
| หนี้ร่วมจากการให้สัตยาบันและขอบเขตอำนาจฟ้องหลังประนีประนอมยอมความ
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับข้อพิพาทว่าด้วยความรับผิดของคู่สมรสต่อหนี้ที่ผูกพันระหว่างสมรส กรณีภริยาลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญากู้ยืมเงินของสามีจนถือเป็นการให้สัตยาบัน ส่งผลให้หนี้ดังกล่าวกลายเป็นหนี้ร่วมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) ประกอบมาตรา 291 อีกทั้งยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตการฟ้องร้องของเจ้าหนี้ภายหลังมีสัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์กับสามีจำเลย ซึ่งทำให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เดิมระงับลงตามมาตรา 852 และไม่อาจนำมาฟ้องภริยาได้ เนื่องจากภริยาไม่ได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความ และไม่ใช่ผู้มีสิทธิกระทำแทนกันตามกฎหมาย ทั้งยังมีปัญหาเรื่องฟ้องซ้ำและอำนาจฟ้องซึ่งเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยที่ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการพิจารณาสถานะ “คู่ความเดียวกัน” การระงับสิทธิเรียกร้องโดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ และการจำกัดขอบเขตความรับผิดของคู่สมรสในหนี้ร่วม ข้อเท็จจริงของคดี โจทก์ให้เงินกู้จำนวน 460,000 บาทแก่สามีของจำเลย โดยมีจำเลยซึ่งเป็นภริยา ลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญากู้ยืมเงิน เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 สามีจำเลยนำเงินไปใช้จ่ายในครอบครัวระหว่างสมรส ต่อมาสามีจำเลยผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องสามีจำเลยเป็นคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 353/2550 ในคดีดังกล่าว โจทก์และสามีจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความ โดยกำหนดให้สามีจำเลยชำระเงิน 320,000 บาทตามเงื่อนไขภายในเวลาที่กำหนด หากชำระบางส่วนจะคืนเอกสารสิทธิรถยนต์ และเมื่อชำระครบจะคืนโฉนดที่ดินและใบอนุญาตเดินรถ โดยระบุว่าหากผิดสัญญาจะบังคับได้เต็มจำนวนตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอมเป็นคดีถึงที่สุด ภายหลังโจทก์ทราบว่าสามีจำเลยพยายามโอนขายรถยนต์และทำลายหลักประกัน โดยแจ้งหายคู่มือจดทะเบียนรถและให้ขนส่งออกเล่มทะเบียนใหม่ โจทก์เห็นว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการทำลายหลักประกัน และถือว่าสามีจำเลยไม่อาจใช้ประโยชน์จากเงื่อนเวลาตามสัญญาประนีประนอมได้อีก เมื่อทวงถามแล้วทั้งสามีจำเลยและจำเลยไม่ชำระหนี้ โจทก์จึงฟ้องจำเลยในคดีนี้ให้รับผิดในฐานะลูกหนี้ร่วม ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าฟ้องคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 98/2551 เห็นว่าสามีจำเลยในคดีก่อนกับจำเลยในคดีนี้เป็นคู่ความเดียวกัน และสัญญากู้เป็นเรื่องเดียวกัน จึงยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายโดยได้รับอนุญาตตามมาตรา 223 ทวิ ปัญหาสำคัญจึงอยู่ที่ว่า (1) จำเลยเป็นลูกหนี้ร่วมกับสามีหรือไม่ (2) ฟ้องนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ (3) โจทก์ยังมีอำนาจฟ้องจำเลยหรือไม่ ภายหลังมีประนีประนอมยอมความในคดีก่อน ประเด็นที่ต้องวินิจฉัย 1 จำเลยลงชื่อเป็นพยานในสัญญากู้ยืมเงินของสามี ถือเป็นการให้สัตยาบัน ทำให้เกิดหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (4) หรือไม่ 2 คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อนซึ่งโจทก์ฟ้องสามีจำเลยหรือไม่ โดยพิจารณาว่าฝ่ายคู่ความเป็นคนเดียวกันหรือไม่ตามมาตรา 148 3 เมื่อโจทก์และสามีจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความในคดีก่อน ผลของสัญญาดังกล่าวทำให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เดิมระงับไปหรือไม่ และโจทก์ยังมีอำนาจฟ้องจำเลยได้หรือไม่ 4 คำพิพากษาตามยอมในคดีก่อนผูกพันจำเลยหรือไม่ เมื่อจำเลยมิได้เข้าร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความ 5 ศาลฎีกามีอำนาจยกประเด็นเรื่องอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเองได้หรือไม่ในฐานะข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชนตามมาตรา 142 (5) คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 1 จำเลยเป็นลูกหนี้ร่วมกับสามีหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่ภริยาลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญากู้ยืมเงินที่สามีทำ ถือเป็นการให้สัตยาบัน มีผลเท่ากับยอมรับภาระหนี้นั้น ทำให้หนี้ดังกล่าวเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (4) โดยจำเลยมีฐานะเป็นลูกหนี้ร่วมกับสามีตามกฎหมาย เจ้าหนี้จึงสามารถฟ้องลูกหนี้ร่วมคนใดคนหนึ่งหรือฟ้องพร้อมกันก็ได้ตามมาตรา 291 2 ฟ้องนี้เป็นฟ้องซ้ำหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีก่อนโจทก์ฟ้องเฉพาะสามีจำเลย ไม่ได้ฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยร่วมกัน แม้ประเด็นฟ้องจะเกี่ยวกับสัญญากู้เดียวกัน แต่สามีจำเลยและจำเลยไม่ใช่ผู้มีสิทธิกระทำแทนกันโดยชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่ได้เป็น “คู่ความเดียวกัน” ตามมาตรา 148 ดังนั้นฟ้องนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ 3 ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความต่อสิทธิฟ้อง เมื่อโจทก์กับสามีจำเลยตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ศาลฎีกาเห็นว่า สิทธิเรียกร้องเดิมตามสัญญากู้ยืมระงับสิ้นไป และโจทก์ได้สิทธิใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแทนตามมาตรา 852 ดังนั้น โจทก์จะอาศัยสิทธิเดิมจากสัญญากู้ไปฟ้องจำเลย ซึ่งมิได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความ ไม่ได้ 4 คำพิพากษาตามยอมและสัญญาประนีประนอมมีผลผูกพันจำเลยหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้เข้าร่วมเป็นคู่สัญญาในประนีประนอมยอมความ และมิได้เป็นคู่ความในคดีก่อน จึงไม่อาจนำผลของคำพิพากษาตามยอมไปผูกพันจำเลยได้ 5 โจทก์ยังมีอำนาจฟ้องหรือไม่ แม้ฟ้องไม่เป็นฟ้องซ้ำ แต่ศาลฎีกายกประเด็นอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเอง โดยถือว่าเมื่อสิทธิเรียกร้องเดิมที่มีต่อสามีจำเลยได้ระงับไปแล้วตามมาตรา 852 โจทก์ก็สิ้นอำนาจฟ้องจำเลยในฐานะลูกหนี้ร่วม เพราะสิทธิเดิมที่เคยมีต่อคู่สมรสได้เปลี่ยนรูปเป็นสิทธิใหม่ที่เกิดจากประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และสามีจำเลยเท่านั้น ซึ่งจำเลยไม่ได้เป็นคู่สัญญา จึงไม่อาจเรียกร้องจากจำเลยได้อีก 6 ศาลฎีกามีอำนาจยกอำนาจฟ้องขึ้นวินิจฉัยเองหรือไม่ ศาลฎีกาอาศัยอำนาจตามมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ซึ่งให้อำนาจศาลยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นมา ศาลฎีกาจึงมีอำนาจวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องในคดีนี้ วิเคราะห์หลักกฎหมายสำคัญ 1 หลักหนี้ร่วมของคู่สมรสตามมาตรา 1490 (4) บทบัญญัตินี้กำหนดให้หนี้ที่คู่สมรสฝ่ายหนึ่งได้ก่อขึ้น “เพื่อความจำเป็นในครอบครัว” หรือ “หนี้ที่ภริยาหรือสามีได้ให้สัตยาบัน” เป็นหนี้ร่วม การลงชื่อเป็นพยานในสัญญากู้จึงเป็นการกระทำซึ่งตีความได้ว่าเป็นการยอมรับภาระหนี้ร่วมกัน ศาลฎีกายืนยันแนวทางที่สอดคล้องกันมานานว่า การลงชื่อพยานในสัญญากู้ของคู่สมรสมีผลเป็นการให้สัตยาบัน 2 หลักห้ามฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 หลักฟ้องซ้ำคุ้มครองไม่ให้คดีที่คู่ความและประเด็นเดียวกันถูกพิจารณาซ้ำซ้อน แต่หากฝ่ายจำเลยในคดีก่อนและคดีหลังไม่ใช่ “คู่ความเดียวกัน” ศาลจะไม่ถือว่าเป็นฟ้องซ้ำ แม้จะเป็นเรื่องสัญญากู้ฉบับเดียวกันก็ตาม การที่สามีจำเลยและจำเลยไม่ได้มีอำนาจกระทำแทนกันตามกฎหมาย จึงไม่ถือเป็นคู่ความเดียวกัน 3 หลักการเปลี่ยนสิทธิเรียกร้องโดยสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 852 สัญญาประนีประนอมยอมความทำให้สิทธิเรียกร้องเดิม “ระงับสิ้นไป” และเกิดสิทธิใหม่แทน หนี้ที่มีอยู่ตามสัญญากู้เดิมจึงไม่อาจนำมาใช้อ้างฟ้องฝ่ายที่ไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมได้อีก 4 หลักอำนาจฟ้องและความสงบเรียบร้อย อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อย เพราะเป็นเงื่อนไขก่อนศาลจะรับพิจารณาคดีได้ ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเอง แม้คู่ความมิได้ยกมาในอุทธรณ์ อธิบายเจตนารมณ์ของกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 1 เจตนารมณ์ของมาตรา 1490 (4) กฎหมายต้องการคุ้มครองเจ้าหนี้ที่ให้กู้เงินแก่ครอบครัวโดยคาดหมายว่าคู่สมรสน่าจะมีส่วนร่วมในการก่อหนี้หรือยอมรับหนี้นั้น โดยถือว่าการลงชื่อหรือการแสดงเจตนาอย่างหนึ่งอย่างใดของคู่สมรสฝ่ายไม่กู้ เป็นการให้สัตยาบัน ทำให้หนี้เป็นภาระร่วมของคู่สมรสทั้งสอง เพื่อคุ้มครองธุรกรรมในครัวเรือนและสร้างความมั่นคงให้ระบบเศรษฐกิจครอบครัว 2 เจตนารมณ์ของมาตรา 852 เกี่ยวกับประนีประนอมยอมความ กฎหมายต้องการให้ข้อพิพาทยุติลงด้วยการประนีประนอมซึ่งมีผลทางกฎหมายเสมือนคำพิพากษาถึงที่สุด และทำให้สิทธิเรียกร้องเดิมระงับสิ้นไป เพื่อสร้างความมั่นคงแน่นอนและป้องกันไม่ให้คู่สัญญาถูกฟ้องซ้ำซ้อนจากสิทธิเดิมอีก 3 เจตนารมณ์ของมาตรา 148 เรื่องฟ้องซ้ำ กฎหมายมุ่งป้องกันการใช้ศาลโดยไม่จำเป็น และป้องกันการรบกวนคู่ความเดิมซ้ำซ้อน แต่ต้องตีความโดยเคร่งครัดในเรื่อง “คู่ความเดียวกัน” เพื่อไม่ให้ปิดกั้นสิทธิฟ้องของเจ้าหนี้โดยไม่สมเหตุสมผล 4 เจตนารมณ์ของมาตรา 142 (5) เพื่อปกป้องระบบกระบวนพิจารณาและให้ศาลตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของคดี แม้คู่ความจะไม่ยกขึ้น เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความถูกต้องของกระบวนพิจารณาคดีแพ่ง วิเคราะห์แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนวคำพิพากษาศาลฎีกามีความมั่นคงใน 3 ประเด็นสำคัญดังนี้ 1 แนวคำพิพากษาที่วินิจฉัยว่า การลงชื่อเป็นพยานในสัญญากู้ของคู่สมรสตีความเป็น “การให้สัตยาบัน” ศาลฎีกาเคยวินิจฉัยสอดคล้องกันหลายคดี เช่น คำพิพากษา 3596/2546, 2806/2554 ว่าการลงชื่อเป็นพยานในสัญญากู้ของคู่สมรสมีผลเป็นการรับรองหนี้และเป็นเหตุให้เกิดหนี้ร่วม 2 แนวคำพิพากษาที่วินิจฉัยเรื่องฟ้องซ้ำ ต้องเป็นคู่ความเดียวกันจริง ศาลฎีกามีแนวทางว่าแม้ฝ่ายคู่สมรสจะเกี่ยวข้องกับสัญญาเดียวกัน แต่ไม่ใช่ทุกกรณีที่จะถือว่าเป็น “คู่ความเดียวกัน” เช่นแนวคำพิพากษา 4330/2554 ที่วินิจฉัยว่า หากคู่สมรสไม่ได้ถูกฟ้องร่วมกันและไม่มีอำนาจแทนกัน ก็ไม่เข้าหลักฟ้องซ้ำ 3 แนวคำพิพากษาว่าประนีประนอมยอมความทำให้สิทธิเรียกร้องเดิมระงับ ศาลฎีกาในคำพิพากษาหลายคดี เช่น 11718/2557 วางหลักว่าการประนีประนอมยอมความเป็นการระงับสิทธิเรียกร้องเดิมโดยสมบูรณ์ และหากบุคคลอื่นไม่ใช่คู่สัญญา ก็ไม่อาจถูกบังคับตามสิทธิใหม่ได้ คำพิพากษาฎีกาที่ 7631/2552 จึงเป็นคดีที่เชื่อมโยงหลักทั้งสามเข้าด้วยกันอย่างชัดเจน คือ (1) การก่อหนี้ร่วมโดยให้สัตยาบัน (2) การฟ้องไม่เป็นฟ้องซ้ำ (3) การสิ้นสุดสิทธิเรียกร้องเดิมเพราะประนีประนอมยอมความ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีหมายเลขแดงที่ 98/2551 โดยถือว่าสามีจำเลยและจำเลยเป็นคู่ความเดียวกันในสัญญากู้ยืมฉบับเดียวกัน จึงพิพากษายกฟ้อง 2. ศาลอุทธรณ์ ไม่มีการพิจารณาเนื่องจากโจทก์อุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาตามมาตรา 223 ทวิ 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าคดีนี้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะจำเลยไม่ได้เป็นคู่ความร่วมกับสามีในคดีก่อน แต่เมื่อพิจารณาอำนาจฟ้องแล้วเห็นว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เดิมได้ระงับไปโดยผลของสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องจำเลย ศาลฎีกาจึงพิพากษายืนคำพิพากษายกฟ้อง สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 1. การลงชื่อเป็นพยานในสัญญากู้ยืมเงินของคู่สมรสอาจตีความเป็นการให้สัตยาบัน อันก่อให้เกิดภาระหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (4) หากพฤติการณ์แสดงถึงการยอมรับหนี้อย่างชัดเจน 2. หลักฟ้องซ้ำต้องประกอบด้วยคู่ความเดียวกันและประเด็นเดียวกันอย่างเคร่งครัด หากคู่สมรสไม่ได้ถูกฟ้องร่วมกัน และไม่มีฐานะเป็นผู้มีอำนาจกระทำแทนกันตามกฎหมาย ย่อมไม่เป็นฟ้องซ้ำ 3. สัญญาประนีประนอมยอมความมีผลระงับสิทธิเรียกร้องเดิมโดยสมบูรณ์ เมื่อเกิดสิทธิใหม่ขึ้นแทน สิทธิเดิมตามสัญญากู้ไม่อาจนำไปฟ้องบุคคลที่มิใช่คู่สัญญาในประนีประนอมยอมความได้ 4. อำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้ไม่มีคู่ความยกข้อโต้แย้ง 5. คำพิพากษาตามยอมมีผลผูกพันเฉพาะคู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น ไม่อาจขยายผลไปยังบุคคลภายนอก แม้บุคคลดังกล่าวจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสัญญากู้เดิม 6. หนี้ร่วมระหว่างคู่สมรสจำเป็นต้องพิจารณาเป็นรายกรณี โดยต้องดูเจตนาชัดเจนว่าคู่สมรสฝ่ายไม่กู้มีพฤติการณ์ยอมรับภาระหนี้ร่วมจริงหรือไม่ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การลงชื่อเป็นพยานในสัญญากู้ของคู่สมรสถือเป็นการให้สัตยาบันหรือไม่? คำตอบ ถือเป็นการให้สัตยาบัน ส่งผลให้ภาระหนี้กลายเป็นหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (4) 2. คำถาม คดีนี้เป็นฟ้องซ้ำตามมาตรา 148 หรือไม่? คำตอบ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ เพราะจำเลยไม่ใช่คู่ความในคดีก่อน 3. คำถาม สัญญาประนีประนอมยอมความมีผลอย่างไรต่อสิทธิฟ้องของโจทก์? คำตอบ สิทธิเรียกร้องเดิมระงับสิ้นไปตามมาตรา 852 โจทก์จึงฟ้องจำเลยตามสัญญากู้เดิมไม่ได้ 4. คำถาม คำพิพากษาตามยอมในคดีก่อนผูกพันจำเลยหรือไม่? คำตอบ ไม่ผูกพัน เพราะจำเลยมิได้เป็นคู่สัญญาในประนีประนอมยอมความ 5. คำถาม เหตุใดศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง? คำตอบ เพราะสิทธิเรียกร้องเดิมถูกระงับและจำเลยไม่ใช่คู่สัญญาในประนีประนอมยอมความ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7631/2552 สามีจำเลยทำสัญญากู้ยืมเงินโดยมีจำเลยซึ่งเป็นภริยาลงลายมือชื่อเป็นพยานในสัญญา จึงถือได้ว่าจำเลยได้ให้สัตยาบันในการทำสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าว หนี้กู้ยืมเงินจึงเป็นหนี้ร่วมของสามีจำเลยและจำเลยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1490 (4) โจทก์ในฐานะเจ้าหนี้ย่อมมีสิทธิฟ้องลูกหนี้ทุกคนพร้อมกันให้ลูกหนี้ชำระหนี้เป็นส่วน ๆ หรือจะฟ้องลูกหนี้ทีละคนจนกว่าจะได้รับชำระหนี้ครบถ้วนก็ได้ตามมาตรา 291 คดีก่อนโจทก์ฟ้องสามีจำเลยให้ชำระหนี้กู้ยืมเงิน โจทก์ไม่ได้ฟ้องจำเลยคดีนี้เป็นจำเลยในคดีดังกล่าวด้วย สามีจำเลยซึ่งเป็นจำเลยในคดีก่อนกับจำเลยคดีนี้จึงไม่ได้เป็นคู่ความเดียวกัน ฟ้องของโจทก์คดีนี้จึงไม่เป็นฟ้องซ้ำ โจทก์ฟ้องสามีจำเลยให้ชำระหนี้กู้ยืมเงินตามสัญญากู้ยืมเงิน ต่อมาโจทก์กับสามีจำเลยได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันซึ่งศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาตามยอมและคดีถึงที่สุดแล้ว ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้นย่อมทำให้สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้ยืมเงินดังกล่าวของโจทก์ระงับสิ้นไปโดยโจทก์ได้ถือสิทธิใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 852 การที่สามีจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับโจทก์ โดยจำเลยไม่ได้ร่วมด้วย จึงไม่มีผลผูกพันจำเลยประกอบกับจำเลยไม่ใช่คู่สัญญาในสัญญาประนีประนอมยอมความจึงฟ้องให้จำเลยรับผิดไม่ได้ โจทก์ฟ้องว่า สามีจำเลยทำสัญญากู้เงิน 460,000 บาทจากโจทก์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2549 และจำเลยลงชื่อเป็นพยานในสัญญา ถือเป็นการให้สัตยาบันทำให้เป็นหนี้ร่วมระหว่างสมรส แต่สามีจำเลยไม่ชำระ โจทก์จึงฟ้องสามีจำเลยเป็นคดีแพ่ง ต่อมาทั้งคู่ทำสัญญาประนีประนอมยอมความให้สามีจำเลยชำระ 320,000 บาท พร้อมกำหนดเงื่อนไขส่งคืนเอกสารรถและโฉนดที่ดินเมื่อชำระครบ หากผิดนัดให้บังคับได้เต็มจำนวน 460,000 บาท ศาลชั้นต้นพิพากษาตามยอม ต่อมาโจทก์พบว่าสามีจำเลยพยายามขายรถและแจ้งหายคู่มือทะเบียนเพื่อออกเล่มใหม่ ถือเป็นการทำลายหลักประกัน โจทก์จึงทวงถามแต่ทั้งคู่เพิกเฉย จึงฟ้องจำเลยให้รับผิดร่วมตามสัญญาประนีประนอมยอมความ เรียก 510,370 บาทพร้อมดอกเบี้ย ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีนี้เป็นฟ้องซ้ำกับคดีก่อน เนื่องจากเกี่ยวกับสัญญากู้ฉบับเดียวกันและจำเลยเป็นภริยาของจำเลยในคดีก่อน จึงยกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ปัญหาข้อกฎหมายต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การลงชื่อเป็นพยานของจำเลยถือเป็นการให้สัตยาบัน ทำให้เป็นลูกหนี้ร่วมตามมาตรา 1490 (4) และเจ้าหนี้มีสิทธิตามมาตรา 291 ฟ้องลูกหนี้ร่วมทีละคนได้ ดังนั้นคดีนี้ไม่ใช่ฟ้องซ้ำ เพราะจำเลยไม่ใช่คู่ความในคดีก่อน อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อไปเองว่า สิทธิเรียกร้องตามสัญญากู้เดิมได้ระงับโดยผลสัญญาประนีประนอมยอมความตามมาตรา 852 ซึ่งจำเลยมิได้เข้าร่วมและไม่ผูกพัน จึงไม่อาจฟ้องจำเลยตามสิทธิเดิมได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ประเด็นอำนาจฟ้องเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยที่ศาลยกขึ้นได้เองตามมาตรา 142 (5) ประกอบมาตรา 246 และ 247 ศาลฎีกาพิพากษายืนให้ยกฟ้อง และแก้ไขให้ค่าฤชาธรรมเนียมเป็นพับตามมาตรา 167 วรรคหนึ่ง |




