ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ฎีกาในคดีอาญาทำอย่างไรให้ถูกต้อง ศาลยกคำร้องเพราะไม่ขออนุญาตฎีกาตามกฎหมาย ผลของการยื่นฎีกาผิดขั้นตอนตามวิธีพิจารณาความอาญา

การฎีกาคดีอาญาปัญหาข้อเท็จจริงต้องขออนุญาตก่อนหรือไม่, ขั้นตอนการยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาตามกฎหมาย, คำร้องฎีกาไม่ถูกต้องศาลยกคำร้องได้หรือไม่, หลักห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 218, การขออนุญาตฎีกาตามมาตรา 221 ต้องทำอย่างไร, ศาลมีอำนาจให้แก้ไขคำร้องฎีกาหรือไม่, ความแตกต่างระหว่างคำร้องกับคำฟ้องในคดีอาญา, การโต้แย้งดุลพินิจลงโทษเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่, คดีอาญาหลายกรรมต่างกันลงโทษอย่างไร, การลดโทษตามมาตรา 78 ใช้ในกรณีใด, ไม่รับฎีกา 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดในการฎีกาคดีอาญา โดยเฉพาะกรณีที่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งกฎหมายกำหนดห้ามฎีกา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า แม้จำเลยจะมีสิทธิยื่นฎีกา แต่ต้องปฏิบัติตามรูปแบบและเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นศาลมีอำนาจยกคำร้องได้ทันที โดยไม่ต้องเปิดโอกาสให้แก้ไข เนื่องจากคำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำคู่ความทั่วไป แต่เป็นกลไกพิเศษที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเฉพาะ

ข้อเท็จจริงของคดี

   จำเลยถูกฟ้องในความผิดเกี่ยวกับการกระทำต่อเด็กหลายฐานความผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกหลายกระทงตามกฎหมายอาญา ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โดยกำหนดโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี รวมโทษแล้วเป็นระยะเวลานาน จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและยื่นฎีกา แต่คำร้องดังกล่าวมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย กล่าวคือ ไม่ได้ขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างเป็นผู้อนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด

คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

   ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นกรณีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 218 เนื่องจากโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี และการที่จำเลยโต้แย้งเรื่องโทษหรือขอรอการลงโทษเป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจของศาล ซึ่งถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องขออนุญาตก่อนตามมาตรา 221 เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าว คำร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลมีอำนาจยกคำร้องได้ทันที และไม่จำต้องให้โอกาสแก้ไข

วิเคราะห์หลักกฎหมาย

   หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การแบ่งแยกระหว่างปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริง โดยกฎหมายกำหนดข้อจำกัดในการฎีกาเพื่อป้องกันไม่ให้คดีเข้าสู่ศาลฎีกาโดยไม่จำเป็น การโต้แย้งดุลพินิจของศาล เช่น ความหนักเบาแห่งโทษ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งอยู่ในขอบเขตห้ามฎีกา เว้นแต่ได้รับอนุญาตตามกระบวนการเฉพาะ

เจตนารมณ์ของกฎหมาย

   มาตรา 218 และมาตรา 221 มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดกรองคดีมิให้เข้าสู่ศาลฎีกาโดยไม่จำเป็น และรักษาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม โดยกำหนดให้เฉพาะกรณีที่มีประเด็นสำคัญจริงเท่านั้นจึงจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสุด

แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

   แนววินิจฉัยของศาลฎีกามีความสม่ำเสมอว่า การขออนุญาตฎีกาเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากไม่ปฏิบัติตาม ศาลมีอำนาจยกคำร้องได้ทันที และไม่ถือเป็นกรณีที่ต้องให้แก้ไขเหมือนคำคู่ความทั่วไป เนื่องจากเป็นกระบวนการเฉพาะตามกฎหมาย

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

   พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายฐาน ลงโทษจำคุกเป็นรายกระทงตามกฎหมายอาญา และรวมโทษเป็นระยะเวลานาน โดยไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

2. ศาลอุทธรณ์

   พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการลงโทษเหมาะสมแล้ว

3. ศาลฎีกา

   วินิจฉัยว่าคำร้องขออนุญาตฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ดำเนินการตามมาตรา 221 และเป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงสั่งไม่รับฎีกาและพิพากษายืน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่าการใช้สิทธิฎีกาในคดีอาญาต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องได้รับอนุญาตตามขั้นตอนที่กำหนด การไม่ปฏิบัติตามย่อมทำให้สิทธินั้นสิ้นผลทันที และศาลไม่มีหน้าที่ต้องเปิดโอกาสให้แก้ไข เพราะเป็นกระบวนการเฉพาะที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดเจน

ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า การฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสามารถกระทำได้หรือไม่ และต้องดำเนินการอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหากไม่ขออนุญาตตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ย่อมเป็นคำร้องที่ไม่ชอบและต้องถูกยก

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. ห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง

   หมายถึงข้อจำกัดตามกฎหมายที่ไม่อนุญาตให้โต้แย้งข้อเท็จจริงหรือดุลพินิจของศาลในชั้นฎีกา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามเงื่อนไขที่กำหนด

2. คำร้องขออนุญาตฎีกา

   เป็นกระบวนการพิเศษที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามมาตรา 221 หากไม่ปฏิบัติตาม ศาลมีอำนาจยกคำร้องได้ทันทีโดยไม่ต้องให้แก้ไข

คำถามที่พบบ่อย FAQ

1. คำถาม การฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีอาญาสามารถทำได้ทุกคดีหรือไม่

   คำตอบ

   การฎีกาในคดีอาญาไม่อาจทำได้อย่างเสรีทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง กฎหมายกำหนดข้อจำกัดไว้อย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้คดีซึ่งศาลล่างได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงไว้แล้วไหลเข้าสู่ศาลฎีกาโดยไม่มีเหตุจำเป็น หลักสำคัญคือ หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด คดีนั้นย่อมอยู่ในลักษณะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายเปิดช่องไว้ เช่น มีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา หรือมีผู้มีอำนาจตามกฎหมายลงลายมือชื่อรับรองว่ามีเหตุอันควรให้ศาลสูงสุดวินิจฉัยต่อไป ดังนั้น สิทธิของจำเลยในการฎีกาจึงมิใช่สิทธิเด็ดขาดที่ใช้ได้โดยลำพัง แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเชิงกระบวนพิจารณาอย่างเคร่งครัด คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงว่า เมื่อจำเลยประสงค์โต้แย้งเพียงความเหมาะสมของโทษหรือขอให้ลงโทษสถานเบา หรือขอรอการลงโทษ อันเป็นเรื่องดุลพินิจและข้อเท็จจริง ย่อมต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติเรื่องการขออนุญาตฎีกาอย่างครบถ้วน มิฉะนั้นย่อมถูกยกคำร้องและไม่อาจเข้าสู่การพิจารณาในชั้นฎีกาได้

2. คำถาม การขอให้ศาลลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายหรือปัญหาข้อเท็จจริง

   คำตอบ

   การขอให้ศาลลงโทษสถานเบา ลดความร้ายแรงของโทษ หรือรอการลงโทษ โดยหลักแล้วเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลที่ใช้พิจารณาจากข้อเท็จจริงแห่งคดี พฤติการณ์การกระทำ ความหนักเบาของความผิด บุคลิกและประวัติของจำเลย ตลอดจนผลกระทบที่เกิดแก่ผู้เสียหายหรือสังคม จึงไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายแท้ แต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรืออย่างน้อยก็เป็นเรื่องที่ผูกพันอยู่กับข้อเท็จจริงโดยตรง ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยชัดว่า การที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบาและขอรอการลงโทษ เป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิใช่การยกข้อกฎหมายใหม่หรือโต้แย้งการตีความบทบัญญัติกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ ฎีกาดังกล่าวจึงตกอยู่ภายใต้ข้อห้ามตามบทบัญญัติเรื่องฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หากจำเลยประสงค์จะยื่นฎีกาในประเด็นเช่นนี้ จำเลยต้องขออนุญาตตามช่องทางพิเศษที่กฎหมายกำหนด มิใช่ยื่นฎีกาโดยอาศัยความเข้าใจว่าเป็นสิทธิทั่วไป ผลของการแยกประเภทประเด็นว่าเป็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะส่งผลโดยตรงต่อการเปิดหรือปิดประตูสู่การพิจารณาของศาลฎีกา หากวิเคราะห์ประเด็นผิดตั้งแต่ต้น ย่อมทำให้กระบวนการฎีกาทั้งหมดเสียไป

3. คำถาม คำร้องขออนุญาตฎีกาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต้องยื่นอย่างไรจึงจะถูกต้อง

   คำตอบ

   คำร้องขออนุญาตฎีกาในกรณีที่กฎหมายห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องยื่นพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้น และต้องมีสาระสำคัญสอดคล้องกับบทบัญญัติที่ใช้บังคับ กล่าวคือ ต้องขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ การดำเนินการเช่นนี้มิใช่เพียงเรื่องแบบพิธีเล็กน้อย แต่เป็นเงื่อนไขแห่งการใช้สิทธิฎีกาโดยตรง เพราะกฎหมายวางระบบให้มีการกลั่นกรองก่อนว่าประเด็นข้อเท็จจริงใดสมควรถูกส่งขึ้นสู่ศาลสูงสุด คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาจริง แต่ไม่ขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างดังกล่าวเป็นผู้อนุญาตตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด ศาลจึงเห็นว่าเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลคือศาลชั้นต้นมีอำนาจยกคำร้องได้ทันที หลักนี้แสดงให้เห็นว่า ความถูกต้องของคำร้องมิได้พิจารณาเพียงว่ามีข้อความขออนุญาตหรือไม่เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าผู้ร้องได้ใช้ช่องทางและระบุฐานอำนาจให้ตรงตามกฎหมายหรือไม่ หากคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญ สิทธิในการฎีกาย่อมไม่เกิดผล แม้จะยื่นภายในระยะเวลาก็ตาม

4. คำถาม เมื่อคำร้องขออนุญาตฎีกาไม่ถูกต้อง ศาลมีหน้าที่ต้องคืนให้แก้ไขก่อนหรือไม่

   คำตอบ

   โดยหลักทั่วไปในเรื่องการตรวจคำคู่ความ อาจมีกรณีที่ศาลคืนคำคู่ความให้ผู้ยื่นแก้ไขข้อบกพร่องก่อน แต่สำหรับคำร้องขออนุญาตฎีกาในคดีอาญาที่กฎหมายบัญญัติขั้นตอนพิเศษไว้โดยเฉพาะ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามิใช่กรณีเดียวกับการตรวจรับคำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องที่ใช้ตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ คำร้องชนิดนี้เป็นกลไกเฉพาะที่ผู้ยื่นต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามบทบัญญัติโดยตรง เพราะเป็นเงื่อนไขก่อนที่ศาลจะเปิดทางให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เมื่อผู้ยื่นไม่ปฏิบัติให้ตรงตามกฎหมาย ศาลจึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนคำร้องเพื่อให้แก้ไข และไม่อาจนำหลักการตรวจคำคู่ความทั่วไปมาใช้โดยอนุโลมได้ คดีนี้จำเลยอ้างเทียบเคียงหลักการตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าก่อนยกคำคู่ความศาลควรเปิดโอกาสให้แก้ไขก่อน แต่ศาลฎีกาไม่รับฟัง เพราะเห็นว่าคำร้องขออนุญาตฎีกามีลักษณะต่างจากคำคู่ความทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ หลักนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างมาก เพราะเตือนให้ผู้ยื่นฎีกาและผู้จัดทำคำร้องต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หากเขียนผิดหรือดำเนินการผิดช่องทาง จะไม่อาจคาดหวังว่าศาลจะสั่งให้แก้ไขเสมอไป และอาจทำให้สิทธิฎีกาสิ้นสุดลงในทันที

5. คำถาม เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดข้อจำกัดการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไว้เข้มงวด

   คำตอบ

   ข้อจำกัดการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมีรากฐานจากแนวคิดด้านประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมและการแบ่งหน้าที่ของศาลแต่ละชั้นอย่างชัดเจน ศาลชั้นต้นมีบทบาทสำคัญในการรับฟังพยานหลักฐานโดยตรง ส่วนศาลอุทธรณ์ทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของการวินิจฉัยทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในระดับหนึ่งอยู่แล้ว หากเปิดโอกาสให้ทุกคดีทุกประเด็นข้อเท็จจริงเข้าสู่ศาลฎีกาโดยไม่มีข้อจำกัด จะทำให้ศาลสูงสุดต้องรับภาระเกินสมควรและไม่สามารถทำหน้าที่วางบรรทัดฐานทางกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายจึงกำหนดให้เฉพาะคดีที่มีลักษณะสำคัญจริง หรือได้รับการรับรองจากผู้พิพากษาศาลล่างหรือผู้มีอำนาจที่กฎหมายระบุเท่านั้น จึงจะสามารถนำปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นสู่ศาลฎีกาได้ คดีนี้เป็นภาพสะท้อนชัดเจนของเจตนารมณ์ดังกล่าว เพราะแม้จำเลยจะถูกลงโทษรวมเป็นเวลานานมาก แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายกระทงแล้วโทษจำคุกแต่ละกระทงยังไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และประเด็นที่จำเลยโต้แย้งเป็นเพียงเรื่องความหนักเบาแห่งโทษ ศาลจึงใช้ข้อจำกัดดังกล่าวอย่างเคร่งครัดเพื่อคงไว้ซึ่งระบบคัดกรองคดีตามนโยบายของกฎหมาย

6. คำถาม การที่โทษรวมทั้งคดีสูงมาก มีผลทำให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้โดยอัตโนมัติหรือไม่

   คำตอบ

   ไม่เสมอไป เพราะการพิจารณาว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น มิได้ดูเพียงยอดโทษรวมทั้งคดีเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาตามเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติประกอบกับลักษณะการลงโทษในแต่ละกระทงด้วย คดีนี้แม้จำเลยจะถูกลงโทษรวมกันเป็นระยะเวลายาวนานมาก แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังคงลงโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี ศาลฎีกายังคงถือว่าคดีอยู่ในลักษณะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง หลักนี้มีความสำคัญมาก เพราะผู้ศึกษากฎหมายหรือผู้ปฏิบัติงานอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าหากโทษรวมสูงมากย่อมสามารถฎีกาได้เสมอ ความจริงแล้วต้องดูระบบการลงโทษเป็นรายกรรม รายกระทง และบทบัญญัติที่ใช้บังคับในขณะเดียวกันด้วย นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาว่าประเด็นที่ยกขึ้นโต้แย้งเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย หากเป็นเพียงเรื่องดุลพินิจในการกำหนดโทษ ความสูงของโทษรวมย่อมไม่ตัดข้อห้ามตามกฎหมายออกไปโดยอัตโนมัติ ผู้ยื่นฎีกาจึงต้องวิเคราะห์ทั้งโครงสร้างคำพิพากษาและชนิดของประเด็นที่จะฎีกาอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการ

7. คำถาม คำร้องขออนุญาตฎีกาแตกต่างจากคำฟ้องหรือคำให้การอย่างไร

   คำตอบ

   คำฟ้องและคำให้การเป็นคำคู่ความที่ใช้กำหนดกรอบข้อพิพาทและตั้งประเด็นระหว่างคู่ความในกระบวนพิจารณา ส่วนคำร้องขออนุญาตฎีกาในกรณีที่กฎหมายห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มีลักษณะเป็นคำร้องพิเศษเพื่อขอเปิดช่องให้ใช้สิทธิฎีกาได้ในเรื่องที่กฎหมายปิดไว้ตามปกติ จึงไม่ใช่คำคู่ความที่ทำหน้าที่ตั้งประเด็นโดยตรง แต่เป็นการร้องขอให้เกิดเงื่อนไขเบื้องต้นก่อนศาลจะรับฎีกาไว้พิจารณา ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานความถูกต้องของคำร้องจึงสัมพันธ์กับบทบัญญัติพิเศษที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ มิใช่หลักทั่วไปในการตรวจคำคู่ความ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า คำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ จึงไม่อาจอ้างหลักการตรวจรับคำคู่ความทั่วไปมาใช้ได้ ผลในทางปฏิบัติคือผู้ยื่นต้องระบุฐานกฎหมาย ช่องทาง และผู้มีอำนาจอนุญาตให้ถูกต้องครบถ้วนตั้งแต่ต้น การละเลยเพียงเล็กน้อยในจุดนี้อาจทำให้คำร้องตกไปทั้งฉบับ และเมื่อคำร้องตก ฎีกาที่พ่วงมาก็ย่อมไม่อาจเข้าสู่การพิจารณาได้ตามไปด้วย

8. คำถาม คดีนี้ให้บทเรียนทางปฏิบัติแก่ทนายความ จำเลย หรือผู้จัดทำฎีกาอย่างไร

   คำตอบ

   บทเรียนสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ การใช้สิทธิในชั้นฎีกาไม่ใช่เพียงการเขียนโต้แย้งคำพิพากษาให้มีเหตุผลเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการจำแนกให้ถูกก่อนว่าประเด็นที่ต้องการยกขึ้นเป็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง หากเป็นข้อเท็จจริง ต้องตรวจสอบทันทีว่าคดีอยู่ในลักษณะต้องห้ามฎีกาหรือไม่ และหากต้องขออนุญาต ต้องดำเนินการตามมาตราเฉพาะอย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องกำหนดเวลา ช่องทางการยื่น เนื้อหาของคำร้อง และตัวผู้มีอำนาจอนุญาต คดีนี้ยังชี้ให้เห็นอีกว่า ศาลมิได้มีหน้าที่ช่วยแก้ข้อบกพร่องในคำร้องประเภทนี้ เพราะกฎหมายถือเป็นภาระของผู้ยื่นที่จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องด้วยตนเองหรือโดยผู้แทนทางคดีอย่างครบถ้วน ดังนั้น ในทางวิชาชีพ ผู้จัดทำฎีกาควรตรวจสอบทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ไม่ควรอาศัยเพียงความเข้าใจทั่วไปจากกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือจากแนวปฏิบัติในคำคู่ความประเภทอื่น การผิดพลาดในเชิงเทคนิคอาจตัดสิทธิในเนื้อหาสาระทั้งหมด และทำให้คดีสิ้นสุดลงโดยศาลไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นที่จำเลยต้องการเสนอเลยแม้แต่น้อย

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ข้อ 1 ป.วิ.อ. ม. 218

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่กำหนดข้อจำกัดในการฎีกาคดีอาญา โดยเฉพาะในปัญหาข้อเท็จจริง อันเป็นกลไกทางกฎหมายที่มุ่งรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิของคู่ความกับประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม หลักของมาตรานี้มิได้มีเจตนาปิดกั้นสิทธิของจำเลยโดยเด็ดขาด แต่เป็นการวางกรอบว่า คดีบางประเภทเมื่อผ่านการพิจารณาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปิดให้โต้แย้งข้อเท็จจริงต่อไปถึงศาลฎีกาอีก เว้นแต่จะมีเหตุพิเศษที่กฎหมายยอมรับ เหตุผลสำคัญคือข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่ศาลล่างได้ฟังพยานหลักฐานโดยตรงและใช้ดุลพินิจวินิจฉัยมาแล้ว จึงควรมีความเด็ดขาดในระดับหนึ่ง ส่วนศาลฎีกาควรทำหน้าที่เน้นการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายหรือประเด็นสำคัญที่สมควรวางบรรทัดฐาน มาตรา 218 จึงมีผลเป็นบทคัดกรองคดี โดยเฉพาะกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและโทษในแต่ละกระทงอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด หากคู่ความจะยกเรื่องดุลพินิจลงโทษ ความหนักเบาของข้อเท็จจริง หรือเหตุบรรเทาโทษขึ้นฎีกา ย่อมติดข้อห้ามของมาตรานี้ในทันที ดังนั้น แก่นของมาตรา 218 คือการแยกให้ชัดว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริง อะไรเป็นข้อกฎหมาย และทำให้การฎีกาเป็นกระบวนการพิเศษที่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง มิใช่สิทธิทั่วไปที่ใช้ได้โดยปราศจากเงื่อนไข

ข้อ 2 ป.วิ.อ. ม. 221

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 เป็นบทบัญญัติที่ทำหน้าที่เป็นข้อยกเว้นและกลไกเปิดทางในกรณีที่คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 218 กล่าวคือ แม้กฎหมายจะปิดช่องการฎีกาไว้โดยทั่วไป แต่หากมีเหตุสมควรเป็นพิเศษ ก็ยังอาจฎีกาได้เมื่อได้รับอนุญาตจากบุคคลหรือองค์กรที่กฎหมายกำหนด มาตรานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงปฏิบัติ เพราะเป็นทางผ่านที่ทำให้ประเด็นข้อเท็จจริงซึ่งปกติถูกปิดกั้น สามารถเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ดี การใช้สิทธิตามมาตรานี้ต้องเคร่งครัดทั้งในเรื่องรูปแบบ เนื้อหา และผู้มีอำนาจอนุญาต ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาและต้องขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างที่กฎหมายระบุเป็นผู้อนุญาต ไม่ใช่ยื่นคำร้องลอยหรือขออนุญาตอย่างไม่ตรงแบบ เพราะการอนุญาตตามมาตรา 221 ไม่ใช่พิธีการทั่วไป แต่เป็นเงื่อนไขก่อสิทธิที่จะทำให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมีผลขึ้นมาได้ หากขาดเงื่อนไขนี้ ฎีกาย่อมไม่อาจรับไว้พิจารณา หลักสำคัญของมาตรานี้จึงอยู่ที่การคัดกรองว่าประเด็นข้อเท็จจริงใดเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และในทางกลับกันก็บังคับให้คู่ความต้องใช้สิทธิโดยสุจริต รอบคอบ และสอดคล้องกับรูปแบบที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ มิฉะนั้นคำร้องย่อมตกไปและไม่อาจอาศัยหลักทั่วไปมาขอแก้ไขให้ถูกต้องภายหลังได้

  ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

           เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7563/2568 

คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หากจำเลยประสงค์จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 221 บัญญัติไว้ แต่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา โดยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างทั้งสองดังกล่าวอนุญาตให้ฎีกา คำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 221 ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกคำร้องได้ ทั้งคำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ แต่เป็นคำร้องที่จำเลยต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้โดยเฉพาะ กรณีมิใช่การตรวจรับคำคู่ความ ศาลจึงไม่อาจสั่งให้จำเลยแก้ไขในข้อที่มิชอบนั้นได้

ฎีกาย่อ

ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง 279 วรรคสอง 283 ทวิ วรรคสอง และ 317 วรรคสาม การกระทำเป็นหลายกรรมต่างกัน จึงลงโทษเป็นรายกระทงตามมาตรา 91 โดยลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เพราะรับสารภาพ ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี จำคุก 6 เดือน และฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปีซึ่งมิใช่ภริยา จำคุกกระทงละ 3 ปี 6 เดือน รวม 7 กระทง รวมโทษจำคุก 37 ปี 96 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ

ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกา แต่ศาลชั้นต้นยกคำร้อง เพราะคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และการขออนุญาตฎีกาต้องทำให้ถูกต้องตามมาตรา 221 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจเรื่องโทษ อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องได้รับอนุญาตตามมาตรา 221 ก่อน โดยจำเลยต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลล่างอนุญาต แต่จำเลยมิได้ดำเนินการเช่นนั้น คำร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลยกคำร้องได้ทันที และไม่ต้องเปิดโอกาสให้แก้ไข เพราะคำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำคู่ความที่ต้องตรวจรับตามหลักทั่วไป ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน และสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยเพื่อไม่ให้คดีล่าช้า

ฎีกาฉบับเต็ม

คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 6 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 3 ปี 6 เดือน รวม 7 กระทง รวมจำคุก 37 ปี 96 เดือน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีไม่มีเหตุรอการลงโทษ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา 2 ครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2567 ต่อมาวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 เรือนจำพิเศษเชียงรายส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของจำเลย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 มายังศาลชั้นต้น ในวันที่ 7 มีนาคม 2567 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลล่าง และให้ลงโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 219 การจะขออนุญาตฎีกาต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 จำเลยเขียนคำร้องมาไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงให้ยกคำร้อง

จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า หากคำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลต้องสั่งให้จำเลยแก้ไขก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 37 ปี 96 เดือน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว เว้นแต่ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งคดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไปมิได้มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 และมาตรา 221 ซึ่งจำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา โดยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างทั้งสองดังกล่าวอนุญาตให้ฎีกา คำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ในชั้นตรวจคำคู่ความ ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำคู่ความ ต้องคืนคำคู่ความที่ไม่ถูกต้องให้จำเลยกลับไปแก้ไขให้ถูกต้องก่อน หากจำเลยไม่ดำเนินการแก้ไข ศาลจึงมีคำสั่งให้ยกคำคู่ความดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า คำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ แต่เป็นคำร้องที่จำเลยต้องดำเนินการตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้ถูกต้องเพื่อให้ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามนั้น ซึ่งมีบทบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีมิใช่การตรวจรับคำคู่ความตามที่จำเลยอ้าง ศาลจึงไม่อาจสั่งให้จำเลยแก้ไขในข้อที่มิชอบดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 เมื่อจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง อันต้องห้ามฎีกาดังที่วินิจฉัยมาแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งฎีกาดังกล่าว เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน

พิพากษายืน




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา

ฟ้องคดีประมาททำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายได้หรือไม่ หากผู้ตายมีส่วนประมาทเอง ผู้สืบสันดานมีอำนาจฟ้องหรือไม่ และฎีกาที่ไม่เปลี่ยนผลคดีมีผลอย่างไร
ฟ้องไม่ระบุมาตรา 83 ศาลลงโทษได้หรือไม่ หลักห้ามฎีกาข้อเท็จจริงและอำนาจศาลในการปรับบทกฎหมายอาญา
ฎีกาคดีแจ้งความเท็จและข้อจำกัดสิทธิฎีกาในคดีอาญา เมื่อศาลยกฟ้องทั้งสองศาล การอนุญาตฎีกาเฉพาะข้อเท็จจริงมีผลเพียงใด
สิทธิรับคืนหลักประกันในคดีอาญาเมื่อจำเลยเสียชีวิต ใครมีสิทธิแท้จริงระหว่างผู้จัดการมรดกกับผู้รับพินัยกรรม
คำสั่งไต่สวนมูลฟ้องเป็นที่สุด อุทธรณ์ไม่ได้เมื่อเป็นดุลพินิจศาลเกี่ยวกับพยานหลักฐานและการดำเนินกระบวนพิจารณา
คำพิพากษาคดีอาญาก่อนผูกพันคดีแพ่งหรือไม่ในคดีละเมิดจากอุบัติเหตุรถชน และความรับผิดของทายาทผู้รับมรดก
ข้อจำกัดอำนาจศาลในการสั่งคืนทรัพย์เมื่อไม่มีคำขอและไม่อยู่ในมาตรา 43
ประเด็นการตีความหมิ่นประมาทโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง
นับโทษจำคุกผิดแก้ได้ไหม? คดีถึงที่สุดแล้วขอเปลี่ยนโทษได้หรือไม่ และต้องทำอย่างไรตามกฎหมายอาญา
ไม่ไปเกณฑ์ทหารมีความผิดเสมอไหม? หากติดคุกอยู่จะถือว่าหลีกเลี่ยงหน้าที่หรือไม่ พร้อมคำตอบตามหลักกฎหมายอาญา
ฟ้องรัฐเรียกค่าเสียหายจากเจ้าหน้าที่ได้หรือไม่? เมื่อศาลอาญายกฟ้องแล้ว คดีแพ่งยังเรียกละเมิดได้หรือเปล่า
สิทธิผู้เสียหายในคดีมรดกคือใคร ฟ้องได้หรือไม่เมื่อถูกตัดสิทธิในพินัยกรรม สิทธิผู้เสียหายในคดีทรัพย์มรดกและการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม
แข่งรถในทางมีโทษอะไรบ้าง? อุทธรณ์แล้วฎีกาได้ไหม และเมื่อไรคดีต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริงตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ยอมความคดีแพ่ง แต่คดีอาญายังไม่จบ! ศาลฎีกาชี้ชัด ต้องยอมความอาญาโดยชัดแจ้งเท่านั้น
คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ & โรแมนซ์สแกม (ฎีกา 1207/2567)
สิทธิคดีอาญาระงับ, สิทธิคดีแพ่งหลังจำเลยถึงแก่ความตาย (ฎีกา 2232/2567)
ฟ้องต่างข้อเท็จจริงสาระสำคัญ ยกฟ้องจำเลยฐานยักยอก,ป.วิ.อ. มาตรา 158, (ฎีกา 2427/2567)
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)-ฎีกา 6820/2567
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)ป.วิ.อ. มาตรา 84 (ฎีกา 6820/2567)
(ฎีกา 324/2568) สิทธิฟ้อง, โจทก์ร่วม, อุบัติเหตุจราจร
(ฎีกาที่ 3462/2567): อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและฟอกเงิน
(ฎีกาที่ 3672/2567): การทำร้ายร่างกายและการตีความการเพิ่มโทษในชั้นอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567: คดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน และประเด็นความชอบด้วยกฎหมายในคดีส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567 การลักทรัพย์นายจ้างหลายกรรม และการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2567: คดีลักทรัพย์-ขาดเจตนาทุจริต แต่ยังมีหน้าที่คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน
ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา – ความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยานกับบทบาทของพนักงานสอบสวน(ฎีกาที่ 8082/2567)
อำนาจฟ้องในคดีอาญาเมื่อสอบสวนโดยตำรวจผิดพื้นที่: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2568
การถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน, ความผิดฐานฟ้องเท็จ, มูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
โจทก์ร่วมในคดีอาญา, การใช้สิทธิผู้เสียหายแทนโจทก์ร่วมเดิม, การสืบสิทธิในคดีอาญา,
อัยการมีอำนาจฟ้องคดีทุจริตแทนอัยการสูงสุดได้หรือไม่ การแก้ฟ้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาวางหลักไว้อย่างไร
ศาลลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด, อุทธรณ์คำพิพากษา, ขอให้เพิ่มโทษ,
อำนาจฟ้อง, คู่ความในคดี, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย,
การพิจารณาคดีไต่สวนมูลฟ้อง, คำสั่งศาลที่เด็ดขาด,
ถ้อยคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจพนักงานสอบสวน & ฎีกาต้องห้ามข้อเท็จจริงคดีอาวุธปืน (ฎีกา 1016/2567)
บันดาลโทสะลดโทษคดีทำร้ายร่างกาย & อำนาจศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัย (ฎีกา 1109/2567)
ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1(ฎีกาที่ 4687/2566)
ฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม
แก้ไขโทษของความผิดถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยห้ามฎีกา
ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
อำนาจสอบสวนของกองปราบปราม
คำให้การชั้นสอบสวนแทนการสืบพยานในชั้นพิจารณา
ลดมาตราส่วนโทษในความผิดต้องห้ามฎีกา
ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด
คำรับสารภาพมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 157
พยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ
การกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอมสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ
ผู้เสียหายไม่มาเบิกความเป็นพยานในศาล
ผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย(บุตร)
ความรับผิดในทางแพ่ง-ผู้เสียหายโดยนิตินัย
การบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด
กรณีไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียง-พิมพ์คำฟ้องโจทก์
คดีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญายื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายค้นได้
ศาลชั้นต้นยกอายุความมายกคำร้อง ม.44/1 ไม่ชอบ
ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา | เรียกค่าเสียหาย
นายแพทย์กระทำอนาจารคนไข้อายุกว่า 15 ปี จำคุก 3 ปี ปรับ 20,000 บาท
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่แทนการยื่นอุทธรณ์
ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง ผู้ต้องหาอุทธรณ์
โจทก์ขอให้ลงโทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
แก้ไขคำพิพากษาที่อ่านแล้ว
จำคุกไม่เกิน5ปีห้ามคู่ความฎีกาข้อเท็จจริง
ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกายกฟ้อง
ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาห้ามอุทธรณ์
การกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในฟ้อง
ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิด
พิพากษาถึงข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง
เพื่อการอนาจารเป็นเจตนาพิเศษ | การบรรยายฟ้อง
ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ | คดีถึงที่สุด
ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า
คำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวห้ามอุทธรณ์
มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา
อำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้อุทธรณ์-ฎีกา
ฎีกาไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์-ฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คดีขาดอายุความจึงชอบที่ศาลจะยกฟ้อง
คดีถึงที่สุดเมื่อครบกำหนดยื่นฎีกา
การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย
ต้องห้ามฎีกาเพราะไม่ได้อุทธรณ์ไว้
ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อย-จำคุกไม่เกินห้าปีห้ามฎีกา
กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม
โจทก์ฟ้องผิดวันจำเลยหลงต่อสู้