
| ฎีกาในคดีอาญาทำอย่างไรให้ถูกต้อง ศาลยกคำร้องเพราะไม่ขออนุญาตฎีกาตามกฎหมาย ผลของการยื่นฎีกาผิดขั้นตอนตามวิธีพิจารณาความอาญา
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดในการฎีกาคดีอาญา โดยเฉพาะกรณีที่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งกฎหมายกำหนดห้ามฎีกา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้โดยเฉพาะ คดีนี้สะท้อนหลักการสำคัญว่า แม้จำเลยจะมีสิทธิยื่นฎีกา แต่ต้องปฏิบัติตามรูปแบบและเงื่อนไขทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด มิฉะนั้นศาลมีอำนาจยกคำร้องได้ทันที โดยไม่ต้องเปิดโอกาสให้แก้ไข เนื่องจากคำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำคู่ความทั่วไป แต่เป็นกลไกพิเศษที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาโดยเฉพาะ ข้อเท็จจริงของคดี จำเลยถูกฟ้องในความผิดเกี่ยวกับการกระทำต่อเด็กหลายฐานความผิด ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกหลายกระทงตามกฎหมายอาญา ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน โดยกำหนดโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี รวมโทษแล้วเป็นระยะเวลานาน จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาและยื่นฎีกา แต่คำร้องดังกล่าวมิได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมาย กล่าวคือ ไม่ได้ขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างเป็นผู้อนุญาตตามที่กฎหมายกำหนด คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าคดีนี้เป็นกรณีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 218 เนื่องจากโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี และการที่จำเลยโต้แย้งเรื่องโทษหรือขอรอการลงโทษเป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจของศาล ซึ่งถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริง จึงต้องขออนุญาตก่อนตามมาตรา 221 เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตามขั้นตอนดังกล่าว คำร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลมีอำนาจยกคำร้องได้ทันที และไม่จำต้องให้โอกาสแก้ไข วิเคราะห์หลักกฎหมาย หลักสำคัญของคดีนี้อยู่ที่การแบ่งแยกระหว่างปัญหาข้อกฎหมายและปัญหาข้อเท็จจริง โดยกฎหมายกำหนดข้อจำกัดในการฎีกาเพื่อป้องกันไม่ให้คดีเข้าสู่ศาลฎีกาโดยไม่จำเป็น การโต้แย้งดุลพินิจของศาล เช่น ความหนักเบาแห่งโทษ เป็นปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งอยู่ในขอบเขตห้ามฎีกา เว้นแต่ได้รับอนุญาตตามกระบวนการเฉพาะ เจตนารมณ์ของกฎหมาย มาตรา 218 และมาตรา 221 มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดกรองคดีมิให้เข้าสู่ศาลฎีกาโดยไม่จำเป็น และรักษาประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม โดยกำหนดให้เฉพาะกรณีที่มีประเด็นสำคัญจริงเท่านั้นจึงจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลสูงสุด แนวคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง แนววินิจฉัยของศาลฎีกามีความสม่ำเสมอว่า การขออนุญาตฎีกาเป็นเงื่อนไขสำคัญ หากไม่ปฏิบัติตาม ศาลมีอำนาจยกคำร้องได้ทันที และไม่ถือเป็นกรณีที่ต้องให้แก้ไขเหมือนคำคู่ความทั่วไป เนื่องจากเป็นกระบวนการเฉพาะตามกฎหมาย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดหลายฐาน ลงโทษจำคุกเป็นรายกระทงตามกฎหมายอาญา และรวมโทษเป็นระยะเวลานาน โดยไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เห็นว่าการลงโทษเหมาะสมแล้ว 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าคำร้องขออนุญาตฎีกาไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากไม่ดำเนินการตามมาตรา 221 และเป็นคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จึงสั่งไม่รับฎีกาและพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ตอกย้ำหลักการสำคัญว่าการใช้สิทธิฎีกาในคดีอาญาต้องอยู่ภายใต้ข้อจำกัดของกฎหมายโดยเคร่งครัด โดยเฉพาะการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงซึ่งต้องได้รับอนุญาตตามขั้นตอนที่กำหนด การไม่ปฏิบัติตามย่อมทำให้สิทธินั้นสิ้นผลทันที และศาลไม่มีหน้าที่ต้องเปิดโอกาสให้แก้ไข เพราะเป็นกระบวนการเฉพาะที่กฎหมายบัญญัติไว้อย่างชัดเจน ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการตีความว่า การฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงสามารถกระทำได้หรือไม่ และต้องดำเนินการอย่างไรให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหากไม่ขออนุญาตตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด ย่อมเป็นคำร้องที่ไม่ชอบและต้องถูกยก สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1. ห้ามฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง หมายถึงข้อจำกัดตามกฎหมายที่ไม่อนุญาตให้โต้แย้งข้อเท็จจริงหรือดุลพินิจของศาลในชั้นฎีกา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตตามเงื่อนไขที่กำหนด 2. คำร้องขออนุญาตฎีกา เป็นกระบวนการพิเศษที่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามมาตรา 221 หากไม่ปฏิบัติตาม ศาลมีอำนาจยกคำร้องได้ทันทีโดยไม่ต้องให้แก้ไข คำถามที่พบบ่อย FAQ 1. คำถาม การฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีอาญาสามารถทำได้ทุกคดีหรือไม่ คำตอบ การฎีกาในคดีอาญาไม่อาจทำได้อย่างเสรีทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง กฎหมายกำหนดข้อจำกัดไว้อย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้คดีซึ่งศาลล่างได้วินิจฉัยข้อเท็จจริงไว้แล้วไหลเข้าสู่ศาลฎีกาโดยไม่มีเหตุจำเป็น หลักสำคัญคือ หากศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด คดีนั้นย่อมอยู่ในลักษณะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่จะเข้าข้อยกเว้นที่กฎหมายเปิดช่องไว้ เช่น มีผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกา หรือมีผู้มีอำนาจตามกฎหมายลงลายมือชื่อรับรองว่ามีเหตุอันควรให้ศาลสูงสุดวินิจฉัยต่อไป ดังนั้น สิทธิของจำเลยในการฎีกาจึงมิใช่สิทธิเด็ดขาดที่ใช้ได้โดยลำพัง แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขเชิงกระบวนพิจารณาอย่างเคร่งครัด คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญที่แสดงว่า เมื่อจำเลยประสงค์โต้แย้งเพียงความเหมาะสมของโทษหรือขอให้ลงโทษสถานเบา หรือขอรอการลงโทษ อันเป็นเรื่องดุลพินิจและข้อเท็จจริง ย่อมต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติเรื่องการขออนุญาตฎีกาอย่างครบถ้วน มิฉะนั้นย่อมถูกยกคำร้องและไม่อาจเข้าสู่การพิจารณาในชั้นฎีกาได้ 2. คำถาม การขอให้ศาลลงโทษสถานเบาหรือรอการลงโทษถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายหรือปัญหาข้อเท็จจริง คำตอบ การขอให้ศาลลงโทษสถานเบา ลดความร้ายแรงของโทษ หรือรอการลงโทษ โดยหลักแล้วเป็นการโต้แย้งดุลพินิจของศาลที่ใช้พิจารณาจากข้อเท็จจริงแห่งคดี พฤติการณ์การกระทำ ความหนักเบาของความผิด บุคลิกและประวัติของจำเลย ตลอดจนผลกระทบที่เกิดแก่ผู้เสียหายหรือสังคม จึงไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมายแท้ แต่เป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรืออย่างน้อยก็เป็นเรื่องที่ผูกพันอยู่กับข้อเท็จจริงโดยตรง ศาลฎีกาในคดีนี้วินิจฉัยชัดว่า การที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบาและขอรอการลงโทษ เป็นเพียงการโต้แย้งดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 มิใช่การยกข้อกฎหมายใหม่หรือโต้แย้งการตีความบทบัญญัติกฎหมาย ด้วยเหตุนี้ ฎีกาดังกล่าวจึงตกอยู่ภายใต้ข้อห้ามตามบทบัญญัติเรื่องฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง หากจำเลยประสงค์จะยื่นฎีกาในประเด็นเช่นนี้ จำเลยต้องขออนุญาตตามช่องทางพิเศษที่กฎหมายกำหนด มิใช่ยื่นฎีกาโดยอาศัยความเข้าใจว่าเป็นสิทธิทั่วไป ผลของการแยกประเภทประเด็นว่าเป็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริงจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะส่งผลโดยตรงต่อการเปิดหรือปิดประตูสู่การพิจารณาของศาลฎีกา หากวิเคราะห์ประเด็นผิดตั้งแต่ต้น ย่อมทำให้กระบวนการฎีกาทั้งหมดเสียไป 3. คำถาม คำร้องขออนุญาตฎีกาตามกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาต้องยื่นอย่างไรจึงจะถูกต้อง คำตอบ คำร้องขออนุญาตฎีกาในกรณีที่กฎหมายห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องยื่นพร้อมคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้น และต้องมีสาระสำคัญสอดคล้องกับบทบัญญัติที่ใช้บังคับ กล่าวคือ ต้องขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ การดำเนินการเช่นนี้มิใช่เพียงเรื่องแบบพิธีเล็กน้อย แต่เป็นเงื่อนไขแห่งการใช้สิทธิฎีกาโดยตรง เพราะกฎหมายวางระบบให้มีการกลั่นกรองก่อนว่าประเด็นข้อเท็จจริงใดสมควรถูกส่งขึ้นสู่ศาลสูงสุด คดีนี้จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาจริง แต่ไม่ขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างดังกล่าวเป็นผู้อนุญาตตามรูปแบบที่กฎหมายกำหนด ศาลจึงเห็นว่าเป็นคำร้องที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผลคือศาลชั้นต้นมีอำนาจยกคำร้องได้ทันที หลักนี้แสดงให้เห็นว่า ความถูกต้องของคำร้องมิได้พิจารณาเพียงว่ามีข้อความขออนุญาตหรือไม่เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าผู้ร้องได้ใช้ช่องทางและระบุฐานอำนาจให้ตรงตามกฎหมายหรือไม่ หากคลาดเคลื่อนในสาระสำคัญ สิทธิในการฎีกาย่อมไม่เกิดผล แม้จะยื่นภายในระยะเวลาก็ตาม 4. คำถาม เมื่อคำร้องขออนุญาตฎีกาไม่ถูกต้อง ศาลมีหน้าที่ต้องคืนให้แก้ไขก่อนหรือไม่ คำตอบ โดยหลักทั่วไปในเรื่องการตรวจคำคู่ความ อาจมีกรณีที่ศาลคืนคำคู่ความให้ผู้ยื่นแก้ไขข้อบกพร่องก่อน แต่สำหรับคำร้องขออนุญาตฎีกาในคดีอาญาที่กฎหมายบัญญัติขั้นตอนพิเศษไว้โดยเฉพาะ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่ามิใช่กรณีเดียวกับการตรวจรับคำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องที่ใช้ตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ คำร้องชนิดนี้เป็นกลไกเฉพาะที่ผู้ยื่นต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามบทบัญญัติโดยตรง เพราะเป็นเงื่อนไขก่อนที่ศาลจะเปิดทางให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ เมื่อผู้ยื่นไม่ปฏิบัติให้ตรงตามกฎหมาย ศาลจึงไม่มีหน้าที่ต้องคืนคำร้องเพื่อให้แก้ไข และไม่อาจนำหลักการตรวจคำคู่ความทั่วไปมาใช้โดยอนุโลมได้ คดีนี้จำเลยอ้างเทียบเคียงหลักการตามกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าก่อนยกคำคู่ความศาลควรเปิดโอกาสให้แก้ไขก่อน แต่ศาลฎีกาไม่รับฟัง เพราะเห็นว่าคำร้องขออนุญาตฎีกามีลักษณะต่างจากคำคู่ความทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ หลักนี้มีความสำคัญในทางปฏิบัติอย่างมาก เพราะเตือนให้ผู้ยื่นฎีกาและผู้จัดทำคำร้องต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หากเขียนผิดหรือดำเนินการผิดช่องทาง จะไม่อาจคาดหวังว่าศาลจะสั่งให้แก้ไขเสมอไป และอาจทำให้สิทธิฎีกาสิ้นสุดลงในทันที 5. คำถาม เหตุใดกฎหมายจึงกำหนดข้อจำกัดการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงไว้เข้มงวด คำตอบ ข้อจำกัดการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมีรากฐานจากแนวคิดด้านประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมและการแบ่งหน้าที่ของศาลแต่ละชั้นอย่างชัดเจน ศาลชั้นต้นมีบทบาทสำคัญในการรับฟังพยานหลักฐานโดยตรง ส่วนศาลอุทธรณ์ทำหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องของการวินิจฉัยทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในระดับหนึ่งอยู่แล้ว หากเปิดโอกาสให้ทุกคดีทุกประเด็นข้อเท็จจริงเข้าสู่ศาลฎีกาโดยไม่มีข้อจำกัด จะทำให้ศาลสูงสุดต้องรับภาระเกินสมควรและไม่สามารถทำหน้าที่วางบรรทัดฐานทางกฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายจึงกำหนดให้เฉพาะคดีที่มีลักษณะสำคัญจริง หรือได้รับการรับรองจากผู้พิพากษาศาลล่างหรือผู้มีอำนาจที่กฎหมายระบุเท่านั้น จึงจะสามารถนำปัญหาข้อเท็จจริงขึ้นสู่ศาลฎีกาได้ คดีนี้เป็นภาพสะท้อนชัดเจนของเจตนารมณ์ดังกล่าว เพราะแม้จำเลยจะถูกลงโทษรวมเป็นเวลานานมาก แต่เมื่อพิจารณาเป็นรายกระทงแล้วโทษจำคุกแต่ละกระทงยังไม่เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด และประเด็นที่จำเลยโต้แย้งเป็นเพียงเรื่องความหนักเบาแห่งโทษ ศาลจึงใช้ข้อจำกัดดังกล่าวอย่างเคร่งครัดเพื่อคงไว้ซึ่งระบบคัดกรองคดีตามนโยบายของกฎหมาย 6. คำถาม การที่โทษรวมทั้งคดีสูงมาก มีผลทำให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้โดยอัตโนมัติหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป เพราะการพิจารณาว่าคดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงหรือไม่นั้น มิได้ดูเพียงยอดโทษรวมทั้งคดีเท่านั้น แต่ต้องพิจารณาตามเกณฑ์ที่กฎหมายบัญญัติประกอบกับลักษณะการลงโทษในแต่ละกระทงด้วย คดีนี้แม้จำเลยจะถูกลงโทษรวมกันเป็นระยะเวลายาวนานมาก แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังคงลงโทษจำคุกในแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี ศาลฎีกายังคงถือว่าคดีอยู่ในลักษณะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง หลักนี้มีความสำคัญมาก เพราะผู้ศึกษากฎหมายหรือผู้ปฏิบัติงานอาจเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าหากโทษรวมสูงมากย่อมสามารถฎีกาได้เสมอ ความจริงแล้วต้องดูระบบการลงโทษเป็นรายกรรม รายกระทง และบทบัญญัติที่ใช้บังคับในขณะเดียวกันด้วย นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาว่าประเด็นที่ยกขึ้นโต้แย้งเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย หากเป็นเพียงเรื่องดุลพินิจในการกำหนดโทษ ความสูงของโทษรวมย่อมไม่ตัดข้อห้ามตามกฎหมายออกไปโดยอัตโนมัติ ผู้ยื่นฎีกาจึงต้องวิเคราะห์ทั้งโครงสร้างคำพิพากษาและชนิดของประเด็นที่จะฎีกาอย่างรอบคอบก่อนดำเนินการ 7. คำถาม คำร้องขออนุญาตฎีกาแตกต่างจากคำฟ้องหรือคำให้การอย่างไร คำตอบ คำฟ้องและคำให้การเป็นคำคู่ความที่ใช้กำหนดกรอบข้อพิพาทและตั้งประเด็นระหว่างคู่ความในกระบวนพิจารณา ส่วนคำร้องขออนุญาตฎีกาในกรณีที่กฎหมายห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง มีลักษณะเป็นคำร้องพิเศษเพื่อขอเปิดช่องให้ใช้สิทธิฎีกาได้ในเรื่องที่กฎหมายปิดไว้ตามปกติ จึงไม่ใช่คำคู่ความที่ทำหน้าที่ตั้งประเด็นโดยตรง แต่เป็นการร้องขอให้เกิดเงื่อนไขเบื้องต้นก่อนศาลจะรับฎีกาไว้พิจารณา ด้วยเหตุนี้ มาตรฐานความถูกต้องของคำร้องจึงสัมพันธ์กับบทบัญญัติพิเศษที่กฎหมายกำหนดไว้เฉพาะ มิใช่หลักทั่วไปในการตรวจคำคู่ความ คดีนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยชัดว่า คำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ จึงไม่อาจอ้างหลักการตรวจรับคำคู่ความทั่วไปมาใช้ได้ ผลในทางปฏิบัติคือผู้ยื่นต้องระบุฐานกฎหมาย ช่องทาง และผู้มีอำนาจอนุญาตให้ถูกต้องครบถ้วนตั้งแต่ต้น การละเลยเพียงเล็กน้อยในจุดนี้อาจทำให้คำร้องตกไปทั้งฉบับ และเมื่อคำร้องตก ฎีกาที่พ่วงมาก็ย่อมไม่อาจเข้าสู่การพิจารณาได้ตามไปด้วย 8. คำถาม คดีนี้ให้บทเรียนทางปฏิบัติแก่ทนายความ จำเลย หรือผู้จัดทำฎีกาอย่างไร คำตอบ บทเรียนสำคัญที่สุดของคดีนี้คือ การใช้สิทธิในชั้นฎีกาไม่ใช่เพียงการเขียนโต้แย้งคำพิพากษาให้มีเหตุผลเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการจำแนกให้ถูกก่อนว่าประเด็นที่ต้องการยกขึ้นเป็นข้อกฎหมายหรือข้อเท็จจริง หากเป็นข้อเท็จจริง ต้องตรวจสอบทันทีว่าคดีอยู่ในลักษณะต้องห้ามฎีกาหรือไม่ และหากต้องขออนุญาต ต้องดำเนินการตามมาตราเฉพาะอย่างเคร่งครัด ทั้งเรื่องกำหนดเวลา ช่องทางการยื่น เนื้อหาของคำร้อง และตัวผู้มีอำนาจอนุญาต คดีนี้ยังชี้ให้เห็นอีกว่า ศาลมิได้มีหน้าที่ช่วยแก้ข้อบกพร่องในคำร้องประเภทนี้ เพราะกฎหมายถือเป็นภาระของผู้ยื่นที่จะต้องดำเนินการให้ถูกต้องด้วยตนเองหรือโดยผู้แทนทางคดีอย่างครบถ้วน ดังนั้น ในทางวิชาชีพ ผู้จัดทำฎีกาควรตรวจสอบทุกขั้นตอนอย่างเป็นระบบ ไม่ควรอาศัยเพียงความเข้าใจทั่วไปจากกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งหรือจากแนวปฏิบัติในคำคู่ความประเภทอื่น การผิดพลาดในเชิงเทคนิคอาจตัดสิทธิในเนื้อหาสาระทั้งหมด และทำให้คดีสิ้นสุดลงโดยศาลไม่ต้องวินิจฉัยประเด็นที่จำเลยต้องการเสนอเลยแม้แต่น้อย กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ข้อ 1 ป.วิ.อ. ม. 218 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 เป็นบทบัญญัติสำคัญที่กำหนดข้อจำกัดในการฎีกาคดีอาญา โดยเฉพาะในปัญหาข้อเท็จจริง อันเป็นกลไกทางกฎหมายที่มุ่งรักษาดุลยภาพระหว่างสิทธิของคู่ความกับประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม หลักของมาตรานี้มิได้มีเจตนาปิดกั้นสิทธิของจำเลยโดยเด็ดขาด แต่เป็นการวางกรอบว่า คดีบางประเภทเมื่อผ่านการพิจารณาจากศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องเปิดให้โต้แย้งข้อเท็จจริงต่อไปถึงศาลฎีกาอีก เว้นแต่จะมีเหตุพิเศษที่กฎหมายยอมรับ เหตุผลสำคัญคือข้อเท็จจริงเป็นเรื่องที่ศาลล่างได้ฟังพยานหลักฐานโดยตรงและใช้ดุลพินิจวินิจฉัยมาแล้ว จึงควรมีความเด็ดขาดในระดับหนึ่ง ส่วนศาลฎีกาควรทำหน้าที่เน้นการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายหรือประเด็นสำคัญที่สมควรวางบรรทัดฐาน มาตรา 218 จึงมีผลเป็นบทคัดกรองคดี โดยเฉพาะกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและโทษในแต่ละกระทงอยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด หากคู่ความจะยกเรื่องดุลพินิจลงโทษ ความหนักเบาของข้อเท็จจริง หรือเหตุบรรเทาโทษขึ้นฎีกา ย่อมติดข้อห้ามของมาตรานี้ในทันที ดังนั้น แก่นของมาตรา 218 คือการแยกให้ชัดว่าอะไรเป็นข้อเท็จจริง อะไรเป็นข้อกฎหมาย และทำให้การฎีกาเป็นกระบวนการพิเศษที่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง มิใช่สิทธิทั่วไปที่ใช้ได้โดยปราศจากเงื่อนไข ข้อ 2 ป.วิ.อ. ม. 221 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 เป็นบทบัญญัติที่ทำหน้าที่เป็นข้อยกเว้นและกลไกเปิดทางในกรณีที่คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 218 กล่าวคือ แม้กฎหมายจะปิดช่องการฎีกาไว้โดยทั่วไป แต่หากมีเหตุสมควรเป็นพิเศษ ก็ยังอาจฎีกาได้เมื่อได้รับอนุญาตจากบุคคลหรือองค์กรที่กฎหมายกำหนด มาตรานี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในเชิงปฏิบัติ เพราะเป็นทางผ่านที่ทำให้ประเด็นข้อเท็จจริงซึ่งปกติถูกปิดกั้น สามารถเข้าสู่การพิจารณาของศาลฎีกาได้อย่างชอบด้วยกฎหมาย อย่างไรก็ดี การใช้สิทธิตามมาตรานี้ต้องเคร่งครัดทั้งในเรื่องรูปแบบ เนื้อหา และผู้มีอำนาจอนุญาต ผู้ร้องต้องยื่นคำร้องพร้อมคำฟ้องฎีกาและต้องขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างที่กฎหมายระบุเป็นผู้อนุญาต ไม่ใช่ยื่นคำร้องลอยหรือขออนุญาตอย่างไม่ตรงแบบ เพราะการอนุญาตตามมาตรา 221 ไม่ใช่พิธีการทั่วไป แต่เป็นเงื่อนไขก่อสิทธิที่จะทำให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมีผลขึ้นมาได้ หากขาดเงื่อนไขนี้ ฎีกาย่อมไม่อาจรับไว้พิจารณา หลักสำคัญของมาตรานี้จึงอยู่ที่การคัดกรองว่าประเด็นข้อเท็จจริงใดเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุด และในทางกลับกันก็บังคับให้คู่ความต้องใช้สิทธิโดยสุจริต รอบคอบ และสอดคล้องกับรูปแบบที่กฎหมายบัญญัติไว้โดยเฉพาะ มิฉะนั้นคำร้องย่อมตกไปและไม่อาจอาศัยหลักทั่วไปมาขอแก้ไขให้ถูกต้องภายหลังได้ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7563/2568 คดีต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง หากจำเลยประสงค์จะฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง จำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ตามที่ ป.วิ.อ. มาตรา 221 บัญญัติไว้ แต่จำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา โดยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างทั้งสองดังกล่าวอนุญาตให้ฎีกา คำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วย ป.วิ.อ. มาตรา 221 ศาลชั้นต้นชอบที่จะยกคำร้องได้ ทั้งคำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ แต่เป็นคำร้องที่จำเลยต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติไว้โดยเฉพาะ กรณีมิใช่การตรวจรับคำคู่ความ ศาลจึงไม่อาจสั่งให้จำเลยแก้ไขในข้อที่มิชอบนั้นได้ ฎีกาย่อ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นว่าจำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง 279 วรรคสอง 283 ทวิ วรรคสอง และ 317 วรรคสาม การกระทำเป็นหลายกรรมต่างกัน จึงลงโทษเป็นรายกระทงตามมาตรา 91 โดยลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เพราะรับสารภาพ ฐานพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปีเพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 13 ปี จำคุก 6 เดือน และฐานกระทำชำเราเด็กอายุไม่เกิน 13 ปีซึ่งมิใช่ภริยา จำคุกกระทงละ 3 ปี 6 เดือน รวม 7 กระทง รวมโทษจำคุก 37 ปี 96 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกาพร้อมฎีกา แต่ศาลชั้นต้นยกคำร้อง เพราะคดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนและโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และการขออนุญาตฎีกาต้องทำให้ถูกต้องตามมาตรา 221 จำเลยอุทธรณ์คำสั่งดังกล่าวแต่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษ เป็นการโต้แย้งดุลพินิจเรื่องโทษ อันเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ต้องได้รับอนุญาตตามมาตรา 221 ก่อน โดยจำเลยต้องยื่นคำร้องต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาศาลล่างอนุญาต แต่จำเลยมิได้ดำเนินการเช่นนั้น คำร้องจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลยกคำร้องได้ทันที และไม่ต้องเปิดโอกาสให้แก้ไข เพราะคำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำคู่ความที่ต้องตรวจรับตามหลักทั่วไป ศาลฎีกาจึงพิพากษายืน และสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยเพื่อไม่ให้คดีล่าช้า ฎีกาฉบับเต็ม คดีสืบเนื่องมาจากศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 จำเลยให้การรับสารภาพ มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานพรากเด็กอายุยังไม่เกินสิบห้าปีไปเสียจากบิดามารดา ผู้ปกครอง หรือผู้ดูแล เพื่อการอนาจาร จำคุกกระทงละ 2 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง ฐานกระทำอนาจารแก่เด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปี จำคุก 6 เดือน ฐานกระทำชำเราเด็กอายุยังไม่เกินสิบสามปีซึ่งมิใช่ภริยาของตน จำคุกกระทงละ 3 ปี 6 เดือน รวม 7 กระทง รวมจำคุก 37 ปี 96 เดือน พฤติการณ์แห่งคดีเป็นเรื่องร้ายแรง กรณีไม่มีเหตุรอการลงโทษ โดยศาลชั้นต้นอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 ให้จำเลยฟังเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2566 จำเลยยื่นคำร้องขอขยายระยะเวลายื่นฎีกา 2 ครั้ง ครั้งสุดท้ายศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นฎีกาได้ถึงวันที่ 7 มีนาคม 2567 ต่อมาวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2567 เรือนจำพิเศษเชียงรายส่งคำร้องขออนุญาตฎีกาและฎีกาของจำเลย ลงวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 มายังศาลชั้นต้น ในวันที่ 7 มีนาคม 2567 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งตามคำร้องของจำเลยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามศาลล่าง และให้ลงโทษจำคุกแต่ละกระทงไม่เกิน 5 ปี ต้องห้ามฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง และมาตรา 219 การจะขออนุญาตฎีกาต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 จำเลยเขียนคำร้องมาไม่ถูกต้องตามบทบัญญัติดังกล่าว จึงให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า หากคำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลต้องสั่งให้จำเลยแก้ไขก่อนหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคสอง, 279 วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคสอง, 317 วรรคสาม การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 รวมจำคุก 37 ปี 96 เดือน แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 5 ยังคงลงโทษจำคุกจำเลยในความผิดแต่ละกระทงไม่เกินห้าปี จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เป็นการโต้เถียงดุลพินิจในการลงโทษของศาลอุทธรณ์ภาค 5 เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามบทบัญญัติดังกล่าว เว้นแต่ถ้าผู้พิพากษาคนใดซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิเคราะห์เห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ก็ให้รับฎีกานั้นไว้พิจารณาต่อไป ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ซึ่งคดีนี้เป็นคดีอาญาทั่วไปมิได้มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 216 และมาตรา 221 ซึ่งจำเลยชอบที่จะยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาลชั้นต้นขอให้ผู้พิพากษาคนใดคนหนึ่งซึ่งพิจารณาหรือลงชื่อในคำพิพากษาในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 5 อนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้ คดีนี้ปรากฏว่าจำเลยยื่นคำร้องขออนุญาตฎีกา โดยมิได้ขอให้ผู้พิพากษาศาลล่างทั้งสองดังกล่าวอนุญาตให้ฎีกา คำร้องขออนุญาตฎีกาของจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ศาลชั้นต้นจึงชอบที่จะมีคำสั่งให้ยกคำร้องดังกล่าว ที่จำเลยฎีกาว่า กรณีต้องด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 18 ในชั้นตรวจคำคู่ความ ก่อนที่ศาลจะมีคำสั่งยกคำคู่ความ ต้องคืนคำคู่ความที่ไม่ถูกต้องให้จำเลยกลับไปแก้ไขให้ถูกต้องก่อน หากจำเลยไม่ดำเนินการแก้ไข ศาลจึงมีคำสั่งให้ยกคำคู่ความดังกล่าวได้นั้น เห็นว่า คำร้องขออนุญาตฎีกามิใช่คำฟ้อง คำให้การ หรือคำร้องทั้งหลายที่ยื่นต่อศาลเพื่อตั้งประเด็นระหว่างคู่ความ แต่เป็นคำร้องที่จำเลยต้องดำเนินการตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาบัญญัติให้ถูกต้องเพื่อให้ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามนั้น ซึ่งมีบทบัญญัติไว้โดยเฉพาะแล้ว กรณีมิใช่การตรวจรับคำคู่ความตามที่จำเลยอ้าง ศาลจึงไม่อาจสั่งให้จำเลยแก้ไขในข้อที่มิชอบดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น อนึ่ง ฎีกาของจำเลยที่ยื่นต่อศาลชั้นต้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 เมื่อจำเลยไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง อันต้องห้ามฎีกาดังที่วินิจฉัยมาแล้ว แต่ศาลชั้นต้นยังมิได้สั่งฎีกาดังกล่าว เพื่อมิให้คดีล่าช้า ศาลฎีกาเห็นควรสั่งไม่รับฎีกาของจำเลยโดยไม่จำต้องย้อนสำนวน พิพากษายืน |



