
| ข้อจำกัดอำนาจศาลในการสั่งคืนทรัพย์เมื่อไม่มีคำขอและไม่อยู่ในมาตรา 43
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดอำนาจศาลอาญาในการสั่งคืนทรัพย์หรือกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อคดีอาญาถูกฟ้องโดยไม่มีคำขอท้ายฟ้องในส่วนแพ่งและข้อหาที่ฟ้องมิได้อยู่ในบังคับของมาตรา 43 ซึ่งอนุญาตให้ศาลมีอำนาจสั่งคืนทรัพย์ได้โดยไม่ต้องมีฟ้องแพ่งประกอบ ทั้งยังเกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจศาลต่อคำร้องเพิ่มเติมของโจทก์ร่วมในชั้นหลังคำพิพากษา ทั้งในประเด็นการเพิกถอนหลักประกัน การกำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษไว้ และการขอออกหมายบังคับคดี ซึ่งศาลต้องพิจารณาว่าอำนาจหน้าที่ของตนยังคงมีอยู่หรือไม่ภายใต้กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและความหมายของ “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ โครงสร้างของคดีนี้สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างการพิจารณาคดีอาญา การเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม การใช้หลักประกัน การร้องขอเพิ่มเติมในชั้นหลังกระบวนพิจารณา และหลักเกณฑ์การบังคับคดีตามคำพิพากษาที่ต้องอาศัยคำพิพากษาแพ่งหรือคำสั่งที่มีผลบังคับคดีได้เป็นเงื่อนไขสำคัญ ศาลฎีกาจึงต้องวินิจฉัยอย่างละเอียดว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ได้ใช้หลักกฎหมายอย่างถูกต้องหรือไม่เมื่อปฏิเสธไม่ออกคำบังคับให้จำเลยร่วมกันชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ร่วม ทั้งที่คดีเดิมเป็นคดีอาญาล้วนซึ่งฟ้องเพียงขอให้ลงโทษจำเลยเท่านั้น สรุปข้อเท็จจริงของคดี 1. คดีเริ่มจากการที่โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 358 ฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ โดยไม่มีคำขอท้ายฟ้องให้คืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาให้ผู้เสียหายแต่อย่างใด และข้อหานี้ก็ไม่ใช่ความผิดที่เข้าบังคับตาม ป.วิ.อ. มาตรา 43 ซึ่งศาลสามารถสั่งคืนทรัพย์ได้เอง 2. ผู้เสียหายได้ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม ศาลชั้นต้นอนุญาต ทำให้ผู้เสียหายมีสถานะเป็นโจทก์ร่วมและสามารถยื่นคำร้องอื่น ๆ ภายในคดีได้ตามกรอบกฎหมาย 3. จำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 5793 มาเป็นหลักประกันเพื่อปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 1 และ 2 ศาลชั้นต้นอนุญาตให้ใช้เป็นประกัน 4. จำเลยทั้งสามให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิดตามฟ้อง และให้รอการกำหนดโทษเป็นเวลา 2 ปีตามมาตรา 56 5. โจทก์ร่วมอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น แต่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ยกอุทธรณ์ด้วยเหตุว่าเป็นการอุทธรณ์ข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงฯ 6. ภายหลังคำพิพากษาศาลชั้นต้นถูกส่งไปศาลอุทธรณ์แล้ว โจทก์ร่วมกลับยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้น 2 ฉบับ ได้แก่ o คำร้องที่ 1 ขอให้เพิกถอนการใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 5793 เป็นหลักประกัน โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของโจทก์ร่วมเอง o คำร้องที่ 2 อ้างว่าจำเลยกระทำผิดซ้ำ ขอให้ศาลกำหนดโทษที่รอไว้ 7. ศาลชั้นต้นรับรองว่า สัญญาประกันสิ้นสุดไปเมื่อศาลพิพากษาแล้ว จึงไม่จำต้องสั่งเกี่ยวกับหลักประกันอีก และ ยกคำร้องที่ 1 8. สำหรับคำร้องที่ 2 ศาลชั้นต้นเห็นว่า ยังไม่มีคำพิพากษาอื่นใดว่าจำเลยกระทำผิดซ้ำ และคดีที่อ้างยังอยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง จึง ยกคำร้องที่ 2 9. โจทก์ร่วมอุทธรณ์ทั้งสองคำร้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน 10. โจทก์ร่วมฎีกา แต่ศาลฎีกาพิพากษายืนเช่นกัน โดยวินิจฉัยในประเด็นว่า o ไม่มีคำขอให้จำเลยคืนทรัพย์หรือชดใช้ราคา o ไม่มีคำร้องตามมาตรา 44/1 o คดีนี้ไม่อยู่ในมาตรา 43 o ศาลไม่มีอำนาจออกคำบังคับเมื่อไม่มีคำพิพากษาแพ่งรองรับ 11. ในเวลาต่อมา โจทก์ร่วมยื่นคำร้องอีกครั้ง ขอออกหมายบังคับคดีให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย แต่ศาลชั้นต้นยกคำร้องเนื่องจาก โจทก์ร่วมไม่ใช่ “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” และ ไม่มีคำพิพากษาให้จำเลยต้องชดใช้เงิน จึงไม่อาจออกคำบังคับได้ คำวินิจฉัยของศาล ประเด็นที่ 1 ศาลมีอำนาจสั่งให้จำเลยคืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วมในคดีอาญานี้หรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ ฟ้องเฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 358 (ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์) ไม่มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาทรัพย์คืนแก่ผู้เสียหาย อีกทั้งความผิดนี้ มิได้อยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 ซึ่งเป็นบทบัญญัติพิเศษที่ให้อำนาจศาลมีคำพิพากษาคล้ายคดีแพ่งได้ในบางฐานความผิดเท่านั้น เมื่อคดีไม่เข้าเงื่อนไขตามมาตรา 43 และผู้เสียหายก็ มิได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 เพื่อขอให้ศาลสั่งให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ศาลจึงไม่มีอำนาจบัญชาการให้จำเลยต้องคืนหรือชำระราคาแทนทรัพย์ให้โจทก์ร่วมได้ ดังนั้น ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 ที่ไม่สั่งให้จำเลยคืนทรัพย์หรือใช้ราคาแก่โจทก์ร่วมนั้น ชอบด้วยกฎหมาย ประเด็นที่ 2 ศาลมีอำนาจออกคำบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสามหรือไม่ เมื่อไม่มีคำพิพากษาให้ชำระเงิน ศาลฎีกาให้เหตุผลชัดเจนว่า “การออกคำบังคับคดี” ต้องอาศัยเงื่อนไขพื้นฐานคือ 1. ต้องมี คำพิพากษา หรือคำสั่งที่มีผลบังคับคดีได้ 2. ต้องมี “ลูกหนี้ตามคำพิพากษา” คือ ผู้ที่มีหน้าที่ต้องชำระเงินหรือกระทำการตามที่ศาลกำหนด แต่ในคดีนี้ • ไม่มีคำพิพากษาให้จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้ราคา หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม • โจทก์ร่วมจึง ไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา • การออกคำบังคับตาม ป.วิ.พ. มาตรา 272, 273 จึงไม่อาจกระทำได้ ผลคือ การที่ศาลชั้นต้นปฏิเสธไม่ออกคำบังคับให้ตามคำร้องของโจทก์ร่วม เป็นไปตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายอย่างถูกต้องแล้ว ประเด็นที่ 3 การขอเพิกถอนหลักประกันหลังศาลมีคำพิพากษาแล้ว ศาลยังมีอำนาจหรือไม่ ข้อเท็จจริงปรากฏว่า การยื่นคำร้องขอเพิกถอนการใช้ที่ดินโฉนดเลขที่ 5793 เป็นหลักประกันนั้น เกิดขึ้นหลังจากศาลชั้นต้นพิพากษาแล้ว ซึ่งผลตามกฎหมายคือ • สัญญาประกันในชั้นพิจารณาสิ้นสุดลงโดยผลของกฎหมาย • ศาลจึงไม่มีอำนาจสั่งเกี่ยวกับหลักประกันอีกต่อไป การที่ศาลชั้นต้น ยกคำร้อง โจทก์ร่วม จึงเป็นไปตามหลักกฎหมายว่าด้วยผลของสัญญาประกันหลังคำพิพากษา ประเด็นที่ 4 การกำหนดโทษจำคุกเมื่ออ้างว่าจำเลยกระทำผิดซ้ำ โจทก์ร่วมขอให้ศาลกำหนดโทษที่รอการกำหนดโทษของจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยทั้งสามกระทำผิดในคดีอื่นอีก แต่ศาลวินิจฉัยว่า • คดีที่อ้างยังอยู่ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง • ยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยกระทำผิดซ้ำ • พฤติการณ์ตามคำร้องเป็นเพียงการดำเนินการตามสิทธิทางกฎหมายของจำเลย ดังนั้น ศาลจึง ยกคำร้อง และศาลอุทธรณ์ภาค 3 รวมถึงศาลฎีกาพิพากษายืนด้วยเหตุผลเดียวกัน วิเคราะห์หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1 ความหมายและขอบเขตของ “มาตรา 43” ป.วิ.อาญา มาตรา 43 เป็นบทบัญญัติพิเศษที่ให้ศาลอาญาสามารถกำหนดให้จำเลยคืนทรัพย์หรือชดใช้ค่าสินไหมได้ในกรณีจำกัด เช่น • ความผิดลักทรัพย์ • ความผิดยักยอก • ความผิดฉ้อโกง แต่ในคดีนี้ ฐานความผิด ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ตาม ม.358 ไม่อยู่ในกลุ่มความผิดที่กฎหมายให้อำนาจศาลสั่งคืนทรัพย์โดยพลการ จึงไม่มีช่องทางให้ศาลนำมาตรา 43 มาใช้โดยอนุมานได้ หลักคือ “ศาลไม่มีอำนาจหากกฎหมายไม่ให้อำนาจ” 2 มาตรา 44/1 ป.วิ.อาญา — ช่องทางที่ผู้เสียหายสามารถใช้สิทธิเรียกค่าสินไหมในคดีอาญา มาตรา 44/1 เปิดช่องให้ผู้เสียหาย • ยื่นคำร้องขอให้ศาลสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนในคดีอาญา • โดยไม่ต้องยื่นฟ้องแพ่งแยก แต่ในคดีนี้ • โจทก์ร่วม ไม่เคยยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 • จึงไม่สามารถอ้างให้ศาลออกคำบังคับได้ 3 หลักกฎหมายตาม ป.วิ.พ. มาตรา 272–273 เกี่ยวกับการออกคำบังคับ คำบังคับ จะออกได้เมื่อ 1. มีคำพิพากษาหรือคำสั่งที่มีผลบังคับคดีได้ 2. มีลูกหนี้ตามคำพิพากษา 3. คำสั่งต้องเป็นการกำหนดให้ลูกหนี้กระทำการภายในเวลาที่กำหนด แต่ในคดีนี้ • ไม่มีคำพิพากษาให้จำเลยต้องใช้เงิน • โจทก์ร่วมไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา • จึงไม่อาจมีคำบังคับได้โดยเด็ดขาด เจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง 1 เหตุที่กฎหมายจำกัดอำนาจศาลอาญาเฉพาะที่กฎหมายอนุญาต เจตนารมณ์คือ • เพื่อไม่ให้ศาลอาญา “ทำหน้าที่ศาลแพ่ง” โดยไม่มีคำขอ • เพื่อคุ้มครองจำเลยตามหลักรัฐธรรมนูญเรื่องกระบวนการพิจารณาที่เป็นธรรม • เพื่อให้ผู้เสียหายดำเนินคดีแพ่งแยก เมื่อไม่เข้าเกณฑ์ตามกฎหมายพิเศษ 2 เหตุที่การออกคำบังคับต้องมีคำพิพากษาแพ่งรองรับ ต้นกำเนิดของกฎหมายบังคับคดีมีหลักพื้นฐานว่า “ไม่อาจบังคับบุคคลให้ชำระเงินได้ หากไม่มีคำพิพากษาที่กำหนดหน้าที่เช่นนั้น” ดังนั้น หากคดีอาญาไม่ได้มีคำสั่งชดใช้ค่าสินไหม ศาลย่อมไม่อาจขยายผลไปถึงขั้นบังคับชำระได้ แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1 แนวฎีกาเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจตามมาตรา 43 ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยยืนยันว่าสามารถใช้มาตรา 43 ได้เฉพาะความผิดที่บัญญัติไว้เท่านั้น เช่น • ลักทรัพย์ • ยักยอก • ฉ้อโกง ห้ามตีความขยายโดยไม่มีกฎหมายรองรับ 2 แนวฎีกาเกี่ยวกับสิทธิผู้เสียหายในการยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 หลายคดีวางหลักว่า • หากผู้เสียหายไม่ยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 ศาลไม่มีอำนาจบัญชาค่าสินไหมให้ • แม้ผู้เสียหายจะเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมแล้ว ก็ยังต้องยื่นคำร้องตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับคดีนี้โดยตรง 3 แนวฎีกาเกี่ยวกับการออกคำบังคับคดี ศาลฎีกาย้ำว่า • คำบังคับต้องมี “คำพิพากษาแพ่ง” หรือ “คำสั่งแพ่งในคดีอาญา (กรณี ม.43 หรือ ม.44/1)” • หากไม่มี หน่วยงานของรัฐหรือผู้เสียหายไม่อาจบังคับชำระใด ๆ ได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างของการยืนยันหลักการดังกล่าวอย่างเคร่งครัด สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยทั้งสามกระทำความผิดฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ให้รอการกำหนดโทษไว้ และยกคำร้องของโจทก์ร่วมทั้งเรื่องเพิกถอนหลักประกันและกำหนดโทษจำคุกเพิ่มเติม ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน โดยเห็นว่าคำร้องทั้งสองหมดอำนาจพิจารณาและไม่เข้าเงื่อนไขทางกฎหมาย ต่อมาเมื่อโจทก์ร่วมฎีกาขอให้ศาลสั่งให้จำเลยคืนหรือชดใช้ราคาทรัพย์และออกคำบังคับ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ฟ้องเฉพาะอาญา มิได้มีคำขอท้ายฟ้องหรือคำร้องตามมาตรา 44/1 และฐานความผิดไม่อยู่ในมาตรา 43 ศาลจึงไม่มีอำนาจออกคำพิพากษาหรือคำบังคับให้จำเลยชำระค่าเสียหายได้ พิพากษายืนตามศาลล่าง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. หลักความชัดแจ้งของคำขอในคดีอาญา การขอให้สั่งคืนทรัพย์หรือชดใช้ค่าสินไหมในคดีอาญา ต้องปรากฏในคำขอท้ายฟ้อง หรือผู้เสียหายต้องใช้สิทธิตามมาตรา 44/1 การไม่กระทำเช่นนั้นทำให้ศาลไม่มีอำนาจบัญชาการใด ๆ ในทางแพ่งโดยพลการ 2. ขอบเขตอำนาจศาลตามมาตรา 43 เป็นบทพิเศษตีความอย่างเคร่งครัด มาตรา 43 ให้อำนาจศาลสั่งคืนทรัพย์เฉพาะบางฐานความผิดเท่านั้น ไม่อาจใช้โดยอนุมานหรือขยายความผิดอื่นให้เข้าเงื่อนไขได้ กรณี “ร่วมกันทำให้เสียทรัพย์” จึงไม่อยู่ในข่ายที่ศาลมีอำนาจสมทบให้คืนหรือชดใช้ราคาได้ 3. การออกคำบังคับต้องมีฐานคำพิพากษาแพ่งหรือคำสั่งที่มีผลบังคับคดีได้ หลักการพื้นฐานของการบังคับคดีคือ ต้องมี “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” และคำพิพากษาต้องกำหนดหน้าที่ชำระเงินอย่างชัดแจ้ง หากคดีอาญาไม่ได้สั่งให้ชำระค่าเสียหาย ไม่อาจออกคำบังคับได้แม้ผู้เสียหายจะได้รับความเสียหายจริง 4. ผลของสัญญาประกันสิ้นสุดเมื่อมีคำพิพากษา การขอเพิกถอนหลักประกันหลังศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดในชั้นต้นเป็นการขอที่หมดอำนาจพิจารณา สัญญาประกันยุติลงโดยผลของกฎหมาย ศาลจึงไม่ต้องสั่งเกี่ยวกับหลักประกันอีก 5. การกำหนดโทษที่รอไว้ต้องมีเงื่อนไขการกระทำผิดซ้ำที่ชัดแจ้ง การกล่าวอ้างเพียงว่าจำเลยมีคดีใหม่อยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ยังไม่ก่อให้เกิดผลทางกฎหมายในการขอให้ศาลกำหนดโทษที่รอไว้ จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีที่อ้าง คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม ศาลอาญาสามารถสั่งให้จำเลยคืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาทรัพย์ได้ทุกคดีหรือไม่? คำตอบ ไม่สามารถทำได้ทุกคดี ศาลมีอำนาจสั่งคืนทรัพย์ได้เฉพาะความผิดที่อยู่ในบังคับของมาตรา 43 เท่านั้น หากฐานความผิดไม่อยู่ในมาตรา 43 ศาลต้องยึดคำขอท้ายฟ้องหรือคำร้องตามมาตรา 44/1 เป็นหลัก ไม่อาจสั่งโดยพลการได้ 2. คำถาม หากผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมแล้ว ศาลต้องสั่งให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายหรือไม่? คำตอบ ไม่จำเป็น การเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมมิได้ทำให้ศาลมีอำนาจชดใช้ค่าสินไหมโดยอัตโนมัติ ผู้เสียหายต้องยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 หรือฟ้องแพ่งแยกต่างหากจึงจะเกิดสิทธิเรียกค่าเสียหายในทางคดี 3. คำถาม เมื่อศาลไม่มีคำพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน ผู้เสียหายสามารถขอออกคำบังคับคดีได้หรือไม่? คำตอบ ไม่ได้ ผู้เสียหายต้องมีสถานะเป็น “เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา” ก่อน จึงจะมีสิทธิเข้าสู่กระบวนการบังคับคดี หากคำพิพากษาไม่มีการกำหนดให้จำเลยชำระเงิน ศาลจะไม่สามารถออกคำบังคับได้ 4. คำถาม หากจำเลยกระทำผิดซ้ำ ผู้เสียหายสามารถขอให้ศาลกำหนดโทษที่รอไว้ได้ทันทีหรือไม่? คำตอบ ไม่ได้ ต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุดในคดีใหม่ก่อน การตั้งข้อกล่าวหาอยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง ยังไม่ถือว่าเป็นการกระทำผิดซ้ำตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับการขอให้ศาลกำหนดโทษที่รอไว้ 5. คำถาม หลักประกันการปล่อยชั่วคราวยังสามารถขอเพิกถอนได้หลังมีคำพิพากษาหรือไม่? คำตอบ ไม่สามารถทำได้ เพราะสัญญาประกันสิ้นสุดเมื่อศาลมีคำพิพากษาแล้ว คำร้องเกี่ยวกับหลักประกันหลังจากนั้นถือเป็นคำร้องที่หมดอำนาจพิจารณา หมายเหตุ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 43 เป็นบทบัญญัติที่มีลักษณะพิเศษและมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในระบบกฎหมายอาญาไทย โดยมีเจตนารมณ์เพื่อเปิดช่องให้ศาลอาญาสามารถพิจารณาข้อเรียกร้องของผู้เสียหายในทางแพ่งได้ภายในคดีอาญาโดยไม่ต้องฟ้องแพ่งแยกต่างหาก ทั้งนี้เพื่อความรวดเร็ว ประหยัด และคุ้มครองสิทธิของผู้เสียหายในคดีที่มีลักษณะเรียกคืนทรัพย์ที่ถูกกระทำความผิดไปโดยตรง อันเป็นคดีที่ความเสียหายเชื่อมโยงกับตัวทรัพย์อย่างใกล้ชิดจนไม่จำเป็นต้องให้ผู้เสียหายเข้าสู่กระบวนความแพ่งอีกครั้ง มาตรา 43 จึงกำหนดรายการ “ฐานความผิดที่ศาลมีอำนาจสั่งคืนทรัพย์หรือชดใช้ราคาได้โดยไม่ต้องมีคำขอแพ่ง” ไว้อย่างเฉพาะเจาะจง เช่น คดีลักทรัพย์ ยักยอก ฉ้อโกง รับของโจร หรือฐานความผิดอื่นที่เกี่ยวกับการได้ทรัพย์ไปโดยมิชอบ การที่กฎหมายกำหนดเป็นรายการปิด (closed list) ทำให้ศาลอาญาต้องตีความเคร่งครัด ไม่อาจนำไปใช้กับฐานความผิดอื่นโดยอนุมานได้ หากความผิดมิได้อยู่ในมาตรา 43 ศาลย่อมไม่มีอำนาจชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือสั่งคืนทรัพย์ให้แก่ผู้เสียหายได้ แม้จะปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้เสียหายถูกกระทบสิทธิทรัพย์สินจริงก็ตาม แก่นสำคัญของมาตรา 43 คือการคุ้มครองผู้เสียหายที่ “ทรัพย์ของตนถูกจำเลยเอาไปโดยตรงและโจทก์ในคดีอาญาก็ฟ้องในฐานความผิดที่เกี่ยวกับการได้ทรัพย์นั้นไป” จึงถือว่ามิใช่การชดใช้ความเสียหายในความหมายกว้าง แต่เป็นการ “คืนทรัพย์” อันเป็นผลโดยตรงของการกระทำผิด ซึ่งกฎหมายเห็นว่าศาลสามารถมีคำสั่งได้แม้จะไม่มีคำฟ้องหรือคำขอทางแพ่ง อย่างไรก็ตาม มาตรา 43 ไม่เปิดช่องให้ศาลสั่งชดใช้ค่าเสียหายทุกชนิด แต่เฉพาะทรัพย์ที่จำเลยได้ไปหรือราคาทรัพย์นั้นเท่านั้น หากความเสียหายมีลักษณะเป็นค่าเสียหายเชิงผลกระทบ เช่น ค่าเสียโอกาส รายได้ที่ขาดหาย หรือค่าใช้จ่ายอื่น ผู้เสียหายต้องใช้มาตรา 44/1 หรือฟ้องแพ่งแยกต่างหาก อีกทั้ง การที่ผู้เสียหายเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วมตามมาตรา 30 ย่อมไม่ทำให้ศาลมีอำนาจใช้มาตรา 43 หากฐานความผิดไม่เข้าเกณฑ์ อำนาจศาลต้องอาศัยบทกฎหมายเป็นหลัก ไม่ใช่สถานะผู้ร้องหรือข้อเท็จจริงที่เกิดความเสียหาย แนวคำพิพากษาศาลฎีกาต่อเนื่องยืนยันหลักว่า มาตรา 43 ต้องใช้เฉพาะเมื่อ (1) ฐานความผิดอยู่ในรายการที่กฎหมายกำหนด (2) ทรัพย์เป็นของผู้เสียหาย (3) จำเลยได้ทรัพย์นั้นไปโดยตรง (4) ไม่มีการตีความขยายให้ครอบคลุมความผิดอื่น ดังนั้น มาตรา 43 เป็นกลไกเฉพาะกิจเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เสียหายในบางคดีเท่านั้น ไม่ใช่หลักทั่วไปที่ใช้ได้ในทุกกรณี ขอบเขตที่เคร่งครัดจึงเป็นหลักประกันถึงความเป็นธรรม ทั้งต่อผู้เสียหายที่ได้รับการเยียวยาตามกรอบกฎหมาย และต่อจำเลยที่ได้รับการคุ้มครองไม่ให้ถูกสั่งชำระความรับผิดแพ่งโดยไม่มีฐานกฎหมายรองรับอย่างชัดเจน ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4380/2568 คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามเฉพาะในความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์และมิได้มีคำขอท้ายฟ้องให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม เพราะความผิดข้อหาร่วมกันทำให้เสียทรัพย์มิใช่ความผิดที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.อ. มาตรา 43 ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 ในอันที่โจทก์จะเรียกให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์แก่โจทก์ร่วม ทั้งโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 44/1 วรรคหนึ่ง ประกอบ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลแขวงและวิธีพิจารณาความอาญาในศาลแขวง พ.ศ. 2499 มาตรา 4 และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเช่นนั้นโดยพลการ ส่วนการออกคำบังคับนั้น ต้องเป็นกรณีที่ศาลได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งซึ่งต้องมีการบังคับคดีแก่ลูกหนี้ตามคำพิพากษาศาลจึงจะออกคำบังคับแก่ลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษา โดยกำหนดวิธีปฏิบัติ ระยะเวลาและเงื่อนไขอื่น ๆ ตามที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ. มาตรา 272, 273 แต่คดีนี้ศาลไม่ได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์หรือชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่โจทก์ร่วม โจทก์ร่วมจึงไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา ไม่มีสิทธิบังคับคดีในคดีนี้ คดีเริ่มจากโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามฐานร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 358 ระหว่างพิจารณาผู้เสียหายขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม และจำเลยที่ 2 นำที่ดินโฉนดเลขที่ 5793 มาวางเป็นหลักประกันในการปล่อยชั่วคราว ศาลชั้นต้นอนุญาต ต่อมาจำเลยทั้งสามรับสารภาพ ศาลพิพากษาว่ามีความผิดและให้รอการกำหนดโทษเป็นเวลา 2 ปีตามมาตรา 56 โจทก์ร่วมอุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ระหว่างนั้นโจทก์ร่วมยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นสองฉบับ ได้แก่ ขอเพิกถอนการใช้ที่ดินเป็นหลักประกัน โดยอ้างว่าเป็นทรัพย์ของตน และขอให้ศาลกำหนดโทษที่รอไว้เพราะจำเลยกระทำผิดซ้ำ ศาลชั้นต้นส่งคำร้องไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณา ศาลอุทธรณ์คืนคำร้องฉบับแรกให้ศาลชั้นต้น และพิพากษายกอุทธรณ์ของโจทก์ร่วม เนื่องจากเป็นอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามตามมาตรา 22 เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2565 ศาลชั้นต้นวินิจฉัยคำร้องฉบับแรกว่า ยื่นหลังมีคำพิพากษาแล้ว สัญญาประกันสิ้นสุด ไม่จำเป็นต้องสั่งเกี่ยวกับหลักประกันอีก จึงยกคำร้อง ส่วนคำร้องฉบับที่สอง ศาลเห็นว่ายังไม่ปรากฏว่าจำเลยถูกพิพากษาในคดีอื่น และคดีที่อ้างยังอยู่ระหว่างไต่สวนมูลฟ้อง จึงยกคำร้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน และศาลฎีกาพิพากษายืนเช่นกัน ต่อมา 22 เมษายน 2567 โจทก์ร่วมยื่นคำร้องใหม่ ขออุทธรณ์คำพิพากษาศาลฎีกา ซึ่งศาลชั้นต้นสั่งไม่รับเพราะคดีถึงที่สุดแล้ว และคำร้องอีกฉบับขอให้ศาลออกหมายบังคับคดีให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหาย ศาลยกคำร้องเพราะไม่มีคำพิพากษาให้จำเลยต้องชำระเงิน จึงไม่อาจออกคำบังคับได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ฟ้องเฉพาะข้อหาอาญาฐานทำให้เสียทรัพย์ มิได้มีคำขอคืนทรัพย์หรือใช้ราคา อีกทั้งฐานความผิดไม่อยู่ในมาตรา 43 และโจทก์ร่วมไม่ได้ยื่นคำร้องตามมาตรา 44/1 จึงไม่มีอำนาจให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมหรือออกคำบังคับได้ โจทก์ร่วมไม่ใช่เจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หากได้รับความเสียหายต้องไปฟ้องในคดีใหม่ ที่ศาลล่างไม่สั่งให้คืนหรือชำระค่าเสียหายจึงชอบแล้ว พิพากษายืน |




