
| อำนาจพนักงานสอบสวน & ฎีกาต้องห้ามข้อเท็จจริงคดีอาวุธปืน (ฎีกา 1016/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นอำนาจของพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุ และการยกปัญหาว่าเจ้าหน้าที่ผู้สรุปสำนวนมิใช่หัวหน้าพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 ส่งผลให้จำเลยอ้างว่าอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าประเด็นดังกล่าวเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย ซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง จึงไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายืนลงโทษจำเลยตามกฎหมายอาวุธปืน พร้อมเพิ่มโทษฐานกระทำผิดซ้ำตามมาตรา 92 แห่งประมวลกฎหมายอาญา ข้อเท็จจริง โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยในความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 มาตรา 4, 7, 72 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 ขอริบอาวุธกลาง และเพิ่มโทษฐานเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดตาม มาตรา 92 ป.อาญา จำเลยรับสารภาพในชั้นศาลยอมรับว่าเป็นบุคคลเดียวกับผู้กระทำผิดในคดีก่อน จึงต้องเพิ่มโทษหนึ่งในสาม ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุก 1 ปี เพิ่มโทษตาม ม.92 เป็น 1 ปี 4 เดือน จากนั้นลดโทษกึ่งหนึ่งตาม ม.78 เนื่องจากรับสารภาพ เหลือจำคุก 8 เดือน และสั่งริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์และฎีกา อ้างว่าพนักงานสอบสวนผู้ทำสำนวนไม่ใช่หัวหน้าพนักงานสอบสวนตาม ม.18 ป.วิ.อ. จึงทำให้การสอบสวนไม่ชอบ และอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม ม.120 ป.วิ.อ. ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่ การฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้าม ตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นแก่นหลักที่ทำให้ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัยฎีกา ของจำเลย ✅ มาตรากฎหมายที่เป็นหัวใจของคดีนี้ • มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษไม่เกิน 1 ปี → จำเลยพยายามอ้างเรื่องอำนาจสอบสวน แต่เป็นข้อเท็จจริง จึงฎีกาไม่ได้ ✅ ปรเด็นสำคัญที่สุดของคดี แก่นประเด็นพร้อมคำอธิบายสั้น ๆ ชัดเจน 1. ฎีกาต้องห้ามในปัญหาข้อเท็จจริง กฎหมายห้ามยกข้อเท็จจริงขึ้นฎีกาเมื่อโทษไม่เกิน 1 ปี แม้อ้างเป็นข้อกฎหมายแต่เนื้อแท้ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงก่อนจึงถือว่าต้องห้าม 2. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. มาตรานี้เป็นจุดตัดสินคดี ศาลฎีกาไม่อาจวินิจฉัย หากคดีอยู่ในข่ายต้องห้ามฎีกาข้อเท็จจริง 3. อำนาจพนักงานสอบสวน (มาตรา 18 ป.วิ.อ.) จำเลยโต้ว่าเจ้าหน้าที่สอบสวนไม่ใช่หัวหน้าพนักงานสอบสวนตามกฎหมาย → แต่ประเด็นนี้เป็น “ข้อเท็จจริง” ไม่ใช่ข้อกฎหมายแท้ 4. อำนาจฟ้องของพนักงานอัยการ (มาตรา 120 และ 140 ป.วิ.อ.) จำเลยอ้างว่าการสอบสวนไม่ชอบทำให้อัยการไม่มีอำนาจฟ้อง → ศาลชี้เป็นการโต้ข้อเท็จจริงจึงไม่รับพิจารณา 5. คดีอาวุธปืน + ลดโทษ/เพิ่มโทษ (มาตรา 78, 92 ป.อาญา) จำเลยรับสารภาพและเคยต้องโทษมาก่อน → ศาลเพิ่มโทษตาม ม.92 แล้วลดครึ่งหนึ่งตาม ม.78 🎯 สรุปสาระสำคัญ คดีนี้ย้ำหลักว่า “แม้จำเลยจะพยายามยกข้อกฎหมาย แต่หากต้องอาศัยข้อเท็จจริงเป็นฐาน ศาลฎีกาจะไม่รับพิจารณา เมื่อเป็นคดีที่โทษไม่เกิน 1 ปีตาม ม.218 ป.วิ.อ.” จุดสำคัญไม่ใช่คดีอาวุธปืน แต่คือ ขอบเขตการฎีกาและดุลพินิจศาลในการรับฎีกา คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลพิเคราะห์ว่า การโต้แย้งว่า “พนักงานสอบสวนคนใดมีอำนาจทำสำนวนและเสนอความเห็นตาม ม.140 ป.วิ.อ.” เป็นข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย และเมื่อศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี คดีนี้จึงเป็นคดีที่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามมาตรา 218 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยประเด็นอำนาจสอบสวน และพิพากษายืนให้จำคุกจำเลย 8 เดือนตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ พร้อมริบของกลาง วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย 1. ฎีกาต้องห้ามในปัญหาข้อเท็จจริง – มาตรา 218 ป.วิ.อ. เมื่อคดีลงโทษไม่เกิน 1 ปี การฎีกาเรื่องข้อเท็จจริงจะต้องห้าม แม้ยกมาในรูปข้อกฎหมายแต่มีสภาพเป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน จึงไม่รับฟัง 2. อำนาจพนักงานสอบสวน – มาตรา 18 และ 140 ป.วิ.อ. การถกเถียงว่าใครเป็นผู้มีอำนาจสรุปสำนวนอยู่ในเนื้อหาข้อเท็จจริงของกระบวนการสอบสวน ไม่ใช่ข้อกฎหมายล้วน 3. อำนาจฟ้องของอัยการ – มาตรา 120 ป.วิ.อ. เมื่อไม่มีเหตุให้กระบวนสอบสวนเป็นโมฆะ อัยการย่อมมีอำนาจฟ้อง 4. การรับสารภาพและการลดโทษ – มาตรา 78 ป.อาญา ศาลใช้เหตุรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง 5. การเพิ่มโทษผู้กระทำผิดซ้ำ – มาตรา 92 ป.อาญา จำเลยเป็นผู้ต้องโทษมาก่อน ศาลเพิ่มโทษตามบทบัญญัติ IRAC วิเคราะห์แบบ Issue (ประเด็นปัญหา) จำเลยมีสิทธิยกประเด็นอำนาจพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุและอำนาจของอัยการในการฟ้องเป็นข้อกฎหมายต่อศาลฎีกาหรือไม่ เมื่อคำพิพากษาลงโทษไม่เกิน 1 ปี? Rule (กฎหมายที่ใช้บังคับ) ป.วิ.อ. มาตรา 18 วรรคท้าย (ผู้มีอำนาจสอบสวน) ป.วิ.อ. มาตรา 120 (อำนาจอัยการฟ้อง) ป.วิ.อ. มาตรา 140 (ส่งความเห็นสั่งฟ้อง) ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง (ฎีกาต้องห้ามข้อเท็จจริง) ป.อาญา มาตรา 78, 92 และ พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ มาตรา 4, 7, 72 Application (การปรับใช้กฎหมายกับคดี) ประเด็นว่าพนักงานสอบสวนคนใดเป็นผู้มีอำนาจ ภายใต้ ม.18 และกระบวนทำสำนวน ม.140 เป็นการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่ใช่ข้อกฎหมายล้วน เมื่อโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ม.218 วรรคหนึ่ง Conclusion (ข้อสรุป) ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยฎีกาของจำเลย และพิพากษายืนโทษจำคุก 8 เดือน พร้อมสั่งริบของกลาง ข้อคิดทางกฎหมาย • คดีลงโทษไม่เกิน 1 ปี ไม่อาจฎีกาข้อเท็จจริง แม้สวมรูปเป็นข้อกฎหมาย • การโต้เถียงเรื่องอำนาจพนักงานสอบสวนโดยอ้าง ม.18 และ ม.140 หากต้องตรวจสอบข้อเท็จจริง ถือเป็นฎีกาต้องห้าม • การรับสารภาพช่วยลดโทษได้กึ่งหนึ่ง • ผู้กระทำผิดซ้ำต้องระวังบทเพิ่มโทษ มาตรา 92 ป.อาญา แนวคำถาม - ธงคำตอบ ✅ ประเด็นคำถามที่ 1 ในคดีอาญาซึ่งศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลย 8 เดือน โดยจำเลยฎีกาโต้แย้งว่าเจ้าหน้าที่สอบสวนผู้ทำสำนวนไม่ได้เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 และอ้างว่าการสอบสวนจึงไม่ชอบทำให้อัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม มาตรา 120 ป.วิ.อ. ประเด็นข้อโต้แย้งดังกล่าวจำเลยสามารถนำขึ้นฎีกาได้หรือไม่ และศาลฎีกาควรวินิจฉัยอย่างไร? ✅ คำตอบ ประเด็นที่จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า พนักงานสอบสวนผู้จัดทำสำนวนไม่ใช่หัวหน้าพนักงานสอบสวนในท้องที่ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 และจึงทำให้การสอบสวนไม่ชอบ ส่งผลให้อัยการไม่มีอำนาจฟ้องตาม มาตรา 120 นั้น เป็นการโต้เถียงเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่ว่าเจ้าหน้าที่รายใดเป็นผู้มีอำนาจสรุปสำนวนและส่งความเห็นควรสั่งฟ้องตาม ม.140 ซึ่งต้องอาศัยการพิจารณาข้อเท็จจริงก่อนว่าเจ้าหน้าที่คนใดทำหน้าที่สอบสวนและสรุปสำนวนจริงหรือไม่ แม้จำเลยจะอ้างเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่ลักษณะของฎีกาดังกล่าวเป็น ฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งเมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี คดีย่อมอยู่ในบังคับของ ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่บัญญัติว่า “ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงในคดีที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี” ดังนั้น เมื่อฎีกาของจำเลยต้องอาศัยพิจารณาข้อเท็จจริงก่อน จึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตาม ม.218 วรรคหนึ่ง ศาลฎีกาย่อมไม่รับพิจารณา และต้องพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่พิพากษายืนโทษจำคุก 8 เดือนและริบของกลางตามกฎหมายอาวุธปืน สรุป: จำเลยไม่อาจฎีกาประเด็นดังกล่าวได้ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย และพิพากษายืน ✅ ประเด็นคำถามที่ 2 ในกรณีที่จำเลยถูกฟ้องคดีอาวุธปืนตาม พ.ร.บ.อาวุธปืนฯ และรับสารภาพ โดยศาลลงโทษจำคุก 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน และลดโทษกึ่งหนึ่งตาม มาตรา 78 เหลือจำคุก 8 เดือน จำเลยจะอุทธรณ์หรือฎีกาในประเด็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับอำนาจสอบสวนได้หรือไม่ เมื่อคดีเป็นคดีที่ลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และเหตุผลทางกฎหมายคืออะไร? ✅ คำตอบ ข้อเท็จจริงฟ้องสำคัญคือจำเลยกระทำผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และศาลปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยเคยต้องโทษมาก่อน จึงต้องเพิ่มโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ก่อนที่จะใช้เหตุรับสารภาพเพื่อลดโทษตาม มาตรา 78 ลงกึ่งหนึ่ง เหลือจำคุก 8 เดือน พร้อมริบของกลาง เมื่อโทษจำคุกที่พิพากษา ไม่เกิน 1 ปี การฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงจึงถูกจำกัดโดย ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นบทบัญญัติคุ้มครองศาลฎีกาไม่ให้รับฎีกาที่เป็นข้อเท็จจริงในคดีมูลโทษเล็กน้อยเพื่อมิให้เกิดความล่าช้าในกระบวนการยุติธรรม แม้จำเลยจะโต้แย้งเรื่องอำนาจของพนักงานสอบสวนตาม มาตรา 18 และอำนาจฟ้องของอัยการตาม มาตรา 120 แต่ประเด็นดังกล่าวเป็น “ข้อเท็จจริงทางพฤติการณ์” ที่ต้องสืบให้ได้ก่อนว่ามีเจ้าหน้าที่ใดสอบสวนจริง จึงเป็น ข้อเท็จจริงแฝงที่นำไปสู่ข้อกฎหมาย ซึ่งยังคงต้องห้ามฎีกาตามบทบัญญัติข้างต้น ดังนั้น ศาลฎีกาชอบแล้วที่ไม่รับวินิจฉัยและพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ผลทางกฎหมาย: จำเลยไม่อาจใช้ช่องทางฎีกาเพื่อโต้แย้งข้อเท็จจริงในกระบวนพนักงานสอบสวนในคดีที่ลงโทษไม่เกิน 1 ปี ศาลฎีกาจึงไม่รับฎีกา ✨ สรุปสาระเด่นของทั้งสองคำถาม • แก่นคดี: ฎีกาต้องห้ามในข้อเท็จจริงตาม ม.218 วรรคหนึ่ง ป.วิ.อ. • ประเด็นอำนาจสอบสวนตาม ม.18 ป.วิ.อ. → เป็น “ข้อเท็จจริง” • โทษสุดท้ายไม่เกิน 1 ปี → ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง • จำเลยต้องรับโทษตาม ม.92 และลดกึ่งหนึ่งตาม ม.78 • ศาลฎีกาไม่รับฎีกาและพิพากษายืน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1016/2567 จำเลยฎีกาโต้เถียงว่าพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุคนใดจะเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องส่งไปพร้อมกับสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 140 เป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นการฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 72 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 92 ริบอาวุธปืนของกลาง และเพิ่มโทษจำเลยหนึ่งในสามตามกฎหมาย จำเลยให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้เพิ่มโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 วรรคหนึ่ง จำคุก 1 ปี เพิ่มโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุก 1 ปี 4 เดือน จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 เดือน ริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นซึ่งลงโทษจำคุกจำเลย 8 เดือน คดีจึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า ในเขตท้องที่สถานีตำรวจภูธรระเบาะไผ่ที่เกิดเหตุมีพนักงานสอบสวนหลายคน แต่ตามคำร้องขอฝากขังคดีนี้พนักงานสอบสอบสวนมิใช่พนักงานสอบสวนผู้เป็นหัวหน้าในท้องที่นั้น หรือผู้รักษาราชการแทน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 18 วรรคท้าย การสอบสวนจึงไม่ชอบ ตามมาตรา 140 พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้องตามมาตรา 120 นั้น เห็นว่า ปัญหาตามฎีกาของจำเลยดังกล่าวเป็นการโต้เถียงว่าพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุคนใดจะเป็นพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบมีอำนาจสรุปสำนวนและทำความเห็นควรสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้อง ส่งไปพร้อมกับสำนวนเพื่อให้พนักงานอัยการพิจารณาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 140 เป็นฎีกาปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ฎีกาของจำเลยจึงเป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยในข้อนี้จึงเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย พิพากษายกฎีกาของจำเลย คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1480/2538 — “ยกฎีกาเมื่อเป็นปัญหาข้อเท็จจริงตาม ม.218” คดีนี้โจทก์ฟ้องความผิดฐานลักทรัพย์หลายบท จำเลยที่ 1 ยื่นฎีกาโต้ว่า การกระทำของตน “เพียงเดินนำหน้ารถยกโฟล์คลิฟต์” ไม่ได้ลงมือช่วยขนย้ายของกลาง จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิด ขอให้ศาลรับฎีกาในปัญหาข้อกฎหมาย อย่างไรก็ดี ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน เมื่อพิจารณาเนื้อฎีกาของจำเลยโดยแท้แล้วเป็นการ “คัดค้านข้อเท็จจริงและดุลพินิจการชั่งน้ำหนักพยาน” ของศาลล่าง (ว่าศาลควรเชื่อข้อเท็จจริงใด) อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ต้องห้ามตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ศาลจึงไม่รับฎีกา ประเด็นสำคัญของคดีนี้คือ แม้ผู้ฎีกาจะยืนกรานว่าเป็น “ข้อกฎหมาย” แต่หากสาระที่แท้เป็นการขอให้ศาลฎีกาพิจารณาข้อเท็จจริงใหม่ ก็เข้าหลักต้องห้าม และศาลฎีกาไม่มีอำนาจตรวจชั่งน้ำหนักพยานซ้ำอีกชั้นหนึ่งในคดีที่มีเกณฑ์โทษตาม ม.218 ครบเงื่อนไข การวินิจฉัยยืนยันแนวทางเดียวกับคดี 1016/2567 ว่า “การสวมรูปข้อกฎหมายแต่แก่นเป็นข้อเท็จจริง” ยังคงต้องห้ามฎีกาอยู่ดี จึงเป็นแนวคำพิพากษาที่ใช้เทียบเคียงได้ชัดเจนในมิติของขอบเขตการฎีกาในคดีอาญาโทษไม่สูงมากและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนแล้ว. 2) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 304/2511 — “คัดค้านความน่าเชื่อถือพยาน = ข้อเท็จจริง ต้องห้าม” จำเลยฎีกาว่าศาลล่าง “ควรเชื่อ/ไม่เชื่อ” พยานหลักฐานบางประการ ซึ่งเป็นการยิงตรงไปที่แก่นของข้อเท็จจริงในสำนวน คดีนี้ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนลงโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ศาลฎีกาจึงย้ำหลัก มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ว่า “ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง” ต้องห้าม เมื่อศาลอุทธรณ์พิพากษายืนในคดีที่เข้าเกณฑ์ โดยเฉพาะฎีกาประเภทที่โต้แย้งความน่าเชื่อถือของประจักษ์พยาน พยานแวดล้อม หรือดุลพินิจการชั่งน้ำหนักพยานของศาลล่าง ศาลฎีกาจะไม่ก้าวล่วงเข้าไปพิจารณาใหม่ การย้ำหลักนี้ทำให้ผู้ศึกษาเห็นขอบเขตอำนาจตรวจของศาลฎีกาชัดขึ้นว่า เรื่องใดคือข้อกฎหมายแท้ (เช่น การตีความบทบัญญัติ/หลักกฎหมายล้วน) และเรื่องใดคือข้อเท็จจริง (เช่น ใครทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร น่าเชื่อเพียงใด) ซึ่งกรณีหลังเมื่อเข้าเงื่อนไข ม.218 แล้ว ย่อม “ต้องห้าม” แม้จะประดับถ้อยคำให้เป็น “ประเด็นกฎหมาย” ก็ตาม แนววินิจฉัยนี้วางรากฐานร่วมกับคดี 1016/2567 ว่าศาลฎีกาจะกันพื้นที่พิจารณาเฉพาะข้อกฎหมายจริง ๆ ในคดีโทษไม่สูงและศาลอุทธรณ์พิพากษายืน. 3) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1704/2518 — “หลายกระทง โทษแต่ละกระทงไม่เกินเกณฑ์ ก็ห้ามฎีกาข้อเท็จจริง” ประเด็นในคดีนี้คือ เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ “เรียงกระทงลงโทษ” โดยแต่ละกระทงมีโทษจำคุกไม่เกินเกณฑ์ตาม ม.218 วรรคหนึ่ง ผลของบทบัญญัติคือ “ห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง” เช่นเดียวกัน ศาลฎีกาจึงไม่รับพิจารณาเนื้อหาที่จะต้องตรวจข้อเท็จจริงซ้ำอีก การย้ำว่า “พิจารณาเป็นรายกระทง” มีนัยสำคัญต่อการยกร่างฎีกาในคดีที่มีหลายกระทง ผู้ศึกษาเห็นภาพว่าต่อให้รวมคดีแล้วภาพรวมโทษดู “มาก” แต่หากเกณฑ์การพิจารณาอยู่ที่ “แต่ละกระทง” และยังกดอยู่ใต้เพดาน ม.218 ผลคือคู่ความไม่สามารถเปิดประตูข้อเท็จจริงในศาลฎีกาได้อยู่ดี หลักนี้ช่วยให้เทียบคดี 1016/2567 ได้ว่า ข้อเท็จจริงที่ต้องสืบก่อน (เช่น ใครเป็นผู้มีอำนาจสรุปสำนวน ฯลฯ) แม้พยายามสวมรูปข้อกฎหมายก็ยังเข้าเงื่อนไขห้ามฎีกาเมื่อโทษท้ายคำพิพากษาไม่เกินเกณฑ์และศาลอุทธรณ์พิพากษายืน. 4) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6142/2548 — “อำนาจพนักงานสอบสวนตาม ม.18: ข้อเท็จจริงเรื่องเขตอำนาจ” แก่นคดีคือข้อพิพาทเรื่อง “เขตอำนาจสอบสวน” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 18 ว่าพนักงานสอบสวนในท้องที่ใดมีอำนาจ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่าเจ้าพนักงานจับกุมพบเหตุในเขตหนึ่งและดำเนินการสอบสวนในเขตนั้น ย่อมเป็นกรณีที่ทราบที่เกิดเหตุโดยชัดแจ้ง หาใช่ “เข้าใจคลาดเคลื่อนโดยสุจริตว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตของตน” ไม่ ศาลฎีกาจึงถือว่าพนักงานสอบสวนในท้องที่ดังกล่าว “มีอำนาจสอบสวน” ตาม ม.18 โดยชอบ การที่คู่ความพยายามอ้างความสุจริตใจเพื่อขยายอำนาจสอบสวนให้ครอบคลุมเขตอื่น โดยที่ข้อเท็จจริงตรงข้ามกับเอกสารจับกุมและสำนวนสอบสวน ย่อมฟังไม่ขึ้น คดีนี้ชี้ชัดว่าประเด็น “ใครมีอำนาจสอบสวนในท้องที่” เป็น “ข้อเท็จจริงทางพฤติการณ์” ที่ศาลพิจารณาจากบันทึกจับกุม สถานที่เกิดเหตุ และกระบวนการสอบสวนจริง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับคดี 1016/2567 ที่ศาลเห็นว่าการโต้เถียงว่า “ใครเป็นผู้มีอำนาจสรุปสำนวนตาม ม.140” เป็นข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ข้อกฎหมาย จึงไม่ใช่ข้อกฎหมายล้วนที่จะเปิดให้ฎีกาได้ในคดีตามเกณฑ์ ม.218 5) คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 659–661/2567 (กลุ่มคดีเรื่อง “อำนาจฟ้องของอัยการ” ตาม ม.120) — “ไม่มีการสอบสวนที่สมบูรณ์ ย่อมกระทบอำนาจฟ้อง”
กลุ่มคดีนี้เน้นเงื่อนไขก่อนฟ้องตาม ป.วิ.อ. มาตรา 120 ว่า “ห้ามมิให้อัยการยื่นฟ้องโดยมิได้มีการสอบสวนก่อน” ศาลฎีกาอธิบายหลักว่า แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะให้การในชั้นสอบสวน ส่งเอกสาร หรือมีการดำเนินการทางเอกสารบางส่วนแล้วก็ตาม แต่ถ้ายัง “ไม่มีการสอบสวนเพิ่มเติมจนเสร็จจริง” หรือไม่ปรากฏพยานหลักฐานใหม่เพียงพอ การยื่นฟ้องย่อมมีปัญหาเรื่อง “อำนาจฟ้อง” ของอัยการตาม ม.120 ได้ แนววินิจฉัยนี้สัมพันธ์โดยตรงกับคดี 1016/2567 ในมิติ “ขั้นตอนสอบสวน–สรุปสำนวน–ส่งฟ้องตาม ม.140” และ “เขตอำนาจ/ผู้รับผิดชอบตาม ม.18” กล่าวคือ ถ้าเป็นการโต้แย้งเชิง “ข้อเท็จจริงของกระบวนการสอบสวน” ในคดีที่เข้าเกณฑ์ ม.218 ก็จะถูกห้ามฎีกา แต่ถ้าเป็นกรณีที่ตัวบท ม.120 ถูกละเลยจริง ๆ โดยพยานหลักฐานชัดว่า “ไม่มีการสอบสวนโดยชอบก่อนฟ้อง” ก็เป็นประเด็นนิติวิธีที่กระทบต่ออำนาจฟ้องโดยตรง ผู้ศึกษาจึงควรรู้จักเส้นแบ่ง: (1) โต้ข้อเท็จจริงกระบวนพนักงานสอบสวนในคดีโทษไม่สูงและอุทธรณ์พิพากษายืน → มักติด ม.218, กับ (2) กรณีที่สภาพพฤติการณ์บ่งชี้ว่า “ไม่มีการสอบสวนตามเงื่อนไข ม.120” จริง ๆ → กระทบอำนาจฟ้อง ควรหยิบยกตั้งแต่ศาลล่างให้ครบชั้น.
|





.jpg)

.png)