ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ประเด็นการตีความหมิ่นประมาทโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง

คำพิพากษาศาลฎีกา 387/2552, การตีความความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328, เงื่อนไขการได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 329, ข้อจำกัดการฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218, หน้าที่และวิสัยของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในการให้ข้อมูลต่อสาธารณะ, การใช้สิทธิแสดงความคิดเห็นติชมโดยสุจริต, แนววินิจฉัยศาลฎีกาเกี่ยวกับการโต้แย้งดุลพินิจศาลอุทธรณ์, การพิสูจน์ความเสียหายในคดีหมิ่นประมาท, การตีความพยานหลักฐานในคดีอาญา, เกี่ยวกับเสรีภาพการแถลงข่าว

         ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นความรับผิดทางอาญาในความผิดฐานหมิ่นประมาทจากการแถลงข่าวของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอ้างว่าการกระทำของตนเป็นไปเพื่อประโยชน์สาธารณะและเป็นการติชมโดยสุจริตตามมาตรา 329 พร้อมทั้งมีข้อพิพาทเกี่ยวกับการตีความขอบเขตอำนาจของศาลฎีกาในการพิจารณาฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 218 โดยศาลต้องพิจารณาว่าการโต้แย้งของจำเลยเป็นเพียงการขอฟังข้อเท็จจริงใหม่หรือมีลักษณะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่สามารถรับวินิจฉัยได้ ซึ่งเป็นสาระสำคัญต่อการกำหนดขอบเขตการตรวจสอบดุลพินิจศาลล่างในคดีหมิ่นประมาทสาธารณะ

ข้อเท็จจริงของคดี

คดีนี้เกิดจากการที่จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แถลงข่าวต่อสาธารณะว่ามีบุคคล (โจทก์) เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์จำนวนมากจากโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ CDMA โดยจำเลยที่ 1 ทราบดีว่าข้อความดังกล่าวไม่เป็นความจริง แต่ยังคงเผยแพร่ต่อสาธารณะผ่านสื่อมวลชน ซึ่งจำเลยที่ 2 และจำเลยที่ 3 ในฐานะสื่อสิ่งพิมพ์มีส่วนร่วมในการนำเสนอข้อมูลดังกล่าว

โจทก์เห็นว่าการแถลงข่าวเป็นการทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง จึงฟ้องจำเลยทั้งหมดในความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 และให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับ

จำเลยต่อสู้ว่าเป็นการแถลงข่าวเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศชาติ เป็นการวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริตตามมาตรา 329 และเป็นวิสัยหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มิได้มีอคติต่อโจทก์และไม่มีเจตนาหมิ่นประมาท

คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าการแถลงข่าวเป็นการนำเสนอข้อความที่เป็นเท็จและทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย จึงพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตามมาตรา 326 และจำเลยที่ 2 และ 3 มีความผิดตามมาตรา 328 ประกอบ พ.ร.บ. การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท (รอลงอาญาโทษจำคุก) และให้ลงประกาศคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์

คู่ความอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสามมีความผิดตามมาตรา 328 ทั้งหมด เห็นว่าการแถลงข่าวเป็นการโฆษณาใส่ความอันทำให้เสียชื่อเสียง โดยไม่มีหลักฐานข้อเท็จจริงรองรับ และไม่เข้าเงื่อนไขความคุ้มครองตามมาตรา 329 เนื่องจากจำเลยรู้ดีว่าข้อมูลเป็นเท็จ

ประเด็นฎีกา

จำเลยที่ 1 ฎีกาโดยอ้างว่า

1. การแถลงข่าวเป็นการทำตามหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะ

2. มีสิทธิ์ติชมด้วยความเป็นธรรมตามมาตรา 329

3. ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นประมาท

โจทก์และจำเลยที่ 2–3 ก็ฎีกาเช่นกัน โดยศาลชั้นต้นอนุญาตให้เฉพาะจำเลยที่ 2–3 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ขณะพิจารณาฎีกา โจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2–3 ทำให้คดีคงเหลือเฉพาะจำเลยที่ 1

การวินิจฉัยของศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

– ฎีกาของจำเลยที่ 1 มีเนื้อหามุ่งหมายให้ศาลฎีกาฟัง “ข้อเท็จจริงใหม่” เพื่อกลับข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ว่าจำเลยแถลงข่าวโดยรู้อยู่แล้วว่าข้อความเป็นเท็จ

– การฎีกาเพื่อตรวจสอบ “ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์” เป็นเรื่องของ ปัญหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมาย

– ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ห้าม การฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตในกรณีพิเศษ ซึ่งศาลชั้นต้นไม่ได้อนุญาตในส่วนนี้

– ข้ออ้างของจำเลยที่ 1 ไม่ใช่การตีความกฎหมาย แต่เป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามมิให้ฎีกา

ดังนั้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1

หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้

1. การติชมโดยสุจริตตามมาตรา 329 ต้องมีฐานข้อมูลจริง

แม้จะเป็น ส.ส. หรือบุคคลสาธารณะ ก็ต้องแสดงว่า

– การวิจารณ์เป็นไปโดยสุจริต

– มีเหตุผลรองรับ

– ไม่ใช่การเผยแพร่ข้อมูลที่รู้ว่าเป็นเท็จ

2. ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานเป็นเรื่องข้อเท็จจริง

การขอโต้แย้งว่าศาลล่าง “ฟังพยานผิด” ถือเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริง

ไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมาย

3. ศาลฎีกาจะไม่พิจารณาปัญหาข้อเท็จจริงที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ฎีกา

ตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาจะรับวินิจฉัยเฉพาะปัญหาข้อกฎหมายเท่านั้น

4. นักการเมืองไม่ใช่ข้อยกเว้นพิเศษในคดีหมิ่นประมาท

แม้จำเลยจะเป็น ส.ส. แต่สิทธิในการแสดงความคิดเห็นต้องอยู่ในกรอบของความสุจริตตามกฎหมาย

5. ความรับผิดของสื่อเมื่อเผยแพร่ข้อความเท็จ

ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าการโฆษณาเผยแพร่ข้อมูลเท็จทำให้เสียชื่อเสียงเข้าข่ายหมิ่นประมาทตามมาตรา 328

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

– การแสดงความเห็นเพื่อประโยชน์สาธารณะไม่ใช่เกราะป้องกันความผิด หากข้อเท็จจริงที่อ้างไม่มีมูล

– การฎีกาเพื่อกลับข้อเท็จจริงที่ศาลล่างวินิจฉัยไว้ ไม่สามารถทำได้ในคดีอาญา เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ

– สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเมื่อให้ข้อมูลต่อสาธารณะ เพราะอาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลอื่น

– คดีนี้ย้ำหลักว่าเสรีภาพในการวิพากษ์วิจารณ์ต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย และต้องตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ผิดฐานหมิ่นประมาทตามมาตรา 326 และจำเลยที่ 2–3 ผิดตามมาตรา 328 ลงโทษจำคุกและปรับ (รอการลงโทษจำคุก) พร้อมสั่งให้โฆษณาคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์

2. ศาลอุทธรณ์ แก้ให้จำเลยทั้งสามผิดตามมาตรา 328 ทั้งหมด โดยเห็นว่าการแถลงข่าวเป็นการโฆษณาใส่ความ ทำให้เสียชื่อเสียงและไม่เข้าเงื่อนไขความคุ้มครองตามมาตรา 329

3. ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลยที่ 1 เนื่องจากเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามตามมาตรา 218 และโจทก์ได้ถอนฟ้องจำเลยที่ 2–3 คดีจึงยุติเฉพาะจำเลยที่ 1 ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  387/2552

  คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 328 ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่าจำเลยแถลงข่าวเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินอยู่ในทำนองคลองธรรมและเป็นไปในทางสุจริต มีความชอบธรรมที่จะเปิดเผยให้ประชาชนทราบถึงข้อเท็จจริงเพื่อป้องกันส่วนได้เสียเกี่ยวกับตนตามคลองธรรม ตลอดจนแสดงความคิดเห็นติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่มีอคติใดๆ กับโจทก์ จึงมิใช่เป็นการหมิ่นประมาทโจทก์ตาม ป.อ. มาตรา 329 นั้น ฎีกาของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวเป็นการประสงค์ให้ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงใหม่ เพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทโจทก์ ซึ่งเท่ากับเป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ที่ฟังว่าการแถลงข่าวของจำเลยที่ 1 ว่าโจทก์ได้รับผลประโยชน์จำนวนมากจากโครงการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซี.ดี.เอ็ม.เอ ทั้งๆ ที่จำเลยที่ 1 ทราบดีว่าการแถลงข่าวเช่นนั้นเป็นเรื่องไม่จริง โจทก์จะได้รับความเสียหายถือว่าเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงมิใช่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งต้องห้ามมิให้ฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง

โจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสามในความผิดฐานหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติการพิมพ์ พร้อมขอให้โฆษณาคำพิพากษาในหนังสือพิมพ์หลายฉบับเป็นเวลา 15 วัน โดยให้จำเลยออกค่าใช้จ่าย ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยที่ 1 ผิดตามมาตรา 326 ส่วนจำเลยที่ 2–3 ผิดตามมาตรา 328 ลงโทษจำคุก 3 เดือน ปรับ 5,000 บาท แต่ให้รอการลงโทษ และสั่งโฆษณาคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐและมติชน 3 วัน

คู่ความอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้จำเลยทั้งสามผิดตามมาตรา 328 ทั้งหมด ทั้งโจทก์และจำเลยฎีกา โดยอนุญาตให้ฎีกาเฉพาะปัญหาข้อเท็จจริงสำหรับจำเลยที่ 2–3 ระหว่างพิจารณาโจทก์ถอนฟ้องจำเลยที่ 2–3 ศาลฎีกาจึงพิจารณาเฉพาะจำเลยที่ 1

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยที่ 1 เป็นการขอฟังข้อเท็จจริงใหม่เพื่อให้เห็นว่าเป็นการแถลงข่าวโดยสุจริตตามมาตรา 329 แต่ศาลเห็นว่าเป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตามมาตรา 218 และเป็นการโต้แย้งดุลพินิจการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ จึงไม่รับวินิจฉัย

โต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน: หลักกฎหมาย กระบวนการ และข้อจำกัด

การรับฟังและประเมินน้ำหนักพยานหลักฐานเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการพิจารณาคดีในศาลยุติธรรม การที่คู่ความประสงค์จะโต้แย้งว่าศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ “ฟังพยานหลักฐานไม่ถูกต้อง” หรือ “ตีความพยานผิดไปจากข้อเท็จจริง” มักได้รับการหยิบยกขึ้นเป็นฎีกาอย่างแพร่หลาย แต่กฎหมายไทยกำหนดข้อจำกัดไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในคดีอาญาที่หลักความมั่นคงแห่งกระบวนพิจารณาและการใช้ดุลพินิจของศาลเป็นเรื่องสำคัญ บทความนี้มุ่งอธิบายหลักกฎหมายเกี่ยวกับการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน พร้อมยกตัวอย่างแนววินิจฉัยศาลฎีกาเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถูกต้อง

1. ความหมายของการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน

เมื่อคู่ความยื่นฎีกาโดยอ้างว่าศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ “รับฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากพยานหลักฐาน” หรือ “เชื่อพยานฝ่ายตรงข้ามโดยไม่มีน้ำหนัก” นั่นหมายความว่าคู่ความกำลังท้วงติง ดุลพินิจของศาลในการประเมินพยานหลักฐาน เช่น

ศาลเชื่อพยานโจทก์ทั้งที่มีข้อขัดแย้ง

ศาลไม่เชื่อพยานจำเลยทั้งที่มีหลักฐานสนับสนุน

ศาลสรุปข้อเท็จจริงไม่ตรงตามสำนวน

ประเด็นเหล่านี้ ถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมาย และจึงถูกจำกัดอย่างมากในชั้นฎีกา

2. ทำไมการโต้แย้งดุลพินิจจึงยากในชั้นฎีกา

กฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง บัญญัติชัดว่า

“ห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ”

ศาลฎีกามีหน้าที่ตรวจสอบเฉพาะประเด็นกฎหมาย ไม่ใช่กลับไปพิจารณาพยานหลักฐานใหม่อีกครั้ง หากคู่ความพยายามฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกา “ชั่งน้ำหนักพยานใหม่” ศาลจะถือว่าเป็นฎีกาที่ต้องห้ามและไม่รับวินิจฉัย

เหตุผลที่กฎหมายวางกรอบเช่นนี้คือ

1. เพื่อความมั่นคงของกระบวนพิจารณา ศาลไม่ควรต้องพิจารณาพยานซ้ำทุกชั้น

2. ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์เป็นผู้ไต่สวนพยานโดยตรง จึงมีความเหมาะสมที่สุดในการประเมินความน่าเชื่อถือ

3. ชั้นฎีกามุ่งตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

3. เกณฑ์ที่ทำให้ประเด็นเป็น “ปัญหาข้อเท็จจริง”

ศาลฎีกามีแนววินิจฉัยชัดเจนว่าหากฎีกามีลักษณะดังต่อไปนี้ จะถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริง เช่น

ขอให้ศาลเชื่อพยานอีกฝ่าย

โต้แย้งว่าพยานโจทก์ไม่น่าเชื่อ

อ้างว่าศาลล่างฟังข้อเท็จจริงผิดไปจากพยานในสำนวน

ขอนำข้อเท็จจริงใหม่มาเป็นประเด็น

กรณีเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาการตีความบทกฎหมาย แต่เป็นการท้าทายดุลพินิจของศาลล่าง ซึ่งต้องห้าม

4. ตัวอย่างแนวคำพิพากษาศาลฎีกา

มีหลายคำพิพากษาที่ศาลฎีกาตีกรอบไว้อย่างชัดเจน เช่น

– หากจำเลยอ้างว่าการให้สัมภาษณ์หรือแถลงข่าวเป็นการกระทำโดยสุจริตตามมาตรา 329 แต่ศาลล่างวินิจฉัยว่าจำเลยรู้ว่าข้อมูลเป็นเท็จ การฎีกาเพื่อให้ศาลเชื่อว่าตนทำโดยสุจริต ถือเป็นการโต้แย้งข้อเท็จจริง ต้องห้ามฎีกา

– หากศาลอุทธรณ์เชื่อพยานโจทก์ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด แม้จำเลยจะเห็นว่าไม่มีน้ำหนักเพียงพอ แต่การฎีกาเพื่อให้ศาลฎีกาประเมินน้ำหนักพยานใหม่ย่อมไม่ได้

กล่าวได้ว่าแนวทางศาลฎีกามีความสม่ำเสมอ คือให้ความเคารพต่อดุลพินิจศาลล่างในการชั่งน้ำหนักพยาน

5. ข้อยกเว้นที่สามารถฎีกาได้

แม้โดยหลักจะห้าม แต่มีข้อยกเว้นบางประการ เช่น

1. ได้รับอนุญาตให้ฎีกาในข้อเท็จจริงโดยชัดแจ้ง

2. ศาลล่างวินิจฉัยผิดจากสำนวนเห็นได้ชัด เช่น ตีความพยานคลาดเคลื่อนอย่างร้ายแรง

3. มีการฝ่าฝืนหลักพิจารณาคดีอย่างสำคัญ เช่น ไม่อนุญาตให้จำเลยนำสืบพยานที่จำเป็น

แต่ต้องเป็นกรณีที่ มีผลกระทบต่อกระบวนพิจารณาอย่างแท้จริง เท่านั้น

6. ความสำคัญของหลักการนี้ต่อกระบวนยุติธรรม

หลักห้ามโต้แย้งดุลพินิจในชั้นฎีกามีความสำคัญ เพราะ

ทำให้กระบวนพิจารณามีจุดยุติ

ป้องกันไม่ให้ฎีกากลายเป็น “การพิจารณาคดีรอบสาม”

ทำให้ศาลฎีกาใช้เวลาไปกับการวางบรรทัดฐานทางกฎหมาย

ส่งเสริมความน่าเชื่อถือของระบบศาลไทย

หากไม่มีกฎเกณฑ์นี้ คดีจำนวนมากจะถูกฎีกาโดยหวังให้ศาลพิจารณาพยานอีกครั้ง ทำให้กระบวนยุติธรรมล่าช้าอย่างมาก

7. บทสรุป

การโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานเป็นเรื่องที่คู่ความมักหยิบยก แต่ต้องเข้าใจว่ากฎหมายจำกัดไว้อย่างชัดเจนว่าเป็น “ปัญหาข้อเท็จจริง” ซึ่งโดยทั่วไปห้ามฎีกาในคดีอาญา เว้นแต่เข้าเงื่อนไขเฉพาะหรือได้รับอนุญาต การรู้จักแยกแยะระหว่างปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายจึงเป็นทักษะสำคัญของผู้ประกอบวิชาชีพกฎหมาย เพื่อให้การอุทธรณ์และฎีกาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและอยู่ในกรอบอำนาจของศาล

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. การโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน คืออะไร

การโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐาน คือ การที่คู่ความท้วงติงหรือโต้แย้งว่าศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์รับฟังพยานหลักฐานผิดไปจากข้อเท็จจริง หรือชั่งน้ำหนักพยานไม่เหมาะสม เช่น เชื่อพยานโจทก์ทั้งที่มีข้อขัดแย้ง หรือไม่เชื่อพยานจำเลยทั้งที่มีหลักฐานสนับสนุน การโต้แย้งลักษณะนี้เป็นการโจมตีการใช้ดุลพินิจของศาลในการประเมินความน่าเชื่อถือและน้ำหนักแห่งพยานหลักฐาน ซึ่งโดยหลักถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ไม่ใช่ปัญหาข้อกฎหมาย

2. เหตุใดการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานจึงมักต้องห้ามในชั้นฎีกา

ในคดีอาญา ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญากำหนดหลักโดยสรุปว่าห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นแต่ศาลอนุญาต การโต้แย้งดุลพินิจของศาลล่างเกี่ยวกับน้ำหนักพยานและข้อเท็จจริงจึงถือเป็นฎีกาที่ต้องห้าม ศาลฎีกาจะมุ่งเน้นพิจารณาเฉพาะปัญหาข้อกฎหมาย เช่น การใช้บทกฎหมายผิด การตีความบทกฎหมายคลาดเคลื่อน หรือการฝ่าฝืนหลักกระบวนวิธีที่มีผลกระทบต่อความยุติธรรม ไม่ใช่กลับไปชั่งน้ำหนักพยานใหม่แทนศาลล่าง

3. จะแยกอย่างไรว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริงหรือปัญหาข้อกฎหมายในการโต้แย้งพยานหลักฐาน

หากคู่ความโต้แย้งว่า ศาลเชื่อพยานผิด เชื่อพยานฝ่ายหนึ่งมากเกินไป ไม่ควรเชื่อพยานบางปาก หรือขอฟังข้อเท็จจริงใหม่ กรณีดังกล่าวถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริง แต่หากโต้แย้งว่าศาลใช้บทกฎหมายผิด ไม่เปิดโอกาสให้คู่ความนำสืบพยานที่จำเป็น ปฏิเสธพยานโดยไม่มีกฎหมายรองรับ หรือละเมิดกระบวนวิธีอันมีผลกระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดี กรณีเช่นนี้ถือเป็นปัญหาข้อกฎหมายซึ่งสามารถยกเป็นประเด็นให้อุทธรณ์หรือฎีกาได้

4. มีกรณีใดบ้างที่สามารถโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานในชั้นศาลสูงได้

แม้หลักทั่วไปจะห้ามโต้แย้งดุลพินิจเกี่ยวกับน้ำหนักพยานในชั้นฎีกา แต่ยังมีบางกรณีที่สามารถยกเป็นประเด็นได้ เช่น กรณีที่ศาลล่างไม่อนุญาตให้จำเลยนำสืบพยานสำคัญโดยไม่มีเหตุอันสมควร ปฏิเสธพยานเอกสารที่มีผลต่อสาระคดี ไม่เปิดโอกาสให้ซักค้านพยาน หรือรับฟังพยานที่ได้มาโดยฝ่าฝืนกฎหมาย กรณีเหล่านี้ถือเป็นความบกพร่องในกระบวนวิธีพิจารณา ซึ่งเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลอุทธรณ์หรือศาลฎีกาต้องตรวจสอบและอาจเพิกถอนคำพิพากษาได้

5. บทบาทของศาลฎีกาในการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจรับฟังพยานหลักฐานของศาลล่างเป็นอย่างไร

บทบาทหลักของศาลฎีกาไม่ใช่การประเมินน้ำหนักพยานใหม่ แต่เป็นการตรวจสอบว่าศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจบนพื้นฐานของกฎหมาย หลักเหตุผล และหลักนิติธรรมอย่างชอบธรรม ศาลฎีกาจะพิจารณาว่ามีการฝ่าฝืนขั้นตอนพิจารณาคดีที่กระทบสิทธิของคู่ความหรือไม่ มีการใช้บทกฎหมายผิดหรือไม่ หรือมีการวินิจฉัยที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของกฎหมายหรือหลักความยุติธรรมโดยชัดแจ้ง หากพบว่าดุลพินิจถูกใช้โดยไม่ชอบ ศาลฎีกาสามารถเพิกถอนหรือแก้ไขคำพิพากษาศาลล่างได้

6. คู่ความและทนายความควรวางกลยุทธ์อย่างไรเมื่อจะโต้แย้งเรื่องพยานหลักฐานในชั้นศาลสูง

คู่ความและทนายความควรหลีกเลี่ยงการฎีกาโดยมุ่งหวังให้ศาลสูงประเมินน้ำหนักพยานใหม่ เพราะมักถูกมองว่าเป็นปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้าม ควรมุ่งเน้นยกประเด็นที่เป็นข้อกฎหมายแท้จริง เช่น การใช้บทกฎหมายไม่ถูกต้อง การตีความมาตรากฎหมายคลาดเคลื่อน หรือการฝ่าฝืนหลักกระบวนวิธีที่ทำให้ไม่ได้รับการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม การวางประเด็นให้ชัดว่าเป็นข้อกฎหมายจะเพิ่มโอกาสที่ศาลสูงจะรับวินิจฉัยและคุ้มครองสิทธิของคู่ความได้อย่างมีประสิทธิภาพ




เกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญา

การนับโทษจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุดและข้อจำกัดมาตรา 190(ฎีกา 322/2567)
คดีไม่ไปรายงานตัวทหาร ศาลฎีกายกฟ้องแม้จำเลยรับสารภาพเหตุไร้เจตนา(ฎีกาที่ 532/2567)
อำนาจฟ้องละเมิดกรณีเพลิงไหม้จากงานรัฐ(ฎีกา 613/2567)
สิทธิผู้เสียหายในคดีทรัพย์มรดกและการเข้าร่วมเป็นโจทก์ร่วม(ฎีกา 633/2567)
คดีแข่งรถในทาง การห้ามฎีกาข้อเท็จจริง(ฎีกาที่ 781/2567)
ยอมความคดีแพ่งไม่ทำให้คดีอาญาระงับ,ป.วิ.อ. ม.39(2), (ฎีกา 3681/2568)
คดีองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ & โรแมนซ์สแกม (ฎีกา 1207/2567)
สิทธิคดีอาญาระงับ, สิทธิคดีแพ่งหลังจำเลยถึงแก่ความตาย (ฎีกา 2232/2567)
ฟ้องต่างข้อเท็จจริงสาระสำคัญ ยกฟ้องจำเลยฐานยักยอก,ป.วิ.อ. มาตรา 158, (ฎีกา 2427/2567)
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)-ฎีกา 6820/2567
คดีอั้งยี่ & สมคบก่อการร้าย (พยานหลักฐาน)ป.วิ.อ. มาตรา 84 (ฎีกา 6820/2567)
(ฎีกา 324/2568) สิทธิฟ้อง, โจทก์ร่วม, อุบัติเหตุจราจร
(ฎีกาที่ 3462/2567): อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการในคดีทุจริตและฟอกเงิน
(ฎีกาที่ 3672/2567): การทำร้ายร่างกายและการตีความการเพิ่มโทษในชั้นอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4136/2567: คดีฆ่าผู้อื่นโดยใช้อาวุธปืน และประเด็นความชอบด้วยกฎหมายในคดีส่วนแพ่ง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4149/2567 การลักทรัพย์นายจ้างหลายกรรม และการวินิจฉัยความชอบด้วยกฎหมายของฟ้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4317/2567: คดีลักทรัพย์-ขาดเจตนาทุจริต แต่ยังมีหน้าที่คืนทรัพย์หรือใช้ราคาแทน
ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา – ความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยานกับบทบาทของพนักงานสอบสวน(ฎีกาที่ 8082/2567)
อำนาจฟ้องในคดีอาญาเมื่อสอบสวนโดยตำรวจผิดพื้นที่: วิเคราะห์คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 345/2568
การถอนฟ้องคดีอาญาแผ่นดิน, ความผิดฐานฟ้องเท็จ, มูลหนี้ขัดต่อความสงบเรียบร้อย
โจทก์ร่วมในคดีอาญา, การใช้สิทธิผู้เสียหายแทนโจทก์ร่วมเดิม, การสืบสิทธิในคดีอาญา,
แก้ไขฟ้องคดีอาญา ป.วิ.อ. มาตรา 163, อำนาจพนักงานอัยการในคดีทุจริต, บทบาทอัยการสูงสุดตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการ(ฎีกา5234/2566)
ศาลลงโทษปรับต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด, อุทธรณ์คำพิพากษา, ขอให้เพิ่มโทษ,
อำนาจฟ้อง, คู่ความในคดี, ข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย,
การพิจารณาคดีไต่สวนมูลฟ้อง, คำสั่งศาลที่เด็ดขาด,
ถ้อยคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดห้ามมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจพนักงานสอบสวน & ฎีกาต้องห้ามข้อเท็จจริงคดีอาวุธปืน (ฎีกา 1016/2567)
บันดาลโทสะลดโทษคดีทำร้ายร่างกาย & อำนาจศาลอุทธรณ์ต้องวินิจฉัย (ฎีกา 1109/2567)
ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอค่าสินไหมทดแทนตาม มาตรา 44/1(ฎีกาที่ 4687/2566)
ฎีกาขอให้ลดมาตราส่วนโทษเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงต้องห้าม
แก้ไขโทษของความผิดถือว่าเป็นการแก้ไขเล็กน้อยห้ามฎีกา
ต้องห้ามอุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
อำนาจสอบสวนของกองปราบปราม
คำให้การชั้นสอบสวนแทนการสืบพยานในชั้นพิจารณา
ลดมาตราส่วนโทษในความผิดต้องห้ามฎีกา
ฟ้องไม่ครบองค์ประกอบความผิด
คำรับสารภาพมิให้รับฟังเป็นพยานหลักฐาน
อำนาจฟ้องในข้อหาความผิดตามมาตรา 157
พยานหลักฐานชนิดที่เกิดขึ้นโดยไม่ชอบ
การกระทำหลายอย่างแต่ละอย่างเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง
ฟ้องร้องคดีในลักษณะสมยอมสิทธินำคดีอาญามาฟ้องไม่ระงับ
ผู้เสียหายไม่มาเบิกความเป็นพยานในศาล
ผู้แทนโดยชอบธรรมมีผลประโยชน์ขัดกันกับผู้เสียหาย(บุตร)
ความรับผิดในทางแพ่ง-ผู้เสียหายโดยนิตินัย
การบรรยายฟ้องที่ขาดองค์ประกอบความผิด
กรณีไม่ปรากฏลายมือชื่อผู้เรียง-พิมพ์คำฟ้องโจทก์
คดีราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญายื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายค้นได้
ศาลชั้นต้นยกอายุความมายกคำร้อง ม.44/1 ไม่ชอบ
ชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
คดีแพ่งที่เกี่ยวเนื่องกับคดีอาญา | เรียกค่าเสียหาย
นายแพทย์กระทำอนาจารคนไข้อายุกว่า 15 ปี จำคุก 3 ปี ปรับ 20,000 บาท
จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่แทนการยื่นอุทธรณ์
ผู้ต้องหายื่นคำร้องขอให้เพิกถอนหมายจับ ยกคำร้อง ผู้ต้องหาอุทธรณ์
โจทก์ขอให้ลงโทษตามกฎหมายเดิมซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว
หลอกลวงผู้เสียหายให้ขายดาวน์รถยนต์
ผู้เช่าซื้อมีอำนาจแจ้งความดำเนินคดีฐานยักยอกได้
ไม่มีเจตนาเล่นการพนันด้วยจึงเป็นผู้เสียหายโดยนิตินัย
บุคคลล้มละลายมีอำนาจฟ้องคดีอาญา
พนักงานสอบสวนมิได้ขอฝากขังต่อศาลภายในกำหนด
ไม่ได้บรรยายฟ้องว่ากระทำโดยพลาด
ฟ้องคดีสมยอมสิทธิฟ้องคดีอาญาไม่ระงับ
ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย
แก้ไขคำพิพากษาที่อ่านแล้ว
จำคุกไม่เกิน5ปีห้ามคู่ความฎีกาข้อเท็จจริง
ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์
จำเลยให้การรับสารภาพแต่ศาลอุทธรณ์ศาลฎีกายกฟ้อง
ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวเป็นคำสั่งระหว่างพิจารณาห้ามอุทธรณ์
การกระทำอันเป็นความผิดรวมอยู่ในฟ้อง
ฟ้องที่บรรยายไม่ครบองค์ประกอบของความผิด
พิพากษาถึงข้อเท็จจริงที่มิได้กล่าวในฟ้อง
เพื่อการอนาจารเป็นเจตนาพิเศษ | การบรรยายฟ้อง
ของกลางที่พนักงานสอบสวนยึดไว้ | คดีถึงที่สุด
ไม่สามารถนำผู้เสียหายมาเบิกความต่อศาล
ห้ามมิให้ศาลรับฟังพยานบอกเล่า
คำสั่งเกี่ยวกับการปล่อยตัวชั่วคราวห้ามอุทธรณ์
มิได้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกระบวนพิจารณา
อำนาจพิพากษาตลอดไปถึงจำเลยที่มิได้อุทธรณ์-ฎีกา
ฎีกาไม่ได้โต้แย้งคัดค้านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์-ฎีกาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ฟ้องที่ขาดข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบของความผิด
สิทธินำคดีอาญามาฟ้องย่อมระงับไป
คดีขาดอายุความจึงชอบที่ศาลจะยกฟ้อง
คดีถึงที่สุดเมื่อครบกำหนดยื่นฎีกา
การพิจารณาคดีลับหลังจำเลย
ต้องห้ามฎีกาเพราะไม่ได้อุทธรณ์ไว้
ขออนุญาตฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
แก้ไขเล็กน้อย-จำคุกไม่เกินห้าปีห้ามฎีกา
กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท
เป็นความผิดกรรมเดียวหรือหลายกรรม
โจทก์ฟ้องผิดวันจำเลยหลงต่อสู้