ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ตัวแทนผู้ขนส่งทางทะเลกับความรับผิดจำกัดค่าสินค้าเสียหาย(ฎีกา 176/2551)

คำพิพากษาศาลฎีกา 176/2551, ความรับผิดต่อความเสียหายของสินค้าในการขนส่งทางทะเล, หลักตัวแทนรับผิดลำพังตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 824, การใช้ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล มาตรา 58, เงื่อนไขไม่ให้นำข้อจำกัดความรับผิดมาใช้ตามมาตรา 60, ความแตกต่างระหว่างความบกพร่องอย่างร้ายแรงกับความประมาทเลินเล่อธรรมดา, สิทธิของผู้รับประกันภัยในการรับช่วงสิทธิตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเล, การรับผิดของเจ้าของเรือและตัวแทน

        ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ  

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับความรับผิดต่อความเสียหายของสินค้าในการขนส่งทางทะเล ระหว่างผู้ส่งสินค้า ผู้ขนส่ง เจ้าของเรือ ตัวแทนผู้ขนส่ง และผู้รับประกันภัยที่รับช่วงสิทธิ เริ่มตั้งแต่การบรรทุกสินค้าจากต่างประเทศ การถ่ายลำลงเรืออีกลำมาถึงท่าเรือกรุงเทพ จนถึงขั้นตอนการขนถ่ายเข้าเก็บในคลังสินค้า ศาลวินิจฉัยทั้งประเด็นว่า ตัวแทนผู้ขนส่งจะต้องรับผิดตามสัญญาแต่ลำพังในกรณีใดตามมาตรา 824 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การรับผิดของเจ้าของเรือในฐานะผู้ขนส่งเมื่อเกิดความเสียหายในระหว่างที่สินค้ายังอยู่ในความดูแล และการใช้ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 และมาตรา 60 รวมถึงผลของคำพิพากษาต่อจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ในกรณีหนี้ไม่อาจแบ่งแยกได้

ข้อเท็จจริงโดยสรุปของคดี

บริษัทผู้ซื้อสินค้าในประเทศไทยสั่งซื้อ “ลูกกลิ้งสำหรับทำกระดาษ” จำนวน 6 อัน จากผู้ขายในประเทศอังกฤษ ผู้ซื้อได้เอาประกันภัยสินค้าระหว่างการขนส่งไว้กับบริษัทประกันภัยโจทก์ ตามกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเล จากนั้นผู้ขายมอบสินค้าในสภาพเรียบร้อยให้แก่ผู้ขนส่งรายแรก โดยจำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 เป็นผู้จัดการขนส่งทางเรือจากอังกฤษ

สินค้าถูกบรรทุกลงเรือฮุนได เยนเนอรัล จากท่าเรือประเทศอังกฤษไปยังเมืองพอร์ทคลาง ประเทศมาเลเซีย เมื่อเรือมาถึงจุดถ่ายลำ ได้มีการขนถ่ายสินค้าจากเรือฮุนได เยนเนอรัล ขึ้นจากเรือ และนำไปบรรทุกลงเรือสินาร์ บาลี ซึ่งมีจำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของเรือ และมีจำเลยที่ 6 เป็นตัวแทนเจ้าของเรือในประเทศไทย ต่อมาจำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 6 ได้ออกใบตราส่งสำหรับช่วงการขนส่งจากมาเลเซียมายังท่าเรือกรุงเทพ

เมื่อเรือสินาร์ บาลี มาถึงท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 4 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 3 และจำเลยที่ 6 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 5 ร่วมกันดำเนินการขนถ่ายสินค้าขึ้นจากเรือ เพื่อนำไปเก็บรักษาในคลังสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ระหว่างขั้นตอนดังกล่าว ปรากฏว่าลังบรรจุสินค้าลูกกลิ้งตกกระแทกพื้น ทำให้ลูกกลิ้งเสียหาย 1 อัน มูลค่าความเสียหาย 304,457.49 บาท

โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยตามกรมธรรม์ ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนดังกล่าวให้แก่ผู้ซื้อ จากนั้นได้ใช้สิทธิรับช่วงสิทธิ (subrogation) เรียกให้จำเลยทั้งหกชำระคืน แต่จำเลยไม่ยินยอม จึงฟ้องเรียกให้จำเลยทั้งหกชำระเงิน 304,457.49 บาท พร้อมดอกเบี้ย และขอให้รับผิดร่วมกัน

จำเลยที่ 1 แถลงว่าตนเป็นเพียงผู้รับจ้างขนส่งรายแรก ได้มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ขนส่งต่อ และอ้างข้อจำกัดความรับผิดตามกฎหมาย โดยให้รับผิดไม่เกินเพดานตามกิโลกรัม น้ำหนัก หรือหน่วยการขนส่ง จำเลยที่ 2 และที่ 4 แถลงว่าเป็นเพียงผู้รับจัดการขนส่ง (freight forwarder) มิใช่ผู้ขนส่งทางทะเล และยืนยันว่าไม่ได้ร่วมขนถ่ายสินค้าให้เกิดความเสียหาย จำเลยที่ 5 และที่ 6 แถลงว่าความเสียหายเกิดจากการบรรจุหีบห่อไม่เหมาะสมตั้งแต่ต้นทาง มิใช่เพราะการขนถ่าย และหากต้องรับผิดก็จำกัดเพียง 56,850 บาทตามกฎหมายการรับขนของทางทะเล

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 202,971.66 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี จากวันที่ 8 กันยายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ และยกฟ้องจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 จึงฎีกาต่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญที่ต้องวินิจฉัย

จากข้อเท็จจริง คดีนี้มีประเด็นข้อกฎหมายหลักที่ศาลฎีกาต้องวินิจฉัย ได้แก่

1 ตัวแทนผู้ขนส่งต้องรับผิดตามสัญญาแต่ลำพังเมื่อใด ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824

ว่ากรณีใดตัวแทนของผู้ขนส่งหรือตัวแทนของตัวการที่อยู่ต่างประเทศจะต้องรับผิดตามสัญญาแต่ลำพัง แม้ชื่อของตัวการจะเปิดเผยแล้ว และเงื่อนไขของการ “ทำสัญญาแทนตัวการอยู่ต่างประเทศ” ตามบทบัญญัติ มาตรา 824 เป็นอย่างไร

2 ผู้ขนส่งทางทะเลต้องรับผิดต่อความเสียหายของสินค้าขอบเขตใด

ว่าความเสียหายของลูกกลิ้งเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่งรายใด และเจ้าของเรือซึ่งเป็นผู้ขนส่งช่วงสุดท้ายต้องรับผิดเพียงใด

3 การนำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 มาใช้บังคับ และข้อยกเว้นตามมาตรา 60

ว่ากรณีนี้สามารถใช้ข้อจำกัดความรับผิดได้หรือไม่ หรือเป็นกรณีที่ต้องตัดข้อจำกัดความรับผิดออกเพราะมี “ความบกพร่องอย่างร้ายแรง” หรือเจตนาหรือการละเลยทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าความเสียหายอาจเกิดขึ้น ตามมาตรา 60 (1)

4 ผลของคำพิพากษาในคดีหนี้ไม่อาจแบ่งแยก และการขยายผลถึงจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์

ว่าศาลฎีกาสามารถแก้ไขจำนวนเงินที่จำเลยบางรายต้องรับผิด แล้วขยายผลไปถึงจำเลยรายอื่นซึ่งไม่อุทธรณ์ได้หรือไม่ โดยอาศัยพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1)

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในแต่ละประเด็น

1 ความรับผิดต่อความเสียหายของสินค้าในส่วนของจำเลยที่ 5 และที่ 6

ศาลฎีกาวินิจฉัยจากพยานหลักฐานและคำให้การของคู่ความว่า ผู้ขายที่อังกฤษได้มอบสินค้าในสภาพเรียบร้อยให้แก่ผู้ขนส่งรายแรก และมีการถ่ายลำสินค้าลงเรือสินาร์ บาลี ของจำเลยที่ 5 ที่เมืองพอร์ทคลาง เมื่อเรือสินาร์ บาลี มาถึงท่าเรือกรุงเทพ มีการเปิดตู้คอนเทนเนอร์ต่อหน้าศุลกากรและเจ้าหน้าที่การท่าเรือแห่งประเทศไทย พบว่าหีบห่อสินค้าพิพาทแตกทั้ง 6 หีบห่อ และมีลูกกลิ้งในหีบห่อหนึ่งเสียหาย

ศาลเห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ขนส่งได้รับสินค้าจากต้นทางในสภาพเรียบร้อย แต่ต่อมาพบว่าสินค้าเสียหายก่อนส่งมอบให้เจ้าหน้าที่การท่าเรือฯ และจำเลยที่ 5 กับที่ 6 ไม่สามารถหักล้างข้อเท็จจริงดังกล่าวได้ จึงรับฟังได้ว่า ความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าดังกล่าวอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง คือจำเลยที่ 5 เจ้าของเรือสินาร์ บาลี จำเลยที่ 5 จึงต้องรับผิดในความเสียหายนั้น

ในส่วนของจำเลยที่ 6 ศาลตรวจดูใบตราส่ง พบว่าจำเลยที่ 6 เป็นผู้ออกใบตราส่งในนามของจำเลยที่ 5 และเข้าดำเนินการส่งมอบสินค้าแทนจำเลยที่ 5 จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 6 เป็นตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 5

2 การไม่ให้จำเลยที่ 2 รับผิดตามมาตรา 824

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ร่วมรับผิด โดยถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวแทนดำเนินกิจการของจำเลยที่ 1 ในประเทศไทย และถือว่ามีส่วนในการขนถ่ายสินค้าจนเกิดความเสียหาย

แต่ศาลฎีกาตรวจพยานหลักฐานแล้วเห็นว่า แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการอยู่ต่างประเทศ แต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 2 ได้ “ทำสัญญารับขนของทางทะเลแทนจำเลยที่ 1” ตามความหมายของมาตรา 824 โดยตรง พยานโจทก์ที่กล่าวว่าจำเลยที่ 2 เข้าร่วมขนถ่ายสินค้าก็ไม่ได้เห็นเหตุการณ์ด้วยตนเอง และไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน

ศาลจึงวางหลักว่า ตัวแทนจะต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ตามสัญญาแต่ลำพังตามมาตรา 824 ได้ก็เฉพาะเมื่อ “ทำสัญญาแทนตัวการที่อยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ” อย่างชัดแจ้ง และมีข้อเท็จจริงยืนยันการเข้าทำสัญญานั้น ในคดีนี้จำเลยที่ 2 ไม่ได้เข้าทำสัญญารับขนสินค้าทางทะเลและไม่ได้เข้าร่วมขนถ่ายสินค้าจนเกิดความเสียหาย จึงไม่อยู่ในบังคับมาตรา 824 และไม่ต้องรับผิด ศาลฎีกาจึงพิพากษาให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2

3 การใช้ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58 และข้อยกเว้นตามมาตรา 60 แห่ง พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล

ศาลพิจารณามาตรา 60 ที่บัญญัติข้อยกเว้นไม่ให้นำข้อจำกัดความรับผิดตามมาตรา 58 มาใช้ โดยเฉพาะกรณีที่การสูญหายหรือเสียหายเกิดจากการกระทำโดยเจตนาหรือโดยละเลย หรือไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าความเสียหายอาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งถือเป็น “ความบกพร่องอย่างร้ายแรง”

ในคดีนี้ พยานโจทก์ให้การเพียงว่า ในการขนถ่ายสินค้าเข้าเก็บในคลังสินค้า จำเลยที่ 2 ที่ 4 และที่ 6 มิได้ใช้ความระมัดระวังให้ดีพอ อาจเลือกผู้รับจ้างไม่ดีจึงทำให้ลังตกกระแทกพื้น แต่พยานไม่ได้เห็นเหตุการณ์จริง เป็นเพียงความเห็นจากการคาดคะเน ศาลเห็นว่า หลักฐานดังกล่าวไม่เพียงพอที่จะยกระดับเป็นการกระทำโดยเจตนาหรือความบกพร่องอย่างร้ายแรงตามมาตรา 60 (1)

เมื่อไม่มีข้อเท็จจริงยืนยันว่าจำเลยที่ 5 และที่ 6 หรือตัวแทนกระทำด้วยเจตนา หรือโดยละเลยทั้งที่รู้ว่าความเสียหายอาจเกิดขึ้นได้ จึงไม่เข้าเงื่อนไขข้อยกเว้นตามมาตรา 60 ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 5 และที่ 6 มีสิทธิได้รับประโยชน์จากข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58

เมื่อนำบทบัญญัติมาตรา 58 มาใช้ ค่าชดใช้จำกัดไว้ที่หนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งหรือกิโลกรัมละสามสิบบาทต่อน้ำหนักสุทธิ แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า ลูกกลิ้งที่เสียหายหนัก 1,895 กิโลกรัม เมื่อคูณด้วยอัตรากิโลกรัมละ 30 บาท ได้จำนวน 56,850 บาท ซึ่งสูงกว่าหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วย ศาลจึงกำหนดให้จำเลยที่ 5 และที่ 6 รับผิดเพียง 56,850 บาท

4 ผลของคำพิพากษาต่อจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะหนี้ไม่อาจแบ่งแยก

คดีนี้เป็นเรื่องการชำระหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ ระหว่างจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะผู้ขนส่งและผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการขนส่ง ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อจำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์เรื่องจำนวนเงินที่ต้องรับผิดจนทำให้ศาลฎีกาลดจำนวนความรับผิดลง และคดีมีลักษณะเป็นหนี้ไม่อาจแบ่งแยก จึงสมควรให้ผลของคำพิพากษาในส่วนจำนวนเงินดังกล่าวมีผลถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ด้วย แม้จำเลยที่ 1 และที่ 3 จะมิได้อุทธรณ์

ศาลอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ.2539 มาตรา 45 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 245 (1) แก้คำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันรับผิดเพียง 56,850 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กันยายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ และยกฟ้องจำเลยที่ 2

หลักกฎหมายสำคัญที่ศาลฎีกาวางไว้

1 หลักการที่ตัวแทนจะต้องรับผิด “แต่ลำพัง” ตามมาตรา 824 ป.พ.พ.

ศาลฎีกาย้ำความหมายของมาตรา 824 ว่า ตัวแทนจะต้องรับผิดตามสัญญาแต่ลำพัง แม้ชื่อของตัวการจะเปิดเผยแล้ว ก็ต่อเมื่อ

ตัวแทนเป็นผู้ “ทำสัญญาแทนตัวการ” จริง

ตัวการอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ

มีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานชัดเจนว่า ตัวแทนเป็นผู้เข้าทำสัญญานั้น

กรณีของจำเลยที่ 2 ศาลถือว่าการที่เป็นเพียงตัวแทนประสานงานหรือจัดการเอกสาร และไม่ได้ทำสัญญารับขนของทางทะเลหรือเข้าร่วมขนถ่ายสินค้าจนเกิดความเสียหาย ไม่เข้าองค์ประกอบมาตรา 824 จึงไม่ต้องรับผิด

ในทางปฏิบัติ หลักนี้มีความสำคัญต่อผู้ประกอบธุรกิจขนส่งและตัวแทนขนส่งในไทย เนื่องจากหากตัวแทนลงนามหรือทำสัญญาแทนผู้ขนส่งหรือตัวการต่างประเทศอย่างชัดเจน อาจถูกฟ้องให้รับผิดร่วมกับตัวการได้โดยตรง

2 หลักความรับผิดของผู้ขนส่งทางทะเลและภาระการพิสูจน์

ศาลวางหลักว่า เมื่อพิสูจน์ได้ว่า

ผู้ส่งมอบสินค้าต่อผู้ขนส่ง ณ ต้นทางในสภาพเรียบร้อย

ต่อมาพบว่าสินค้าเสียหายก่อนถึงมือผู้รับตราส่ง หรือก่อนส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ท่าเรือในสภาพสมบูรณ์

ย่อมมีน้ำหนักให้สันนิษฐานว่าความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง ช่วยลดภาระการพิสูจน์ที่ซับซ้อนของผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหาย ที่อาจไม่สามารถชี้ชัดได้ว่าความเสียหายเกิดขึ้นจากขั้นตอนใดในห่วงโซ่การขนส่งหลายช่วง

3 ความแตกต่างระหว่าง “ความบกพร่องอย่างร้ายแรง” กับ “ความประมาทเลินเล่อธรรมดา” ตามมาตรา 60

ศาลตีความมาตรา 60 (1) ว่าการไม่นำข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งมาใช้ ต้องเป็นกรณีที่ผู้ขนส่งมีพฤติการณ์ที่เข้มข้นยิ่งกว่าความประมาทเลินเล่อธรรมดา เช่น

มีเจตนาให้เกิดความเสียหาย หรือ

ละเลยหรือไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้ว่าความเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน

คำให้การหรือคำพยานที่เป็นเพียง “การคาดเดา” ว่าผู้ขนส่งอาจใช้ความระมัดระวังไม่เพียงพอ โดยไม่มีข้อเท็จจริงยืนยันพฤติการณ์อย่างร้ายแรง จะยังไม่เพียงพอที่จะตัดสิทธิของผู้ขนส่งในการอ้างข้อจำกัดความรับผิดตามมาตรา 58

4 หลักการขยายผลคำพิพากษาถึงคู่ความที่ไม่ได้อุทธรณ์ในหนี้ไม่อาจแบ่งแยก

ศาลใช้บทบัญญัติมาตรา 245 (1) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ที่ให้อำนาจศาลชั้นอุทธรณ์หรือศาลฎีกา ในกรณีที่หนี้เป็นหนี้ไม่อาจแบ่งแยกได้ หากมีจำเลยบางรายอุทธรณ์และศาลเห็นสมควรกลับคำพิพากษา ก็สามารถชี้ขาดให้ผลของคำพิพากษาขยายไปถึงคู่ความฝ่ายอื่นในศาลชั้นต้นได้

คดีนี้เมื่อจำเลยที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์เรื่องจำนวนเงินที่ต้องรับผิด และศาลฎีกาลดจำนวนความรับผิดลง ศาลจึงขยายผลให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ซึ่งเป็นหนี้ร่วมแบบไม่อาจแบ่งแยกได้รับประโยชน์จากการลดจำนวนหนี้ด้วย เพื่อให้การบังคับคดีเป็นเอกภาพและเป็นธรรม

สรุปข้อคิดทางกฎหมายจากคำพิพากษา

1.ในคดีการขนส่งสินค้าทางทะเล ผู้เอาประกันภัยหรือผู้เสียหายควรเก็บรักษาเอกสารที่ยืนยันว่า สินค้าอยู่ในสภาพเรียบร้อย ณ ต้นทาง และเอกสารการสำรวจเมื่อพบความเสียหาย ณ ปลายทางอย่างครบถ้วน เพื่อใช้พิสูจน์ว่าความเสียหายเกิดในช่วงที่ผู้ขนส่งดูแลสินค้า

2.การฟ้องตัวแทนให้รับผิดตามมาตรา 824 ต้องตรวจสอบให้ชัดว่า ตัวแทนได้เข้าทำสัญญาแทนตัวการต่างประเทศจริงหรือไม่ การเป็นเพียงผู้ประสานงาน หรือผู้ทำเอกสารยังไม่เพียงพอให้เกิดความรับผิดส่วนตัวของตัวแทน

3.การจะตัดสิทธิผู้ขนส่งไม่ให้ใช้ข้อจำกัดความรับผิดตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล ต้องมีหลักฐานชัดเจนถึงพฤติการณ์ที่เข้มข้นในลักษณะเจตนาหรือความบกพร่องอย่างร้ายแรง ไม่ใช่เพียงความประมาทเลินเล่อธรรมดา

4.ในกรณีหนี้ไม่อาจแบ่งแยก หากมีจำเลยบางรายอุทธรณ์จนทำให้จำนวนหนี้ลดลง คู่จำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์อาจได้รับประโยชน์จากคำพิพากษานั้นด้วย โดยอาศัยอำนาจของศาลตามมาตรา 245 (1) ซึ่งเป็นหลักสำคัญในการวางแผนกลยุทธ์ในการดำเนินคดี

บทสรุปแล้ว คำพิพากษานี้เป็นตัวอย่างสำคัญของการบรรจบกันระหว่างกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยตัวแทน กฎหมายการขนส่งทางทะเล และกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งในเรื่องหนี้ไม่อาจแบ่งแยก ซึ่งผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง ผู้รับประกันภัย และทนายความควรศึกษาอย่างใกล้ชิดเพื่อใช้วางโครงสร้างสัญญาและกลยุทธ์ทางคดีให้เหมาะสม

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น (ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง) พิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 202,971.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กันยายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ และยกฟ้องจำเลยที่ 4

2. ศาลอุทธรณ์ ในคดีประเภทนี้ไม่มีศาลอุทธรณ์ระหว่างชั้น เพราะเป็นคดีในเขตอำนาจของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ คำพิพากษาศาลชั้นต้นจึงถูกฎีกาต่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศโดยตรง

3. ศาลฎีกา แก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และกำหนดให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันรับผิดต่อโจทก์เพียง 56,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 8 กันยายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ โดยใช้ข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล และขยายผลคำพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ในฐานะหนี้ไม่อาจแบ่งแยกได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 176/2551

 ตัวแทนที่จะต้องรับผิดตามสัญญาแต่ลำพังจะต้องเป็นตัวแทนที่ทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 จำเลยที่ 2 ในฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 1 ไม่ได้เข้าร่วมขนถ่ายสินค้าและทำให้สินค้าเสียหาย ดังนี้ จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิดเพื่อความเสียหายดังกล่าว

ผู้ขนส่งได้รับสินค้าไว้จากผู้ส่ง ณ ต้นทางในสภาพเรียบร้อยแต่ความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง จำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นเจ้าของเรือที่ขนส่งสินค้าจึงต้องรับผิดเพื่อความเสียหายดังกล่าว จำเลยที่ 6 ซึ่งเป็นตัวแทนจำเลยที่ 5 ได้ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 5 ตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ จำเลยที่ 6 จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 5 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824

เหตุที่จะไม่นำข้อจำกัดความรับผิดมาใช้ตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 60 ต้องเป็นเรื่องที่ผู้ขนส่งมีความบกพร่องอย่างร้ายแรง ซึ่งไม่รวมถึงการประมาทเลินเล่อธรรมดา เมื่อเหตุที่สินค้าเสียหายมิได้เกิดจากการที่จำเลยที่ 5 ที่ 6 หรือตัวแทนกระทำหรืองดเว้นกระทำการโดยเจตนาที่จะให้เกิดการเสียหาย หรือโดยละเลย หรือไม่เอาใจใส่ทั้งที่รู้ว่าการเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้หรือไม่ซึ่งจะตกอยู่ในบังคับมาตรา 60 (1) จำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงได้รับประโยชน์โดยผลของกฎหมายในการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามมาตรา 58

โจทก์ฟ้องว่า บริษัทกระดาษสหไทย จำกัด (มหาชน) สั่งซื้อลูกกลิ้งทำกระดาษ 6 อัน ราคา 23,100 ปอนด์สเตอร์ลิง จากบริษัทเดวิด เบนลี่ย์ จำกัด ในอังกฤษ ผู้ซื้อเอาประกันภัยไว้กับโจทก์ ผู้ขายส่งมอบสินค้าให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 ในสภาพเรียบร้อย จำเลยที่ 1 และที่ 3 บรรทุกลงเรือฮุนได เยนเนอรัล จากอังกฤษไปพอร์ทคลาง มาเลเซีย แล้วขนถ่ายลงเรือสินาร์ บาลี ของจำเลยที่ 5 โดยจำเลยที่ 6 เป็นตัวแทน ออกใบตราส่งให้จำเลยที่ 3 เมื่อเรือถึงท่าเรือกรุงเทพ วันที่ 17 กรกฎาคม 2546 จำเลยที่ 2 (ตัวแทนจำเลยที่ 1) จำเลยที่ 4 (ตัวแทนจำเลยที่ 3) และจำเลยที่ 6 (ตัวแทนจำเลยที่ 5) ขนถ่ายสินค้าไว้ในคลังของการท่าเรือฯ โดยอ้างว่าใช้ความระมัดระวังไม่เพียงพอ ทำให้ลังตกกระแทกพื้น ลูกกลิ้งเสียหาย 1 อัน มูลค่า 304,457.49 บาท โจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยจ่ายค่าสินไหมแก่ผู้ซื้อแล้วเมื่อ 8 กันยายน 2546 และทวงถามจำเลยทั้งหกแต่ไม่ชำระ จึงฟ้องเรียก 304,457.49 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมถึงวันฟ้อง 320,631.79 บาท และดอกเบี้ยต่อไปจนชำระเสร็จ

จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การ จำเลยที่ 1 ให้การว่าเป็นผู้รับขนส่งจากผู้ขาย แล้วมอบหมายให้จำเลยที่ 3 ขนต่อแบบ CFS/CFS ผู้ส่งเป็นผู้นำของมาส่งให้จำเลยที่ 3 และเป็นผู้บรรจุเข้าตู้ เมื่อถึงท่าเรือกรุงเทพผู้ขนส่งส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ที่สภาพและตราผนึกเรียบร้อย ความเสียหายไม่เกิดจากความประมาทอย่างร้ายแรงของจำเลยที่ 1 หากต้องรับผิดก็จำกัดตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ คือไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทต่อหน่วยหรือกิโลกรัมละสามสิบบาท ขอให้ยกฟ้อง

จำเลยที่ 2 และที่ 4 ให้การว่าเป็นเพียงผู้รับจัดการขนส่ง (freight forwarder) ไม่ใช่ผู้รับขนทางทะเล จำเลยที่ 2 ไม่ได้ออกหรือลงสัญญารับขนแทนจำเลยที่ 1 และไม่ได้ร่วมขนถ่ายสินค้าจากเรือสินาร์ บาลี จึงไม่ต้องรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 หากต้องรับผิดก็ขอจำกัดไม่เกินกิโลกรัมละสามสิบบาท

จำเลยที่ 5 และที่ 6 ให้การว่า จำเลยที่ 5 เป็นเจ้าของเรือและแต่งตั้งจำเลยที่ 6 เป็นตัวแทนในไทย รับผิดช่วงขนส่งจากพอร์ทคลางถึงท่าเรือกรุงเทพ เดิมตกลงเงื่อนไข CY/CY หรือ FCL/FCL ไม่เกี่ยวกับการบรรจุสินค้าในตู้ซึ่งเป็นหน้าที่ของบริษัทในมาเลเซีย ต่อเมื่อเรือถึงท่าเรือกรุงเทพ จำเลยที่ 6 กับเจ้าหน้าที่ศุลกากรและการท่าเรือฯ ตรวจตู้พบว่าตู้และตราผนึกเรียบร้อย เมื่อขนถ่าย 76 หีบห่อออกจากตู้ พบหีบห่อเสียหาย 11 หีบ รวมลูกกลิ้ง 6 หีบ หีบหมายเลข 5 น้ำหนัก 1,895 กิโลกรัมเสียหาย จึงทำบันทึกและนำเข้าเก็บคลังที่ 13 จำเลยที่ 5 และที่ 6 อ้างว่าความเสียหายเกิดจากการบรรจุหีบห่อไม่แข็งแรงและจัดวางในตู้ไม่เหมาะสม มิใช่ความผิดของผู้ขนส่ง หากต้องรับผิดก็จำกัดไม่เกิน 56,850 บาท

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระ 202,971.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่ 8 กันยายน 2546 จนชำระเสร็จ ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่เกิน 16,174.20 บาท ให้จำเลยดังกล่าวรับผิดค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์และกำหนดค่าทนาย 10,000 บาท ยกฟ้องจำเลยที่ 4 ค่าใช้จ่ายของจำเลยที่ 4 ให้เป็นพับ จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ

ศาลฎีกาวินิจฉัยรับฟังข้อเท็จจริงร่วมกันว่า บริษัทกระดาษสหไทยฯ ซื้อสินค้าจากอังกฤษ เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ ผู้ขายว่าจ้างจำเลยที่ 1 ขนส่งมายังไทย จำเลยที่ 1 มอบหมายให้จำเลยที่ 3 ขนส่งต่อ เมื่อต่อเรือสินาร์ บาลี ของจำเลยที่ 5 มีจำเลยที่ 6 เป็นตัวแทนในไทย เมื่อเรือถึงท่าเรือกรุงเทพและนำสินค้าเข้าเก็บคลังของการท่าเรือฯ ผู้ซื้อพบว่าสินค้าเสียหาย 1 อัน โจทก์ในฐานะผู้ประกันภัยได้ชดใช้และรับช่วงสิทธิเรียกค่าสินไหม

ปัญหาคือ จำเลยที่ 2 ที่ 5 และที่ 6 ต้องรับผิดหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า การที่ตัวแทนจะต้องรับผิดแต่ลำพังตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 ต้องเป็นกรณีทำสัญญาแทนตัวการต่างประเทศและมีภูมิลำเนาต่างประเทศ ซึ่งพยานโจทก์ยืนยันเพียงว่าผู้ขายส่งมอบสินค้าให้จำเลยที่ 1 และที่ 3 และเป็นผู้ออกใบตราส่ง ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 ทำสัญญารับขนแทนจำเลยที่ 1 หรือเข้าร่วมขนถ่ายสินค้าจริง พยานไม่ได้เห็นเหตุการณ์เอง และโจทก์ไม่มีพยานอื่นสนับสนุน จึงรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 ร่วมขนถ่ายสินค้าและทำให้เสียหาย จำเลยที่ 2 จึงไม่ต้องรับผิด อุทธรณ์จำเลยที่ 2 ฟังขึ้น

สำหรับจำเลยที่ 5 ศาลเห็นว่า แม้จะอ้างว่าความรับผิดสิ้นสุดเมื่อส่งมอบตู้ให้การท่าเรือฯ ภายใต้เงื่อนไข CY/CY หรือ FCL/FCL แต่มิใช่ เพราะได้ตกลงเปลี่ยนเป็น CFS/CFS เปิดตู้และขนถ่ายที่ท่าเรือกรุงเทพก่อนนำไปเก็บคลัง ความรับผิดจึงยังอยู่ในระหว่างการดูแลของจำเลยที่ 5 จนกว่าจะส่งมอบสินค้าให้การท่าเรือฯ เมื่อจำเลยที่ 5 และที่ 6 ยอมรับว่าเมื่อเปิดตู้พบหีบห่อแตกทั้ง 6 หีบ และลูกกลิ้งในหีบหมายเลข 5 เสียหาย ประกอบกับเอกสารสำรวจสินค้าของการท่าเรือฯ และคำให้การพยานโจทก์ จึงฟังได้ว่าความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างที่สินค้าฝากอยู่ในการดูแลของผู้ขนส่ง จำเลยที่ 5 ต้องรับผิด

ส่วนจำเลยที่ 6 แม้จะอ้างว่าเป็นเพียงตัวแทนผู้ขนส่ง แต่จากใบตราส่งซึ่งออกแทนจำเลยที่ 5 และการดำเนินการส่งมอบสินค้าให้ผู้รับตราส่ง ทำให้ฟังได้ว่าจำเลยที่ 6 ทำสัญญาแทนจำเลยที่ 5 ซึ่งเป็นตัวการอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาต่างประเทศ จึงต้องร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 5 ตาม ป.พ.พ. มาตรา 824

ประเด็นต่อมาคือ การจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตาม พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเล พ.ศ.2534 มาตรา 58 จะใช้ได้หรือไม่ มาตรา 60 กำหนดข้อยกเว้นสำหรับกรณีผู้ขนส่งมีเจตนาหรือบกพร่องอย่างร้ายแรง ซึ่งสูงกว่าความประมาทธรรมดา พยานโจทก์เพียงให้ถ้อยคำตามคาดคะเนว่าอาจเกิดจากการขนถ่ายไม่ระมัดระวัง โดยไม่ได้เห็นเหตุการณ์ และจำเลยที่ 5 กับที่ 6 ไม่ได้สืบว่าเหตุใดสินค้าจึงเสียหาย จึงไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าเป็นการกระทำหรือเว้นกระทำโดยเจตนาหรือบกพร่องอย่างร้ายแรงตามมาตรา 60 (1) จำเลยที่ 5 และที่ 6 จึงยังได้รับประโยชน์จากข้อจำกัดความรับผิดตามมาตรา 58

เมื่อสินค้าลูกกลิ้ง 1 อัน น้ำหนัก 1,895 กิโลกรัม ความรับผิดจึงจำกัดเพียง 56,850 บาท (คำนวณจากกิโลกรัมละ 30 บาท ซึ่งสูงกว่าจำกัดหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง) โดยเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยก และจำเลยที่ 5 และที่ 6 เป็นผู้อุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงขยายผลคำพิพากษาไปถึงจำเลยที่ 1 และที่ 3 ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 45 ประกอบ ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) แก้คำพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ร่วมกันชำระเพียง 56,850 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่ 8 กันยายน 2546 จนกว่าจะชำระเสร็จ ยกฟ้องจำเลยที่ 2 และให้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นฎีการะหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 5–6 และระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ให้เป็นพับ

ส่วนบทกฎหมายสำคัญ ศาลวางหลักตาม ป.พ.พ. มาตรา 824 ว่าตัวแทนจะต้องรับผิดตามสัญญาแต่ลำพังเมื่อทำสัญญาแทนตัวการต่างประเทศเท่านั้น เว้นแต่สัญญาจะตัดความรับผิดของตัวแทน สำหรับ พ.ร.บ.การรับขนของทางทะเลฯ มาตรา 58 กำหนดเพดานความรับผิดของผู้ขนส่งต่อหน่วยหรือกิโลกรัม และมาตรา 60 บัญญัติข้อยกเว้นไม่ให้ใช้ข้อจำกัดดังกล่าวในกรณีเจตนา หรือการละเลยอย่างร้ายแรง หรือกรณีตกลงเพิ่มความรับผิดหรือฉ้อฉลในการออกใบตราส่ง รวมถึงกรณีที่ผู้ส่งแจ้งราคาไว้ในใบตราส่ง ส่วน พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาฯ มาตรา 45 และ ป.วิ.พ. มาตรา 245 ให้อำนาจศาลฎีกาให้คำพิพากษามีผลครอบคลุมคู่ความอื่นในคดีที่เป็นหนี้ไม่อาจแบ่งแยกได้ แม้คู่ความบางรายไม่ได้อุทธรณ์เองก็ตาม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับอะไรในการขนส่งสินค้าทางทะเล

ถาม: คดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับอะไรในการขนส่งสินค้าทางทะเล

ตอบ: คดีนี้เป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับความเสียหายของลูกกลิ้งสำหรับทำกระดาษ 1 อัน ซึ่งเกิดความเสียหายในระหว่างการขนส่งทางทะเลและการขนถ่ายสินค้า ณ ท่าเรือกรุงเทพ ผู้ซื้อได้เอาประกันภัยสินค้าไว้กับบริษัทประกันภัย เมื่อสินค้าเสียหาย บริษัทประกันภัยในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้ซื้อแล้วใช้สิทธิรับช่วงฟ้องเรียกค่าเสียหายจากผู้ขนส่ง เจ้าของเรือ ตัวแทนเจ้าของเรือ และผู้รับจัดการขนส่ง ศาลจึงต้องพิจารณาทั้งช่วงเวลาความรับผิดของผู้ขนส่ง ขอบเขตความรับผิดของตัวแทนและผู้รับจัดการขนส่ง ตลอดจนการใช้บังคับบทบัญญัติเรื่องการจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งตามพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534

2. ผู้รับประกันภัยใช้สิทธิรับช่วงฟ้องผู้ขนส่งและจำเลยอื่นได้อย่างไรในคดีนี้

ถาม: ผู้รับประกันภัยใช้สิทธิรับช่วงฟ้องผู้ขนส่งและจำเลยอื่นได้อย่างไรในคดีนี้

ตอบ: ผู้ซื้อสินค้าได้เอาประกันภัยสินค้าระหว่างการขนส่งทางทะเล เมื่อเกิดความเสียหายของลูกกลิ้งสำหรับทำกระดาษ บริษัทประกันภัยในฐานะผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้ซื้อครบถ้วนแล้ว จึงได้รับสิทธิรับช่วงจากผู้เอาประกันภัยตามกฎหมาย ให้มีสิทธิฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนจากผู้ที่ต้องรับผิดแทนผู้เอาประกันภัยได้โดยตรง ในคดีนี้บริษัทประกันภัยจึงยื่นฟ้องผู้ขนส่ง เจ้าของเรือ ตัวแทนเจ้าของเรือ และผู้รับจัดการขนส่ง เพื่อให้ร่วมกันรับผิดชดใช้ค่าเสียหายตามจำนวนที่ได้ชำระไปพร้อมดอกเบี้ย

3. ตัวแทนและผู้รับจัดการขนส่งต้องรับผิดในฐานะตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการต่างประเทศตามมาตรา 824 อย่างไร และเพราะเหตุใดบางจำเลยจึงไม่ต้องรับผิด

ถาม: ตัวแทนและผู้รับจัดการขนส่งต้องรับผิดในฐานะตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการต่างประเทศตามมาตรา 824 อย่างไร และเพราะเหตุใดบางจำเลยจึงไม่ต้องรับผิด

ตอบ: มาตรา 824 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กำหนดว่า ถ้าตัวแทนทำสัญญาแทนตัวการซึ่งอยู่ต่างประเทศและมีภูมิลำเนาในต่างประเทศ ตัวแทนต้องรับผิดตามสัญญานั้นแต่ลำพัง เว้นแต่ข้อความแห่งสัญญาจะแย้งกับความรับผิดของตัวแทน การจะใช้บทนี้ได้ต้องพิสูจน์ว่าตัวแทนเป็นผู้ทำสัญญารับขนหรือออกใบตราส่งในนามตัวการโดยตรง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่เป็นผู้รับจัดการขนส่งและตัวแทนในประเทศไทยบางรายมีบทบาทเพียงจัดการด้านเอกสาร เช่น รับแลกใบสั่งปล่อย แจ้งกำหนดการเรือ ไม่ได้ทำสัญญารับขนแทนตัวการ ไม่ได้ออกใบตราส่ง และไม่มีหลักฐานว่าร่วมขนถ่ายสินค้าจนเป็นเหตุเสียหาย จึงไม่เข้าเงื่อนไขมาตรา 824 และไม่ต้องร่วมรับผิดกับผู้ขนส่งและเจ้าของเรือ

4. การเปลี่ยนเงื่อนไขการขนส่งจากระบบซีวาย/ซีวาย หรือเอฟซีแอล/เอฟซีแอล มาเป็นระบบซีเอฟเอส/ซีเอฟเอส มีผลต่อช่วงเวลาความรับผิดของผู้ขนส่งอย่างไร

ถาม: การเปลี่ยนเงื่อนไขการขนส่งจากระบบซีวาย/ซีวาย หรือเอฟซีแอล/เอฟซีแอล มาเป็นระบบซีเอฟเอส/ซีเอฟเอส มีผลต่อช่วงเวลาความรับผิดของผู้ขนส่งอย่างไร

ตอบ: โดยหลักการ ระบบซีวาย/ซีวาย หรือเอฟซีแอล/เอฟซีแอล มักถือว่าความรับผิดของผู้ขนส่งสิ้นสุดเมื่อส่งมอบตู้คอนเทนเนอร์ในสภาพเรียบร้อยให้แก่การท่าเรือหรือผู้รับ ณ ปลายทาง แต่ในคดีนี้ ก่อนเรือถึงท่าเรือกรุงเทพ ผู้ขนส่งและผู้เกี่ยวข้องได้ตกลงเปลี่ยนเงื่อนไขที่ปลายทางเป็นระบบซีเอฟเอส/ซีเอฟเอส ให้เปิดตู้คอนเทนเนอร์ที่ท่าเรือ ขนถ่ายสินค้าออกจากตู้แล้วนำเข้าเก็บในคลังสินค้าของการท่าเรือแห่งประเทศไทยเพื่อรอผู้รับมารับสินค้า การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้ช่วงเวลาความรับผิดของผู้ขนส่งต่อเนื่องไปจนถึงขั้นตอนการนำสินค้าเข้าเก็บในคลังสินค้า เมื่อพบหีบห่อแตกหักและลูกกลิ้งเสียหายในขั้นตอนนี้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าความเสียหายเกิดขึ้นขณะยังอยู่ในความดูแลของผู้ขนส่ง ผู้ขนส่งจึงต้องรับผิด

5. ผู้ขนส่งจะถูกตัดสิทธิจำกัดความรับผิดตามมาตรา 58 จากเหตุความเสียหายของสินค้าตามมาตรา 60 (1) ในกรณีใด และเหตุใดคดีนี้ผู้ขนส่งยังได้รับประโยชน์จากข้อจำกัดความรับผิด

ถาม: ผู้ขนส่งจะถูกตัดสิทธิจำกัดความรับผิดตามมาตรา 58 จากเหตุความเสียหายของสินค้าตามมาตรา 60 (1) ในกรณีใด และเหตุใดคดีนี้ผู้ขนส่งยังได้รับประโยชน์จากข้อจำกัดความรับผิด

ตอบ: มาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติการรับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 กำหนดข้อจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งไว้หนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่งหรือกิโลกรัมละสามสิบบาทของน้ำหนักสุทธิ แล้วแต่จำนวนใดจะมากกว่า ส่วนมาตรา 60 (1) เป็นข้อยกเว้นที่ตัดสิทธิจำกัดความรับผิด หากพิสูจน์ได้ว่าความสูญหายหรือเสียหายเกิดจากการกระทำหรืองดเว้นของผู้ขนส่งหรือตัวแทนหรือลูกจ้าง โดยมีเจตนาหรือโดยละเลยไม่เอาใจใส่ ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าความเสียหายนั้นอาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งเป็นระดับความบกพร่องอย่างร้ายแรงสูงกว่าความประมาทเลินเล่อธรรมดา ในคดีนี้ พยานโจทก์เพียงให้ถ้อยคำในเชิงคาดคะเนว่าอาจเกิดจากการขนถ่ายสินค้าโดยไม่ระมัดระวัง โดยไม่ได้เห็นเหตุการณ์จริง และไม่มีหลักฐานแสดงว่าผู้ขนส่งหรือลูกจ้างรู้ถึงความเสี่ยงดังกล่าว ศาลฎีกาจึงเห็นว่ายังไม่เข้าเกณฑ์ความบกพร่องอย่างร้ายแรงตามมาตรา 60 (1) ผู้ขนส่งจึงยังใช้สิทธิจำกัดความรับผิดตามมาตรา 58 ได้

6. ศาลคำนวณวงเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งจากความเสียหายของลูกกลิ้งในคดีนี้อย่างไร

ถาม: ศาลคำนวณวงเงินจำกัดความรับผิดของผู้ขนส่งจากความเสียหายของลูกกลิ้งในคดีนี้อย่างไร

ตอบ: ศาลฎีกาได้ปรับใช้มาตรา 58 โดยเปรียบเทียบจำนวนเงินจำกัดความรับผิดสองฐาน คือ หนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหน่วยการขนส่ง กับกิโลกรัมละสามสิบบาทของน้ำหนักสุทธิของของที่เสียหาย ในคดีนี้ ลูกกลิ้งสำหรับทำกระดาษที่เสียหาย 1 อัน มีน้ำหนักสุทธิ 1,895 กิโลกรัม เมื่อคูณอัตรากิโลกรัมละสามสิบบาทได้จำนวนเงิน 56,850 บาท ซึ่งสูงกว่าข้อจำกัดหนึ่งหมื่นบาทต่อหนึ่งหีบห่อ ศาลจึงกำหนดให้ผู้ขนส่งและตัวแทนที่ต้องร่วมรับผิด ชำระเงินจำนวน 56,850 บาท พร้อมดอกเบี้ย แทนการให้รับผิดเต็มจำนวนค่าสินไหมทดแทนที่บริษัทประกันภัยได้จ่ายแก่ผู้เอาประกันภัย

7. เหตุใดศาลฎีกาจึงให้ผลคำพิพากษาครอบคลุมจำเลยที่มิได้อุทธรณ์ในคดีนี้

ถาม: เหตุใดศาลฎีกาจึงให้ผลคำพิพากษาครอบคลุมจำเลยที่มิได้อุทธรณ์ในคดีนี้

ตอบ: คดีนี้เป็นกรณีหนี้ที่จำเลยหลายรายต้องรับผิดร่วมกัน ซึ่งเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ เมื่อจำเลยบางรายยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาและศาลเห็นสมควรแก้ไขคำพิพากษา ผลของการแก้ไขย่อมมีผลต่อความสัมพันธ์แห่งหนี้ของคู่ความทั้งหมด ศาลฎีกาจึงนำมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศฯ ประกอบมาตรา 245 (1) แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งให้อำนาจศาลชั้นอุทธรณ์และศาลฎีกาขยายผลคำพิพากษาให้มีผลถึงคู่ความทุกฝ่ายในคดีศาลชั้นต้น แม้บางฝ่ายมิได้อุทธรณ์ เพื่อให้ผลคำพิพากษาเป็นเอกภาพและสอดคล้องกับลักษณะหนี้ที่ต้องรับผิดร่วมกัน จึงให้ผลของการจำกัดวงเงินความรับผิดครอบคลุมถึงจำเลยที่ไม่ได้อุทธรณ์ด้วย




สัญญารับขนของทางทะเล