที่ต้องชำระเงินหรือกระทำการตามที่ศาลกำหนด

แต่ในคดีนี้

ไม่มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคา หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม

โจทก์ร่วมจึง ไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

การออกคำบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 272, 273 จึงไม่อาจกระทำได้

ผลคือ การที่ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ออกคำบังคับให้ตามคำร้องของโจทก์ร่วม เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว

ประเด็นที่ 3

การขอเพิกถอนหลักประกันหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว ศาลยังมีอำนาจหรือไม่

ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การยื่นคำร้องขอเพิกถอนการใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 5793 เป็นหลักประกันนั้น เกิดขึ้นหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ซึ่งผลตามกฎหมายคือ

สัญญาประกันในชั้นพิจารณาสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย

ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งเกี่ยวกับหลักประกันอีกต่อไป

การที่ศาลชั้นต้น ยกคำร้อง โจทก์ร่วม จึงเป็นไปตามหลักกฎหมายว่าด้วยผลของสัญญาประกันหลังคำพิพากษา

ประเด็นที่ 4

การกำหนดโทษจำคุกเมื่ออ้างว่าจำเลยกระทำผิดซ้ำ

โจทก์ร่วมขอให้ศาลกำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษของจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดในคดีอื่นอีก แต่ศาลวินิจฉัยว่า

คดีที่อ้างยังอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยกระทำผิดซ้ำ

พฤติการณ์ตามคำร้องเป็นเพียงการดำเนินการตามสิทธิทางกฎหมายของจำเลย

ดังนั้น ศาลจึง ยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมถึงศาลฎีกาพิพากษายืนด้วยเหตุผลเดียวกัน

วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1 ความหมายและขอบเขตของ “มาตรา 43” ป.วิ.อาญา

มาตรา 43 เป็นบทบัญญัติพิเศษที่ให้ศาลอาญาสามารถกำหนดให้จำเลยคืนทรัพย์หรือชดใช้ค่าสินไหมได้ในกรณีจำกัด เช่น

ความผิดลักทรัพย์

ความผิดยักยอก

ความผิดฉ้อโกง

แต่ในคดีนี้ ฐานความผิด ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ตาม ม.358 ไม่อยู่ในกลุ่มความผิดที่กฎหมายให้อำนาจศาลสั่งคืนทรัพย์โดยพลการ จึงไม่มีช่องทางให้ศาลนำมาตรา 43 มาใช้โดยอนุมานได้

หลักคือ “ศาลไม่มีอำนาจหากกฎหมายไม่ให้อำนาจ”

2 มาตรา 44/1 ป.วิ.อาญา — ช่องทางที่ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมในคดีอาญา

มาตรา 44/1 เปิดช่องให้ผู้เสียหาย

ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา

โดยไม่ต้องยื่นฟ้องแพ่งแยก

แต่ในคดีนี้

โจทก์ร่วม ไม่เคยยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1

จึงไม่สามารถอ้างให้ศาลออกคำบังคับได้

3 หลักกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 272–273 เกี่ยวกับการออกคำบังคับ

คำบังคับ จะออกได้เมื่อ

1. มีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่มีผลบังคับคดีได้

2. มีลูกหนี้ตามคำพิพากษา

3. คำสั่งต้องเป็นการกำหนดให้ลูกหนี้กระทำการภายในเวลาที่กำหนด

แต่ในคดีนี้

ไม่มีคำพิพากษาให้จำเลยต้องใช้เงิน

โจทก์ร่วมไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา

จึงไม่อาจมีคำบังคับได้โดยเด็ดขาด

เจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง

1 เหตุที่กฎหมายจำกัดอำนาจศาลอาญาเฉพาะที่กฎหมายอนุญาต

เจตนารมณ์คือ

เพื่อไม่ให้ศาลอาญา “ทำหน้าที่ศาลแพ่ง” โดยไม่มีคำขอ

เพื่อคุ้มครองจำเลยตามหลักรัฐธรรมนูญเรื่องกระบวนการพิจารณาที่เป็นธรรม

เพื่อให้ผู้เสียหายดำเนินคดีแพ่งแยก เมื่อไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายพิเศษ

2 เหตุที่การออกคำบังคับต้องมีคำพิพากษาแพ่งรองรับ

ต้นกำเนิดของกฎหมายบังคับคดีมีหลักพื้นฐานว่า

“ไม่อาจบังคับบุคคลให้ชำระเงินได้ หากไม่มีคำพิพากษาที่กำหนดหน้าที่เช่นนั้น”

ดังนั้น หากคดีอาญาไม่ได้มีคำสั่งชดใช้ค่าสินไหม ศาลย่อมไม่อาจขยายผลไปถึงขั้นบังคับชำระได้

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

1 แนวฎีกาเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจตามมาตรา 43

ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยยืนยันว่าสามารถใช้มาตรา 43 ได้เฉพาะความผิดที่บัญญัติไว้เท่านั้น เช่น

ลักทรัพย์

ยักยอก

ฉ้อโกง

ห้ามตีความขยายโดยไม่มีกฎหมายรองรับ

2 แนวฎีกาเกี่ยวกับสิทธิผู้เสียหายในการยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1

หลายคดีวางหลักว่า

หากผู้เสียหายไม่ยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 ศาลไม่มีอำนาจบัญชาค่าสินไหมให้

แม้ผู้เสียหายจะเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมแล้ว ก็ยังต้องยื่นคำร้องตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว

ซึ่งสอดคล้องกับคดีนี้โดยตรง

3 แนวฎีกาเกี่ยวกับการออกคำบังคับคดี

ศาลฎีกาย้ำว่า

คำบังคับต้องมี “คำพิพากษาแพ่ง” หรือ “คำสั่งแพ่งในคดีอาญา (กรณี ม.43 หรือ ม.44/1)”

หากไม่มี หน่วยงานของรัฐหรือผู้เสียหายไม่อาจบังคับชำระใด ๆ ได้

คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างของการยืนยันหลักการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ให้รอการกำหนดโทษไว้ และยกคำร้องของโจทก์ร่วมทั้งเรื่องเพิกถอนหลักประกันและกำหนดโทษจำคุกเพิ่มเติม ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โดยเห็นว่าคำร้องทั้งสองหมดอำนาจพิจารณาและไม่เข้าเงื่อนไขทางกฎหมาย ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลสั่งให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์และออกคำบังคับ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ฟ้องเฉพาะอาญา มิได้มีคำขอท้ายฟ้องหรือคำร้องตามมาตรา 44/1 และฐานความผิดไม่อยู่ในมาตรา 43 ศาลจึงไม่มีอำนาจออกคำพิพากษาหรือคำบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายได้ พิพากษายืนตามศาลล่าง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 

1. หลักความชัดแจ้งของคำขอในคดีอาญา

การขอให้สั่งคืนทรัพย์หรือชดใช้ค่าสินไหมในคดีอาญา ต้องปรากฏในคำขอท้ายฟ้อง หรือผู้เสียหายต้องใช้สิทธิตามมาตรา 44/1 การไม่กระทำเช่นนั้นทำให้ศาลไม่มีอำนาจบัญชาการใด ๆ ในทางแพ่งโดยพลการ

2. ขอบเขตอำนาจศาลตามมาตรา 43 เป็นบทพิเศษตีความอย่างเคร่งครัด

มาตรา 43 ให้อำนาจศาลสั่งคืนทรัพย์เฉพาะบางฐานความผิดเท่านั้น ไม่อาจใช้โดยอนุมานหรือขยายความผิดอื่นให้เข้าเงื่อนไขได้ กรณี “ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์” จึงไม่อยู่ในข่ายที่ศาลมีอำนาจสมทบให้คืนหรือชดใช้ราคาได้

3. การออกคำบังคับต้องมีฐานคำพิพากษาแพ่งหรือคำสั่งที่มีผลบังคับคดีได้

หลักการพื้นฐานของการบังคับคดีคือ ต้องมี “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” และคำพิพากษาต้องกำหนดหน้าที่ชำระเงินอย่างชัดแจ้ง หากคดีอาญาไม่ได้สั่งให้ชำระค่าเสียหาย ไม่อาจออกคำบังคับได้แม้ผู้เสียหายจะได้รับความเสียหายจริง

4. ผลของสัญญาประกันสิ้นสุดเมื่อมีคำพิพากษา

การขอเพิกถอนหลักประกันหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในชั้นต้นเป็นการขอที่หมดอำนาจพิจารณา สัญญาประกันยุติลงโดยผลของกฎหมาย ศาลจึงไม่ต้องสั่งเกี่ยวกับหลักประกันอีก

5. การกำหนดโทษที่รอไว้ต้องมีเงื่อนไขการกระทำผิดซ้ำที่ชัดแจ้ง

การกล่าวอ้างเพียงว่าจำเลยมีคดีใหม่อยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ยังไม่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายในการขอให้ศาลกำหนดโทษที่รอไว้ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่อ้าง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

ศาลอาญาสามารถสั่งให้จำเลยคืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาทรัพย์ได้ทุกคดีหรือไม่?

คำตอบ

ไม่สามารถทำได้ทุกคดี ศาลมีอำนาจสั่งคืนทรัพย์ได้เฉพาะความผิดที่อยู่ในบังคับของมาตรา 43 เท่านั้น หากฐานความผิดไม่อยู่ในมาตรา 43 ศาลต้องยึดคำขอท้ายฟ้องหรือคำร้องตามมาตรา 44/1 เป็นหลัก ไม่อาจสั่งโดยพลการได้

2. คำถาม

หากผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมแล้ว ศาลต้องสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่?

คำตอบ

ไม่จำเป็น การเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมมิได้ทำให้ศาลมีอำนาจชดใช้ค่าสินไหมโดยอัตโนมัติ ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 หรือฟ้องแพ่งแยกต่างหากจึงจะเกิดสิทธิเรียกค่าเสียหายในทางคดี

3. คำถาม

เมื่อศาลไม่มีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ผู้เสียหายสามารถขอออกคำบังคับคดีได้หรือไม่?

คำตอบ

ไม่ได้ ผู้เสียหายต้องมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” ก่อน จึงจะมีสิทธิเข้าสู่กระบวนการบังคับคดี หากคำพิพากษาไม่มีการกำหนดให้จำเลยชำระเงิน ศาลจะไม่สามารถออกคำบังคับได้

4. คำถาม

หากจำเลยกระทำผิดซ้ำ ผู้เสียหายสามารถขอให้ศาลกำหนดโทษที่รอไว้ได้ทันทีหรือไม่?

คำตอบ

ไม่ได้ ต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีใหม่ก่อน การตั้งข้อกล่าวหาอยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ยังไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับการขอให้ศาลกำหนดโทษที่รอไว้

5. คำถาม

หลักประกันการปล่อยชั่วคราวยังสามารถขอเพิกถอนได้หลังมีคำพิพากษาหรือไม่?

คำตอบ

ไม่สามารถทำได้ เพราะสัญญาประกันสิ้นสุดเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว คำร้องเกี่ยวกับหลักประกันหลังจากนั้นถือเป็นคำร้องที่หมดอำนาจพิจารณา

หมายเหตุ

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะพิเศษและมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในระบบกฎหมายอาญาไทย โดยมีเจตนารมณ์เพื่อเปิดช่องให้ศาลอาญาสามารถพิจารณาข้อเรียกร้องของผู้เสียหายในทางแพ่งได้ภายในคดีอาญาโดยไม่ต้องฟ้องแพ่งแยกต่างหาก ทั้งนี้เพื่อความรวดเร็ว ประหยัด และคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีที่มีลักษณะเรียกคืนทรัพย์ที่ถูกกระทำความผิดไปโดยตรง อันเป็นคดีที่ความเสียหายเชื่อมโยงกับตัวทรัพย์อย่างใกล้ชิดจนไม่จำเป็นต้องให้ผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนความแพ่งอีกครั้ง

มาตรา 43 จึงกำหนดรายการ “ฐานความผิดที่ศาลมีอำนาจสั่งคืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาได้โดยไม่ต้องมีคำขอแพ่ง” ไว้อย่างเฉพาะเจาะจง เช่น คดีลักทรัพย์ ยักยอก ฉ้อโกง รับของโจร หรือฐานความผิดอื่นที่เกี่ยวกับการได้ทรัพย์ไปโดยมิชอบ การที่กฎหมายกำหนดเป็นรายการปิด (closed list) ทำให้ศาลอาญาต้องตีความเคร่งครัด ไม่อาจนำไปใช้กับฐานความผิดอื่นโดยอนุมานได้ หากความผิดมิได้อยู่ในมาตรา 43 ศาลย่อมไม่มีอำนาจชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือสั่งคืนทรัพย์ให้แก่ผู้เสียหายได้ แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายถูกกระทบสิทธิทรัพย์สินจริงก็ตาม

แก่นสำคัญของมาตรา 43 คือการคุ้มครองผู้เสียหายที่ “ทรัพย์ของตนถูกจำเลยเอาไปโดยตรงและโจทก์ในคดีอาญาก็ฟ้องในฐานความผิดที่เกี่ยวกับการได้ทรัพย์นั้นไป” จึงถือว่ามิใช่การชดใช้ความเสียหายในความหมายกว้าง แต่เป็นการ “คืนทรัพย์” อันเป็นผลโดยตรงของการกระทำผิด ซึ่งกฎหมายเห็นว่าศาลสามารถมีคำสั่งได้แม้จะไม่มีคำฟ้องหรือคำขอทางแพ่ง

อย่างไรก็ตาม มาตรา 43 ไม่เปิดช่องให้ศาลสั่งชดใช้ค่าเสียหายทุกชนิด แต่เฉพาะทรัพย์ที่จำเลยได้ไปหรือราคาทรัพย์นั้นเท่านั้น หากความเสียหายมีลักษณะเป็นค่าเสียหายเชิงผลกระทบ เช่น ค่าเสียโอกาส รายได้ที่ขาดหาย หรือค่าใช้จ่ายอื่น ผู้เสียหายต้องใช้มาตรา 44/1 หรือฟ้องแพ่งแยกต่างหาก

อีกทั้ง การที่ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 30 ย่อมไม่ทำให้ศาลมีอำนาจใช้มาตรา 43 หากฐานความผิดไม่เข้าเกณฑ์ อำนาจศาลต้องอาศัยบทกฎหมายเป็นหลัก ไม่ใช่สถานะผู้ร้องหรือข้อเท็จจริงที่เกิดความเสียหาย

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาต่อเนื่องยืนยันหลักว่า มาตรา 43 ต้องใช้เฉพาะเมื่อ

(1) ฐานความผิดอยู่ในรายการที่กฎหมายกำหนด

(2) ทรัพย์เป็นของผู้เสียหาย

(3) จำเลยได้ทรัพย์นั้นไปโดยตรง

(4) ไม่มีการตีความขยายให้ครอบคลุมความผิดอื่น

ดังนั้น มาตรา 43 เป็นกลไกเฉพาะกิจเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายในบางคดีเท่านั้น ไม่ใช่หลักทั่วไปที่ใช้ได้ในทุกกรณี ขอบเขตที่เคร่งครัดจึงเป็นหลักประกันถึงความเป็นธรรม ทั้งต่อผู้เสียหายที่ได้รับการเยียวยาตามกรอบกฎหมาย และต่อจำเลยที่ได้รับการคุ้มครองไม่ให้ถูกสั่งชำระความรับผิดแพ่งโดยไม่มีฐานกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4380/2568 

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเฉพาะในความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และมิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เพราะความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์มิใช่ความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 43 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ในอันที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม ทั้งโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นนั้นโดยพลการ ส่วนการออกคำบังคับนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งต้องมีการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลจึงจะออกคำบังคับแก่ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยกำหนดวิธีปฏิบัติ ระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 272, 273 แต่คดีนี้ศาลไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีสิทธิบังคับคดีในคดีนี้

คดีเริ่มจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 358 ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม และจำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 5793 มาวางเป็นหลักประกันในการปล่อยชั่วคราว ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาจำเลยทั้งสามรับสารภาพ ศาลพิพากษาว่ามีความผิดและให้รอการกำหนดโทษเป็นเวลา 2 ปีตามมาตรา 56

โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นสองฉบับ ได้แก่ ขอเพิกถอนการใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของตน และขอให้ศาลกำหนดโทษที่รอไว้เพราะจำเลยกระทำผิดซ้ำ ศาลชั้นต้นส่งคำร้องไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ศาลอุทธรณ์คืนคำร้องฉบับแรกให้ศาลชั้นต้น และพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม เนื่องจากเป็นอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามมาตรา 22

เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2565 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคำร้องฉบับแรกว่า ยื่นหลังมีคำพิพากษาแล้ว สัญญาประกันสิ้นสุด ไม่จำเป็นต้องสั่งเกี่ยวกับหลักประกันอีก จึงยกคำร้อง ส่วนคำร้องฉบับที่สอง ศาลเห็นว่ายังไม่ปรากฏว่าจำเลยถูกพิพากษาในคดีอื่น และคดีที่อ้างยังอยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง จึงยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน และศาลฎีกาพิพากษายืนเช่นกัน

ต่อมา 22 เมษายน 2567 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องใหม่ ขออุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งไม่รับเพราะคดีถึงที่สุดแล้ว และคำร้องอีกฉบับขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ศาลยกคำร้องเพราะไม่มีคำพิพากษาให้จำเลยต้องชำระเงิน จึงไม่อาจออกคำบังคับได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ฟ้องเฉพาะข้อหาอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ มิได้มีคำขอคืนทรัพย์หรือใช้ราคา อีกทั้งฐานความผิดไม่อยู่ในมาตรา 43 และโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 จึงไม่มีอำนาจให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมหรือออกคำบังคับได้ โจทก์ร่วมไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หากได้รับความเสียหายต้องไปฟ้องในคดีใหม่ ที่ศาลล่างไม่สั่งให้คืนหรือชำระค่าเสียหายจึงชอบแล้ว

พิพากษายืน




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา

ประเด็นการตีความหมิ่นประมาทโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
การนับโทษจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดและข้อจำกัดมาตรา 190(ฎีกา 322/2567)
คดีไม่ไปรายงานตัวทหาร ศาลฎีกายกฟ้องแม้จำเลยรับสารภาพเหตุไร้เจตนา(ฎีกาที่ 532/2567)
อำนาจฟ้องละเมิดกรณีเพลิงไหม้จากงานรัฐ(ฎีกา 613/2567)
สิทธิผู้เสียหายในคดีทรัพย์มรดกและการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม(ฎีกา 633/2567)
คดีแข่งรถในทาง การห้ามฎีกาข้อเท็จจริง(ฎีกาที่ 781/2567)
ยอมความคดีแพ่งไม่ทำให้คดีอาญาระงับ,ป.วิ.อ. ม.39(2), (ฎีกา 3681/2568)
คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ & โรแมนซ์สแกม (ฎีกา 1207/2567)
สิทธิคดีอาญาระงับ, สิทธิคดีแพ่งหลังจำเลยถึงแก่ความตาย (ฎีกา 2232/2567)
ฟ้องต่างข้อเท็จจริงสาระสำคัญ ยกฟ้องจำเลยฐานยักยอก,ป.วิ.อ. มาตรา 158, (ฎีกา 2427/2567)
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)-ฎีกา 6820/2567
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)ป.วิ.อ. มาตรา 84 (ฎีกา 6820/2567)
(ฎีกา 324/2568) สิทธิฟ้อง, โจทก์ร่วม, อุบัติเหตุจราจร
(ฎีกาที่ 3462/2567): อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและฟอกเงิน
(ฎีกาที่ 3672/2567): การทำร้ายร่างกายและการตีความการเพิ่มโทษในชั้นอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567: คดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน และประเด็นความชอบด้วยกฎหมายในคดีส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567 การลักทรัพย์นายจ้างหลายกรรม และการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2567: คดีลักทรัพย์-ขาดเจตนาทุจริต แต่ยังมีหน้าที่คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน
ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา – ความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยานกับบทบาทของพนักงานสอบสวน(ฎีกาที่ 8082/2567)
อำนาจฟ้องในคดีอาญาเมื่อสอบสวนโดยตำรวจผิดพื้นที่: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2568
การถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน, ความผิดฐานฟ้องเท็จ, มูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
โจทก์ร่วมในคดีอาญา, การใช้สิทธิผู้เสียหายแทนโจทก์ร่วมเดิม, การสืบสิทธิในคดีอาญา,
แก้ไขฟ้องคดีอาญา ป.วิ.อ. มาตรา 163, อำนาจพนักงานอัยการในคดีทุจริต, บทบาทอัยการสูงสุดตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการ(ฎีกา5234/2566)
ศาลลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด, อุทธรณ์คำพิพากษา, ขอให้เพิ่มโทษ,
อำนาจฟ้อง, คู่ความในคดี, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย,
การพิจารณาคดีไต่สวนมูลฟ้อง, คำสั่งศาลที่เด็ดขาด,
ถ้อยคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจพนักงานสอบสวน & ฎีกาต้องห้ามข้อเท็จจริงคดีอาวุธปืน (ฎีกา 1016/2567)
บันดาลโทสะลดโทษคดีทำร้ายร่างกาย & อำนาจศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัย (ฎีกา 1109/2567)
ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1(ฎีกาที่ 4687/2566)
ฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม
แก้ไขโทษของความผิดถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยห้ามฎีกา
ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
อำนาจสอบสวนของกองปราบปราม
คำให้การชั้นสอบสวนแทนการสืบพยานในชั้นพิจารณา
ลดมาตราส่วนโทษในความผิดต้องห้ามฎีกา
ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด
คำรับสารภาพมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 157
พยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ
การกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอมสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ
ผู้เสียหายไม่มาเบิกความเป็นพยานในศาล
ผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย(บุตร)
ความรับผิดในทางแพ่ง-ผู้เสียหายโดยนิตินัย
การบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด
กรณีไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียง-พิมพ์คำฟ้องโจทก์
คดีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญายื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายค้นได้
ศาลชั้นต้นยกอายุความมายกคำร้อง ม.44/1 ไม่ชอบ
ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา | เรียกค่าเสียหาย
นายแพทย์กระทำอนาจารคนไข้อายุกว่า 15 ปี จำคุก 3 ปี ปรับ 20,000 บาท
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่แทนการยื่นอุทธรณ์
ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง ผู้ต้องหาอุทธรณ์
โจทก์ขอให้ลงโทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
แก้ไขคำพิพากษาที่อ่านแล้ว
จำคุกไม่เกิน5ปีห้ามคู่ความฎีกาข้อเท็จจริง
ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกายกฟ้อง
ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาห้ามอุทธรณ์
การกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในฟ้อง
ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิด
พิพากษาถึงข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง
เพื่อการอนาจารเป็นเจตนาพิเศษ | การบรรยายฟ้อง
ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ | คดีถึงที่สุด
ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า
คำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวห้ามอุทธรณ์
มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา
อำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้อุทธรณ์-ฎีกา
ฎีกาไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์-ฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คดีขาดอายุความจึงชอบที่ศาลจะยกฟ้อง
คดีถึงที่สุดเมื่อครบกำหนดยื่นฎีกา
การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย
ต้องห้ามฎีกาเพราะไม่ได้อุทธรณ์ไว้
ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อย-จำคุกไม่เกินห้าปีห้ามฎีกา
กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม
โจทก์ฟ้องผิดวันจำเลยหลงต่อสู้