ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




พนักงานรัฐวิสาหกิจกับโทษคดียาเสพติดสามเท่า การใช้กฎหมายที่เป็นคุณ และการริบโทรศัพท์ของกลาง

พนักงานรัฐวิสาหกิจกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องรับโทษเป็นสามเท่า, การใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยในคดียาเสพติด, การเปรียบเทียบโทษระหว่างกฎหมายเดิมกับประมวลกฎหมายยาเสพติด, ศาลฎีกายกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเอง, การนำเข้า MDMA ทางไปรษณีย์จากต่างประเทศเข้ามาในราชอาณาจักร, ความผิดฐานสมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด, การลงโทษตามบทที่หนักเบาตามพฤติการณ์แห่งคดี, โทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการปรับใช้กฎหมายยาเสพติดในช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างกฎหมายเดิมกับประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ โดยมีประเด็นสำคัญหลายชั้นซ้อนกัน ได้แก่ การพิสูจน์ความร่วมกันกระทำความผิดฐานสมคบและนำเข้ายาเสพติดจากต่างประเทศ การชั่งน้ำหนักพยานแวดล้อมและคำให้การของจำเลย การตีความบทลงโทษสำหรับพนักงานรัฐวิสาหกิจที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งต้องรับโทษเป็นสามเท่า ตลอดจนการเลือกใช้บทกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยเมื่อกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีทั้งส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษปะปนกัน อีกทั้งยังสะท้อนหลักสำคัญในทางวิธีพิจารณาความอาญาว่า หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้คู่ความมิได้ฎีกาในประเด็นนั้น นอกจากนี้ คดียังมีนัยสำคัญในเรื่องการริบทรัพย์สินที่ใช้ในการกระทำความผิด โดยเฉพาะโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ใช้ติดต่อประสานงานเกี่ยวกับยาเสพติด อันเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นบ่อยในคดีร่วมสมัยเกี่ยวกับการค้ายาเสพติดข้ามพรมแดน จากฐานคำพิพากษาศาลฎีกา คดีนี้ปรากฏโดยมีสาระหลักเรื่องพนักงานรัฐวิสาหกิจกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โทษสามเท่า และการใช้กฎหมายที่เป็นคุณผสมกับข้อจำกัดโทษตามกฎหมายเดิม 

สรุปข้อเท็จจริง

คดีนี้เริ่มต้นจากการตรวจพบพัสดุไปรษณีย์ต้องสงสัยที่ส่งมาจากเมืองแฟรงก์เฟิร์ต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี มายังประเทศไทย โดยเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากรและพนักงานไปรษณีย์ตรวจพบว่า ภายในพัสดุมีการซุกซ่อนยาเสพติดประเภท 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน หรือ MDMA จำนวน 720 เม็ด บรรจุในถุงช็อกโกแลต น้ำหนักสุทธิ 348.590 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 158.608 กรัม หลังจากนั้นเจ้าพนักงานจึงวางแผนจับกุมโดยอยู่ภายใต้การอนุญาตให้ครอบครองยาเสพติดภายใต้การควบคุม และนำพัสดุเข้าสู่ระบบตามปกติเพื่อขยายผลจับผู้เกี่ยวข้อง

ต่อมา เมื่อมีการนำใบแจ้งให้ไปรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ไปส่งยังที่อยู่ปลายทางตามหน้าพัสดุ ปรากฏว่าไม่มีผู้พักอาศัยอยู่บ้านดังกล่าว แต่ในวันรุ่งขึ้นจำเลยที่ 1 เป็นผู้นำใบแจ้งไปรับพัสดุที่ทำการไปรษณีย์ลำปาง เจ้าพนักงานที่ซุ่มสังเกตการณ์จึงเข้าจับกุมทันที และจากคำให้การในชั้นจับกุม จำเลยที่ 1 ระบุว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้ให้ตนมารับพัสดุแทน เจ้าพนักงานจึงติดตามจับจำเลยที่ 2 ได้ในวันเดียวกัน พร้อมยึดโทรศัพท์เคลื่อนที่และซิมการ์ดของจำเลยทั้งสองเป็นของกลาง

ข้อเท็จจริงที่มีน้ำหนักอย่างยิ่งในคดีนี้คือ ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจของการรถไฟแห่งประเทศไทย และพักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 251 ซึ่งอยู่ติดกับบ้านเลขที่ 253 อันเป็นเลขที่ปลายทางตามหน้าพัสดุ แม้ชื่อผู้รับบนพัสดุจะเป็นชื่อบุคคลอื่นและเขียนเป็นภาษาอังกฤษ แต่ศาลเห็นว่าพฤติการณ์เชื่อมโยงหลายประการบ่งชี้ถึงการร่วมกันรับรู้และเกี่ยวข้องกับพัสดุดังกล่าว ไม่ใช่การรับฝากหรือไปรับของแทนโดยบริสุทธิ์ใจตามปกติของบุคคลทั่วไป

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแยกเป็นประเด็น

ประเด็นแรก คือ จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานของโจทก์รับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยทั้งสองมีส่วนร่วมกันกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ กล่าวคือ จำเลยที่ 1 มิใช่เพียงผู้ไปรับของแทนโดยไม่รู้เห็น เพราะตามปกติบุคคลทั่วไปย่อมไม่ถือวิสาสะนำใบแจ้งรับของซึ่งมิใช่ของตนไปส่งมอบแก่บุคคลอื่น แล้วกลับไปรับพัสดุที่มิได้จ่าหน้าถึงตนหรือถึงบ้านของผู้ใช้ให้รับแทน โดยเฉพาะเมื่อชื่อผู้รับเป็นชื่อหญิง เขียนเป็นภาษาอังกฤษ และบ้านเลขที่หน้าพัสดุก็ไม่ใช่บ้านของจำเลยที่ 2 โดยตรง ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวผิดวิสัยและมีลักษณะปกปิดอำพราง นอกจากนี้ ขณะจับกุมจำเลยที่ 1 ยังมีอาการตกใจ เป็นพิรุธ จึงเสริมข้อสันนิษฐานว่า จำเลยที่ 1 ทราบถึงสิ่งของที่ซุกซ่อนอยู่ภายในพัสดุ

สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาให้น้ำหนักคำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนมากกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา เนื่องจากคำให้การในชั้นต้นเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์เพียงระยะเวลาอันสั้น จึงมีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าเป็นถ้อยคำที่ยังมิได้มีโอกาสปรุงแต่งมากนัก ขณะที่คำเบิกความภายหลังเกิดเหตุนานหลายเดือนย่อมมีโอกาสคิดแต่งเรื่องขึ้นเพื่อปฏิเสธความรับผิด ศาลจึงรับฟังว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ไหว้วานให้จำเลยที่ 1 ไปรับพัสดุ มิใช่กรณีที่จำเลยที่ 1 ดำเนินการเองโดยจำเลยที่ 2 ไม่รู้เห็น

ประเด็นที่สอง คือ การปรับบทลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคใด ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) โดยถือว่าเป็นการกระทำที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปนั้น ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดเจนพอว่าความผิดได้ก่อผลกระทบในระดับดังกล่าวแล้ว แต่จากปริมาณยาเสพติดและพฤติการณ์นำเข้าเพื่อจำหน่าย หากปล่อยให้มีการกระจายออกไป ย่อมก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ศาลฎีกาจึงเห็นควรปรับบทเป็นมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นบทที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า

ประเด็นที่สาม คือ โทษของจำเลยที่ 2 ในฐานะพนักงานรัฐวิสาหกิจ ศาลฎีกาวินิจฉัยอย่างสำคัญว่า ทั้งกฎหมายเดิมคือพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 และกฎหมายใหม่คือประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ต่างบัญญัติให้พนักงานรัฐวิสาหกิจที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดต้องรับโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน อย่างไรก็ดี กฎหมายเดิมมีมาตรา 12 จำกัดเพดานโทษจำคุกสูงสุดไว้ไม่เกิน 50 ปี แต่กฎหมายใหม่มิได้กำหนดเพดานสูงสุดลักษณะเดียวกันไว้ ดังนั้น หากมองเฉพาะบางส่วน กฎหมายใหม่อาจเป็นคุณกว่าในส่วนฐานโทษหลัก แต่กฎหมายเดิมกลับเป็นคุณกว่าในส่วนข้อจำกัดโทษจำคุกสูงสุด ศาลฎีกาจึงนำหลักกฎหมายอาญาว่าด้วยการใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยมาปรับใช้อย่างระมัดระวัง โดยนำเฉพาะส่วนที่เป็นคุณจากแต่ละกฎหมายมาประกอบกันในการกำหนดโทษแก่จำเลยที่ 2

ประเด็นที่สี่ คือ การริบโทรศัพท์ของกลาง ศาลฎีกาเห็นว่า เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองใช้โทรศัพท์มือถือทั้งสองเครื่องติดต่อกัน และมีข้อความในแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด โทรศัพท์ดังกล่าวย่อมเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงต้องถูกริบ ที่ศาลอุทธรณ์สั่งคืนแก่เจ้าของนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องและแก้คำพิพากษาให้ริบ

วิเคราะห์หลักกฎหมายและเจตนารมณ์

หลักกฎหมายสำคัญที่สุดของคดีนี้อยู่ที่การใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยในสถานการณ์ที่กฎหมายเดิมถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงไปภายหลังการกระทำความผิด หลักดังกล่าวมีรากฐานจากหลักกฎหมายอาญาทั่วไปที่ห้ามใช้กฎหมายย้อนหลังเป็นโทษแก่บุคคล แต่เปิดโอกาสให้ใช้กฎหมายภายหลังได้หากเป็นคุณกว่าแก่ผู้กระทำความผิด เจตนารมณ์ของหลักนี้คือเพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของบุคคล มิให้รับโทษหนักเกินกว่าที่กฎหมายสมควรในภายหลัง และเพื่อสะท้อนความยุติธรรมเชิงสารัตถะมากกว่าการยึดติดเพียงรูปแบบของช่วงเวลาที่กฎหมายมีผลใช้บังคับ

ในคดีนี้ ความละเอียดอ่อนอยู่ตรงที่กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ไม่ได้มีลักษณะเป็นคุณหรือเป็นโทษไปในทิศทางเดียวกันทั้งหมด หากแต่แต่ละฉบับต่างมีองค์ประกอบบางส่วนที่เป็นคุณและบางส่วนที่เป็นโทษ กล่าวคือ กฎหมายใหม่ให้ฐานโทษหลักที่เบากว่าในส่วนหนึ่ง แต่กฎหมายเดิมกลับมีเพดานจำคุกสูงสุดที่จำกัดไว้ชัดเจน ศาลฎีกาจึงมิได้เลือกใช้กฎหมายทั้งฉบับแบบเหมารวม หากแต่ใช้หลัก “เลือกใช้เฉพาะส่วนที่เป็นคุณ” เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสูงสุดแก่จำเลย นี่เป็นแนวคิดที่สะท้อนความเข้าใจลึกซึ้งต่อหลักกฎหมายอาญาสมัยใหม่ และป้องกันมิให้การเปลี่ยนผ่านของกฎหมายกลายเป็นเครื่องมือเพิ่มภาระโทษแก่จำเลยโดยไม่จำเป็น

ส่วนเจตนารมณ์ของบทบัญญัติที่เพิ่มโทษแก่พนักงานของรัฐหรือพนักงานรัฐวิสาหกิจในคดียาเสพติดนั้น มุ่งคุ้มครองความน่าเชื่อถือขององค์กรสาธารณะและรักษามาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ปฏิบัติหน้าที่ซึ่งอยู่ในฐานะได้รับความไว้วางใจจากรัฐและประชาชน เมื่อบุคคลในกลุ่มดังกล่าวเข้าไปเกี่ยวข้องกับความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ย่อมก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมรุนแรงกว่ากรณีบุคคลทั่วไป เพราะนอกจากกระทบความสงบเรียบร้อย ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นต่อระบบราชการและรัฐวิสาหกิจด้วย กฎหมายจึงกำหนดโทษรุนแรงเป็นพิเศษเพื่อการป้องปราม

ในส่วนบทบัญญัติเรื่องการริบทรัพย์ เจตนารมณ์สำคัญคือการตัดวงจรและเครื่องมือแห่งการกระทำความผิด ไม่ให้ผู้กระทำผิดยังคงใช้ทรัพย์หรืออุปกรณ์เดิมในการก่ออาชญากรรมต่อไป ในยุคที่การสื่อสารผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่และแอปพลิเคชันสนทนาเป็นแกนหลักของเครือข่ายค้ายาเสพติด การตีความว่าโทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อประสานงานเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดและต้องริบ จึงสอดคล้องกับสภาพการกระทำผิดร่วมสมัยอย่างยิ่ง

แนวคำพิพากษาและข้อสังเกต

แนววินิจฉัยของศาลฎีกาในคดีนี้สะท้อนหลักสำคัญหลายประการ ประการแรก ศาลให้ความสำคัญกับ “พฤติการณ์แวดล้อม” อย่างมากในการพิสูจน์เจตนาและการรู้เห็นร่วมกันในคดียาเสพติด โดยมิได้จำกัดอยู่เพียงพยานตรง การที่ผู้รับพัสดุไม่ใช่ผู้มีชื่อหน้ากล่อง การที่บ้านปลายทางไม่ใช่บ้านของผู้ใช้ให้รับของ และการที่ผู้เกี่ยวข้องมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสถานที่ ล้วนเป็นพฤติการณ์ที่ศาลใช้ประกอบการวินิจฉัยความรู้เห็นได้อย่างมีน้ำหนัก

ประการที่สอง ศาลยืนยันหลักเรื่องน้ำหนักพยานคำให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนว่า แม้ต้องพิจารณาด้วยความระมัดระวัง แต่หากคำให้การมีความสอดคล้องต่อเนื่อง และเกิดขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงเหตุการณ์ ย่อมมีพลังพิสูจน์สูงกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณาที่เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญภายหลัง โดยเฉพาะเมื่อถ้อยคำภายหลังมีแนวโน้มเป็นการแก้ไขข้อเท็จจริงเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิด

ประการที่สาม คดีนี้มีความสำคัญในเชิงวิธีพิจารณา เพราะศาลฎีกาย้ำชัดว่าปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยนั้น แม้คู่ความจะไม่ยกขึ้นฎีกา ศาลก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และกฎหมายวิธีพิจารณาคดียาเสพติดที่เกี่ยวข้อง หลักนี้มีความสำคัญมากในคดีอาญา เพราะคำพิพากษาต้องตั้งอยู่บนบทกฎหมายที่ถูกต้อง ไม่ใช่จำกัดอยู่เพียงกรอบที่คู่ความหยิบยก

ประการที่สี่ คดีนี้ช่วยวางแนวทางสำคัญในเรื่องการใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยในกรณีที่บทบัญญัติเก่าและใหม่ “ต่างมีคุณคนละส่วน” ศาลมิได้ใช้วิธีง่ายที่สุดคือเลือกฉบับใดฉบับหนึ่งทั้งฉบับ แต่แยกวิเคราะห์เป็นส่วน ๆ เพื่อมิให้จำเลยเสียประโยชน์จากบทที่เบากว่า และขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยให้ส่วนที่เป็นโทษกว่าเข้ามามีผลโดยขัดต่อหลักเป็นคุณแก่จำเลย วิธีคิดเช่นนี้ถือเป็นมาตรฐานการตีความที่มีความละเอียด รอบคอบ และส่งผลต่อคดีอาญาอื่นในยุคเปลี่ยนผ่านกฎหมายได้อย่างกว้างขวาง

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่าจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันนำเข้า MDMA เพื่อจำหน่าย โดยลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 3,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ในฐานะพนักงานรัฐวิสาหกิจให้รับโทษเพิ่มเป็นสามเท่าเฉพาะโทษปรับ จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 9,000,000 บาท แล้วลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน โดยจำเลยที่ 1 ปรับ 2,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 ปรับ 6,000,000 บาท พร้อมริบของกลาง

2. ศาลอุทธรณ์

พิพากษาแก้บทกฎหมายเป็นตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ลงโทษฐานสมคบและร่วมกันนำเข้า/จำหน่ายยาเสพติดที่กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป คงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 33 ปี 4 เดือน แต่ลดโทษปรับลง โดยจำเลยที่ 1 ปรับ 1,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ปรับ 3,000,000 บาท และไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของกลาง

3. ศาลฎีกา

พิพากษาแก้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ไม่ใช่วรรคสาม (2) ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเข้า MDMA ที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนเพียงบทเดียว จำเลยที่ 1 คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน ปรับ 1,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจให้ใช้หลักโทษสามเท่าประกอบการเลือกกฎหมายที่เป็นคุณ คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ปรับ 3,000,000 บาท และให้ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของกลางทั้งสองเครื่อง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้ให้ข้อคิดทางกฎหมายที่มีน้ำหนักอย่างยิ่งว่า การปรับใช้กฎหมายอาญาในช่วงเปลี่ยนผ่านมิใช่เพียงการเลือกว่ากฎหมายเก่าหรือใหม่ฉบับใดใช้บังคับ หากแต่ศาลต้องตรวจสอบอย่างละเอียดว่าบทบัญญัติใดในแต่ละฉบับเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่จำเลย แล้วคัดเลือกใช้เฉพาะส่วนที่เป็นคุณโดยไม่ขัดต่อระบบกฎหมายโดยรวม หลักนี้สะท้อนความเป็นนิติรัฐและความเคร่งครัดต่อหลักไม่ให้บุคคลต้องรับโทษเกินควร

อีกประการหนึ่ง คดีนี้ยืนยันว่าตำแหน่งหน้าที่ของผู้กระทำผิดมีผลโดยตรงต่อความร้ายแรงของการลงโทษ หากผู้กระทำเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่งได้รับความไว้วางใจจากรัฐและประชาชน การเข้าไปมีส่วนร่วมในความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดย่อมเป็นเหตุให้กฎหมายกำหนดโทษหนักขึ้นเป็นพิเศษเพื่อคุ้มครองความเชื่อมั่นสาธารณะ มิใช่ลงโทษเพียงเพราะสถานะ แต่เพราะการกระทำดังกล่าวกระทบต่อประโยชน์สาธารณะในวงกว้าง

นอกจากนี้ คดียังแสดงให้เห็นว่าในคดียาเสพติด ศาลอาจวินิจฉัยจากพฤติการณ์แวดล้อมอย่างรอบด้าน ไม่จำต้องมีพยานตรงทุกส่วน หากข้อเท็จจริงหลายประการเชื่อมโยงกันอย่างมีเหตุผลจนเกิดความแน่นหนาเพียงพอ ย่อมใช้พิสูจน์ความรู้เห็นและการร่วมกระทำผิดได้ และในส่วนทรัพย์สิน ศาลย่อมริบทรัพย์ที่เป็นเครื่องมือสื่อสารหรืออุปกรณ์ที่ใช้ประกอบการกระทำผิดได้ หากมีความเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดอย่างชัดเจน

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการปรับบทลงโทษในคดียาเสพติดว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองเข้าลักษณะเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยไว้ หรือเป็นเพียงกรณีตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นบทที่เบากว่า โดยศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้พฤติการณ์แห่งคดีจะยังไม่ปรากฏชัดว่าเป็นการกระทำที่ “ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” ตามบทหนัก แต่จากปริมาณยาเสพติดและลักษณะการนำเข้าเพื่อจำหน่าย ย่อมถือได้ว่าเป็นการนำเข้ายาเสพติดที่ “ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” จึงต้องปรับบทเป็นมาตรา 145 วรรคสอง (2) อันเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า

นอกจากนี้ คดีนี้ยังมีประเด็นสำคัญเรื่องการใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยในกรณีที่จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ซึ่งต้องรับโทษเป็นสามเท่าตามกฎหมาย ทั้งกฎหมายเดิมตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10, 12 และกฎหมายใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ต่างมีทั้งส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษ ศาลฎีกาจึงนำหลักกฎหมายเรื่องการใช้บทที่เป็นคุณระคนปนกันมาปรับใช้ เพื่อให้การลงโทษเป็นไปโดยชอบและเป็นธรรม

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ คือ ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2), มาตรา 145 วรรคสาม (2), มาตรา 180 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10, 12 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225

สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. การแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน

คำสำคัญข้อนี้เป็นหัวใจของการปรับบทลงโทษในคดีนี้ เพราะศาลฎีกาเห็นว่า แม้ยังไม่ถึงขั้นพิสูจน์ได้ว่าเกิด “ผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” ตามบทหนักของมาตรา 145 วรรคสาม (2) แต่จากจำนวน MDMA ที่นำเข้ามาเพื่อจำหน่าย ย่อมมีลักษณะเป็นการกระทำที่พร้อมจะกระจายยาเสพติดสู่คนจำนวนมาก จึงเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นบทที่เบากว่าและเป็นคุณแก่จำเลย

2. โทษสามเท่าสำหรับพนักงานรัฐวิสาหกิจ

คำสำคัญข้อนี้เป็นแก่นของการกำหนดโทษจำเลยที่ 2 เพราะจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจในขณะกระทำผิด จึงต้องรับโทษเพิ่มเป็นสามเท่าตามกฎหมายเฉพาะ อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาวินิจฉัยลึกลงไปอีกว่า เมื่อกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่มีทั้งส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษ จะต้องเลือกใช้เฉพาะส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยระคนปนกันไป โดยเฉพาะเรื่องเพดานโทษจำคุกสูงสุด 50 ปี ตามกฎหมายเดิม ซึ่งทำให้การลงโทษยังคงอยู่ภายใต้หลักความเป็นธรรมทางอาญา

สรุปอย่างย่อ แก่นแท้ของคดีนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องการนำเข้ายาเสพติดเท่านั้น แต่เป็นเรื่องการเลือกบทลงโทษที่ถูกต้องตามพฤติการณ์แห่งคดี และการใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยในกรณีมีบทเพิ่มโทษสำหรับพนักงานรัฐวิสาหกิจควบคู่กันไปด้วย

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

คำถาม

1. พนักงานรัฐวิสาหกิจที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องรับโทษหนักกว่าบุคคลทั่วไปเสมอหรือไม่

คำตอบ

โดยหลักแล้ว หากข้อเท็จจริงเข้าองค์ประกอบตามบทบัญญัติที่กำหนดให้พนักงานรัฐวิสาหกิจซึ่งกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดต้องรับโทษเพิ่มเป็นพิเศษ ย่อมต้องรับโทษหนักกว่าบุคคลทั่วไป เพราะกฎหมายมองว่าสถานะของผู้กระทำผิดมีความสำคัญต่อระดับความเสียหายต่อสังคมและต่อความเชื่อมั่นในองค์กรของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ดี การเพิ่มโทษดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้การตีความโดยเคร่งครัดตามหลักกฎหมายอาญา และศาลยังคงต้องพิจารณาว่าความผิดที่กระทำเข้าเกณฑ์เป็น “ความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด” ตามที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ หากไม่เข้าองค์ประกอบดังกล่าว ก็ไม่อาจขยายความลงโทษหนักได้โดยอัตโนมัติ ดังนั้น การเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจมิได้หมายความว่าจะถูกลงโทษหนักทุกกรณี แต่หากเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ก็ย่อมมีผลโดยตรงต่อการกำหนดโทษ

คำถาม

2. หากกฎหมายใหม่ออกมาภายหลังการกระทำความผิด และบางส่วนเบากว่ากฎหมายเดิม ศาลจะเลือกใช้อย่างไร

คำตอบ

หลักสำคัญคือ ศาลต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า แต่ในทางปฏิบัติ มิได้หมายความว่าจะต้องเลือกใช้กฎหมายฉบับใหม่ทั้งฉบับเสมอไป เพราะบางครั้งกฎหมายใหม่อาจมีบางส่วนที่เบากว่า ขณะที่กฎหมายเดิมอาจมีบางส่วนที่เป็นคุณกว่า เช่น จำกัดเพดานโทษจำคุกไว้ต่ำกว่า ศาลจึงต้องวิเคราะห์เป็นรายบท รายองค์ประกอบ และรายผลทางโทษ มิใช่ตัดสินแบบเหมารวมว่าฉบับใหม่หรือฉบับเก่าดีกว่าทั้งหมด คดีนี้เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าเมื่อกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีทั้งส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษ ศาลสามารถเลือกใช้เฉพาะส่วนที่เป็นคุณจากแต่ละฉบับมาประกอบกันได้ เพื่อให้เกิดผลยุติธรรมสูงสุดแก่จำเลยตามหลักกฎหมายอาญาและหลักคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน

คำถาม

3. เหตุใดศาลฎีกาจึงสามารถยกปัญหาข้อกฎหมายบางประเด็นขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความไม่ได้ฎีกา

คำตอบ

ในคดีอาญา หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือเป็นเรื่องที่กระทบต่อความถูกต้องของการใช้บทกฎหมายโดยตรง ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความมิได้หยิบยกขึ้นเป็นประเด็นฎีกา ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้มีการลงโทษบุคคลโดยอาศัยบทกฎหมายที่ไม่ถูกต้อง หรือโดยละเลยหลักกฎหมายสำคัญที่ศาลต้องคุ้มครองโดยหน้าที่ หลักดังกล่าวมีความสำคัญมากในคดียาเสพติดซึ่งมีบทกำหนดโทษรุนแรงและอาจมีการเปลี่ยนผ่านของกฎหมายหลายฉบับ หากปล่อยให้ข้อผิดพลาดเรื่องบทกฎหมายผ่านไปเพียงเพราะคู่ความมิได้ทักท้วง ก็อาจทำให้ผลแห่งคำพิพากษาไม่ชอบด้วยกฎหมายได้ ดังนั้น อำนาจดังกล่าวของศาลฎีกาจึงเป็นกลไกเพื่อรักษาความถูกต้องแห่งกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่การช่วยเหลือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นพิเศษ

คำถาม

4. การพิสูจน์ว่าจำเลย “รู้” ว่าพัสดุมียาเสพติดอยู่ภายใน จำเป็นต้องมีพยานตรงหรือไม่

คำตอบ

ไม่จำเป็นต้องมีพยานตรงเสมอไป เพราะในคดีอาญา โดยเฉพาะคดียาเสพติด การรู้เห็นภายในจิตใจของผู้กระทำผิดมักพิสูจน์โดยตรงได้ยาก ศาลจึงสามารถอาศัยพฤติการณ์แวดล้อม ข้อเท็จจริงประกอบ และความผิดวิสัยของการกระทำมาสร้างข้อสรุปได้ หากพยานหลักฐานทั้งหมดเชื่อมโยงกันอย่างแน่นหนาจนปราศจากเหตุสงสัยอันสมควร เช่น ผู้รับของไม่ใช่ผู้มีชื่อหน้าพัสดุ บ้านปลายทางไม่ตรงกับผู้ใช้ให้ไปรับของ มีการติดต่อสื่อสารกันก่อนรับพัสดุ และมีอาการพิรุธขณะถูกจับกุม พฤติการณ์เหล่านี้ย่อมใช้สนับสนุนข้อวินิจฉัยว่าจำเลยรับรู้ถึงสิ่งผิดกฎหมายที่ซุกซ่อนอยู่ภายในได้ ศาลจะพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ไม่แยกดูข้อเท็จจริงแต่ละชิ้นอย่างโดดเดี่ยว

ก้อนที่ 3

คำถาม

5. คำให้การในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนมีน้ำหนักมากกว่าคำเบิกความในศาลหรือไม่

คำตอบ

หลักทั่วไปมิได้กำหนดตายตัวว่าคำให้การในชั้นใดมีน้ำหนักมากกว่าอีกชั้นหนึ่ง แต่ศาลมีอำนาจประเมินน้ำหนักพยานตามเหตุผลและความน่าเชื่อถือแห่งพยานนั้น ๆ หากคำให้การในชั้นจับกุมหรือชั้นสอบสวนให้ไว้ใกล้เวลาที่เกิดเหตุ มีเนื้อหาสอดคล้องต่อเนื่องกัน และไม่ปรากฏพิรุธหรือแรงจูงใจให้ใส่ร้ายผู้อื่น ศาลอาจเห็นว่ามีน้ำหนักมากกว่าคำเบิกความในภายหลังที่เปลี่ยนแปลงสาระสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อคำเบิกความในศาลเกิดขึ้นหลังเหตุการณ์ผ่านไปนานและมีโอกาสคิดปรุงแต่งข้อเท็จจริงเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิด หลักที่ศาลใช้จึงมิใช่ดูเฉพาะลำดับเวลา แต่ดูความสอดคล้อง ความเป็นธรรมชาติ และความเป็นเหตุเป็นผลของถ้อยคำแต่ละช่วงประกอบกัน

คำถาม

6. เหตุใดศาลฎีกาจึงเปลี่ยนบทลงโทษจากมาตรา 145 วรรคสาม (2) มาเป็นมาตรา 145 วรรคสอง (2)

คำตอบ

เพราะศาลฎีกาเห็นว่า แม้พฤติการณ์ของจำเลยทั้งสองจะเป็นการนำเข้า MDMA เพื่อจำหน่ายในปริมาณมาก แต่ข้อเท็จจริงที่ปรากฏยังไม่เพียงพอจะรับฟังได้ชัดแจ้งว่าได้ก่อให้เกิด “ผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” ในระดับที่เข้าองค์ประกอบของบทหนักกว่าโดยตรง อย่างไรก็ดี ปริมาณยาเสพติดของกลางและลักษณะการนำเข้าเพื่อจำหน่ายย่อมแสดงให้เห็นว่าหากมีการกระจายออกไป ก็จะก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนได้ ศาลจึงเห็นว่าบทที่เหมาะสมคือมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งยังคงสะท้อนความร้ายแรงแห่งพฤติการณ์ แต่เป็นบทที่เป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า แนววินิจฉัยนี้สะท้อนหลักว่า การลงโทษต้องสอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่พิสูจน์ได้จริง ไม่ขยายความไปสู่บทที่หนักกว่าโดยปราศจากฐานข้อเท็จจริงรองรับอย่างชัดเจน

คำถาม

7. โทรศัพท์มือถือจะถูกริบได้ในกรณีใดบ้างในคดียาเสพติด

คำตอบ

โทรศัพท์มือถืออาจถูกริบได้เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่าทรัพย์ดังกล่าวเป็นทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เช่น ใช้ติดต่อประสานงานนัดหมายซื้อขาย ใช้ส่งข้อความเกี่ยวกับการลำเลียงหรือส่งมอบยาเสพติด ใช้รับคำสั่งจากผู้ร่วมกระทำผิด หรือใช้ควบคุมการดำเนินการที่เกี่ยวเนื่องกับเครือข่ายยาเสพติด หากพยานหลักฐานแสดงความเชื่อมโยงดังกล่าวได้ ศาลย่อมมีอำนาจสั่งริบ แม้โทรศัพท์จะเป็นทรัพย์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันโดยทั่วไปก็ตาม เพราะเมื่อถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำผิดแล้ว ย่อมเปลี่ยนสถานะเป็นทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรม การสั่งริบจึงมีวัตถุประสงค์ทั้งเพื่อตัดเครื่องมือการกระทำผิดและเพื่อลดศักยภาพในการก่อความผิดซ้ำในอนาคต

คำถาม

8. ถ้าจำเลยอ้างว่าไปรับพัสดุแทนโดยไม่ทราบว่าข้างในเป็นยาเสพติด ศาลจะพิจารณาอย่างไร

คำตอบ

ศาลจะไม่รับฟังหรือปฏิเสธคำอ้างดังกล่าวโดยอัตโนมัติ แต่จะพิจารณาจากพฤติการณ์โดยรวมอย่างละเอียดว่าคำอ้างนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ หากเป็นการไปรับของแทนในลักษณะปกติ เช่น มีความสัมพันธ์ที่สมควรแก่กัน ชื่อผู้รับและสถานที่รับส่งสอดคล้องกัน ไม่มีพฤติการณ์ปกปิดอำพราง และไม่ปรากฏการติดต่อประสานงานที่เชื่อมโยงกับการกระทำผิด คำอ้างดังกล่าวอาจมีน้ำหนักรับฟังได้ แต่หากปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ไปรับของไม่มีเหตุอันสมควรที่จะเข้าไปเกี่ยวข้อง ชื่อผู้รับไม่ตรง บ้านปลายทางไม่ตรง มีพฤติการณ์พิรุธ หรือมีการติดต่อสื่อสารเกี่ยวกับสิ่งของนั้นมาก่อน ศาลย่อมมีเหตุผลที่จะไม่เชื่อว่าเป็นการรับของแทนโดยบริสุทธิ์ใจ คดีนี้จึงเป็นตัวอย่างว่าความ “ผิดวิสัย” ของพฤติการณ์สามารถหักล้างคำแก้ตัวได้อย่างมีนัยสำคัญ

คำถาม

9. คดีนี้ให้บทเรียนอย่างไรแก่การต่อสู้คดียาเสพติดในทางปฏิบัติ

คำตอบ

บทเรียนสำคัญคือ ฝ่ายจำเลยต้องระมัดระวังอย่างยิ่งในการอธิบายพฤติการณ์ของตนให้มีความสอดคล้องทุกชั้น ทั้งชั้นจับกุม ชั้นสอบสวน และชั้นพิจารณา เพราะหากถ้อยคำเปลี่ยนไปในสาระสำคัญ ศาลอาจมองว่าเป็นการปรุงแต่งภายหลัง นอกจากนี้ การต่อสู้คดีต้องให้ความสำคัญกับรายละเอียดแวดล้อม เช่น ความเชื่อมโยงของสถานที่ ชื่อผู้รับ ผู้ส่ง ช่องทางการติดต่อ และพฤติการณ์ก่อนหลังการจับกุม ไม่ใช่มุ่งโต้แย้งเพียงประเด็นว่าจำเลยไม่ได้เปิดดูของหรือไม่ได้สัมผัสยาเสพติดด้วยตนเองเท่านั้น ในด้านกฎหมาย ฝ่ายจำเลยควรตรวจสอบเสมอว่ามีประเด็นการใช้กฎหมายที่เป็นคุณหรือการปรับบทลงโทษที่ถูกต้องหรือไม่ เพราะแม้ข้อเท็จจริงเรื่องการกระทำผิดจะรับฟังได้ แต่ประเด็นเรื่องบทลงโทษยังอาจแก้ไขให้เป็นคุณได้อย่างมีนัยสำคัญ

   ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6887/2568

จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดโดยกฎหมายใหม่ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษพนักงานรัฐวิสาหกิจที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" คือ โทษตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม แต่อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า "การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี" แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ มาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

ฎีกาย่อ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองในความผิดเกี่ยวกับการร่วมกันนำเข้า 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน (MDMA) เพื่อจำหน่าย และขอให้ริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันนำเข้า MDMA เพื่อจำหน่าย ให้ลงโทษเพียงบทเดียว โดยลงโทษจำเลยที่ 1 จำคุกตลอดชีวิตและปรับ 3,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ให้ระวางโทษเป็นสามเท่าเฉพาะโทษปรับ เป็นปรับ 9,000,000 บาท และจำคุกตลอดชีวิต ต่อมาลดโทษให้หนึ่งในสามเพราะคำให้การชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์ คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 33 ปี 4 เดือน โดยจำเลยที่ 1 ปรับ 2,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 ปรับ 6,000,000 บาท พร้อมริบของกลาง

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ฐานสมคบและร่วมกันนำเข้า/จำหน่ายยาเสพติดที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป ลงโทษฐานร่วมกันนำเข้าเพียงบทเดียว ลดโทษปรับเหลือจำเลยที่ 1 ปรับ 1,000,000 บาท และจำเลยที่ 2 ปรับ 3,000,000 บาท คงโทษจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน และไม่ริบโทรศัพท์ของกลางทั้งสองเครื่อง

เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลฎีกา ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. และเจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจพบพัสดุจากประเทศเยอรมนีซุกซ่อน MDMA 720 เม็ดในถุงช็อกโกแลต จึงวางแผนจับกุม ต่อมาจำเลยที่ 1 ไปรับพัสดุที่ไปรษณีย์ลำปางและถูกจับกุม โดยให้การว่าจำเลยที่ 2 ใช้ให้มารับแทน เจ้าหน้าที่จึงติดตามจับกุมจำเลยที่ 2 และยึดโทรศัพท์ของกลางไว้ โดยจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจของการรถไฟแห่งประเทศไทย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า พยานหลักฐานรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำผิดจริง ข้อแก้ตัวของจำเลยที่ 1 ที่อ้างว่าไม่รู้ว่าภายในพัสดุเป็นยาเสพติดฟังไม่ขึ้น เพราะพฤติการณ์การนำใบแจ้งไปรับของที่ไม่ใช่ของตนไปส่งต่อและไปรับพัสดุแทน ทั้งที่ชื่อผู้รับและบ้านเลขที่ไม่ตรงกับจำเลยที่ 2 เป็นพฤติการณ์ผิดวิสัย อีกทั้งยังมีอาการตกใจขณะถูกจับกุม ส่วนจำเลยที่ 2 ที่อ้างว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น ศาลเห็นว่าคำให้การชั้นจับกุมและสอบสวนซึ่งให้ไว้ทันทีหลังเกิดเหตุมีน้ำหนักน่าเชื่อกว่าคำเบิกความในชั้นพิจารณา

อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่า ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ยังไม่ถูกต้อง เพราะข้อเท็จจริงยังไม่ถึงขั้นแสดงว่าก่อผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยตรง แต่จากปริมาณยาเสพติดย่อมถือได้ว่าเป็นการนำเข้าที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน จึงต้องปรับบทเป็นมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่า

สำหรับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาวินิจฉัยเพิ่มเติมว่า แม้กฎหมายเก่าและกฎหมายใหม่ต่างกำหนดให้พนักงานรัฐวิสาหกิจที่กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องรับโทษเป็นสามเท่าเหมือนกัน แต่กฎหมายเดิมกำหนดเพดานโทษจำคุกสูงสุดไว้ไม่เกิน 50 ปี ขณะที่กฎหมายใหม่ไม่กำหนดไว้ จึงต้องเลือกใช้บทกฎหมายเฉพาะส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป นอกจากนี้ ศาลฎีกาเห็นว่าโทรศัพท์ของกลางทั้งสองเครื่องมีข้อความไลน์เกี่ยวกับยาเสพติด จึงเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำผิดและต้องริบ

ศาลฎีกาพิพากษาแก้ว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันนำเข้า MDMA ที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ให้ลงโทษฐานเดียว จำเลยที่ 1 จำคุก 20 ปี ปรับ 1,500,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 13 ปี 4 เดือน ปรับ 1,000,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ให้ระวางโทษเป็นสามเท่า จำคุก 50 ปี ปรับ 4,500,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน ปรับ 3,000,000 บาท และให้ริบโทรศัพท์พร้อมซิมการ์ดของกลางทั้งสองเครื่อง

ฎีกาฉบับเต็ม

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 65, 66, 100, 100/1, 102 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 5, 8, 10 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 83 และริบของกลาง

จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 65 วรรคสอง, 66 วรรคสาม ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง, 10 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเข้าซึ่ง 3,4- เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายเพียงบทเดียว จำคุกจำเลยที่ 1 ตลอดชีวิต และปรับ 3,000,000 บาท จำเลยที่ 2 ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าได้เฉพาะแต่โทษปรับ จำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 9,000,000 บาท คำให้การของจำเลยทั้งสองในชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ให้หนึ่งในสาม คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 2,000,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 6,000,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2), 127 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดฐานร่วมกันนำเข้า 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป และฐานร่วมกันจำหน่าย 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป อันเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเข้า 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปเพียงบทเดียว ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,500,000 บาท ปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 4,500,000 บาท ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 1,000,000 บาท คงปรับจำเลยที่ 2 เป็นเงิน 3,000,000 บาท เมื่อรวมกับโทษจำคุกตามที่ศาลชั้นต้นกำหนดแล้ว เป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท จำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 3,000,000 บาท ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของกลางทั้งสองเครื่อง โดยให้คืนแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

โจทก์และจำเลยทั้งสองฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติโดยคู่ความไม่ได้โต้เถียงว่า เมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2563 เจ้าพนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (เจ้าพนักงาน ป.ป.ส.) สำนักปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับเจ้าหน้าที่ศุลกากร ส่วนบริการศุลกากรไปรษณีย์ สำนักงานศุลกากรกรุงเทพ และพนักงานศูนย์ไปรษณีย์กรุงเทพ หัวลำโพง ตรวจสอบพัสดุไปรษณีย์ต้องสงสัยที่ส่งจากเมืองแฟรงก์เฟิร์ต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2563 จ่าหน้าชื่อผู้ส่ง M ชื่อผู้รับ P ที่อยู่เลขที่ 253 พบว่าเป็น 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 720 เม็ด บรรจุในถุงช็อกโกแลต ยี่ห้อเอ็มแอนด์เอ็ม จึงวางแผนจับกุมผู้กระทำความผิดโดยได้รับอนุญาตให้ครอบครองยาเสพติดภายใต้การควบคุมแล้ว จากนั้นวันที่ 11 มีนาคม 2563 มีการนำพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวเข้าระบบและให้พนักงานไปรษณีย์นำใบแจ้งให้ไปรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ไปส่งตามที่อยู่จ่าหน้าซึ่งเป็นบ้านพักพนักงานรถไฟ แต่ไม่มีผู้พักอาศัย ต่อมาวันที่ 12 มีนาคม 2563 เวลาประมาณ 11 นาฬิกา จำเลยที่ 1 นำใบแจ้งให้ไปรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ ไปติดต่อรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวที่ทำการไปรษณีย์ลำปาง จึงถูกเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ที่ซุ่มดูอยู่จับกุม จำเลยที่ 1 ให้ถ้อยคำว่า จำเลยที่ 2 วานให้ตนมารับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวแทน เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. จึงติดตามไปจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ในวันเดียวกัน และยึด 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว กับโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของจำเลยที่ 1 และโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของจำเลยที่ 2 เป็นของกลาง 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลาง น้ำหนักสุทธิ 348.590 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 158.608 กรัม ขณะเกิดเหตุจำเลยที่ 2 เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ ตำแหน่งพนักงานบริหารงานทั่วไป 5 สังกัดแขวงรถจักรลำปาง กองลากเลื่อนเขตอุตรดิตถ์ ศูนย์ลากเลื่อน ฝ่ายการช่างกล การรถไฟแห่งประเทศไทย พักอาศัยอยู่บ้านเลขที่ 251 ซึ่งอยู่ติดกับบ้านเลขที่ 253 ตามที่จ่าหน้าพัสดุ

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกับพวกสมคบกันโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยการซื้อ จัดหาประสานงานลำเลียงมีไว้ในครอบครองและจัดจำหน่ายซึ่ง 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันนำ 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 720 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 158.608 กรัม เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่ายโดยพวกของจำเลยทั้งสองซุกซ่อนในถุงช็อกโกแลตและส่งทางไปรษณีย์ระหว่างประเทศจากต้นทางเมืองแฟรงก์เฟิร์ต สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีถึงปลายทาง ตำบลสบตุ๋ย อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เมื่อโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองดังกล่าวโดยโจทก์มีนายภาสกร และว่าที่ร้อยเอกสัณฑธรรม เจ้าพนักงาน ป.ป.ส. ผู้ร่วมจับกุมจำเลยทั้งสองมาเป็นพยานเบิกความในเรื่องการที่พัสดุไปรษณีย์ซึ่งซุกซ่อน 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน จากสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมายังราชอาณาจักร และต่อมาจำเลยที่ 1 เข้ามาเกี่ยวข้องโดยเป็นผู้มารับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าว ย่อมถือได้ว่าโจทก์ได้นำสืบให้เห็นแล้วว่าจำเลยที่ 1 มีส่วนเกี่ยวข้องในการสมคบกันกระทำความผิดตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้เถียงว่า ในวันที่ 11 มีนาคม 2563 จำเลยที่ 1 ไปบ้านของจำเลยที่ 2 เพื่อนำไข่มดแดงไปมอบให้นางสาวนุ้ยคู่รักของจำเลยที่ 2 แต่พบใบแจ้งให้ไปรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่หน้าบ้านจำเลยที่ 2 ซึ่งอยู่ติดบ้านเลขที่ 253 จำเลยที่ 1 จึงนำไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 2 รับว่าพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวน่าจะส่งมาผิดความจริงจะส่งให้แก่จำเลยที่ 2 และไหว้วานให้จำเลยที่ 1 ไปรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวแทนซึ่งในการไปรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ไม่รู้ว่าภายในซุกซ่อน 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนไว้เพราะพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวถูกห่อหุ้มไว้อย่างมิดชิด เมื่อเจ้าพนักงานเข้าควบคุมตัวจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีท่าทีเป็นพิรุธ และให้การปฏิเสธในทันทีว่าพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 2 ไหว้วานให้จำเลยที่ 1 ไปรับ ทั้งว่าที่ร้อยเอกสัณฑธรรมพยานโจทก์ก็ตอบทนายจำเลยที่ 1 ถามค้านว่าจำเลยที่ 1 ให้ความร่วมมือในขณะจับกุมไม่ได้มีท่าทีขัดขืน อีกทั้งจำเลยที่ 1 ก็ให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวนโดยมีรายละเอียดเช่นเดียวกับชั้นจับกุม จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 รู้ว่าพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวมี 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ พยานหลักฐานโจทก์จึงมีความสงสัยว่าจำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่นั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ยอมรับเองว่าเป็นผู้นำใบแจ้งให้ไปรับของส่งทางไปรษณีย์ดังกล่าวจากหน้าบ้านไปมอบให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งจำเลยที่ 1 มิได้พักอาศัยอยู่ที่บ้านดังกล่าว ตามปกติวิสัยของบุคคลทั่วไปย่อมไม่ถือวิสาสะนำใบแจ้งให้ไปรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์ที่ไม่ใช่ของตนไปส่งมอบให้แก่บุคคลอื่น ทั้งเมื่อพิจารณาถึงชื่อและที่อยู่ตามที่ระบุไว้หน้าพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวก็ปรากฏว่าเป็นชื่อของผู้หญิงโดยเขียนเป็นภาษาอังกฤษและระบุว่าบ้านเลขที่ 253 ในข้อนี้จำเลยที่ 1 เองก็รู้ว่าชื่อของผู้รับไม่ตรงกับชื่อของจำเลยที่ 2 และบ้านเลขที่ 253 ก็ไม่ใช่บ้านของจำเลยที่ 2 แต่จำเลยที่ 1 กลับไปรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าว ซึ่งเป็นข้อผิดวิสัยของบุคคลทั่วไปที่จะรับดำเนินการให้ตามที่ถูกไหว้วาน เพราะจำเลยที่ 2 ก็สามารถไปรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวด้วยตนเองได้อยู่แล้ว ทั้งปรากฏในบันทึกจับกุม และข้อเท็จจริงในคำให้การของพยานโจทก์ปากว่าที่ร้อยเอกสัณฑธรรมว่า ขณะเข้าจับกุม จำเลยที่ 1 มีอาการตกใจ อันเป็นการแสดงพิรุธให้เห็นว่า จำเลยที่ 1 รู้ว่าพัสดุไปรณีย์ดังกล่าวมี 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาโต้เถียงว่า คำให้การชั้นจับกุม คำให้การชั้นสอบสวนและคำเบิกความในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 1 เป็นพยานบอกเล่ามีพิรุธและมีเนื้อหารายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดคดีนี้แตกต่างกันไม่สมควรเชื่อนั้น เห็นว่า เมื่อพิจารณาคำให้การชั้นจับกุม คำให้การชั้นสอบสวน และคำเบิกความของจำเลยที่ 1 แล้วมีรายละเอียดสอดคล้องกันหามีพิรุธหรือมีเนื้อหารายละเอียดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำความผิดแตกต่างกันดังที่จำเลยที่ 2 ฎีกามาไม่

ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาโต้เถียงว่า ความจริงจำเลยที่ 1 เป็นผู้ประสงค์ไปรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวเอง โดยจำเลยที่ 2 ไม่มีส่วนรู้เห็นหรือร่วมกระทำความผิดด้วย จำเลยที่ 2 มอบใบแจ้งให้ไปรับสิ่งของส่งทางไปรษณีย์เพื่อให้จำเลยที่ 1 นำไปคืนพนักงานไปรษณีย์นั้น เห็นว่า ตามบันทึกคำให้การชั้นจับกุมและคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ให้การยืนยันมาโดยตลอดว่าเป็นผู้ไหว้วานให้จำเลยที่ 1 ไปรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวให้จำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 เพิ่งยกข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 ไปรับพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวด้วยตนเองไม่เกี่ยวกับจำเลยที่ 2 ในชั้นพิจารณา ซึ่งคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 ให้การภายหลังเกิดเหตุเพียง 1 วัน ย่อมไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งเรื่องราวหากไม่ใช่ความจริง ส่วนคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ในชั้นพิจารณานั้น จำเลยที่ 2 มาเบิกความภายหลังเกิดเหตุหลายเดือนย่อมมีเวลาคิดปรุงแต่งเรื่องราวขึ้นมาเพื่อปฏิเสธให้ตนพ้นผิด เชื่อว่าคำให้การชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 2 เป็นความจริงยิ่งกว่าคำเบิกความของจำเลยที่ 2 ในชั้นพิจารณา ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ดังนั้น พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้โดยปราศจากสงสัยว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้างต้นฟังไม่ขึ้น

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อต่อไปมีว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษมานั้นถูกต้องหรือไม่ เห็นว่า บทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 บัญญัติให้ศาลกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยทั้งสองร่วมกันนำ 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีน 720 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิได้ 158.608 กรัม เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ถึงการกระทำของจำเลยทั้งสองว่าเป็นการก่อให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ตามปริมาณ 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนของกลางที่มีจำนวนดังกล่าว ย่อมแสดงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยทั้งสองด้วย หากจำเลยทั้งสองจำหน่าย 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวออกไปโดยสภาพและพฤติการณ์ย่อมก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นคุณแก่จำเลยทั้งสองมากกว่ากฎหมายเดิม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) มานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองข้อนี้ฟังขึ้น จำเลยที่ 2 เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดซึ่งต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษพนักงานรัฐวิสาหกิจที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า "การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงที่สุดได้ไม่เกินห้าสิบปี" แตกต่างจากประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น ทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนเป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางทั้งสองเครื่องพร้อมซิมการ์ดเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษซึ่งจะต้องริบหรือไม่ เห็นว่า ข้อเท็จจริงได้ความว่า จำเลยทั้งสองใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางทั้งสองเครื่องติดต่อกันโดยมีข้อความในแอปพลิเคชันไลน์เกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษ จึงฟังได้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางทั้งสองเครื่องเป็นทรัพย์ที่ใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษจึงต้องริบ ที่ศาลอุทธรณ์ไม่ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของกลางมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2), 127 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เฉพาะจำเลยที่ 2 ประกอบประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 และพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10, 12 ให้ลงโทษฐานร่วมกันนำเข้า 3,4-เมทิลลีนไดออกซีเมทแอมเฟตามีนที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนเพียงบทเดียว ให้จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 20 ปี และปรับ 1,500,000 บาท ให้จำคุกจำเลยที่ 2 โดยระวางโทษเป็นสามเท่า เป็นจำคุก 50 ปี และปรับ 4,500,000 บาท ลดโทษให้จำเลยทั้งสองหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 13 ปี 4 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 33 ปี 4 เดือน และปรับ 3,000,000 บาท ริบโทรศัพท์เคลื่อนที่พร้อมซิมการ์ดของกลางทั้งสองเครื่อง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ 




คดียาเสพติดให้โทษ

การนำยาเสพติดเข้าประเทศ ถือว่าสำเร็จหรือพยายาม
กระบวนการริบทรัพย์ในคดียาเสพติดกับขั้นตอนขอให้รับฎีกาไว้พิจารณาตามกฎหมายพิเศษ
การกำหนดโทษผู้สนับสนุนคดีจำหน่ายยาเสพติดตามบทกฎหมายที่เป็นคุณ(ฎีกา 7422/2568)
ผู้ใหญ่บ้านคดียาเสพติด เพิ่มโทษสามเท่า ปรับบทกฎหมายได้ไม่ถือเพิ่มโทษ(ฎีกา 2806/2554)
กำหนดโทษใหม่คดียาเสพติด อุทธรณ์ได้แค่ไหน ใช้กฎหมายใหม่อย่างไร(ฎีกา 4912/2566)
ประเด็นกำหนดโทษใหม่ในคดียาเสพติด,โทษเป็นคุณ,(ฎีกา 218/2567)
ยกฟ้องฐานผลิต/ครอบครองกัญชา หลัง “พืชกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด”(ฎีกา 1225/2567)
พยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน & สมคบยา, ข้อสันนิษฐาน (ฎีกา 2182/2567)
เปิดบัญชีรับเงินค้ายา = สมคบยาเสพติด, กำหนดโทษใหม่, การแบ่งหน้าที่ (ฎีกา 2306/2567)
(ฎีกา 2682/2567) – คดียาเสพติด ผู้สนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2567 : การอุทธรณ์คดียาเสพติดและหลักกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย
การเพิ่มโทษผู้กระทำผิดไม่เข็ดหลาบในคดียาเสพติดและการยื่นคำร้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2568: กำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยในคดียาเสพติด
ศาลฎีกากำหนดโทษใหม่จำเลยคดียาเสพติดตามกฎหมายใหม่ – คำพิพากษาฎีกาที่ 875/2568
บทลงโทษผู้เสพยาเสพติด, เพิ่มโทษจำคุกหนึ่งในสามตามมาตรา 92, รอการลงโทษจำคุกตามมาตรา 56,
คดีถึงที่สุดแล้วเรือนจำเป็นภูมิลำเนาของจำเลย, ภูมิลำเนาผู้ต้องขัง, การส่งสำเนาอุทธรณ์ผิดที่
มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรม
สมคบเพื่อการค้ายาเสพติด มีโทษอย่างไร
เหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะรายลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้
ธนบัตรที่นำไปล่อซื้อยาเสพติดไม่ใช่สาระสำคัญถึงกับมีข้อสงสัยยกฟ้อง
คำว่า จำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย | ผิดกรรมเดียว
รับฝากยาบ้า 4.013 เม็ด ถูกจำคุก 22 ปี
ริบทรัพย์สินเกี่ยวกับยาเสพติด
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ เมทแอมเฟตามีน 75 เม็ด
ครอบครองยาบ้า 584 เม็ด รับสารภาพจำคุก 25 ปี
ยาเสพติดให้โทษ 600 เม็ด จำคุก 20 ปี
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาเสพติดให้โทษ 750 เม็ด โทษ 20 ปี
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 778 เม็ด จำคุก 25 ปี article
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 1,200 เม็ด จำคุก 18 ปี
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 2,374 เม็ด
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) 3,017 เม็ด
เมทแอมเฟตามีน 5,290 เม็ด จำคุก 20 ปี
ยาเสพติดให้โทษ ยาบ้า 12,000 เม็ด จำคุก 33 ปี 9 เดือน
ให้บัญชีธนาคารคนอื่นใช้โอนเงินค่ายาเสพติดโทษเท่ากันกับตัวการ
ขอลดโทษคดียาเสพติดตามมาตรา 100/2
การกำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
พยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยยกประโยชน์ แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย
ยาบ้า 279 เม็ด โทษจำคุก 7 ปี ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย
ข้อมูลเป็นประโยชน์ตามมาตรา 100/2
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาบ้า 27 เม็ด
การสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
ยาเสพติดให้โทษ ยาบ้า เมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ นำเข้า 22 เม็ด