
| ฎีกาคดีแจ้งความเท็จและข้อจำกัดสิทธิฎีกาในคดีอาญา เมื่อศาลยกฟ้องทั้งสองศาล การอนุญาตฎีกาเฉพาะข้อเท็จจริงมีผลเพียงใด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดสิทธิในการฎีกาคดีอาญาเมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องตรงกัน ตลอดจนหลักเกณฑ์การพิจารณาว่า การแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในเรื่องที่ผู้แจ้งมีเหตุอันควรเชื่อจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จะเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาหรือไม่ คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางปฏิบัติ เพราะศาลฎีกาได้วางหลักไว้ชัดเจนว่า แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา แต่หากคำร้องขออนุญาตฎีกาของคู่ความจำกัดไว้เฉพาะ “ปัญหาข้อเท็จจริง” คำสั่งอนุญาตดังกล่าวย่อมมีผลเพียงเท่าที่ขอไว้เท่านั้น ไม่อาจขยายไปถึงปัญหาข้อกฎหมายได้เอง อีกด้านหนึ่ง ศาลยังวางหลักเรื่อง “การใช้สิทธิโดยสุจริต” ว่า หากผู้ร้องทุกข์อาศัยข้อเท็จจริงที่ตนพบเห็นจริง ประกอบกับข้อมูลจากแพทย์และพฤติการณ์แวดล้อมที่น่าเชื่อว่ามีการทำพินัยกรรมในขณะที่ผู้ทำพินัยกรรมอาจไม่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ย่อมถือได้ว่าเป็นการแจ้งความโดยสุจริต มิใช่การกลั่นแกล้งใส่ความให้ผู้อื่นรับโทษทางอาญา คำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญทั้งในเรื่องเทคนิคการฎีกาคดีอาญาและในเรื่องขอบเขตความรับผิดของผู้แจ้งความร้องทุกข์ที่กระทำไปโดยสุจริตตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี คดีนี้เริ่มจากโจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 172, 173, 174 และ 326 โดยสาระของข้อกล่าวหาสำคัญคือโจทก์เห็นว่าจำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์กล่าวหาโจทก์ต่อพนักงานสอบสวนในลักษณะเป็นการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา อันทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ข้อเท็จจริงที่ไม่เป็นที่โต้แย้งกันในชั้นฎีกา คือ โจทก์เป็นทนายความผู้จัดทำพินัยกรรมลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ให้นายวินลงลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรม ขณะนั้นนายวินป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ระยะสุดท้าย และรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม จำเลยเห็นสภาพอาการของนายวินในช่วงเวลาดังกล่าวว่าอยู่ในภาวะอ่อนแรงมาก มีอาการไม่รู้ตัว กลืนไม่ได้ สำลักอาหาร และไม่สามารถทรงตัวได้ อีกทั้งแพทย์ผู้รักษาซึ่งเป็นพยานจำเลยเบิกความว่า ผู้ป่วยมีอาการซึม ไม่เริ่มสนทนาก่อน ตอบคำถามได้ตรงบ้างไม่ตรงบ้าง ไม่ทราบวันเดือนปี ไม่ทราบสถานที่ที่เข้ารักษาตัว และไม่สามารถบอกชื่อบุตรของตนได้ ยิ่งไปกว่านั้น ในวันที่มีการจัดทำพินัยกรรม เวลาประมาณ 10 นาฬิกา ญาติของนายวินยังขอให้แพทย์ลงลายมือชื่อรับรองสติสัมปชัญญะของนายวิน แต่แพทย์ปฏิเสธเพราะเห็นว่านายวินมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ ประกอบกับเมื่อมีการอ่านพินัยกรรมให้ทายาทฟัง กลับปรากฏว่าพินัยกรรมยกทรัพย์สินทั้งหมดให้นางเสน่ห์เพียงผู้เดียว ทั้งที่จำเลยก็เป็นทายาทคนหนึ่ง และลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมยังมีลักษณะไม่เหมือนกับลายมือชื่อของนายวิน จากพฤติการณ์ดังกล่าว จำเลยจึงไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน โดยมีความเชื่อว่าโจทก์ซึ่งเป็นผู้จัดทำพินัยกรรมอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปลอมพินัยกรรมและการฉ้อโกงมรดก ทำให้เกิดคดีนี้ขึ้นในลักษณะโจทก์กลับมาฟ้องจำเลยในข้อหาแจ้งความเท็จ ในชั้นพิจารณา ศาลชั้นต้นเคยไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล จึงให้ประทับฟ้อง แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาคดีแล้วกลับพิพากษายกฟ้อง ต่อมาโจทก์อุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์ภาค 5 ก็พิพากษายืนยกฟ้องอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นโจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา ประเด็นข้อกฎหมายและคำวินิจฉัย ประเด็นแรก เป็นเรื่องข้อจำกัดสิทธิในการฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อคดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ตรงกัน ย่อมเข้าหลักต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่ห้ามการฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์จะพิเคราะห์เห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และได้อนุญาตให้ฎีกา แต่กรณีนี้มีรายละเอียดสำคัญ คือ ในคำร้องขออนุญาตฎีกาของโจทก์ ระบุไว้ชัดเจนและเจาะจงว่า โจทก์ประสงค์ขออนุญาตฎีกา “ในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น” ดังนั้น แม้ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งโดยถ้อยคำทั่วไปว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด จึงอนุญาตให้ฎีกา แต่เมื่อต้องตีความประกอบกับคำร้องของโจทก์ คำสั่งอนุญาตดังกล่าวย่อมมีผลเพียงเท่ากับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อเท็จจริงตามที่โจทก์ร้องขอเท่านั้น ไม่อาจขยายความให้รวมถึงปัญหาข้อกฎหมายด้วย เมื่อโจทก์ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกสำนวนหรือไม่ ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจึงเห็นว่าเป็นฎีกาต้องห้ามตามมาตรา 220 และไม่รับวินิจฉัยในประเด็นดังกล่าว ประเด็นที่สอง เป็นเรื่องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์นั้น มีเหตุพื้นฐานจากข้อเท็จจริงที่จำเลยประสบด้วยตนเองและจากพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือ กล่าวคือ จำเลยเห็นอาการป่วยของนายวินว่าหนักมากจนไม่น่าเชื่อว่าจะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์พอทำพินัยกรรมได้ ประกอบกับแพทย์ผู้รักษาซึ่งไม่มีส่วนได้เสียกับฝ่ายใด เบิกความยืนยันสภาพผู้ป่วยในทางสอดคล้องกัน อีกทั้งแพทย์ยังปฏิเสธการรับรองสติสัมปชัญญะในวันทำพินัยกรรมเสียด้วย นอกจากนี้ ตัวพินัยกรรมเองยังมีลักษณะยกทรัพย์ทั้งหมดให้ทายาทเพียงคนเดียว และลายมือชื่อผู้ทำพินัยกรรมก็ดูไม่เหมือนลายมือชื่อของนายวิน เมื่อโจทก์เป็นผู้จัดทำพินัยกรรมดังกล่าว พฤติการณ์ทั้งหมดจึงเพียงพอที่จะทำให้จำเลยเข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์อาจเป็นผู้ปลอมพินัยกรรมหรือมีเจตนาฉ้อโกงมรดกในส่วนที่จำเลยควรได้รับ การแจ้งความร้องทุกข์ของจำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต หาใช่การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อกลั่นแกล้งให้โจทก์รับโทษไม่ อีกทั้งข้อความที่จำเลยแจ้งก็เป็นไปตามเรื่องราวและข้อเท็จจริงที่ปรากฏในขณะนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นความผิดตามฟ้อง ศาลฎีกาจึงเห็นพ้องด้วยในผลของศาลอุทธรณ์ภาค 5 และพิพากษายืน วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์ ประเด็นเรื่องมาตรา 220 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา เป็นหลักสำคัญทางกระบวนพิจารณาอาญาที่มุ่งจำกัดการนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาในกรณีที่ศาลล่างทั้งสองศาลวินิจฉัยตรงกัน โดยเฉพาะคดีที่พิพากษายกฟ้อง เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมมีความมั่นคงแน่นอน ลดการใช้สิทธิฎีกาโดยไม่จำเป็น และสงวนบทบาทของศาลฎีกาไว้สำหรับปัญหาสำคัญจริง ๆ ที่สมควรได้รับการวินิจฉัยในฐานะศาลสูงสุด เจตนารมณ์ของมาตรา 220 จึงมิใช่เพียงการควบคุมจำนวนคดีที่เข้าสู่ศาลฎีกาเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกที่บังคับให้คู่ความต้องกำหนดกรอบแห่งข้อพิพาทให้ชัดเจน หากประสงค์จะฎีกาในเรื่องใดก็ต้องขออนุญาตให้ตรงเรื่องนั้น การตีความคำสั่งอนุญาตฎีกาจึงต้องผูกพันอยู่กับ “ขอบเขตคำร้อง” ที่คู่ความยื่นไว้ด้วย ไม่ใช่ปล่อยให้คู่ความเปลี่ยนลักษณะประเด็นในภายหลังจากข้อเท็จจริงเป็นข้อกฎหมาย หรือขยายประเด็นเกินกว่าที่ขอไว้ในคำร้อง แนววินิจฉัยในคดีนี้สะท้อนหลักทั่วไปว่า การใช้สิทธิทางกระบวนพิจารณาต้องสุจริตและชัดเจน หากคู่ความระบุเองว่าขอฎีกาเฉพาะข้อเท็จจริง ผลทางกฎหมายก็ต้องผูกพันตามถ้อยคำที่ตนเลือกใช้ ไม่อาจอาศัยความกำกวมของคำสั่งอนุญาตเพื่อขยายขอบเขตการฎีกาในภายหลัง ส่วนในด้านความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนนั้น แก่นสำคัญอยู่ที่การพิสูจน์ “ความเท็จ” และ “เจตนากลั่นแกล้ง” หากผู้แจ้งมีเหตุอันควรเชื่อจากข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริง และนำข้อเท็จจริงนั้นไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานเพื่อให้ตรวจสอบตามกระบวนการ ย่อมเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายโดยสุจริต หลักกฎหมายมิได้มุ่งลงโทษบุคคลที่ร้องทุกข์โดยอาศัยความเชื่อสุจริตจากพยานแวดล้อมที่สมเหตุสมผล เพราะหากตีความเข้มงวดเกินไป ย่อมกระทบสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการร้องทุกข์เมื่อสงสัยว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้น กล่าวอีกนัยหนึ่ง บทบัญญัติที่เกี่ยวกับการแจ้งความเท็จมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการใส่ความหรือการใช้อำนาจรัฐเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งผู้อื่น มิใช่เพื่อปิดกั้นผู้ที่มีข้อสงสัยอย่างมีเหตุผลมิให้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงาน ดังนั้น หากข้อเท็จจริงในขณะร้องทุกข์ทำให้ผู้แจ้งเชื่อโดยสุจริตว่าความผิดอาจเกิดขึ้น แม้ภายหลังจะพิสูจน์ไม่ได้ถึงที่สุด ก็ยังไม่อาจถือเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จได้โดยอัตโนมัติ วิเคราะห์แนวคำพิพากษา คำพิพากษานี้มีคุณค่าในทางปฏิบัติอย่างมากอย่างน้อยสองด้าน ด้านแรก คือ เทคนิคการดำเนินคดีชั้นฎีกา ทนายความและคู่ความต้องระวังอย่างยิ่งในการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาในคดีที่ต้องห้ามฎีกา หากประสงค์ให้ศาลสูงวินิจฉัยทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ก็ต้องระบุไว้ให้ครบและชัดเจน มิฉะนั้น คำสั่งอนุญาตย่อมถูกตีความจำกัดอยู่ในกรอบที่ขอมาเท่านั้น คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างชัดเจนว่า ความคลาดเคลื่อนเพียงในชั้นคำร้องขออนุญาตฎีกา อาจทำให้เสียสิทธิในประเด็นข้อกฎหมายสำคัญไปทั้งหมด ด้านที่สอง คือ แนวทางวินิจฉัยเรื่องการร้องทุกข์โดยสุจริต ในข้อพิพาทเกี่ยวกับพินัยกรรม มรดก หรือเอกสารสำคัญ มักมีข้อสงสัยเรื่องความแท้จริงของลายมือชื่อ สติสัมปชัญญะของผู้ลงนาม และเจตนาแท้จริงของผู้ทำเอกสาร หากทายาทหรือผู้มีส่วนได้เสียพบพฤติการณ์ผิดสังเกตและนำข้อเท็จจริงนั้นไปแจ้งความต่อเจ้าพนักงานเพื่อให้ตรวจสอบ ย่อมไม่ควรถูกตีความเป็นการกลั่นแกล้งโดยง่าย คดีนี้จึงยืนยันหลักว่า ความสุจริตของผู้แจ้งต้องพิจารณาจากข้อมูลที่เขารับรู้ในขณะนั้น มิใช่พิจารณาย้อนหลังโดยใช้ผลคดีเป็นตัวตัดสินแต่เพียงอย่างเดียว ในเชิงนโยบายกฎหมาย คำพิพากษานี้รักษาดุลยภาพได้อย่างเหมาะสมระหว่างการคุ้มครองบุคคลมิให้ถูกใส่ความ กับการเปิดโอกาสให้ผู้เสียหายหรือผู้มีเหตุสงสัยโดยสุจริตสามารถใช้สิทธิร้องทุกข์ต่อรัฐได้โดยไม่ต้องหวาดกลัวว่าจะถูกฟ้องกลับโดยง่าย หากตนมีข้อเท็จจริงรองรับอย่างสมเหตุผล สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ภายหลังไต่สวนมูลฟ้อง ศาลเห็นว่าคดีมีมูลจึงให้ประทับฟ้อง แต่เมื่อพิจารณาเนื้อหาคดีแล้วพิพากษายกฟ้องโจทก์ โดยไม่ลงโทษจำเลยตามข้อหาที่ฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน เห็นพ้องกับผลของศาลชั้นต้นว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังไม่พอฟังว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง จึงยกฟ้องเช่นเดิม 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ประเด็นที่โจทก์อ้างว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกสำนวนเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งเกินขอบเขตคำอนุญาตฎีกาที่ขอไว้เฉพาะข้อเท็จจริง จึงไม่รับวินิจฉัย ส่วนข้อหาว่าจำเลยแจ้งความอันเป็นเท็จนั้น ศาลเห็นว่าจำเลยร้องทุกข์โดยมีเหตุให้เชื่อโดยสุจริตตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จึงพิพากษายืนยกฟ้อง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่สำคัญอย่างยิ่งว่า สิทธิในการฎีกาในคดีอาญามิใช่สิทธิที่ใช้ได้โดยปราศจากขอบเขต โดยเฉพาะเมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องตรงกัน คู่ความจะนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาได้ต่อเมื่อเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 220 และต้องอยู่ภายในกรอบที่ศาลอนุญาตอย่างเคร่งครัด คำร้องขออนุญาตฎีกาจึงเป็นเอกสารที่มีผลกำหนดขอบเขตอำนาจวินิจฉัยของศาลฎีกาโดยตรง หากคู่ความระบุจำกัดประเด็นเอง ย่อมไม่อาจกลับมาอ้างขยายสิทธิภายหลังได้ อีกประการหนึ่ง คดีนี้ตอกย้ำว่าความรับผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา มิได้พิจารณาเพียงผลสุดท้ายว่าคดีที่แจ้งนั้นจริงหรือไม่จริง แต่ต้องพิจารณาเจตนาและฐานข้อเท็จจริงในขณะที่มีการร้องทุกข์ด้วย หากผู้แจ้งอาศัยข้อเท็จจริงที่เห็นได้จริง มีพยานแวดล้อมสนับสนุน และมีเหตุอันสมควรให้เชื่อว่าความผิดอาจเกิดขึ้น การร้องทุกข์นั้นย่อมเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ใช่การกลั่นแกล้ง ดังนั้น ในทางวิชาชีพกฎหมาย คดีนี้เตือนทั้งทนายความและคู่ความสองประการพร้อมกัน คือ ต้องรอบคอบอย่างยิ่งในการกำหนดประเด็นฎีกา และต้องแยกให้ชัดระหว่าง “การร้องทุกข์โดยสุจริต” กับ “การใส่ความโดยเจตนากลั่นแกล้ง” เพราะเส้นแบ่งของสองเรื่องนี้มีผลโดยตรงต่อทั้งสิทธิในกระบวนพิจารณาและความรับผิดทางอาญา ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การตีความขอบเขตสิทธิฎีกาในคดีอาญาที่ศาลล่างยกฟ้องตรงกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 และการวินิจฉัยว่า การแจ้งความร้องทุกข์โดยมีเหตุให้เชื่อโดยสุจริตจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ จะเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาหรือไม่ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 และบทความผิดเกี่ยวกับการแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ขอบเขตการอนุญาตฎีกา แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้ฎีกา แต่เมื่อโจทก์ยื่นคำร้องขออนุญาตเฉพาะปัญหาข้อเท็จจริง คำอนุญาตดังกล่าวย่อมมีผลจำกัดเพียงปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ไม่ครอบคลุมถึงปัญหาข้อกฎหมาย เช่น ประเด็นวินิจฉัยนอกคำฟ้องหรือนอกสำนวน ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยในส่วนที่เกินขอบเขตคำอนุญาต 2. การใช้สิทธิโดยสุจริตในการแจ้งความร้องทุกข์ หากผู้แจ้งมีข้อเท็จจริงรองรับอย่างสมเหตุสมผล เช่น เห็นอาการผู้ป่วยที่ไม่สมบูรณ์ ได้ข้อมูลจากแพทย์ผู้รักษา เห็นความผิดปกติของลายมือชื่อ และพบพฤติการณ์ที่ทำให้สงสัยเรื่องพินัยกรรม ย่อมถือได้ว่าเป็นการแจ้งความโดยสุจริต ไม่ใช่การแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเพื่อกลั่นแกล้งผู้อื่นให้รับโทษทางอาญา คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องตรงกัน คู่ความยังมีสิทธิฎีกาได้หรือไม่ คำตอบ โดยหลักแล้ว เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องตรงกัน คดีอาญาจะต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย เว้นแต่ผู้พิพากษาที่พิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาของศาลที่เกี่ยวข้องจะเห็นว่าเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หลักนี้มีเจตนารมณ์เพื่อจำกัดการนำคดีขึ้นสู่ศาลฎีกาโดยไม่จำเป็น และรักษาความมั่นคงแน่นอนของคำพิพากษาที่ศาลล่างวินิจฉัยตรงกันแล้ว ดังนั้น ผู้ประสงค์จะฎีกาต้องยื่นคำร้องขออนุญาตให้ชัดเจน และประเด็นที่จะยกขึ้นฎีกาต้องอยู่ภายในขอบเขตที่ได้รับอนุญาตด้วย มิใช่ว่ามีคำว่า “อนุญาตให้ฎีกา” แล้วจะสามารถหยิบยกประเด็นใดขึ้นสู่ศาลฎีกาก็ได้ทั้งหมด 2. คำถาม-หากในคำร้องขออนุญาตฎีการะบุว่าขอฎีกาเฉพาะปัญหาข้อเท็จจริง ต่อมาจะยกปัญหาข้อกฎหมายขึ้นฎีกาได้หรือไม่ คำตอบ ไม่ได้ เพราะคำร้องขออนุญาตฎีกาเป็นเอกสารที่กำหนดขอบเขตแห่งสิทธิที่คู่ความประสงค์จะใช้ หากระบุไว้ชัดเจนว่าขออนุญาตฎีกาเฉพาะปัญหาข้อเท็จจริง ผลทางกฎหมายย่อมผูกพันอยู่ตามนั้น แม้ศาลชั้นต้นจะมีคำสั่งในลักษณะทั่วไปว่าเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดก็ตาม ก็ต้องตีความคำสั่งดังกล่าวประกอบกับคำร้องของคู่ความ มิอาจขยายความให้ครอบคลุมถึงปัญหาข้อกฎหมายที่มิได้ร้องขอไว้ได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญว่าความละเอียดรอบคอบในชั้นยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกามีผลอย่างยิ่ง เพราะหากกำหนดกรอบแคบเกินไป ก็อาจตัดสิทธิในการให้ศาลฎีกาวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายที่สำคัญในภายหลัง 3. คำถาม-ประเด็นว่า “ศาลวินิจฉัยนอกคำฟ้องหรือนอกสำนวน” ถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย คำตอบ ประเด็นที่ว่าศาลวินิจฉัยนอกคำฟ้องหรือนอกสำนวน เป็นปัญหาข้อกฎหมาย มิใช่ปัญหาข้อเท็จจริง เพราะเป็นการตรวจสอบว่าศาลได้ใช้อำนาจวินิจฉัยอยู่ภายในกรอบข้อกล่าวหา คำขอท้ายฟ้อง และพยานหลักฐานที่อยู่ในสำนวนหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องการใช้บทกฎหมายและหลักกระบวนพิจารณาโดยตรง มิใช่การชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานหรือรับฟังข้อเท็จจริง ดังนั้น หากคู่ความได้รับอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อเท็จจริง ก็ย่อมไม่อาจยกประเด็นเรื่องวินิจฉัยนอกคำฟ้องหรือนอกสำนวนขึ้นสู่ศาลฎีกาได้ เพราะเกินขอบเขตคำอนุญาต และศาลฎีกาย่อมมีอำนาจไม่รับวินิจฉัยในประเด็นนั้น 4. คำถาม-การไปแจ้งความร้องทุกข์ภายหลังสงสัยว่ามีการปลอมพินัยกรรม จะเสี่ยงเป็นความผิดฐานแจ้งความเท็จหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป การพิจารณาว่าผู้แจ้งจะมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาหรือไม่นั้น ต้องดูว่าขณะร้องทุกข์ ผู้แจ้งมีเหตุอันสมควรให้เชื่อหรือไม่ว่าความผิดอาจเกิดขึ้นจริง หากมีข้อเท็จจริงสนับสนุน เช่น ผู้ทำพินัยกรรมอยู่ในอาการป่วยหนัก สติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ มีแพทย์หรือพยานบุคคลให้ข้อมูลไปในทางเดียวกัน เอกสารมีลักษณะผิดปกติ หรือมีเหตุให้สงสัยเรื่องลายมือชื่อและเนื้อหาการยกทรัพย์ ย่อมอาจถือได้ว่าผู้แจ้งใช้สิทธิโดยสุจริต และแจ้งให้เจ้าพนักงานตรวจสอบตามหน้าที่ มิใช่การใส่ความหรือกลั่นแกล้งโดยปราศจากมูลเหตุ การแจ้งความเช่นนี้จึงยังไม่เป็นความผิดอาญาโดยอัตโนมัติ 5. คำถาม-ศาลพิจารณาอย่างไรว่าเป็น “การใช้สิทธิโดยสุจริต” ในการแจ้งความร้องทุกข์ คำตอบ ศาลจะพิจารณาจากข้อเท็จจริงแวดล้อมทั้งหมดในขณะที่มีการร้องทุกข์ มิใช่ดูแต่ผลสุดท้ายว่าคดีที่แจ้งนั้นพิสูจน์ได้หรือไม่ โดยจะดูว่าผู้แจ้งมีข้อมูลหรือเหตุการณ์ใดรองรับความสงสัยของตนบ้าง ข้อมูลนั้นมาจากแหล่งที่น่าเชื่อถือหรือไม่ เช่น มาจากแพทย์ผู้รักษา พยานที่เห็นเหตุการณ์โดยตรง หรือเอกสารที่ปรากฏความผิดปกติหรือไม่ รวมทั้งดูว่าเนื้อหาที่แจ้งต่อเจ้าพนักงานสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่ผู้แจ้งรับรู้หรือมีการแต่งเติมเกินจริงเพื่อมุ่งร้ายต่ออีกฝ่ายหรือไม่ หากข้อเท็จจริงชี้ว่าผู้แจ้งเพียงนำสิ่งที่ตนพบเห็นหรือเชื่อโดยสมเหตุผลไปแจ้งให้รัฐตรวจสอบ ศาลย่อมมีแนวโน้มรับฟังว่าเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่ใช่การแจ้งความเท็จ 6. คำถาม-ถ้าข้อความที่แจ้งต่อพนักงานสอบสวนภายหลังพิสูจน์ไม่ได้ทั้งหมด ผู้แจ้งจะผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จทันทีหรือไม่ คำตอบ ไม่ใช่ การพิสูจน์ไม่ได้ทั้งหมดหรือแม้แต่การที่พนักงานสอบสวนหรือศาลในคดีต้นเรื่องจะเห็นว่าหลักฐานยังไม่ถึงขั้นรับฟังว่าเกิดความผิด มิได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าผู้ร้องทุกข์ได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ความผิดฐานนี้ต้องมีองค์ประกอบเรื่องการแจ้ง “ข้อความอันเป็นเท็จ” และในทางพิจารณายังต้องพิเคราะห์ถึงเจตนาของผู้แจ้งด้วยว่าเป็นการแจ้งโดยมุ่งร้ายหรือกลั่นแกล้งหรือไม่ หากผู้แจ้งมีเหตุให้เชื่อโดยสุจริตจากข้อเท็จจริงที่ปรากฏในขณะนั้น แม้ภายหลังจะพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกกล่าวหาไม่ได้ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะลงโทษผู้แจ้งฐานแจ้งความเท็จ เพราะกฎหมายมิได้มุ่งลงโทษผู้ใช้สิทธิร้องทุกข์โดยสุจริต 7. คำถาม-เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับคำเบิกความของแพทย์ในคดีเกี่ยวกับพินัยกรรม คำตอบ ในคดีเกี่ยวกับพินัยกรรม โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ทำพินัยกรรมเจ็บป่วยหนักหรืออยู่ในระยะสุดท้ายของโรค ประเด็นเรื่องสติสัมปชัญญะ ความรู้สึกตัว และความสามารถในการเข้าใจข้อความในเอกสารเป็นหัวใจสำคัญของคดี คำเบิกความของแพทย์ผู้รักษาซึ่งตรวจอาการผู้ป่วยโดยตรงและไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความ จึงมีน้ำหนักอย่างมากในการชี้ให้เห็นสภาพร่างกายและจิตใจของผู้ทำพินัยกรรมในช่วงเวลาที่เกี่ยวข้อง หากแพทย์ให้ข้อมูลว่าผู้ป่วยไม่รับรู้วันเวลา สถานที่ หรือบุคคลใกล้ชิด และถึงขั้นปฏิเสธการรับรองสติสัมปชัญญะ ย่อมเป็นพยานแวดล้อมที่สำคัญมากในการประเมินว่าผู้มีส่วนได้เสียซึ่งสงสัยเรื่องพินัยกรรมมีเหตุอันสมควรในการไปแจ้งความหรือไม่ 8. คำถาม-คำพิพากษานี้มีประโยชน์ต่อทนายความและผู้ทำคดีอย่างไร คำตอบ คำพิพากษานี้มีประโยชน์อย่างมากในทางปฏิบัติแก่ทนายความและผู้ทำคดีอาญา เพราะเป็นตัวอย่างชัดเจนของความสำคัญในการกำหนดประเด็นฎีกาให้ถูกต้องและครบถ้วน หากคดีอยู่ในบังคับมาตรา 220 การเขียนคำร้องขออนุญาตฎีกาต้องรอบคอบอย่างยิ่ง มิฉะนั้นอาจเสียสิทธิในประเด็นสำคัญทางกฎหมายไปโดยไม่อาจแก้ไขได้ นอกจากนี้ คดียังช่วยวางแนวทางในการประเมินความเสี่ยงของการร้องทุกข์กล่าวโทษบุคคลอื่นในคดีเอกสาร พินัยกรรม หรือมรดก ว่าหากมีข้อเท็จจริงรองรับอย่างจริงจังและร้องทุกข์โดยสุจริต ผู้แจ้งย่อมได้รับความคุ้มครองตามหลักกฎหมาย ไม่ควรถูกมองว่าเป็นผู้กระทำผิดฐานแจ้งความเท็จแต่แรกเริ่ม สรุป คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8488/2561 เป็นแนววินิจฉัยที่สำคัญอย่างยิ่งทั้งในมิติของกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาและกฎหมายอาญาเชิงเนื้อหา โดยยืนยันหลักว่า สิทธิฎีกาในคดีที่ศาลล่างยกฟ้องตรงกันต้องตีความโดยเคร่งครัดตามมาตรา 220 และตามขอบเขตที่ขออนุญาตไว้เท่านั้น ขณะเดียวกันยังตอกย้ำหลักว่าการร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานโดยอาศัยข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริงและมีเหตุให้เชื่อโดยสุจริต ย่อมได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ไม่อาจถือเป็นการแจ้งความเท็จได้โดยง่าย คดีนี้จึงควรศึกษาอย่างยิ่งสำหรับทนายความ ผู้ทำคดีอาญา และผู้มีข้อพิพาทเกี่ยวกับพินัยกรรมหรือมรดก ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8488/2561 คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 ข้อห้ามมิให้ฎีกาเช่นว่านี้ ย่อมห้ามมิให้ฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา เมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ที่ร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีการะบุชัดเจนเจาะจงว่า โจทก์ประสงค์ขอให้ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดจึงอนุญาตให้ฎีกา ย่อมมีผลเท่ากับเป็นการอนุญาตให้โจทก์ฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อเท็จจริงตามความประสงค์ของโจทก์หาได้มีผลเป็นการอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกสำนวนหรือไม่นั้น อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ฎีกาย่อ โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 172, 173, 174 และ 326 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูลจึงให้ประทับฟ้อง แต่ภายหลังพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์จึงฎีกา โดยผู้พิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ยกฟ้องตรงกัน จึงต้องห้ามฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 เว้นแต่จะได้รับอนุญาตในประเด็นสำคัญ โดยเมื่อคำร้องของโจทก์ระบุชัดว่าขออนุญาตฎีกาเฉพาะปัญหาข้อเท็จจริง คำสั่งอนุญาตย่อมมีผลเพียงเท่านั้น ไม่ครอบคลุมปัญหาข้อกฎหมาย ดังนั้น ประเด็นที่โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกสำนวน จึงเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนข้อหาจำเลยแจ้งความเท็จนั้น ศาลเห็นว่า จำเลยมีเหตุให้เชื่อโดยสุจริตจากอาการป่วยหนักของนายวิน คำเบิกความของแพทย์ผู้รักษาที่ระบุว่านายวินมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ และพฤติการณ์ของพินัยกรรมที่ยกทรัพย์ให้บุคคลเดียว รวมทั้งลายมือชื่อไม่ตรงกัน การแจ้งความของจำเลยจึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต ไม่เป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญา พิพากษายืน ฎีกาฉบับเต็ม โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90, 91, 172, 173, 174, 326 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้แย้งกันในชั้นฎีการับฟังได้ว่า โจทก์เป็นทนายความผู้จัดทำพินัยกรรมฉบับลงวันที่ 3 กรกฎาคม 2555 ให้นายวินลงลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรม ซึ่งขณะนั้นนายวินป่วยด้วยโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ในระยะสุดท้ายและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม สำหรับความผิดฐานหมิ่นประมาท คู่ความไม่อุทธรณ์ ความผิดดังกล่าวจึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกสำนวนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์ จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ข้อห้ามมิให้ฎีกาเช่นว่านี้ ย่อมห้ามมิให้ฎีกาทั้งในปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมาย เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา เมื่อปรากฏตามคำร้องของโจทก์ที่ร้องขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีการะบุชัดเจนเจาะจงว่า โจทก์ประสงค์ขอให้ผู้พิพากษาดังกล่าวพิจารณาอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงเท่านั้น ดังนั้น การที่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นพิเคราะห์คำร้องของโจทก์แล้วมีคำสั่งว่า ข้อความที่ตัดสินเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดจึงอนุญาตให้ฎีกา ย่อมมีผลเท่ากับเป็นการอนุญาตให้โจทก์ฎีกาเฉพาะในปัญหาข้อเท็จจริงตามความประสงค์ของโจทก์ หาได้มีผลเป็นการอนุญาตให้โจทก์ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายแต่อย่างใดไม่ เมื่อโจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยนอกคำฟ้องและนอกสำนวนหรือไม่นั้น อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย จึงต้องห้ามตามบทกฎหมายดังกล่าว ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ต่อไปว่า จำเลยกระทำความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนตามฟ้องโจทก์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรภูพิงค์ราชนิเวศน์ ก็เนื่องมาจากโจทก์เป็นทนายความผู้จัดทำพินัยกรรมของนายวิน ซึ่งขณะนั้นนายวินป่วยด้วยโรคมะเร็งสำไส้ใหญ่ในระยะสุดท้ายและรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม โดยในช่วงเวลาดังกล่าวจำเลยเห็นอาการป่วยของนายวิน มีอาการไม่รู้ตัว กลืนไม่ได้ สำลักอาหาร ไม่สามารถทรงตัวได้ ประกอบกับได้ความจากแพทย์หญิงรัตติยา พยานจำเลยซึ่งเป็นแพทย์ผู้รักษานายวินและไม่มีส่วนได้เสียกับคู่ความฝ่ายใดว่า แพทย์หญิงรัตติยาได้ตรวจร่างกายนายวินเป็นประจำทุกวัน ทุกครั้งที่พบนายวิน นายวินจะมีอาการซึม ไม่เริ่มการสนทนาก่อน ตอบคำถามได้ตรงคำถามบ้าง ไม่ตรงบ้าง นายวินไม่ทราบวันเดือนปี ไม่ทราบสถานที่ที่ตนเข้ารักษาตัว ทั้งไม่สามารถบอกชื่อบุตรของตนได้ และในวันที่มีการจัดทำพินัยกรรม เวลา 10 นาฬิกา ญาติของนายวินขอให้แพทย์หญิงรัตติยาลงลายมือชื่อในเอกสารรับรองสติสัมปชัญญะของนายวิน แต่แพทย์หญิงรัตติยาปฏิเสธเนื่องจากขณะนั้นนายวินมีสติสัมปชัญญะไม่สมบูรณ์ นอกจากนี้ เมื่อมีการนัดอ่านพินัยกรรมให้ทายาททุกคนฟัง ในพินัยกรรมก็ระบุยกทรัพย์สินของนายวินให้แก่นางเสน่ห์แต่เพียงผู้เดียว ทั้งที่จำเลยก็เป็นทายาทของนายวินด้วย ยิ่งไปกว่านั้นในพินัยกรรมมีลายมือชื่อในช่องผู้ทำพินัยกรรมก็ไม่เหมือนกับลายมือชื่อของนายวิน ดังนี้ เมื่อโจทก์เป็นผู้จัดทำพินัยกรรมดังกล่าวย่อมเป็นเหตุทำให้จำเลยเข้าใจและเชื่อโดยสุจริตว่าโจทก์เป็นผู้ปลอมพินัยกรรมและมีเจตนาฉ้อโกงมรดกในส่วนที่จำเลยควรได้รับ ดังนั้น การที่จำเลยไปแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่โจกท์ จึงเป็นการใช้สิทธิโดยสุจริต หาได้มีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์แต่อย่างใดไม่ อีกทั้งข้อความที่จำเลยแจ้งความร้องทุกข์ก็ตรงตามเรื่องราวที่เกิดขึ้น จึงเป็นเรื่องที่จำเลยแจ้งข้อความตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จเกี่ยวกับความผิดอาญาแก่พนักงานสอบสวนดังที่โจทก์ฟ้อง ฎีกาของโจทก์ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายกฟ้องโจทก์มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล พิพากษายืน |



