ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




พยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน & สมคบยา, ข้อสันนิษฐาน (ฎีกา 2182/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 2182/2567, พยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน, สมคบยาเสพติด, มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย, ข้อสันนิษฐานใน พ.ร.บ.ยาเสพติด, โทษยาเสพติด, แนวคำพิพากษา, วิเคราะห์กฎหมายยาเสพติด, ปัญหากฎหมายอาญา, กฎหมายยาเสพติด, ศาลฎีกาวินิจฉัยยาเสพติด, การลงโทษผู้สั่งซื้อยาเสพติด

 ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีผู้ถูกกล่าวหาสั่งซื้อยาเสพติด (เมทแอมเฟตามีน) โดยติดต่อผ่านโทรศัพท์ แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะยังไม่รับมอบ แต่มีการสมคบและดำเนินการส่งมอบโดยบุคคลที่เป็นตัวแทน จึงถือเป็นความผิดฐาน พยายามจำหน่ายยาเสพติด และ สมคบยาเสพติด ตาม ป.ยาเสพติด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อสันนิษฐานว่าผู้ครอบครองยาเพื่อจำหน่าย (มาตรา 15 วรรคสาม) ยังเป็นผลใช้บังคับในคดีนี้ ผู้ถูกกล่าวหาไม่อาจหักล้างได้ ศาลจึงกำหนดโทษจำเลยให้เหมาะสม ลดโทษตามมาตรา 78 และยืนยันว่าแม้ประสงค์รอการลงโทษจะขอได้ แต่คดีเกี่ยวกับยาเสพติดอันตรายร้ายแรงไม่สมควรให้รอการลงโทษ

ข้อเท็จจริง (Facts)

เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 1 ติดต่อกับ น.ส. ชญาธร (เรียก ช.) ผ่านแอป Messenger / โทรศัพท์ ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด จำนวน 2 ถุง (น้ำหนักรวม 2 กรัม) ในราคา 1,300 บาท/ถุง รวมเป็นเงิน 2,600 บาท

จำเลยที่ 1 โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารของบุคคลที่ชื่อ นายสาธิต (คนรักจำเลยที่ 1) ไปยังบัญชีของ น.ส. ชญาธร

ต่อมา ช. สั่งซื้อยาเสพติดจากจำเลยที่ 2 และเมื่อได้รับยามาหลังจากนั้น น.ส. ชญาธรบรรจุใส่กล่องพัสดุไปรษณีย์ พร้อมจ่ายค่าจ้างให้นายชาณุมาศ นำส่งกล่องยาไปให้จำเลยที่ 1

ภายหลังจำเลยที่ 1 แจ้งยกเลิกไม่รับกล่องให้ส่งคืน น.ส. ชญาธรให้ฝากไว้ที่รักษาความปลอดภัยคอนโดฯ

เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบ พบว่าในกล่องมีเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ส่วนในห้องพัก น.ส. ชญาธรพบยาอีก 3 ถุง + อุปกรณ์เสพ พร้อมยึดยาเป็นของกลาง

ผลตรวจพิสูจน์ของกลางทั้งหมด น้ำหนักสุทธิ 2.392 กรัม (คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 2.346 กรัม) โดยยาในกล่อง 2 ถุง มีน้ำหนักสุทธิ 1.267 กรัม (สารบริสุทธิ์ 1.244 กรัม)

ประวัติกระบวนการทั้งสามชั้นศาล

ศาลชั้นต้น

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐาน “พยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย” ตาม มาตรา 15 (วรรคหนึ่ง) และอื่น ๆ

พิพากษาโทษจำคุก 5 ปี + ปรับ 200,000 บาท

ตัดสินลดโทษกึ่งหนึ่ง (เนื่องจากรับสารภาพ) เหลือจำคุก 2 ปี 6 เดือน + ปรับ 100,000 บาท

ให้รอการลงโทษ (รอการจำคุก) 4 ปี พร้อมคุมความประพฤติ และให้ทำกิจกรรมบริการสังคม

ศาลอุทธรณ์ (แผนกคดียาเสพติด)

แก้ให้จำเลยทั้งสอง (1 & 2) มีความผิดตามบทบัญญัติยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (1), 127 วรรคสอง

กำหนดโทษจำคุก 4 ปี + ปรับ 300,000 บาท สำหรับจำเลยทั้งสอง

ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม → คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน + ปรับ 200,000 บาท

ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง → คงจำคุก 2 ปี + ปรับ 150,000 บาท

ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นบางข้อ (ฐานพยายามมีไว้ในครอบครอง ฐานร่วมมีไว้จำหน่าย ฐานพยายามจำหน่าย)

ฎีกาต่อศาลฎีกา

จำเลยที่ 1 ขออนุญาตฎีกา

ศาลฎีกาเห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีการฎีกา จึงถือเป็นอันยุติ

ศาลรับบทวินิจฉัยเฉพาะในประเด็นของจำเลยที่ 1

🔹 กฎหมายที่ใช้ในการอธิบายและวินิจฉัยคดีนี้

ประมวลกฎหมายยาเสพติด (พ.ศ. 2564):

มาตรา 90 – บัญญัติให้ “พยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด” ต้องรับโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ

มาตรา 126 – ว่าด้วยฐาน “จำหน่ายยาเสพติด”

มาตรา 127 วรรคหนึ่งและวรรคสอง – ว่าด้วย “การสมคบเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด” และโทษของผู้สมคบ

มาตรา 145 วรรคหนึ่ง – ว่าด้วย “กรณีกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” ให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522:

มาตรา 15 วรรคสาม (2) – กำหนดข้อสันนิษฐานว่า “การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่กำหนด ให้ถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อจำหน่าย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น”

ประมวลกฎหมายอาญา:

มาตรา 78 – การลดโทษเมื่อจำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

🔹 Keywords หลักที่เป็น “แก่นของคดี” พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ

1️. พยายามจำหน่ายยาเสพติด (Attempted Sale of Narcotics)

คดีนี้ชี้ชัดว่าแม้ผู้สั่งซื้อยาเสพติดยังไม่ได้รับของ แต่เมื่อมีการตกลง โอนเงิน และจัดส่งครบขั้นตอน ถือว่าได้ “พยายามจำหน่าย” ตามกฎหมาย เพราะถึงขั้นใกล้ความสำเร็จแล้ว

2️.สมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด (Conspiracy to Commit a Serious Narcotics Offense)

ศาลถือว่าการตกลงร่วมกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย (ผ่านบุคคลกลาง) เป็น “การสมคบ” ตามมาตรา 127 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จโดยไม่จำเป็นต้องกระทำถึงขั้นจำหน่ายจริง

3️.ข้อสันนิษฐานการครอบครองเพื่อจำหน่าย (Presumption of Possession for Sale)

ตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) ของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ จำเลยไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานได้ว่าการครอบครองยาเสพติดมีไว้เพื่อจำหน่าย ศาลจึงยึดถือข้อสันนิษฐานนี้ในการลงโทษ

4️. การไม่รอการลงโทษในคดียาเสพติด (Denial of Suspension of Sentence)

แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน แต่ศาลวินิจฉัยว่า “ยาเสพติดเป็นความผิดร้ายแรง มีผลกระทบต่อสังคม” จึงไม่ให้รอการลงโทษ เพื่อป้องปรามการกระทำผิดในลักษณะเดียวกัน

5️.กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท (Single Act Violating Multiple Provisions)

ศาลระบุว่าการกระทำของจำเลยเข้าลักษณะ “กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท” ตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด คือฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติด

🔸 สรุปใจความสำคัญ:

ศาลฎีกาใช้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายยาเสพติดและข้อสันนิษฐานใน พ.ร.บ.ยาเสพติดเป็นหลัก เพื่อวินิจฉัยว่าการสั่งซื้อและจัดส่งยาเสพติด แม้ยังไม่รับของ ก็ถือว่ามีความผิดฐาน “พยายามจำหน่าย” และ “สมคบเพื่อจำหน่าย” ไม่อาจรอการลงโทษได้ เนื่องจากเป็นคดีอันตรายร้ายแรงต่อสังคม

ปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย

1. จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ (โดยเฉพาะฐานสมคบ & พยายามจำหน่าย)

2. สมควรลดโทษ / ให้รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่

คำพิพากษาศาลฎีกา / วินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การตกลงทางโทรศัพท์ให้ ช. ดำเนินการซื้อยาและส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการ สมคบ เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด

แม้จำเลยที่ 1 ยังไม่รับมอบเอง แต่ถือว่าเป็นการ พยายามจำหน่าย ตามที่ตกลงไว้ เนื่องจากมีการสมคบและดำเนินการส่งมอบแล้ว

ข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด พ.ศ. 2522 (มาตรา 15 วรรคสาม (2)) ที่ให้ถือว่ายาที่มีไว้ในครอบครองเป็นเพื่อจำหน่าย ยังคงบังคับใช้ และจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานได้

ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้เป็นความผิดตามมาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง, 126, 127 วรรคสอง (เป็นความผิดหลายบทในลักษณะกรรมเดียวกัน)

กำหนดโทษจำคุก 2 ปี + ปรับ 150,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสาม (มาตรา 78) → เหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน + ปรับ 100,000 บาท

ยืนยันว่า ไม่สมควรให้รอการลงโทษ เพราะยาเสพติดเป็นความผิดร้ายแรง มีผลกระทบร้ายแรงต่อสังคม

การขยายความ – วิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย

ข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด มาตรา 15 วรรคสาม

กฎหมายยาเสพติดบัญญัติว่า เมื่อพบยาเสพติดในครอบครองเกินปริมาณที่กำหนด จะให้ถือว่าเป็นการมีไว้เพื่อจำหน่าย (ข้อสันนิษฐาน) เว้นแต่ผู้ครอบครองจะพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่ใช่เพื่อจำหน่าย

ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานได้ ดังนั้น จึงถือว่ายาเป็นเพื่อจำหน่าย

ความหมาย “สมคบ” ในการสั่งซื้อยาเสพติด

การตกลงร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิด ตามกฎหมายอาญา (เช่น มาตรา 83)

ในคดีนี้ ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 1 กับ ช. มีการตกลงล่วงหน้า (แม้ ช. จะเป็นตัวกลาง) ให้ดำเนินการซื้อขายยาและส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็น “สมคบ”

ความหมาย “พยายามจำหน่ายยา” เมื่อยังไม่รับมอบ

แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมอบโดยตรง แต่การที่ตกลงและดำเนินการส่งมอบให้โดยตัวกลางแล้ว ถือว่าเข้าลักษณะ พยายามจำหน่าย เพราะมีอุปกรณ์และกระบวนการส่งมอบตามที่ตกลงไว้

ดุลพินิจในการลดโทษ / รอการลงโทษในคดียาเสพติด

แม้จำเลยจะขอให้รอการลงโทษ แต่ศาลฎีกาพิจารณาว่า คดียาเสพติดเป็นคดีอันตรายร้ายแรง ไม่ สมควรให้รอการลงโทษ ผู้กระทำต้องได้รับการลงโทษจริงเพื่อประโยชน์แก่สังคม และการลดโทษควรกระทำเฉพาะในขอบเขตที่เหมาะสม

หลักกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 83 ประมวลกฎหมายอาญา (ความร่วมมือในการกระทำผิด)

มาตรา 126, 127 ใน ป.ยาเสพติด (จำหน่าย / สมคบ / พยายาม)

มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (โทษรวม)

มาตรา 90 (โทษของผู้กระทำผิดยาเสพติดสำเร็จ / พยายาม)

มาตรา 78 ป.อ. (การลดโทษ)

IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion)

ส่วน รายละเอียด

Issue (ปัญหา) 1. จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานสมคบและพยายามจำหน่ายยาเสพติดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่? 2. สมควรลดโทษหรือให้รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่?

Rule (บทกฎหมาย) - ป.ยาเสพติด มาตรา 127 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง - ป.ยาเสพติด มาตรา 15 วรรคสาม (ข้อสันนิษฐาน) - ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 - ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 - ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78

Application (การใช้บทกฎหมายกับข้อเท็จจริง) - จำเลยที่ 1 กับ ช. ตกลงกันให้ ช. จัดหายาและส่งให้จำเลยที่ 1 → ถือเป็นสมคบ - แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมอบเอง แต่การมีการส่งมอบตามตกลงแสดงว่าเข้าลักษณะพยายามจำหน่าย - ยาที่พบมีปริมาณอยู่ในเกณฑ์ที่ตั้งให้เป็นข้อสันนิษฐานเป็นเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐาน - ถึงแม้จำเลยขอรอการลงโทษ ศาลพิจารณาว่าไม่สมควรให้รอในคดียาเสพติดอันตรายร้ายแรง

Conclusion (บทสรุป) ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานสมคบและพยายามจำหน่ายยาเสพติด ตามบทบัญญัติที่กล่าวมา กำหนดโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน + ปรับ 100,000 บาท (ลดโทษตามมาตรา 78) และไม่ให้รอการลงโทษ

ข้อสังเกต / ข้อแนะนำทางปฏิบัติ

แม้ผู้ถูกกล่าวหาเป็นฝ่าย “สั่งซื้อยา” ไม่ใช่ผู้จำหน่ายโดยตรง ก็อาจถูกฟ้องฐาน พยายามจำหน่าย ได้ หากมีการตกลงและดำเนินการส่งมอบตามที่ตกลง

ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายยาเสพติด มีน้ำหนักมาก จำเลยต้องเตรียมหลักฐานหักล้างให้ได้

ในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลมักไม่อนุญาตให้รอการลงโทษ เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการปราบปราม

การขอลดโทษต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีให้เหมาะสม ไม่ใช่ทั้งหมดจะลดได้เต็มที่

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การซื้อยาเสพติดผ่านตัวกลางและมีการส่งมอบตามตกลง แม้ผู้ซื้อจะยังไม่รับของเอง ก็สามารถเข้าลักษณะ พยายามจำหน่ายยา ได้

ข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด มีผลแรง จำเลยมีภาระพิสูจน์หักล้าง

การสมคบเป็นหลักฐานเชื่อมโยงให้โทษตามฐานร่วมกระทำผิด

ศาลให้ความเข้มงวดในการลงโทษคดียาเสพติด โดยไม่นิยมให้รอการลงโทษ

โทษยาเสพติดแม้มีการลดโทษตามมาตรา 78 ก็อยู่ในขอบเขตที่ศาลเห็นว่าสมควร

❖ คำถาม–คำตอบที่ 1 : 

จำเลยที่ 1 เข้าลักษณะ “สมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด” หรือไม่ แม้จะเป็นเพียงผู้สั่งซื้อยา?

คำตอบ:

เข้าลักษณะสมคบกันแน่นอน เพราะจากข้อเท็จจริง ศาลฎีกาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์ติดต่อ น.ส.ชญาธร เพื่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง และน.ส.ชญาธรได้ไปสั่งซื้อจากจำเลยที่ 2 แล้วนำมาบรรจุในกล่องพัสดุเพื่อส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ตามที่ตกลงกันไว้ ลักษณะการตกลงเช่นนี้ถือเป็น การร่วมกันตกลงล่วงหน้าเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ตาม ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 127 วรรคหนึ่ง

แม้จำเลยที่ 1 จะเป็น “ผู้ซื้อ” ไม่ได้ร่วมจัดหาลูกค้าหรือจำหน่ายต่อให้ผู้อื่น แต่การตกลงให้มีการจัดหายาและส่งมอบระหว่างสองฝ่ายย่อมถือเป็นการ สมคบเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเข้าหลักการตามบทบัญญัติข้างต้น

อ้างอิงกฎหมาย:

ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 127 วรรคหนึ่ง (สมคบเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด)

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ผู้ร่วมกระทำความผิด)

คำวินิจฉัย:

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การตกลงและจัดส่งเมทแอมเฟตามีนตามที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อนั้น เป็น “การสมคบ” ระหว่างจำเลยที่ 1 กับ น.ส.ชญาธร และเป็น “การพยายามจำหน่ายยาเสพติด” แม้จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับของจริง

❖ คำถาม–คำตอบที่ 2 : 

เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับมอบยา การกระทำถือเป็นเพียง “พยายามมีไว้ในครอบครอง” หรือถึงขั้น “พยายามจำหน่าย” ตามกฎหมายยาเสพติด?

คำตอบ:

ถือเป็น พยายามจำหน่ายยาเสพติด เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการติดต่อซื้อขายจนถึงขั้นตกลงราคา โอนเงินค่ายา และให้บุคคลกลางจัดส่งยาให้ตน แม้ภายหลังจำเลยที่ 1 จะยกเลิกไม่รับกล่องพัสดุ แต่ขณะนั้นการกระทำได้ดำเนินไปถึงขั้นใกล้ความสำเร็จในการจำหน่ายแล้ว

ศาลฎีกาจึงถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็น พยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยการพยายามมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตาม มาตรา 127 วรรคสอง ประกอบมาตรา 126 และมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด

นอกจากนี้ ยาที่ตรวจพบมีน้ำหนักสุทธิ 1.267 กรัม ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ให้ถือว่าเป็นการมีไว้เพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำสืบหักล้างได้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นมีลักษณะเป็น “เพื่อจำหน่าย”

อ้างอิงกฎหมาย:

ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 126, 127 วรรคสอง, 145 วรรคหนึ่ง, 90

พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2)

คำวินิจฉัย:

ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการพยายามจำหน่ายยาเสพติดโดยสมบูรณ์ แม้ยังไม่รับมอบของกลางก็ตาม และพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 100,000 บาท โดยไม่รอการลงโทษ


ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 90 “ห้ามผู้ใดผลิต นําเข้า ส่งออก จําหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เว้นแต่เป็นกรณีที่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 34 หรือมาตรา 35 (3)”  มาตรา 126 “ผู้ใดพยายามกระทําความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษตามที่กําหนดไว้สําหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกับผู้กระทําความผิดสําเร็จ”  มาตรา 127 “ผู้ใดสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไป เพื่อกระทําความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ผู้นั้นสมคบกันกระทําความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าแสนบาท ถ้าได้มีการกระทําความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกันตามวรรคหนึ่ง ผู้สมคบกันนั้นต้องระวางโทษตามที่กําหนดไว้สําหรับความผิดนั้น”  มาตรา 145 วรรคหนึ่ง “ผู้ใดผลิต นําเข้า ส่งออก จําหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 อันเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 90 ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสิบห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งล้านห้าแสนบาท …”  พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 (ตัวบทเดิมที่ใช้ “ข้อสันนิษฐานเพื่อจำหน่าย”) มาตรา 15 วรรคสาม (2) “(2) แอมเฟตามีนหรืออนุพันธ์แอมเฟตามีน มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ตั้งแต่สามร้อยเจ็ดสิบห้ามิลลิกรัมขึ้นไป หรือมียาเสพติดที่มีสารดังกล่าวผสมอยู่จำนวนสิบห้าหน่วยการใช้ขึ้นไป หรือมีน้ำหนักสุทธิตั้งแต่หนึ่งจุดห้ากรัมขึ้นไป ให้สันนิษฐานว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย”  ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 (พยายามกระทำความผิด) “ผู้ใดลงมือกระทำความผิดแต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแล้วแต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผู้นั้นพยายามกระทำความผิด ผู้ใดพยายามกระทำความผิด ผู้นั้นต้องระวางโทษสองในสามส่วนของโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น”  มาตรา 78 (เหตุบรรเทาโทษ) “เมื่อปรากฏว่ามีเหตุบรรเทาโทษ … ถ้าศาลเห็นสมควรจะลดโทษไม่เกินกึ่งหนึ่งของโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นก็ได้” (ยกเฉพาะใจความของมาตรา)

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2182/2567

จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ของกลางกับ ช. จากนั้น ช. โทรศัพท์ติดต่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 2 เมื่อ ช. ได้รับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 แล้วนำมาบรรจุใส่กล่องพัสดุไปรษณีย์ ว่าจ้าง ณ. นำไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 ลักษณะการตกลงกันเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการคบคิดร่วมกันระหว่าง ช. กับจำเลยที่ 1 อันเป็นการสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามมาตรา 127 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.ยาเสพติด แต่จำเลยที่ 1 ไม่ทันรับมอบ ณ. นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานตำรวจและ ช. ถูกจับกุมเสียก่อน จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยการพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ซึ่งต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 127 วรรคสอง กับฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 126 แม้จำเลยที่ 1 สมคบกับ ช. เพียงผู้เดียวมิได้สมคบกับจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่จัดหาลูกค้าและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่ผู้อื่น จำเลยที่ 1 ติดต่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ของกลางจาก ช. โดยไม่ปรากฏว่าจะนำไปจำหน่ายต่อแก่ผู้อื่น และไม่มีการแบ่งกำไรกันระหว่าง ช. กับจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นหรือร่วมกับ ช. มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน 3 ถุง ของกลาง ที่ค้นพบภายในห้องพักของ ช. แต่ปริมาณเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 พยายามมีไว้ในครอบครองต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่ง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ยังให้มีผลใช้บังคับแก่คดีนี้ และจำเลยที่ 1 ไม่อาจนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อการค้า

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 7, 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83

จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ

จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7, 8 วรรคหนึ่ง ฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับความผิดสำเร็จ กับฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 4 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ภายในกำหนด 3 ปี ให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7, 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 500,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี และปรับ 250,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30

โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (1), 127 วรรคสอง จำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 300,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และปรับ 200,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 150,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 1 ปี ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยที่ 1 ฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน

จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา

ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 2 คู่ความไม่ฎีกาจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 1 ติดต่อนางสาวชญาธรหรือกิ๊ก ผ่านโปรแกรมเมสเซนเจอร์เฟซบุ๊ก และโทรศัพท์เคลื่อนที่ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 ถุง น้ำหนัก 2 กรัม ในราคาถุงละ 1,300 บาท รวมเป็นเงิน 2,600 บาท จำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสาธิต คนรักจำเลยที่ 1 โอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 2,600 บาท ให้แก่นางสาวชญาธร ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้งเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ รามอินทรา ชื่อบัญชีนายอภิชัย ต่อมาวันเดียวกันนางสาวชญาธรติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 2 กรัม จากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ตกลงและส่งมอบให้แก่นางสาวชญาธรที่หน้าร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ปากซอยสุขุมวิท 79 ใกล้คอนโดมิเนียม ค. ที่นางสาวชญาธรพักอาศัยอยู่ นางสาวชญาธรนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวใส่ถุงขนมปังยี่ห้อจูลี่ พร้อมหนังสือสวดมนต์ขนาดเล็ก ปกสีขาว 1 เล่ม บรรจุในกล่องพัสดุไปรษณีย์สีน้ำตาล แล้วติดต่อนายชาณุมาศหรือปก ให้นำกล่องพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวไปส่งให้จำเลยที่ 1 ที่ซอยอินทามระ 25 นายชาณุมาศสังเกตว่ากล่องพัสดุไปรษณีย์มีน้ำหนักเบาผิดปกติ เกรงว่าจะมีของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ ในวันที่ 29 ตุลาคม 2561 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา นายชานุมาศนำกล่องพัสดุไปรษณีย์ส่งให้พันตำรวจตรีกิตติเชษฐ์ ตรวจสอบที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ขณะนั้นจำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อนายชาณุมาศให้รีบนำกล่องพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวไปส่ง ต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งยกเลิกไม่รับกล่องพัสดุไปรษณีย์และให้นายชาณุมาศนำกล่องพัสดุไปรษณีย์ไปคืนนางสาวชญาธร นายชาณุมาศโทรศัพท์แจ้งนางสาวชญาธรว่าจะนำกล่องพัสดุไปรษณีย์ไปคืน นางสาวชญาธรให้นายชาณุมาศนำกล่องพัสดุไปรษณีย์ไปฝากไว้กับพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ป้อมยามของคอนโดมิเนียม ค. ต่อมาพันตำรวจตรีกิตติเชษฐ์กับพวกและนายชาณุมาศเดินทางไปที่คอนโดมิเนียมดังกล่าว และประสานกับเจ้าหน้าที่ของนิติบุคคลขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วพบว่า นางสาวชญาธรเป็นคนนำกล่องพัสดุไปรษณีย์มาส่งให้แก่นายชาณุมาศบริเวณล็อบบี้ของคอนโดมิเนียม ค. พันตำรวจตรีกิตติเชษฐ์ให้เจ้าหน้าที่ของนิติบุคคลพาขึ้นไปที่ห้องพักนางสาวชญาธร พบนางสาวชญาธรอยู่ในห้อง เมื่อนำกล่องพัสดุไปรษณีย์ให้ดูนางสาวชญาธรรับว่าเป็นกล่องที่ตนให้นายชาณุมาศนำไปส่งแก่จำเลยที่ 1 พันตำรวจตรีกิตติเชษฐ์ตรวจค้นกล่องดังกล่าวพบถุงขนม 4 ถุง มีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใส 2 ถุง และพบหนังสือสวดมนต์ขนาดเล็กปกสีขาว 1 เล่ม ตรวจค้นภายในห้องพบเมทแอมเฟตามีนบรรจุถุงพลาสติก 3 ถุง ถุงพลาสติกใสสำหรับแบ่งและหลอดพลาสติกอยู่ใต้อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ และพบอุปกรณ์การเสพยาเสพติดกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในห้อง จึงยึดเป็นของกลางทั้งหมด พนักงานสอบสวนส่งเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 5 ถุง ของกลาง ไปตรวจพิสูจน์ได้รับรายงานว่ามีน้ำหนักสุทธิ 2.392 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.346 กรัม เฉพาะเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 2 ถุง ที่พบในกล่องพัสดุไปรษณีย์มีน้ำหนักสุทธิ 1.267 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.244 กรัม

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์ติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ของกลางกับนางสาวชญาธร และนางสาวชญาธรใช้โทรศัพท์ติดต่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 2 เมื่อนางสาวชญาธรได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนที่สั่งซื้อจากจำเลยที่ 2 แล้วก็นำมาบรรจุใส่กล่องพัสดุไปรษณีย์ และว่าจ้างนายชาณุมาศนำกล่องดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ซื้ออีกทอดหนึ่ง ลักษณะการตกลงกันเพื่อให้นางสาวชญาธรทำการขายและจำเลยที่ 1 ทำการซื้อโดยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการคบคิดร่วมกันระหว่างนางสาวชญาธรกับจำเลยที่ 1 อันเป็นการสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามมาตรา 127 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด และข้อเท็จจริงได้ความว่าในที่สุดนางสาวชญาธรได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 โดยว่าจ้างนายชาณุมาศให้ไปส่งแทน อันเป็นการกระทำตามที่ได้สมคบกันแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ทันรับมอบโดยนายชาณุมาศนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานตำรวจและนางสาวชญาธรผู้ขายถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยการพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ซึ่งต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 127 วรรคสอง กับฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 126 แม้ข้อเท็จจริงปรากฏในทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 สมคบกับนางสาวชญาธรเพียงผู้เดียวมิได้สมคบกับจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่จัดหาลูกค้าและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่ผู้อื่น จำเลยที่ 1 ติดต่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ของกลางจากนางสาวชญาธรโดยไม่ปรากฏว่าจะนำไปจำหน่ายต่อแก่ผู้อื่น และไม่มีการแบ่งกำไรกันระหว่างนางสาวชญาธรกับจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นหรือร่วมกับนางสาวชญาธรมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน 3 ถุง ของกลาง ที่ค้นพบภายในห้องพักของนางสาวชญาธร ซึ่งเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวนางสาวชญาธรเบิกความว่าซื้อมาจากจำเลยที่ 2 ครั้งละ 1 ถุง เมื่อจำเลยที่ 1 สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง นางสาวชญาธรจึงสั่งซื้อจากจำเลยที่ 2 อีกก็ตาม แต่ปริมาณเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 พยายามมีไว้ในครอบครองต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ยังให้มีผลใช้บังคับแก่คดีนี้ และจำเลยที่ 1 ไม่อาจนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อการค้า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ยังไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปมีว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ให้เบาลงและรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ของกลางที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากนางสาวชญาธรมีน้ำหนักสุทธิ 1.267 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.244 กรัม นับว่าปริมาณไม่มากนัก การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุก 4 ปี และปรับ 300,000 บาท ก่อนลดโทษมานั้น เห็นว่า สูงเกินไป สมควรกำหนดโทษให้เบาลงอีกเพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกด้วยนั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษซึ่งมีอันตรายร้ายแรง พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 นับเป็นต้นเหตุในการก่อให้เกิดอาชญากรรมและปัญหาสังคมอื่นติดตามมานานัปการ ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 33 ปีเศษแล้ว ย่อมรู้ถึงพิษภัยร้ายแรงดังกล่าวเป็นอย่างดี แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวดังที่กล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 โดยไม่รอการลงโทษมานั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง, 126, 127 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 เป็นการกระทำกรรมเดียวกันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ จำคุก 2 ปี และปรับ 150,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์


คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้

กรณีตัวอย่าง 1: 

ศาลฎีกา ยก “พยายามจำหน่ายยา” เมื่อผู้ถูกกล่าวหานำยาไปส่งยังสถานที่นัดหมายก่อนถูกจับ

สรุปเหตุการณ์ & บทวินิจฉัย:

ในแนวคำพิพากษาหนึ่ง (อ้างอิงในบทความ “พยายามจำหน่ายยาเสพติด” บนบล็อก) จำเลยได้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปยังสถานที่นัดหมายเพื่อส่งให้ผู้ซื้อ (นาง บ.) ตามที่ตกลงไว้ แต่ยังไม่ทันได้ส่งมอบก็ถูกจับกุมเสียก่อน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยในกรณีนี้เป็น พยายามจำหน่ายยาเสพติด แม้ยังไม่มีการส่งมอบจริง เนื่องจากจำเลยได้ดำเนินการตามขั้นตอนการส่งมอบจนเกือบสำเร็จแล้ว โดยมีการตกลง ราคา การนัดหมาย ส่งมอบยา เป็นต้น 

จุดเชื่อมโยงกับคดี 2182/2567:

เหมือนกันตรงที่ผู้ต้องหายังไม่รับมอบยาโดยตรง

แต่ในคดี 2182/2567 มีการตกลงล่วงหน้า / สมคบ / ส่งมอบผ่านตัวกลาง — แนวคำพิพากษานี้จึงช่วยสนับสนุนว่า การดำเนินการล่วงหน้าก่อนส่งมอบก็อาจเข้าลักษณะ “พยายามจำหน่าย” ได้

ต่างกันตรงปริมาณยา, บทพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน และการมีส่วนร่วมของบุคคลกลาง

กรณีตัวอย่าง 2: 

ศาลฎีกาที่ 551/2563 – การมีเมทแอมเฟตามีนในครอบครองเพื่อจำหน่าย

สรุปเหตุการณ์ & บทวินิจฉัย:

ในบทความวิเคราะห์ “ครอบครองยาเสพติดเพื่อเสพหรือเพื่อจำหน่าย?” มีการอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 551/2563 ซึ่งศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐาน มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ 

ในแนวเดียวกันยังมีการอ้างคำพิพากษา 1047/2563 ซึ่งในกรณีที่ศาลเห็นว่าเป็นการครอบครองเพื่อเสพ ไม่สมควรลงโทษจำหน่าย จึงให้รอการลงโทษ + คุมประพฤติ 

จุดเชื่อมโยงกับคดี 2182/2567:

เน้นเรื่อง ข้อสันนิษฐานการครอบครองยาเพื่อจำหน่าย ตามมาตรา 15 วรรคสาม

ในคดี 2182/2567 ศาลฎีกายึดหลักข้อสันนิษฐานนี้ และให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจหักล้างได้

การเปรียบเทียบกับกรณี 551/2563 และ 1047/2563 ช่วยให้ผู้อ่านเห็นว่า ศาลให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ว่าผู้ถูกกล่าวหาสามารถหักล้างข้อสันนิษฐานได้หรือไม่

กรณีตัวอย่าง 3: 

ศาลฎีกา 2842/2537 – นิยาม “จำหน่ายยา”

สรุปเหตุการณ์ & บทวินิจฉัย:

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2842/2537 (พ.ศ. 2537) เป็นคดีเก่าเกี่ยวกับบทนิยามคำว่า “จำหน่าย” ตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับเดิม) ศาลได้ให้แนววินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงว่า การส่งมอบยาให้แก่ผู้อื่น แม้จะไม่มีการแสดงต่อสาธารณะหรือไม่มีการซื้อขายโดยตรง ก็อาจเข้าลักษณะ “การจำหน่าย” ได้ตามบริบทของการตกลงระหว่างคู่ความ 

จุดเชื่อมโยงกับคดี 2182/2567:

ประเด็นนิยาม “จำหน่าย” ในคดี 2842/2537 ช่วยให้เห็นแนวศาลเก่าในแง่การส่งมอบยา

ในคดี 2182/2567 ต้องพิจารณาว่าการส่งมอบผ่านตัวกลางตามที่ตกลงให้ ถือว่าเป็น “จำหน่าย / พยายามจำหน่าย” หรือไม่

ผู้ศึกษาสามารถเปรียบว่า ศาลปัจจุบันอาจยึดแนวเก่าแต่ปรับให้เข้ากับข้อเท็จจริงร่วมสมัย

กรณีตัวอย่าง 4: 

คำพิพากษาศาลฎีกา 5016/2565 – ความผิด “พยายาม” ตามกฎหมายยาเสพติด

สรุปเหตุการณ์ & บทวินิจฉัย:

คำพิพากษาศาลฎีกา 5016/2565 เป็นคดีเกี่ยวกับความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด ให้โทษ ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับ การพยายาม โดยศาลฎีกาได้ให้แนวทางว่า ในกรณีที่การกระทำยังไม่สำเร็จ ผู้ต้องหาอาจถูกพิพากษาในฐานพยายามตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการพิจารณาข้อเท็จจริงว่าการดำเนินการใด ๆ ถึงขั้นใกล้สำเร็จหรือไม่ 

จุดเชื่อมโยงกับคดี 2182/2567:

เน้นบทกฎหมาย “พยายาม” ซึ่งเป็นบทสำคัญในคดี 2182/2567

วิธีวิเคราะห์ของศาลฎีกาใน 5016/2565 ช่วยให้ผู้ศึกษามองว่าศาลจะพิจารณาว่าขั้นตอนใดเข้าลักษณะ “พยายาม”

ในคดี 2182/2567 ศาลใช้หลักเดียวกัน มองว่าการตกลง / ส่งมอบผ่านตัวกลาง ถึงขั้นใกล้สำเร็จ จึงเข้าลักษณะพยายามจำหน่าย

กรณีตัวอย่าง 5: 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวกับ “มีไว้เพื่อจำหน่าย vs เสพ”

สรุปเหตุการณ์ & บทวินิจฉัย:

ในบทความวิเคราะห์ “ครอบครองยาเสพติดเพื่อเสพหรือเพื่อจำหน่าย?” มีการนำเสนอแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1047/2563 ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นกรณีครอบครองเพื่อเสพ จึงให้รอการลงโทษและคุมประพฤติ จึงไม่ถือเป็นการจำหน่าย 

นอกจากนี้ มีกรณีตัวอย่างเกี่ยวกับยาบ้า 27 เม็ด ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าเป็นความผิดมีไว้เพื่อจำหน่ายตามมาตรา 66 และศาลฎีกายกคำอุทธรณ์บางประการในแนวทางเดียวกัน 

จุดเชื่อมโยงกับคดี 2182/2567:

ช่วยให้เข้าใจว่า ศาลพิจารณาแยกแยะระหว่างการครอบครองเพื่อเสพกับเพื่อจำหน่าย

ในคดี 2182/2567 จำเลยต้องเผชิญกับข้อสันนิษฐานว่าเป็นเพื่อจำหน่าย และต้องหักล้างให้ได้

การเปรียบกับคดี 1047/2563 ช่วยให้เห็นเงื่อนไขว่ากรณีใดศาลอาจให้รอการลงโทษ


บทความ: 

ความหมายและหลักเกณฑ์ของ “พยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด”

ในทางกฎหมาย คำว่า “พยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด” หมายถึง การที่ผู้กระทำได้ลงมือกระทำการบางอย่างที่มุ่งหมายไปสู่การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองยาเสพติด แต่การกระทำนั้นยังไม่ถึงขั้นสำเร็จ เช่น ยังไม่ส่งมอบยาให้ผู้ซื้อ หรือถูกจับกุมเสียก่อนที่การซื้อขายจะเสร็จสิ้น ตาม มาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ผู้ที่พยายามกระทำความผิดจะต้องรับโทษในอัตราเท่ากับผู้กระทำสำเร็จ

คดีตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กรณีจำเลยติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนทางโทรศัพท์ โอนเงินค่ายา และให้จัดส่งผ่านบุคคลกลาง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบพัสดุก่อนถึงมือผู้ซื้อ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ยังไม่เกิดการส่งมอบของกลาง แต่เมื่อมีการตกลง โอนเงิน และจัดส่งครบขั้นตอนแล้ว ถือว่าเป็นการ พยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และยังเข้าลักษณะ “สมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด” ตามมาตรา 127 อีกด้วย

ประเด็นสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การตีความว่า “พยายาม” ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นส่งมอบยาเสพติดจริง เพียงกระทำการใด ๆ ที่ใกล้ความสำเร็จในการจำหน่าย ก็ถือว่ามีความผิดได้แล้ว นอกจากนี้ ศาลยังอ้างข้อสันนิษฐานตาม มาตรา 15 วรรคสาม (2) แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งระบุว่า หากมีเมทแอมเฟตามีนในปริมาณเกินเกณฑ์ ให้ถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อจำหน่าย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น ซึ่งจำเลยในคดีนี้ไม่สามารถหักล้างได้

คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ตอกย้ำว่า ผู้ที่กระทำการใด ๆ ซึ่งมุ่งไปสู่การซื้อขายยาเสพติด แม้จะยังไม่รับหรือส่งมอบของ ก็อาจถูกลงโทษในฐานะผู้ พยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ได้เช่นเดียวกับผู้ที่กระทำสำเร็จ เพื่อป้องกันและปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างเด็ดขาด 




คดียาเสพติดให้โทษ

พนักงานรัฐวิสาหกิจกับโทษคดียาเสพติดสามเท่า การใช้กฎหมายที่เป็นคุณ และการริบโทรศัพท์ของกลาง
การนำยาเสพติดเข้าประเทศ ถือว่าสำเร็จหรือพยายาม
กระบวนการริบทรัพย์ในคดียาเสพติดกับขั้นตอนขอให้รับฎีกาไว้พิจารณาตามกฎหมายพิเศษ
การกำหนดโทษผู้สนับสนุนคดีจำหน่ายยาเสพติดตามบทกฎหมายที่เป็นคุณ(ฎีกา 7422/2568)
ผู้ใหญ่บ้านคดียาเสพติด เพิ่มโทษสามเท่า ปรับบทกฎหมายได้ไม่ถือเพิ่มโทษ(ฎีกา 2806/2554)
กำหนดโทษใหม่คดียาเสพติด อุทธรณ์ได้แค่ไหน ใช้กฎหมายใหม่อย่างไร(ฎีกา 4912/2566)
ศาลต้องใช้กฎหมายใหม่ที่เบากว่าหรือไม่? คดีครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่ายกับการกำหนดโทษใหม่ตามมาตรา 3 (1)
ยกฟ้องฐานผลิต/ครอบครองกัญชา หลัง “พืชกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด”(ฎีกา 1225/2567)
เปิดบัญชีรับเงินค้ายา = สมคบยาเสพติด, กำหนดโทษใหม่, การแบ่งหน้าที่ (ฎีกา 2306/2567)
(ฎีกา 2682/2567) – คดียาเสพติด ผู้สนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2567 : การอุทธรณ์คดียาเสพติดและหลักกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย
การเพิ่มโทษผู้กระทำผิดไม่เข็ดหลาบในคดียาเสพติดและการยื่นคำร้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ article
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2568: กำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยในคดียาเสพติด
ศาลฎีกากำหนดโทษใหม่จำเลยคดียาเสพติดตามกฎหมายใหม่ – คำพิพากษาฎีกาที่ 875/2568
บทลงโทษผู้เสพยาเสพติด, เพิ่มโทษจำคุกหนึ่งในสามตามมาตรา 92, รอการลงโทษจำคุกตามมาตรา 56,
คดีถึงที่สุดแล้วเรือนจำเป็นภูมิลำเนาของจำเลย, ภูมิลำเนาผู้ต้องขัง, การส่งสำเนาอุทธรณ์ผิดที่
มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรม
สมคบเพื่อการค้ายาเสพติด มีโทษอย่างไร
เหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะรายลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้
ธนบัตรที่นำไปล่อซื้อยาเสพติดไม่ใช่สาระสำคัญถึงกับมีข้อสงสัยยกฟ้อง
คำว่า จำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย | ผิดกรรมเดียว
รับฝากยาบ้า 4.013 เม็ด ถูกจำคุก 22 ปี
ริบทรัพย์สินเกี่ยวกับยาเสพติด
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ เมทแอมเฟตามีน 75 เม็ด
ครอบครองยาบ้า 584 เม็ด รับสารภาพจำคุก 25 ปี
ยาเสพติดให้โทษ 600 เม็ด จำคุก 20 ปี
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาเสพติดให้โทษ 750 เม็ด โทษ 20 ปี
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 778 เม็ด จำคุก 25 ปี article
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 1,200 เม็ด จำคุก 18 ปี
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 2,374 เม็ด
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) 3,017 เม็ด
เมทแอมเฟตามีน 5,290 เม็ด จำคุก 20 ปี
ยาเสพติดให้โทษ ยาบ้า 12,000 เม็ด จำคุก 33 ปี 9 เดือน
ให้บัญชีธนาคารคนอื่นใช้โอนเงินค่ายาเสพติดโทษเท่ากันกับตัวการ
ขอลดโทษคดียาเสพติดตามมาตรา 100/2
การกำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
พยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยยกประโยชน์ แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย
ยาบ้า 279 เม็ด โทษจำคุก 7 ปี ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย
ข้อมูลเป็นประโยชน์ตามมาตรา 100/2
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาบ้า 27 เม็ด
การสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
ยาเสพติดให้โทษ ยาบ้า เมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ นำเข้า 22 เม็ด