
| สิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันในคดีเช่าซื้อรถยนต์ เมื่อคืนรถแล้วบังคับราคาแทนไม่ได้
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาว่าด้วยสิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ หลังผู้เช่าซื้อส่งคืนรถแล้วไม่อาจถูกบังคับชำระราคารถแทนอีกต่อไป บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกันในสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ ภายหลังผู้เช่าซื้อได้ส่งคืนรถตามคำพิพากษาแล้ว ทำให้ไม่อาจถูกบังคับให้ชำระราคารถยนต์แทนได้อีก ศาลวินิจฉัยถึงขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกัน การตีความลำดับขั้นตอนการบังคับคดี การเรียกค่าเสียหายและดอกเบี้ยจากราคาทรัพย์ รวมถึงการที่ผู้ค้ำประกันไม่อาจใช้สิทธิรับช่วงสิทธิเพื่อไล่เบี้ยดอกเบี้ยจากผู้เช่าซื้อได้ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องว่ากล่าวกับผู้ให้เช่าซื้อโดยตรงตามกฎหมายค้ำประกัน ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้เกิดจากสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ระหว่างบริษัทผู้ให้เช่าซื้อกับจำเลยซึ่งเป็นผู้เช่าซื้อ และมีโจทก์ร่วมทำสัญญาค้ำประกัน ภายหลังจำเลยผิดนัดชำระหนี้ บริษัทผู้ให้เช่าซื้อได้ฟ้องบังคับตามสัญญา ศาลมีคำพิพากษาให้จำเลยและโจทก์ร่วมกันส่งคืนรถ หรือหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาทดแทน พร้อมรับผิดในค่าขาดประโยชน์ ค่าทนาย และค่าฤชาธรรมเนียม ต่อมาผู้ให้เช่าซื้อนำยึดที่ดินของโจทก์เพื่อบังคับคดี และในเวลาต่อมาจำเลยส่งมอบรถคืนโดยสภาพเรียบร้อยไม่ชำรุด ผู้ให้เช่าซื้อจึงเรียกหนี้ส่วนที่เหลือจากโจทก์ ซึ่งได้ตกลงชำระ 140,000 บาท ต่อมาโจทก์ฟ้องจำเลยให้คืนเงินดังกล่าว โดยอ้างสิทธิไล่เบี้ย รวมทั้งเงินดอกเบี้ย 80,185 บาท ที่ตนชำระแทนผู้เช่าซื้อ จำเลยต่อสู้ว่าไม่ต้องรับผิด เพราะรถได้ถูกส่งคืนแล้ว และดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ใช่หนี้ตามคำพิพากษา ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญ 1. เมื่อมีการคืนรถตามคำพิพากษาแล้ว ผู้ให้เช่าซื้อยังมีสิทธิบังคับราคารถยนต์แทนได้หรือไม่ 2. ดอกเบี้ยจากราคารถยนต์สามารถถือเป็นค่าเสียหายที่ฟ้องไล่เบี้ยได้หรือไม่ 3. ผู้ค้ำประกันมีสิทธิไล่เบี้ยจากจำเลยหรือจะต้องไปว่ากล่าวกับผู้ให้เช่าซื้อโดยตรงตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวางหลักสำคัญว่า (1) ขั้นตอนการบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับที่กำหนดในคำพิพากษา เมื่อศาลในคดีเดิมกำหนดว่า • ให้ส่งคืนรถก่อน • หากคืนไม่ได้จึงจะบังคับราคาแทน แต่ในคดีนี้ จำเลยส่งคืนรถได้จริง และรถมีสภาพดี จึงถือว่าปฏิบัติตามคำพิพากษาแล้ว -ผู้ให้เช่าซื้อจึง ไม่มีสิทธิบังคับราคารถยนต์แทนอีกต่อไป (2) ดอกเบี้ยจากราคารถยนต์ไม่ใช่ค่าเสียหายตามกฎหมาย เมื่อไม่อาจบังคับราคารถยนต์แทนได้ ก็ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยจากราคาทรัพย์ ดอกเบี้ยดังกล่าวไม่ใช่ “ค่าขาดประโยชน์” หรือ “ค่าใช้ทรัพย์” ซึ่งถูกบังคับไว้ในคำพิพากษาเดิมแล้ว (3) ผู้ค้ำประกันไม่อาจใช้สิทธิรับช่วงสิทธิมาไล่เบี้ยดอกเบี้ยได้ แม้โจทก์จะชำระเงินให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อ แต่เป็นเงินที่ไม่ได้อยู่ในขอบเขตหนี้ตามคำพิพากษา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 • ผู้ค้ำประกันมีสิทธิไล่เบี้ยเฉพาะหนี้ที่ตน “จำต้องชำระแทน” ตามกฎหมาย • หากชำระเงินเกินกว่าที่จำเป็น ต้องไปว่ากล่าวเอากับผู้ให้เช่าซื้อ ไม่ใช่จำเลย ดังนั้น โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยส่วนดอกเบี้ย 80,185 บาท ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาลงโทษเฉพาะยอด 59,815 บาท (หนี้ที่จำเลยต้องรับผิดจริง) หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่สำคัญ 1 ลำดับการบังคับคดีที่ศาลกำหนดต้องเคร่งครัด คำพิพากษาคดีเช่าซื้อหลายคดีวางไว้ว่า 1.1 ส่งคืนรถก่อน 1.2 ค่อยบังคับราคารถแทน หากรถคืนได้ → ตัดสิทธิบังคับราคารถทันที หลักนี้เพื่อคุ้มครองลูกหนี้ไม่ให้ถูกบังคับเกินจำเป็น และป้องกันการคิดดอกเบี้ยจากราคารถโดยไม่มีเหตุผล 2 การคิดดอกเบี้ยจากราคาทรัพย์ หมดสิทธิเมื่อมีการคืนรถ ดอกเบี้ยจากราคารถเป็นเพียงผลพวงของการบังคับราคาทดแทน เมื่อเงื่อนไขไม่เกิด (เพราะรถคืนได้) → ดอกเบี้ยไม่อาจเกิดได้ 3 สิทธิไล่เบี้ยของผู้ค้ำประกัน (มาตรา 693) • ผู้ค้ำประกันมีสิทธิไล่เบี้ยเฉพาะส่วนที่ “จำต้องชำระแทนลูกหนี้” • หากชำระเกินกว่าที่จำเป็น → ต้องไปเรียกจากเจ้าหนี้ ไม่ใช่ลูกหนี้ คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของการตีความ “สิทธิรับช่วงสิทธิ” ในการค้ำประกันว่ามีขอบเขตจำกัด สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • คำพิพากษานี้ย้ำว่า การบังคับคดีต้องเป็นไปตามลำดับที่ศาลกำหนดอย่างเคร่งครัด • การส่งคืนรถสำเร็จ ตัดสิทธิ การบังคับราคารถแทนทันที • ดอกเบี้ยที่คำนวณจากราคาทรัพย์ไม่ใช่ค่าเสียหาย หากไม่เข้าเงื่อนไขตามคำพิพากษา • ผู้ค้ำประกันไม่อาจใช้สิทธิรับช่วงสิทธิโดยไม่อยู่ภายใต้กรอบ มาตรา 693 • หากผู้ค้ำประกันชำระเงินส่วนที่ไม่ใช่หนี้ตามคำพิพากษา ต้องไปว่ากล่าวกับเจ้าหนี้เอง ไม่อาจฟ้องผู้เช่าซื้อได้ บทเรียนสำคัญคือ ผู้ค้ำประกันต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเงินที่ตนชำระไปนั้นเป็น “หนี้ตามคำพิพากษา” หรือไม่ ก่อนใช้สิทธิไล่เบี้ย สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 166,250 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปีของต้นเงิน 140,000 บาท และให้ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยให้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์เป็นพับ 3. ศาลฎีกา วินิจฉัยว่าดอกเบี้ย 80,185 บาท ไม่ใช่หนี้ที่จำเลยต้องรับผิด เพราะผู้ให้เช่าซื้อรับรถคืนแล้ว จึงไม่มีสิทธิบังคับราคารถแทนหรือดอกเบี้ยดังกล่าว พิพากษาแก้ให้จำเลยชำระเพียง 59,815 บาท พร้อมดอกเบี้ยตั้งแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2544 ที่เหลือให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3554/2554 คำพิพากษาของศาลได้กำหนดขั้นตอนการบังคับคดีเกี่ยวกับการส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนไว้แล้ว จึงต้องดำเนินการบังคับคดีก่อนหลังกันไปตามลำดับดังที่ระบุไว้ในคำพิพากษา กล่าวคือ หากการบังคับให้คืนรถยนต์ไม่อาจกระทำได้ จึงให้บังคับเอาจากราคารถยนต์แทน เมื่อบริษัท ธ. ผู้ให้เช่าซื้อรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยแล้วโดยไม่ปรากฏว่ารถยนต์ดังกล่าวมีสภาพไม่เรียบร้อยใช้การไม่ได้ จึงเป็นกรณีที่จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาในส่วนที่ให้คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่บริษัท ธ. แล้ว บริษัท ธ. จะบังคับคดีให้จำเลยชำระราคารถยนต์แทนอีกไม่ได้ และย่อมไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่คิดจากราคารถยนต์ ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บริษัท ธ. ในระหว่างที่จำเลยยังครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินอยู่ คำพิพากษาของศาลก็ได้กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์หรือค่าขาดประโยชน์แก่บริษัท ธ. ไว้อีกส่วนหนึ่งด้วยแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ว่าบริษัท ธ. ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยจากราคารถยนต์ในช่วงระยะเวลาที่จำเลยยังไม่ส่งมอบรถยนต์คืนและถือว่าดอกเบี้ยนั้นเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งของหนี้ตามคำพิพากษา จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในส่วนนี้ ดังนั้น แม้โจทก์ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันซึ่งศาลพิพากษาให้ร่วมรับผิดกับจำเลยจะได้ชำระดอกเบี้ยเป็นเงินจำนวน 80,185 บาท ไปก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใดๆ เพราะการค้ำประกันตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 วรรคหนึ่ง กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่บริษัท ธ. เอง โจทก์ไม่อาจได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ เรื่อง ผู้ค้ำประกัน – รับช่วงสิทธิ หลักกฎหมายสำคัญที่ผู้ค้ำประกันต้องเข้าใจ สัญญาค้ำประกันถือเป็นกลไกสำคัญในระบบเศรษฐกิจและธุรกรรมการเงินของไทย โดยเฉพาะในสัญญากู้ยืม สัญญาเช่าซื้อ และสัญญาเครดิตเชิงพาณิชย์ต่าง ๆ ซึ่งผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลที่เข้ามาช่วยเพิ่มความมั่นใจแก่เจ้าหนี้ว่าหากลูกหนี้ผิดนัดก็จะมีบุคคลอีกคนหนึ่งรับผิดร่วมด้วย อย่างไรก็ดี เมื่อผู้ค้ำประกันต้องรับผิดชำระหนี้แทนลูกหนี้แล้ว คำถามสำคัญคือ ผู้ค้ำประกันจะมีสิทธิ “รับช่วงสิทธิ” เพื่อไปไล่เบี้ยเอาเงินคืนจากลูกหนี้ได้มากน้อยเพียงใด และมีข้อจำกัดอะไรบ้าง บทความนี้มุ่งอธิบายหลักกฎหมายเกี่ยวกับ “ผู้ค้ำประกัน” และ “สิทธิรับช่วงสิทธิ” ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พร้อมยกแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เห็นภาพเชิงปฏิบัติชัดเจนยิ่งขึ้น 1. ความหมายของผู้ค้ำประกันและหลักความรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ค้ำประกัน คือ สัญญาที่บุคคลหนึ่ง (ผู้ค้ำประกัน) ตกลงกับเจ้าหนี้ว่าจะรับผิดชำระหนี้ หากลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามสัญญา ตาม ป.พ.พ. มาตรา 680 กำหนดว่า • ผู้ค้ำประกันมีความรับผิดแต่เพียง “ลูกหนี้ผิดนัด” • ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดหนักไปกว่าลูกหนี้ นอกจากนี้ กฎหมายยังวางหลักว่าค้ำประกันเป็น หนี้ที่ขึ้นอยู่กับหนี้หลัก ถ้าหนี้หลักสิ้นสุดลง หนี้ค้ำประกันก็สิ้นสุดด้วย อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ ผู้ค้ำประกันจำนวนมากไม่เข้าใจว่า • ตนจะรับผิดในวงเงินเท่าใด • เมื่อชำระหนี้แทนแล้วตนมีสิทธิไล่เบี้ยหรือไม่ • ต้องใช้กลไกกฎหมายใดในการเรียกคืน คำตอบทั้งหมดเกี่ยวข้องกับหลัก “รับช่วงสิทธิ” โดยตรง 2. หลักการของ “รับช่วงสิทธิ” 2.1 ความหมายของการรับช่วงสิทธิ (Subrogation) “รับช่วงสิทธิ” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 วรรคหนึ่ง หมายถึง เมื่อผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้แทนลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันมีสิทธิได้รับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้แต่เพียงเท่าที่ตนได้ชำระไป สิทธินี้ทำให้ผู้ค้ำประกันมีฐานะ “เจ้าหนี้แทนเจ้าหนี้เดิม” ในส่วนที่ตนรับผิดชำระแทนลูกหนี้ เช่น • สิทธิฟ้องลูกหนี้ • สิทธิเรียกดอกเบี้ย • สิทธิยึดทรัพย์หากสิทธิเดิมมีหลักประกัน • สิทธิยึดทรัพย์จำนำหรือจำนองที่ลูกหนี้นำไปค้ำประกัน จุดประสงค์ของหลักการนี้คือป้องกันไม่ให้ผู้ค้ำประกันต้องเป็นผู้เสียหายสุดท้ายของสัญญา เพราะผู้ค้ำประกันไม่ใช่ผู้ได้รับประโยชน์จากสัญญาโดยตรง 2.2 เงื่อนไขสำคัญในการใช้สิทธิรับช่วงสิทธิ ผู้ค้ำประกันสามารถรับช่วงสิทธิได้เมื่อ 1. ได้ “ชำระหนี้ที่จำต้องชำระตามกฎหมาย” ให้แก่เจ้าหนี้ 2. หนี้นั้นต้องเป็น “หนี้ที่ลูกหนี้ต้องรับผิดตามคำพิพากษาหรือสัญญา” 3. ต้องเป็นการชำระหนี้ภายในขอบเขตที่ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ตามสัญญาค้ำประกัน หากชำระหนี้เกินกว่าที่จำเป็น เช่น ชำระเงินที่เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียก ผู้ค้ำประกันอาจ เสียสิทธิรับช่วงสิทธิ ในส่วนที่เกินได้ 3. ขอบเขตการรับช่วงสิทธิที่ผู้ค้ำประกันควรทราบ กฎหมายให้ผู้ค้ำประกันได้รับช่วงสิทธิเหมือนเจ้าหนี้เดิมเฉพาะในส่วนของหนี้ที่ผู้ค้ำประกันจำต้องชำระตามกฎหมาย ดังนั้น 3.1 หากชำระเกินจำเป็น → ไม่มีสิทธิไล่เบี้ยส่วนที่เกินจากลูกหนี้ ตัวอย่างเช่น • เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยช่วงหนึ่ง แต่ผู้ค้ำประกันกลับชำระแทนไป • หนี้ถูกตัดตอนด้วยเหตุทางกฎหมาย แต่ผู้ค้ำประกันไม่ทราบและจ่ายเกินไป ในกรณีนี้ ผู้ค้ำประกันจะต้องไปเรียกคืนจากเจ้าหนี้ ไม่ใช่ลูกหนี้ 3.2 รับช่วงสิทธิไม่ได้ในหนี้ที่ “ถูกตัดสิทธิ” หรือ “ขาดอายุความ” ไปแล้ว เพราะตามกฎหมาย หนี้ที่ไม่มีผลผูกพันลูกหนี้อีกต่อไป ผู้ค้ำประกันจะไม่มีสิทธิสร้างภาระให้ลูกหนี้โดยการชำระเงินเองเกินความจำเป็น 4. แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับผู้ค้ำประกันและรับช่วงสิทธิ เพื่อให้เข้าใจในทางปฏิบัติมากขึ้น สามารถดูตัวอย่างชื่อดังจากคำพิพากษาศาลฎีกาหลายคดีที่ตีความหลักรับช่วงสิทธิไว้อย่างเคร่งครัด 4.1 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3554/2554 (สำคัญมาก) กรณีผู้ค้ำประกันในสัญญาเช่าซื้อชำระดอกเบี้ยจำนวนมากให้กับผู้ให้เช่าซื้อ หลังผู้เช่าซื้อคืนรถสำเร็จ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • เมื่อคืนรถได้ → ผู้ให้เช่าซื้อหมดสิทธิบังคับราคารถยนต์แทน • ดอกเบี้ยจากราคารถยนต์จึงไม่ใช่ “หนี้ตามคำพิพากษา” ผลคือ -ผู้ค้ำประกัน ไม่มีสิทธิรับช่วงสิทธิ เพื่อฟ้องผู้เช่าซื้อให้คืนเงินดอกเบี้ยดังกล่าว เพราะเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้ ไม่มีสิทธิเรียก อยู่แล้ว 4.2 คำพิพากษาฎีกาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ฎีกา 2940/2539 ผู้ค้ำประกันจ่ายเงินให้เจ้าหนี้ก่อนถึงกำหนด ลูกหนี้ไม่ผิดนัด ผู้ค้ำประกันจึง ไม่มีสิทธิรับช่วงสิทธิ ฎีกา 746/2549 ผู้ค้ำประกันต้องพิสูจน์ว่าตนชำระ “หนี้ที่จำต้องชำระ” มิฉะนั้น ลูกหนี้ไม่ต้องรับผิดใช้คืน ฎีกา 8420/2558 สิทธิรับช่วงสิทธิรวมถึงสิทธิที่จะยึดทรัพย์จำนำ-จำนองแทนเจ้าหนี้เดิม 5. หลักเกณฑ์สำคัญที่ช่วยให้ผู้ค้ำประกันไม่เสียสิทธิรับช่วงสิทธิ 5.1 ตรวจสอบใบแจ้งหนี้ว่าตรงกับสิทธิตามกฎหมายหรือคำพิพากษาหรือไม่ อย่าเพิ่งชำระหนี้ทั้งหมดโดยไม่ตรวจสอบว่า • หนี้นั้นเกิดขึ้นจริงหรือไม่ • เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกหรือไม่ • มีส่วนใดถูกตัดสิทธิจากคำพิพากษาหรือไม่ 5.2 ขอให้เจ้าหนี้ออก “หนังสือรับรองการชำระหนี้แทนลูกหนี้” เอกสารนี้สำคัญมากในการพิสูจน์สิทธิรับช่วงสิทธิภายหลัง 5.3 ชำระเฉพาะที่ได้มีคำพิพากษาหรือสัญญากำหนดเท่านั้น 5.4 บันทึกยอดเงิน หลักฐานโอน และหนังสือสัญญาค้ำประกัน เป็นหลักฐานที่จำเป็นหากต้องฟ้องไล่เบี้ย 6. สิทธิเรียกร้องอื่นที่ผู้ค้ำประกันมีนอกเหนือจากรับช่วงสิทธิ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 694 ผู้ค้ำประกันยังมีสิทธิ 1. เรียกคืน ต้นเงิน + ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ชำระแทน 2. เรียกค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการชำระหนี้แทน 3. เรียกคืนค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการทวงถาม สิทธิเหล่านี้ช่วยรักษาความเป็นธรรมแก่ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับภาระแทนลูกหนี้มากเกินไป 7. ข้อควรระวังของผู้ค้ำประกันในการใช้สิทธิรับช่วงสิทธิ 1. อย่าชำระเงินเกินกว่าที่คำพิพากษาหรือสัญญากำหนด 2. อย่าเชื่อคำขอของเจ้าหนี้โดยไม่ตรวจสอบสิทธิเรียกร้อง 3. หากลูกหนี้คืนทรัพย์กลางคดี เช่น รถยนต์ในคดีเช่าซื้อ → ต้องตรวจสอบว่าดอกเบี้ยส่วนหนึ่ง “สิ้นสิทธิ” หรือไม่ 4. ผู้ค้ำประกันต้องใช้สิทธิภายในอายุความเช่นเดียวกับเจ้าหนี้เดิม 5. ควรปรึกษาทนายก่อนชำระเงินจำนวนมากเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญสิทธิ 8. บทสรุป: ผู้ค้ำประกันต้องรู้สิทธิของตน มิฉะนั้นอาจสูญเงินโดยไม่จำเป็น หลัก “รับช่วงสิทธิ” เป็นกลไกสำคัญทางกฎหมายที่คุ้มครองผู้ค้ำประกันไม่ให้ต้องรับภาระแทนลูกหนี้โดยสมบูรณ์ แต่สิทธินี้ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้เสมอไป ผู้ค้ำประกันต้องพิสูจน์ว่าตนได้ชำระหนี้ที่ “จำต้องชำระตามกฎหมาย” หากชำระเกินหรือชำระในส่วนที่เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียก ผู้ค้ำประกันจะเสียสิทธิไล่เบี้ยในส่วนนั้นทันที คำพิพากษาศาลฎีกา โดยเฉพาะคดีเช่าซื้อรถยนต์ เช่น ฎีกา 3554/2554 แสดงให้เห็นว่าศาลตีความหลักรับช่วงสิทธิอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันการฟ้องร้องเกินสิทธิของผู้ค้ำประกัน ในทางปฏิบัติ ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบเอกสารทุกฉบับก่อนชำระเงิน และหากมีข้อสงสัยควรปรึกษาทนาย เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองสิทธิอย่างครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 166,250 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงิน 140,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 166,250 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 140,000 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำ หนดค่าทนายความ 1,500 บาท จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยในข้อที่ว่า โจทก์มีสิทธิไล่เบี้ยให้จำเลยรับผิดชำระดอกเบี้ยระหว่างที่จำเลยยังไม่ได้ส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจำนวน 80,185 บาท ซึ่งโจทก์ได้ชำระแก่ผู้ให้เช่าซื้อไปหรือไม่ คดีนี้ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมาย การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าวศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 โดยศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า ก่อนคดีนี้บริษัทธรรมธร จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อได้ฟ้องจำเลยในฐานะผู้เช่าซื้อรถยนต์และโจทก์ในฐานะผู้ค้ำประกันให้ร่วมกันรับผิดตามสัญญาเช่าซื้อและสัญญาค้ำประกัน เนื่องจากจำเลยผิดนัดไม่ชำระหนี้ค่าเช่าซื้อ ศาลแพ่งกรุงเทพใต้มีคำพิพากษาให้โจทก์และจำเลยร่วมกันส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่บริษัทธรรมธร จำกัด ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดีหากคืนไม่ได้ให้ใช้ราคาแทนเป็นเงิน 290,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้ร่วมกันชำระค่าขาดประโยชน์ ค่าฤชาธรรมเนียมแทนบริษัทธรรมธร จำกัด โดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าทุนทรัพย์ที่บริษัทธรรมธร จำกัด ชนะคดี ต่อมาบริษัทธรรมธร จำกัด นำยึดที่ดินของโจทก์เพื่อบังคับชำระหนี้ตามคำพิพากษา และต่อมา จำเลยส่งมอบรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนแก่บริษัทธรรมธร จำกัด เมื่อได้รับรถยนต์คืนแล้ว บริษัทธรรมธร จำกัด แจ้งให้โจทก์ชำระหนี้ค่าเสียหายส่วนที่เหลือ เป็นเงิน 80,185 บาท ค่าขาดประโยชน์ ค่าทนายความและค่าฤชาธรรมเนียม ค่ายึดและค่าถอนการบังคับคดี รวมเป็นเงิน 150,391 บาทโจทก์กับบริษัทธรรมธร จำกัด ตกลงกันได้ โจทก์คงชำระเงินให้แก่บริษัทธรรมธร จำกัดเพียง 140,000 บาท แต่จำเลยไม่ชำระหนี้คืนโจทก์ เห็นว่า คำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ได้กำหนดขั้นตอนการบังคับคดีเกี่ยวกับการส่งคืนรถยนต์ที่เช่าซื้อหรือใช้ราคาแทนไว้แล้ว จึงต้องดำเนินการบังคับคดีก่อนหลังกันไปตามลำดับดังที่ระบุไว้ในคำพิพากษา กล่าวคือ หากการบังคับให้คืนรถยนต์ไม่อาจกระทำได้ จึงให้บังคับเอาจากราคารถยนต์แทน เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า บริษัทธรรมธร จำกัด ผู้ให้เช่าซื้อรับรถยนต์ที่เช่าซื้อคืนจากจำเลยโดยไม่ปรากฏว่ารถยนต์ดังกล่าวมีสภาพไม่เรียบร้อยใช้การไม่ได้แต่อย่างใด จึงเป็นกรณีที่จำเลยปฏิบัติตามคำพิพากษาในส่วนที่ให้คืนรถยนต์ที่เช่าซื้อแก่บริษัทธรรมธร จำกัดแล้ว บริษัทธรรมธร จำกัด จะบังคับคดีให้จำเลยชำระราคารถยนต์แทนอีกไม่ได้ และย่อมไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยที่คิดจากราคารถยนต์ ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่บริษัทธรรมธร จำกัด ในระหว่างที่จำเลยยังครอบครองใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินอยู่ คำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ก็ได้กำหนดค่าเสียหายเป็นค่าใช้ทรัพย์หรือค่าขาดประโยชน์แก่บริษัทธรรมธร จำกัด ไว้อีกส่วนหนึ่งด้วยแล้ว จึงไม่มีเหตุที่จะอ้างได้ว่าบริษัทธรรมธร จำกัด ชอบที่จะคิดดอกเบี้ยจากราคารถยนต์ในช่วงระยะเวลาที่จำเลยยังไม่ส่งมอบรถยนต์คืนและถือว่าดอกเบี้ยนั้นเป็นค่าเสียหายส่วนหนึ่งของหนี้ตามคำพิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย จำเลยจึงไม่ต้องรับผิดชำระดอกเบี้ยในส่วนนี้ ดังนั้น แม้โจทก์ได้ชำระเงินจำนวน 80,185 บาท ไปก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการที่ต้องสูญหายหรือเสียหายไปอย่างใดๆ เพราะการค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 693 วรรคหนึ่ง กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์จะต้องไปว่ากล่าวเอาแก่บริษัทธรรมธร จำกัด เอง โจทก์ไม่อาจได้รับช่วงสิทธิมาฟ้องไล่เบี้ยเอาเงินจำนวนดังกล่าวคืนจากจำเลยได้ ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยต้องรับผิดต่อโจทก์ในเงินค่าดอกเบี้ยจำนวน 80,185 บาท มาด้วยนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 59,815 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 13 พฤศจิกายน 2544 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ผู้ค้ำประกันคือใคร และมีสถานะอย่างไรตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำตอบ: ผู้ค้ำประกันเป็นบุคคลที่ทำสัญญากับเจ้าหนี้เพื่อรับผิดชำระหนี้แทนลูกหนี้ หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาหลัก ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ สัญญาค้ำประกันเป็นหนี้ที่มีลักษณะพ่วงกับหนี้หลัก ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดหนักไปกว่าลูกหนี้ และหนี้ค้ำประกันจะคงอยู่ตราบเท่าที่หนี้หลักยังไม่ระงับ เมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนลูกหนี้แล้ว จึงจะเกิดสิทธิเรียกร้องบางประการกลับไปยังลูกหนี้หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด 2. คำถาม-คำตอบ คำถาม: สิทธิรับช่วงสิทธิของผู้ค้ำประกันตามกฎหมายหมายถึงอะไร คำตอบ: สิทธิรับช่วงสิทธิของผู้ค้ำประกันคือสิทธิที่ผู้ค้ำประกันจะเข้าถือสิทธิของเจ้าหนี้เดิมแทนเจ้าหนี้ได้เท่ากับจำนวนหนี้ที่ตนได้ชำระแทนลูกหนี้ไปแล้ว เช่น สิทธิฟ้องร้อง สิทธิในดอกเบี้ย หรือสิทธิยึดทรัพย์ที่ใช้เป็นประกันหนี้ สิทธินี้มีวัตถุประสงค์เพื่อไม่ให้ผู้ค้ำประกันต้องเป็นผู้รับภาระสุดท้ายของหนี้ ทั้งที่ตนมิใช่ผู้ได้รับประโยชน์จากสัญญาหลักโดยตรง อย่างไรก็ดี สิทธิรับช่วงสิทธิมีขอบเขตจำกัดเฉพาะหนี้ที่ชอบด้วยกฎหมายและอยู่ในขอบเขตความรับผิดของผู้ค้ำประกันเท่านั้น 3. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ผู้ค้ำประกันจะใช้สิทธิรับช่วงสิทธิไล่เบี้ยจากลูกหนี้ได้เมื่อใด คำตอบ: ผู้ค้ำประกันสามารถใช้สิทธิรับช่วงสิทธิไล่เบี้ยจากลูกหนี้ได้ต่อเมื่อได้ชำระหนี้ที่ตนจำต้องรับผิดแทนลูกหนี้ตามกฎหมายหรือคำพิพากษาแล้ว โดยหนี้ที่ชำระต้องเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกจริงและอยู่ในขอบเขตของสัญญาค้ำประกัน หากเป็นการชำระหนี้เกินกว่าที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียก หรือเป็นหนี้ที่กฎหมายไม่ผูกพันลูกหนี้อยู่แล้ว ผู้ค้ำประกันจะไม่สามารถนำยอดเงินดังกล่าวไปอ้างใช้สิทธิรับช่วงสิทธิฟ้องไล่เบี้ยจากลูกหนี้ได้ และในส่วนที่เกินนั้น ผู้ค้ำประกันอาจต้องไปว่ากล่าวกับเจ้าหนี้เอง 4. คำถาม-คำตอบ คำถาม: กรณีสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ เมื่อลูกหนี้ส่งคืนรถแล้ว เจ้าหนี้ยังเรียกดอกเบี้ยจากราคารถยนต์ได้หรือไม่ คำตอบ: หากคำพิพากษากำหนดลำดับการบังคับคดีให้ส่งคืนรถก่อน และหากส่งคืนไม่ได้จึงจะบังคับราคารถยนต์แทน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าลูกหนี้ส่งคืนรถยนต์ได้ในสภาพเรียบร้อยใช้การได้ดี ถือว่าลูกหนี้ปฏิบัติตามคำพิพากษาในส่วนการคืนรถแล้ว เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิบังคับเอาราคารถยนต์แทนอีกต่อไป เมื่อหมดสิทธิบังคับราคาทรัพย์แทน ดอกเบี้ยที่คำนวณจากราคารถยนต์ย่อมไม่มีฐานทางกฎหมายรองรับ ไม่อาจถือเป็นหนี้หรือค่าเสียหายส่วนหนึ่งตามคำพิพากษา เจ้าหนี้ยังสามารถเรียกค่าขาดประโยชน์หรือค่าใช้ทรัพย์ได้เฉพาะที่ศาลกำหนดไว้เท่านั้น 5. คำถาม-คำตอบ คำถาม: หากผู้ค้ำประกันชำระดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายส่วนที่เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียก จะไล่เบี้ยมาจากลูกหนี้ได้หรือไม่ คำตอบ: หากผู้ค้ำประกันชำระดอกเบี้ยหรือค่าใช้จ่ายส่วนที่เกินกว่าขอบเขตหนี้ตามคำพิพากษาหรือที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียก เช่น ดอกเบี้ยจากราคารถยนต์ในช่วงเวลาที่กฎหมายถือว่าสิทธิเรียกดอกเบี้ยดังกล่าวสิ้นสุดลงแล้ว การชำระส่วนนี้ถือเป็นการชำระหนี้เกินจำเป็น มิใช่หนี้ที่ผู้ค้ำประกันจำต้องรับผิดตามสัญญาค้ำประกัน ผู้ค้ำประกันจึงไม่อาจใช้สิทธิรับช่วงสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเรียกคืนจากลูกหนี้ได้ แต่ต้องไปว่ากล่าวเรียกคืนหรือเจรจากับเจ้าหนี้เอง เนื่องจากลูกหนี้ไม่เคยมีภาระตามกฎหมายในส่วนของหนี้ที่เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกตั้งแต่ต้น 6. คำถาม-คำตอบ คำถาม: หลักเกณฑ์เรื่องลำดับขั้นตอนการบังคับคดีมีผลอย่างไรต่อสิทธิและหน้าที่ของผู้ค้ำประกัน คำตอบ: เมื่อคำพิพากษากำหนดขั้นตอนการบังคับคดีไว้เป็นลำดับ เช่น ให้คืนทรัพย์ก่อน หากคืนไม่ได้จึงเรียกราคาทรัพย์แทน การบังคับคดีต้องดำเนินตามลำดับดังกล่าวอย่างเคร่งครัด หากลูกหนี้ส่งคืนทรัพย์ได้จริง ศาลจะถือว่าหนี้ในส่วนราคาทรัพย์แทนรวมถึงดอกเบี้ยตามราคาทรัพย์นั้นสิ้นสุดไปโดยผลของกฎหมาย ผลของการสิ้นสุดหนี้ดังกล่าวผูกพันถึงผู้ค้ำประกันด้วย ทำให้ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดในส่วนที่กฎหมายไม่ให้บังคับอีกต่อไป และหากผู้ค้ำประกันชำระหนี้ในส่วนที่หมดสิทธิเรียกแล้ว ก็จะไม่มีสิทธิรับช่วงสิทธิในส่วนนั้น 7. คำถาม-คำตอบ คำถาม: ผู้ค้ำประกันควรระมัดระวังอะไรบ้างก่อนตัดสินใจชำระหนี้แทนลูกหนี้ คำตอบ: ก่อนชำระหนี้แทนลูกหนี้ ผู้ค้ำประกันควรตรวจสอบคำพิพากษา สัญญา และใบแจ้งหนี้อย่างละเอียดว่า ยอดหนี้ที่เจ้าหนี้เรียกนั้นอยู่ในขอบเขตสิทธิเรียกตามกฎหมายหรือไม่ เช่น หนี้ต้นเงิน ดอกเบี้ยที่ยังไม่ขาดอายุความ ค่าขาดประโยชน์ หรือค่าใช้ทรัพย์ที่ศาลกำหนดไว้ในคำพิพากษา ผู้ค้ำประกันไม่ควรชำระดอกเบี้ยส่วนเกิน ค่าใช้จ่ายที่ไม่มีในคำพิพากษา หรือหนี้ที่ไม่ปรากฏข้อผูกพันตามสัญญา เพราะหากชำระเกินจำเป็น สิทธิรับช่วงสิทธิและสิทธิไล่เบี้ยจากลูกหนี้ในส่วนนั้นจะไม่เกิดขึ้น ทำให้ผู้ค้ำประกันต้องรับภาระเองโดยไม่สามารถเรียกคืนจากลูกหนี้ได้ 8. คำถาม-คำตอบ คำถาม: หากผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้แทนแล้ว จะเรียกอะไรคืนจากลูกหนี้ได้บ้าง คำตอบ: เมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้ที่ตนจำต้องรับผิดแทนลูกหนี้ตามกฎหมายแล้ว ผู้ค้ำประกันมีสิทธิเรียกคืนจากลูกหนี้ได้ทั้งจำนวนเงินที่ชำระแทน ดอกเบี้ยนับแต่วันที่ชำระแทนเป็นต้นไป รวมถึงค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายตามสมควรที่เกิดขึ้นจากการถูกฟ้องหรือถูกบังคับคดี ทั้งนี้ต้องเป็นหนี้ที่อยู่ในขอบเขตคำพิพากษาหรือสัญญาค้ำประกันและเป็นหนี้ที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกตามกฎหมาย สิทธิเรียกคืนดังกล่าวเป็นผลโดยตรงของสิทธิรับช่วงสิทธิที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ให้ความคุ้มครองแก่ผู้ค้ำประกัน |
การรับช่วงสิทธิจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยอำนาจของกฎหมาย การรับช่วงสิทธิคืออะไร? สิทธิเรียกร้องเปลี่ยนมือจากเจ้าหนี้คนเดิม สิทธิการรับช่วงสิทธิ มาตรา 880, การไล่เบี้ยของผู้รับประกันภัย, |




