
| พยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน & สมคบยา, ข้อสันนิษฐาน (ฎีกา 2182/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีผู้ถูกกล่าวหาสั่งซื้อยาเสพติด (เมทแอมเฟตามีน) โดยติดต่อผ่านโทรศัพท์ แม้ผู้ถูกกล่าวหาจะยังไม่รับมอบ แต่มีการสมคบและดำเนินการส่งมอบโดยบุคคลที่เป็นตัวแทน จึงถือเป็นความผิดฐาน พยายามจำหน่ายยาเสพติด และ สมคบยาเสพติด ตาม ป.ยาเสพติด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อสันนิษฐานว่าผู้ครอบครองยาเพื่อจำหน่าย (มาตรา 15 วรรคสาม) ยังเป็นผลใช้บังคับในคดีนี้ ผู้ถูกกล่าวหาไม่อาจหักล้างได้ ศาลจึงกำหนดโทษจำเลยให้เหมาะสม ลดโทษตามมาตรา 78 และยืนยันว่าแม้ประสงค์รอการลงโทษจะขอได้ แต่คดีเกี่ยวกับยาเสพติดอันตรายร้ายแรงไม่สมควรให้รอการลงโทษ ข้อเท็จจริง (Facts) • เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 1 ติดต่อกับ น.ส. ชญาธร (เรียก ช.) ผ่านแอป Messenger / โทรศัพท์ ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด จำนวน 2 ถุง (น้ำหนักรวม 2 กรัม) ในราคา 1,300 บาท/ถุง รวมเป็นเงิน 2,600 บาท • จำเลยที่ 1 โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารของบุคคลที่ชื่อ นายสาธิต (คนรักจำเลยที่ 1) ไปยังบัญชีของ น.ส. ชญาธร • ต่อมา ช. สั่งซื้อยาเสพติดจากจำเลยที่ 2 และเมื่อได้รับยามาหลังจากนั้น น.ส. ชญาธรบรรจุใส่กล่องพัสดุไปรษณีย์ พร้อมจ่ายค่าจ้างให้นายชาณุมาศ นำส่งกล่องยาไปให้จำเลยที่ 1 • ภายหลังจำเลยที่ 1 แจ้งยกเลิกไม่รับกล่องให้ส่งคืน น.ส. ชญาธรให้ฝากไว้ที่รักษาความปลอดภัยคอนโดฯ • เจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้เกี่ยวข้องตรวจสอบ พบว่าในกล่องมีเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ส่วนในห้องพัก น.ส. ชญาธรพบยาอีก 3 ถุง + อุปกรณ์เสพ พร้อมยึดยาเป็นของกลาง • ผลตรวจพิสูจน์ของกลางทั้งหมด น้ำหนักสุทธิ 2.392 กรัม (คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ 2.346 กรัม) โดยยาในกล่อง 2 ถุง มีน้ำหนักสุทธิ 1.267 กรัม (สารบริสุทธิ์ 1.244 กรัม) ประวัติกระบวนการทั้งสามชั้นศาล ศาลชั้นต้น • พิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดฐาน “พยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย” ตาม มาตรา 15 (วรรคหนึ่ง) และอื่น ๆ • พิพากษาโทษจำคุก 5 ปี + ปรับ 200,000 บาท • ตัดสินลดโทษกึ่งหนึ่ง (เนื่องจากรับสารภาพ) เหลือจำคุก 2 ปี 6 เดือน + ปรับ 100,000 บาท • ให้รอการลงโทษ (รอการจำคุก) 4 ปี พร้อมคุมความประพฤติ และให้ทำกิจกรรมบริการสังคม ศาลอุทธรณ์ (แผนกคดียาเสพติด) • แก้ให้จำเลยทั้งสอง (1 & 2) มีความผิดตามบทบัญญัติยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (1), 127 วรรคสอง • กำหนดโทษจำคุก 4 ปี + ปรับ 300,000 บาท สำหรับจำเลยทั้งสอง • ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสาม → คงจำคุก 2 ปี 8 เดือน + ปรับ 200,000 บาท • ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง → คงจำคุก 2 ปี + ปรับ 150,000 บาท • ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นบางข้อ (ฐานพยายามมีไว้ในครอบครอง ฐานร่วมมีไว้จำหน่าย ฐานพยายามจำหน่าย) ฎีกาต่อศาลฎีกา • จำเลยที่ 1 ขออนุญาตฎีกา • ศาลฎีกาเห็นว่า สำหรับจำเลยที่ 2 ไม่มีการฎีกา จึงถือเป็นอันยุติ • ศาลรับบทวินิจฉัยเฉพาะในประเด็นของจำเลยที่ 1 🔹 กฎหมายที่ใช้ในการอธิบายและวินิจฉัยคดีนี้ ประมวลกฎหมายยาเสพติด (พ.ศ. 2564): • มาตรา 90 – บัญญัติให้ “พยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด” ต้องรับโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ • มาตรา 126 – ว่าด้วยฐาน “จำหน่ายยาเสพติด” • มาตรา 127 วรรคหนึ่งและวรรคสอง – ว่าด้วย “การสมคบเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด” และโทษของผู้สมคบ • มาตรา 145 วรรคหนึ่ง – ว่าด้วย “กรณีกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท” ให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522: • มาตรา 15 วรรคสาม (2) – กำหนดข้อสันนิษฐานว่า “การมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเกินปริมาณที่กำหนด ให้ถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อจำหน่าย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น” ประมวลกฎหมายอาญา: • มาตรา 78 – การลดโทษเมื่อจำเลยให้การเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา 🔹 Keywords หลักที่เป็น “แก่นของคดี” พร้อมคำอธิบายสั้น ๆ 1️. พยายามจำหน่ายยาเสพติด (Attempted Sale of Narcotics) คดีนี้ชี้ชัดว่าแม้ผู้สั่งซื้อยาเสพติดยังไม่ได้รับของ แต่เมื่อมีการตกลง โอนเงิน และจัดส่งครบขั้นตอน ถือว่าได้ “พยายามจำหน่าย” ตามกฎหมาย เพราะถึงขั้นใกล้ความสำเร็จแล้ว 2️.สมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด (Conspiracy to Commit a Serious Narcotics Offense) ศาลถือว่าการตกลงร่วมกันระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขาย (ผ่านบุคคลกลาง) เป็น “การสมคบ” ตามมาตรา 127 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นความผิดสำเร็จโดยไม่จำเป็นต้องกระทำถึงขั้นจำหน่ายจริง 3️.ข้อสันนิษฐานการครอบครองเพื่อจำหน่าย (Presumption of Possession for Sale) ตามมาตรา 15 วรรคสาม (2) ของ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ จำเลยไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานได้ว่าการครอบครองยาเสพติดมีไว้เพื่อจำหน่าย ศาลจึงยึดถือข้อสันนิษฐานนี้ในการลงโทษ 4️. การไม่รอการลงโทษในคดียาเสพติด (Denial of Suspension of Sentence) แม้จำเลยไม่เคยต้องโทษมาก่อน แต่ศาลวินิจฉัยว่า “ยาเสพติดเป็นความผิดร้ายแรง มีผลกระทบต่อสังคม” จึงไม่ให้รอการลงโทษ เพื่อป้องปรามการกระทำผิดในลักษณะเดียวกัน 5️.กรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท (Single Act Violating Multiple Provisions) ศาลระบุว่าการกระทำของจำเลยเข้าลักษณะ “กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท” ตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ให้ลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด คือฐานพยายามจำหน่ายยาเสพติด 🔸 สรุปใจความสำคัญ: ศาลฎีกาใช้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายยาเสพติดและข้อสันนิษฐานใน พ.ร.บ.ยาเสพติดเป็นหลัก เพื่อวินิจฉัยว่าการสั่งซื้อและจัดส่งยาเสพติด แม้ยังไม่รับของ ก็ถือว่ามีความผิดฐาน “พยายามจำหน่าย” และ “สมคบเพื่อจำหน่าย” ไม่อาจรอการลงโทษได้ เนื่องจากเป็นคดีอันตรายร้ายแรงต่อสังคม ปัญหาข้อกฎหมายที่ศาลฎีกาวินิจฉัย 1. จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ (โดยเฉพาะฐานสมคบ & พยายามจำหน่าย) 2. สมควรลดโทษ / ให้รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่ คำพิพากษาศาลฎีกา / วินิจฉัย • ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การตกลงทางโทรศัพท์ให้ ช. ดำเนินการซื้อยาและส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 เป็นการ สมคบ เพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด • แม้จำเลยที่ 1 ยังไม่รับมอบเอง แต่ถือว่าเป็นการ พยายามจำหน่าย ตามที่ตกลงไว้ เนื่องจากมีการสมคบและดำเนินการส่งมอบแล้ว • ข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด พ.ศ. 2522 (มาตรา 15 วรรคสาม (2)) ที่ให้ถือว่ายาที่มีไว้ในครอบครองเป็นเพื่อจำหน่าย ยังคงบังคับใช้ และจำเลยที่ 1 ไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานได้ • ศาลฎีกาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้เป็นความผิดตามมาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง, 126, 127 วรรคสอง (เป็นความผิดหลายบทในลักษณะกรรมเดียวกัน) • กำหนดโทษจำคุก 2 ปี + ปรับ 150,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสาม (มาตรา 78) → เหลือจำคุก 1 ปี 4 เดือน + ปรับ 100,000 บาท • ยืนยันว่า ไม่สมควรให้รอการลงโทษ เพราะยาเสพติดเป็นความผิดร้ายแรง มีผลกระทบร้ายแรงต่อสังคม การขยายความ – วิเคราะห์ประเด็นกฎหมาย ข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด มาตรา 15 วรรคสาม กฎหมายยาเสพติดบัญญัติว่า เมื่อพบยาเสพติดในครอบครองเกินปริมาณที่กำหนด จะให้ถือว่าเป็นการมีไว้เพื่อจำหน่าย (ข้อสันนิษฐาน) เว้นแต่ผู้ครอบครองจะพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่ใช่เพื่อจำหน่าย ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐานได้ ดังนั้น จึงถือว่ายาเป็นเพื่อจำหน่าย ความหมาย “สมคบ” ในการสั่งซื้อยาเสพติด การตกลงร่วมกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิด ตามกฎหมายอาญา (เช่น มาตรา 83) ในคดีนี้ ศาลเห็นว่า จำเลยที่ 1 กับ ช. มีการตกลงล่วงหน้า (แม้ ช. จะเป็นตัวกลาง) ให้ดำเนินการซื้อขายยาและส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 จึงเป็น “สมคบ” ความหมาย “พยายามจำหน่ายยา” เมื่อยังไม่รับมอบ แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมอบโดยตรง แต่การที่ตกลงและดำเนินการส่งมอบให้โดยตัวกลางแล้ว ถือว่าเข้าลักษณะ พยายามจำหน่าย เพราะมีอุปกรณ์และกระบวนการส่งมอบตามที่ตกลงไว้ ดุลพินิจในการลดโทษ / รอการลงโทษในคดียาเสพติด แม้จำเลยจะขอให้รอการลงโทษ แต่ศาลฎีกาพิจารณาว่า คดียาเสพติดเป็นคดีอันตรายร้ายแรง ไม่ สมควรให้รอการลงโทษ ผู้กระทำต้องได้รับการลงโทษจริงเพื่อประโยชน์แก่สังคม และการลดโทษควรกระทำเฉพาะในขอบเขตที่เหมาะสม หลักกฎหมายอาญาที่เกี่ยวข้อง • มาตรา 83 ประมวลกฎหมายอาญา (ความร่วมมือในการกระทำผิด) • มาตรา 126, 127 ใน ป.ยาเสพติด (จำหน่าย / สมคบ / พยายาม) • มาตรา 145 วรรคหนึ่ง (โทษรวม) • มาตรา 90 (โทษของผู้กระทำผิดยาเสพติดสำเร็จ / พยายาม) • มาตรา 78 ป.อ. (การลดโทษ) IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) ส่วน รายละเอียด Issue (ปัญหา) 1. จำเลยที่ 1 ได้กระทำความผิดฐานสมคบและพยายามจำหน่ายยาเสพติดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่? 2. สมควรลดโทษหรือให้รอการลงโทษแก่จำเลยที่ 1 หรือไม่? Rule (บทกฎหมาย) - ป.ยาเสพติด มาตรา 127 วรรคหนึ่ง, วรรคสอง - ป.ยาเสพติด มาตรา 15 วรรคสาม (ข้อสันนิษฐาน) - ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 - ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 - ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 Application (การใช้บทกฎหมายกับข้อเท็จจริง) - จำเลยที่ 1 กับ ช. ตกลงกันให้ ช. จัดหายาและส่งให้จำเลยที่ 1 → ถือเป็นสมคบ - แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้รับมอบเอง แต่การมีการส่งมอบตามตกลงแสดงว่าเข้าลักษณะพยายามจำหน่าย - ยาที่พบมีปริมาณอยู่ในเกณฑ์ที่ตั้งให้เป็นข้อสันนิษฐานเป็นเพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ไม่สามารถหักล้างข้อสันนิษฐาน - ถึงแม้จำเลยขอรอการลงโทษ ศาลพิจารณาว่าไม่สมควรให้รอในคดียาเสพติดอันตรายร้ายแรง Conclusion (บทสรุป) ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานสมคบและพยายามจำหน่ายยาเสพติด ตามบทบัญญัติที่กล่าวมา กำหนดโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน + ปรับ 100,000 บาท (ลดโทษตามมาตรา 78) และไม่ให้รอการลงโทษ ข้อสังเกต / ข้อแนะนำทางปฏิบัติ • แม้ผู้ถูกกล่าวหาเป็นฝ่าย “สั่งซื้อยา” ไม่ใช่ผู้จำหน่ายโดยตรง ก็อาจถูกฟ้องฐาน พยายามจำหน่าย ได้ หากมีการตกลงและดำเนินการส่งมอบตามที่ตกลง • ข้อสันนิษฐานตามกฎหมายยาเสพติด มีน้ำหนักมาก จำเลยต้องเตรียมหลักฐานหักล้างให้ได้ • ในคดีเกี่ยวกับยาเสพติด ศาลมักไม่อนุญาตให้รอการลงโทษ เพื่อรักษาประสิทธิภาพในการปราบปราม • การขอลดโทษต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีให้เหมาะสม ไม่ใช่ทั้งหมดจะลดได้เต็มที่ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • การซื้อยาเสพติดผ่านตัวกลางและมีการส่งมอบตามตกลง แม้ผู้ซื้อจะยังไม่รับของเอง ก็สามารถเข้าลักษณะ พยายามจำหน่ายยา ได้ • ข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด มีผลแรง จำเลยมีภาระพิสูจน์หักล้าง • การสมคบเป็นหลักฐานเชื่อมโยงให้โทษตามฐานร่วมกระทำผิด • ศาลให้ความเข้มงวดในการลงโทษคดียาเสพติด โดยไม่นิยมให้รอการลงโทษ • โทษยาเสพติดแม้มีการลดโทษตามมาตรา 78 ก็อยู่ในขอบเขตที่ศาลเห็นว่าสมควร ❖ คำถาม–คำตอบที่ 1 : จำเลยที่ 1 เข้าลักษณะ “สมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด” หรือไม่ แม้จะเป็นเพียงผู้สั่งซื้อยา? คำตอบ: เข้าลักษณะสมคบกันแน่นอน เพราะจากข้อเท็จจริง ศาลฎีกาฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์ติดต่อ น.ส.ชญาธร เพื่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง และน.ส.ชญาธรได้ไปสั่งซื้อจากจำเลยที่ 2 แล้วนำมาบรรจุในกล่องพัสดุเพื่อส่งมอบให้จำเลยที่ 1 ตามที่ตกลงกันไว้ ลักษณะการตกลงเช่นนี้ถือเป็น การร่วมกันตกลงล่วงหน้าเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ตาม ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 127 วรรคหนึ่ง แม้จำเลยที่ 1 จะเป็น “ผู้ซื้อ” ไม่ได้ร่วมจัดหาลูกค้าหรือจำหน่ายต่อให้ผู้อื่น แต่การตกลงให้มีการจัดหายาและส่งมอบระหว่างสองฝ่ายย่อมถือเป็นการ สมคบเพื่อจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งเข้าหลักการตามบทบัญญัติข้างต้น อ้างอิงกฎหมาย: • ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 127 วรรคหนึ่ง (สมคบเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด) • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 (ผู้ร่วมกระทำความผิด) คำวินิจฉัย: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การตกลงและจัดส่งเมทแอมเฟตามีนตามที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อนั้น เป็น “การสมคบ” ระหว่างจำเลยที่ 1 กับ น.ส.ชญาธร และเป็น “การพยายามจำหน่ายยาเสพติด” แม้จำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับของจริง ❖ คำถาม–คำตอบที่ 2 : เมื่อจำเลยที่ 1 ยังไม่ได้รับมอบยา การกระทำถือเป็นเพียง “พยายามมีไว้ในครอบครอง” หรือถึงขั้น “พยายามจำหน่าย” ตามกฎหมายยาเสพติด? คำตอบ: ถือเป็น พยายามจำหน่ายยาเสพติด เนื่องจากจำเลยที่ 1 ได้ดำเนินการติดต่อซื้อขายจนถึงขั้นตกลงราคา โอนเงินค่ายา และให้บุคคลกลางจัดส่งยาให้ตน แม้ภายหลังจำเลยที่ 1 จะยกเลิกไม่รับกล่องพัสดุ แต่ขณะนั้นการกระทำได้ดำเนินไปถึงขั้นใกล้ความสำเร็จในการจำหน่ายแล้ว ศาลฎีกาจึงถือว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็น พยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยการพยายามมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตาม มาตรา 127 วรรคสอง ประกอบมาตรา 126 และมาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด นอกจากนี้ ยาที่ตรวจพบมีน้ำหนักสุทธิ 1.267 กรัม ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ให้ถือว่าเป็นการมีไว้เพื่อจำหน่าย จำเลยที่ 1 ไม่สามารถนำสืบหักล้างได้ ศาลจึงวินิจฉัยว่าการกระทำนั้นมีลักษณะเป็น “เพื่อจำหน่าย” อ้างอิงกฎหมาย: • ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 126, 127 วรรคสอง, 145 วรรคหนึ่ง, 90 • พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) คำวินิจฉัย: ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการพยายามจำหน่ายยาเสพติดโดยสมบูรณ์ แม้ยังไม่รับมอบของกลางก็ตาม และพิพากษาให้ลงโทษจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 100,000 บาท โดยไม่รอการลงโทษ
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2182/2567 จำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ของกลางกับ ช. จากนั้น ช. โทรศัพท์ติดต่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 2 เมื่อ ช. ได้รับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 2 แล้วนำมาบรรจุใส่กล่องพัสดุไปรษณีย์ ว่าจ้าง ณ. นำไปส่งให้แก่จำเลยที่ 1 ลักษณะการตกลงกันเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการคบคิดร่วมกันระหว่าง ช. กับจำเลยที่ 1 อันเป็นการสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามมาตรา 127 วรรคหนึ่ง แห่ง ป.ยาเสพติด แต่จำเลยที่ 1 ไม่ทันรับมอบ ณ. นำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานตำรวจและ ช. ถูกจับกุมเสียก่อน จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยการพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ซึ่งต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 127 วรรคสอง กับฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 126 แม้จำเลยที่ 1 สมคบกับ ช. เพียงผู้เดียวมิได้สมคบกับจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่จัดหาลูกค้าและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่ผู้อื่น จำเลยที่ 1 ติดต่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ของกลางจาก ช. โดยไม่ปรากฏว่าจะนำไปจำหน่ายต่อแก่ผู้อื่น และไม่มีการแบ่งกำไรกันระหว่าง ช. กับจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นหรือร่วมกับ ช. มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน 3 ถุง ของกลาง ที่ค้นพบภายในห้องพักของ ช. แต่ปริมาณเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 พยายามมีไว้ในครอบครองต้องด้วยข้อสันนิษฐานตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่ง พ.ร.บ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ยังให้มีผลใช้บังคับแก่คดีนี้ และจำเลยที่ 1 ไม่อาจนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อการค้า โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 100/1 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 3, 4, 7, 8, 14 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 67 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7, 8 วรรคหนึ่ง ฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับความผิดสำเร็จ กับฐานสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 5 ปี และปรับ 200,000 บาท จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี 6 เดือน และปรับ 100,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 4 ปี ให้คุมความประพฤติจำเลยที่ 1 โดยให้จำเลยที่ 1 ไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน ต่อครั้ง ภายในกำหนด 3 ปี ให้จำเลยที่ 1 กระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยที่ 1 เห็นสมควรมีกำหนด 24 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง วรรคสาม (2), 66 วรรคสอง พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 7, 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ซึ่งมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 6 ปี และปรับ 500,000 บาท จำเลยที่ 2 ให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 3 ปี และปรับ 250,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์และจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (1), 127 วรรคสอง จำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 300,000 บาท ทางนำสืบของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน และปรับ 200,000 บาท ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี และปรับ 150,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้ไม่เกิน 1 ปี ยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยที่ 1 ฐานพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครอง และยกคำพิพากษาศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยที่ 2 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำเลยที่ 1 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า คดีสำหรับจำเลยที่ 2 คู่ความไม่ฎีกาจึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ และข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในชั้นฎีกาว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2561 จำเลยที่ 1 ติดต่อนางสาวชญาธรหรือกิ๊ก ผ่านโปรแกรมเมสเซนเจอร์เฟซบุ๊ก และโทรศัพท์เคลื่อนที่ขอซื้อเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 2 ถุง น้ำหนัก 2 กรัม ในราคาถุงละ 1,300 บาท รวมเป็นเงิน 2,600 บาท จำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ของนายสาธิต คนรักจำเลยที่ 1 โอนเงินค่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าว 2,600 บาท ให้แก่นางสาวชญาธร ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตแบงค์กิ้งเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ก. สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์ รามอินทรา ชื่อบัญชีนายอภิชัย ต่อมาวันเดียวกันนางสาวชญาธรติดต่อขอซื้อเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 2 กรัม จากจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 ตกลงและส่งมอบให้แก่นางสาวชญาธรที่หน้าร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่น ปากซอยสุขุมวิท 79 ใกล้คอนโดมิเนียม ค. ที่นางสาวชญาธรพักอาศัยอยู่ นางสาวชญาธรนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวใส่ถุงขนมปังยี่ห้อจูลี่ พร้อมหนังสือสวดมนต์ขนาดเล็ก ปกสีขาว 1 เล่ม บรรจุในกล่องพัสดุไปรษณีย์สีน้ำตาล แล้วติดต่อนายชาณุมาศหรือปก ให้นำกล่องพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวไปส่งให้จำเลยที่ 1 ที่ซอยอินทามระ 25 นายชาณุมาศสังเกตว่ากล่องพัสดุไปรษณีย์มีน้ำหนักเบาผิดปกติ เกรงว่าจะมีของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ ในวันที่ 29 ตุลาคม 2561 เวลาประมาณ 1 นาฬิกา นายชานุมาศนำกล่องพัสดุไปรษณีย์ส่งให้พันตำรวจตรีกิตติเชษฐ์ ตรวจสอบที่สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ขณะนั้นจำเลยที่ 1 โทรศัพท์ติดต่อนายชาณุมาศให้รีบนำกล่องพัสดุไปรษณีย์ดังกล่าวไปส่ง ต่อมาจำเลยที่ 1 แจ้งยกเลิกไม่รับกล่องพัสดุไปรษณีย์และให้นายชาณุมาศนำกล่องพัสดุไปรษณีย์ไปคืนนางสาวชญาธร นายชาณุมาศโทรศัพท์แจ้งนางสาวชญาธรว่าจะนำกล่องพัสดุไปรษณีย์ไปคืน นางสาวชญาธรให้นายชาณุมาศนำกล่องพัสดุไปรษณีย์ไปฝากไว้กับพนักงานรักษาความปลอดภัยที่ป้อมยามของคอนโดมิเนียม ค. ต่อมาพันตำรวจตรีกิตติเชษฐ์กับพวกและนายชาณุมาศเดินทางไปที่คอนโดมิเนียมดังกล่าว และประสานกับเจ้าหน้าที่ของนิติบุคคลขอตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดแล้วพบว่า นางสาวชญาธรเป็นคนนำกล่องพัสดุไปรษณีย์มาส่งให้แก่นายชาณุมาศบริเวณล็อบบี้ของคอนโดมิเนียม ค. พันตำรวจตรีกิตติเชษฐ์ให้เจ้าหน้าที่ของนิติบุคคลพาขึ้นไปที่ห้องพักนางสาวชญาธร พบนางสาวชญาธรอยู่ในห้อง เมื่อนำกล่องพัสดุไปรษณีย์ให้ดูนางสาวชญาธรรับว่าเป็นกล่องที่ตนให้นายชาณุมาศนำไปส่งแก่จำเลยที่ 1 พันตำรวจตรีกิตติเชษฐ์ตรวจค้นกล่องดังกล่าวพบถุงขนม 4 ถุง มีเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ดบรรจุอยู่ในถุงพลาสติกใส 2 ถุง และพบหนังสือสวดมนต์ขนาดเล็กปกสีขาว 1 เล่ม ตรวจค้นภายในห้องพบเมทแอมเฟตามีนบรรจุถุงพลาสติก 3 ถุง ถุงพลาสติกใสสำหรับแบ่งและหลอดพลาสติกอยู่ใต้อ่างล้างหน้าในห้องน้ำ และพบอุปกรณ์การเสพยาเสพติดกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ภายในห้อง จึงยึดเป็นของกลางทั้งหมด พนักงานสอบสวนส่งเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 5 ถุง ของกลาง ไปตรวจพิสูจน์ได้รับรายงานว่ามีน้ำหนักสุทธิ 2.392 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.346 กรัม เฉพาะเมทแอมเฟตามีนชนิดเกล็ด 2 ถุง ที่พบในกล่องพัสดุไปรษณีย์มีน้ำหนักสุทธิ 1.267 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.244 กรัม ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการแรกมีว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ เห็นว่า การที่จำเลยที่ 1 ใช้โทรศัพท์ติดต่อซื้อขายเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ของกลางกับนางสาวชญาธร และนางสาวชญาธรใช้โทรศัพท์ติดต่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลางจากจำเลยที่ 2 เมื่อนางสาวชญาธรได้รับมอบเมทแอมเฟตามีนที่สั่งซื้อจากจำเลยที่ 2 แล้วก็นำมาบรรจุใส่กล่องพัสดุไปรษณีย์ และว่าจ้างนายชาณุมาศนำกล่องดังกล่าวไปส่งมอบให้แก่จำเลยที่ 1 ผู้ซื้ออีกทอดหนึ่ง ลักษณะการตกลงกันเพื่อให้นางสาวชญาธรทำการขายและจำเลยที่ 1 ทำการซื้อโดยส่งมอบเมทแอมเฟตามีนกันเช่นนี้ ถือได้ว่าเป็นการคบคิดร่วมกันระหว่างนางสาวชญาธรกับจำเลยที่ 1 อันเป็นการสมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดแล้ว การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน โดยการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ตามมาตรา 127 วรรคหนึ่ง แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด และข้อเท็จจริงได้ความว่าในที่สุดนางสาวชญาธรได้ส่งมอบเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ของกลางให้แก่จำเลยที่ 1 โดยว่าจ้างนายชาณุมาศให้ไปส่งแทน อันเป็นการกระทำตามที่ได้สมคบกันแล้ว แต่จำเลยที่ 1 ยังไม่ทันรับมอบโดยนายชาณุมาศนำเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวไปให้เจ้าพนักงานตำรวจและนางสาวชญาธรผู้ขายถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมเสียก่อน จำเลยที่ 1 ย่อมมีความผิดฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด ฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยการพยายามมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน ซึ่งต้องระวางโทษตามที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 127 วรรคสอง กับฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 126 แม้ข้อเท็จจริงปรากฏในทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 สมคบกับนางสาวชญาธรเพียงผู้เดียวมิได้สมคบกับจำเลยที่ 2 ด้วย จำเลยที่ 1 ไม่มีหน้าที่จัดหาลูกค้าและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่ผู้อื่น จำเลยที่ 1 ติดต่อสั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ของกลางจากนางสาวชญาธรโดยไม่ปรากฏว่าจะนำไปจำหน่ายต่อแก่ผู้อื่น และไม่มีการแบ่งกำไรกันระหว่างนางสาวชญาธรกับจำเลยที่ 1 ทั้งไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้เห็นหรือร่วมกับนางสาวชญาธรมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งเมทแอมเฟตามีน 3 ถุง ของกลาง ที่ค้นพบภายในห้องพักของนางสาวชญาธร ซึ่งเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวนางสาวชญาธรเบิกความว่าซื้อมาจากจำเลยที่ 2 ครั้งละ 1 ถุง เมื่อจำเลยที่ 1 สั่งซื้อเมทแอมเฟตามีน 2 ถุง นางสาวชญาธรจึงสั่งซื้อจากจำเลยที่ 2 อีกก็ตาม แต่ปริมาณเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยที่ 1 พยายามมีไว้ในครอบครองต้องด้วยข้อสันนิษฐานตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2) ว่าเป็นการมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งพระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ยังให้มีผลใช้บังคับแก่คดีนี้ และจำเลยที่ 1 ไม่อาจนำสืบหักล้างข้อสันนิษฐานดังกล่าวได้ จึงฟังได้ว่าการกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย แต่พฤติการณ์ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ได้ว่าเป็นการกระทำเพื่อการค้า ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ยังไม่ถูกต้อง ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ประการต่อไปมีว่า สมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ให้เบาลงและรอการลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 หรือไม่ เห็นว่า เมทแอมเฟตามีน 2 ถุง ของกลางที่จำเลยที่ 1 สั่งซื้อจากนางสาวชญาธรมีน้ำหนักสุทธิ 1.267 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.244 กรัม นับว่าปริมาณไม่มากนัก การที่ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุก 4 ปี และปรับ 300,000 บาท ก่อนลดโทษมานั้น เห็นว่า สูงเกินไป สมควรกำหนดโทษให้เบาลงอีกเพื่อให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี ส่วนที่จำเลยที่ 1 ฎีกาขอให้รอการลงโทษจำคุกด้วยนั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนเป็นยาเสพติดให้โทษซึ่งมีอันตรายร้ายแรง พฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 1 นับเป็นต้นเหตุในการก่อให้เกิดอาชญากรรมและปัญหาสังคมอื่นติดตามมานานัปการ ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 อายุ 33 ปีเศษแล้ว ย่อมรู้ถึงพิษภัยร้ายแรงดังกล่าวเป็นอย่างดี แม้ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและมีภาระต้องเลี้ยงดูบุคคลในครอบครัวดังที่กล่าวอ้างมาในฎีกาก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะรอการลงโทษจำคุกให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 โดยไม่รอการลงโทษมานั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งคดีแล้ว ไม่มีเหตุให้ศาลฎีกาเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังขึ้นบางส่วน ส่วนฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่ 1 ไม่มีผลเปลี่ยนแปลงคำพิพากษาจึงไม่รับวินิจฉัย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคหนึ่ง, 126, 127 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80 เป็นการกระทำกรรมเดียวกันเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 แต่ละบทมีโทษเท่ากัน ให้ลงโทษฐานพยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ซึ่งต้องระวางโทษเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิดสำเร็จ จำคุก 2 ปี และปรับ 150,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 1 ปี 4 เดือน และปรับ 100,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ กรณีตัวอย่าง 1: ศาลฎีกา ยก “พยายามจำหน่ายยา” เมื่อผู้ถูกกล่าวหานำยาไปส่งยังสถานที่นัดหมายก่อนถูกจับ สรุปเหตุการณ์ & บทวินิจฉัย: ในแนวคำพิพากษาหนึ่ง (อ้างอิงในบทความ “พยายามจำหน่ายยาเสพติด” บนบล็อก) จำเลยได้นำเมทแอมเฟตามีนของกลางไปยังสถานที่นัดหมายเพื่อส่งให้ผู้ซื้อ (นาง บ.) ตามที่ตกลงไว้ แต่ยังไม่ทันได้ส่งมอบก็ถูกจับกุมเสียก่อน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การกระทำของจำเลยในกรณีนี้เป็น พยายามจำหน่ายยาเสพติด แม้ยังไม่มีการส่งมอบจริง เนื่องจากจำเลยได้ดำเนินการตามขั้นตอนการส่งมอบจนเกือบสำเร็จแล้ว โดยมีการตกลง ราคา การนัดหมาย ส่งมอบยา เป็นต้น จุดเชื่อมโยงกับคดี 2182/2567: • เหมือนกันตรงที่ผู้ต้องหายังไม่รับมอบยาโดยตรง • แต่ในคดี 2182/2567 มีการตกลงล่วงหน้า / สมคบ / ส่งมอบผ่านตัวกลาง — แนวคำพิพากษานี้จึงช่วยสนับสนุนว่า การดำเนินการล่วงหน้าก่อนส่งมอบก็อาจเข้าลักษณะ “พยายามจำหน่าย” ได้ • ต่างกันตรงปริมาณยา, บทพิสูจน์ข้อสันนิษฐาน และการมีส่วนร่วมของบุคคลกลาง กรณีตัวอย่าง 2: ศาลฎีกาที่ 551/2563 – การมีเมทแอมเฟตามีนในครอบครองเพื่อจำหน่าย สรุปเหตุการณ์ & บทวินิจฉัย: ในบทความวิเคราะห์ “ครอบครองยาเสพติดเพื่อเสพหรือเพื่อจำหน่าย?” มีการอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 551/2563 ซึ่งศาลพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐาน มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และลงโทษจำคุกโดยไม่รอการลงโทษ ในแนวเดียวกันยังมีการอ้างคำพิพากษา 1047/2563 ซึ่งในกรณีที่ศาลเห็นว่าเป็นการครอบครองเพื่อเสพ ไม่สมควรลงโทษจำหน่าย จึงให้รอการลงโทษ + คุมประพฤติ จุดเชื่อมโยงกับคดี 2182/2567: • เน้นเรื่อง ข้อสันนิษฐานการครอบครองยาเพื่อจำหน่าย ตามมาตรา 15 วรรคสาม • ในคดี 2182/2567 ศาลฎีกายึดหลักข้อสันนิษฐานนี้ และให้จำเลยที่ 1 ไม่อาจหักล้างได้ • การเปรียบเทียบกับกรณี 551/2563 และ 1047/2563 ช่วยให้ผู้อ่านเห็นว่า ศาลให้ความสำคัญกับการพิสูจน์ว่าผู้ถูกกล่าวหาสามารถหักล้างข้อสันนิษฐานได้หรือไม่ กรณีตัวอย่าง 3: ศาลฎีกา 2842/2537 – นิยาม “จำหน่ายยา” สรุปเหตุการณ์ & บทวินิจฉัย: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2842/2537 (พ.ศ. 2537) เป็นคดีเก่าเกี่ยวกับบทนิยามคำว่า “จำหน่าย” ตาม พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับเดิม) ศาลได้ให้แนววินิจฉัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงว่า การส่งมอบยาให้แก่ผู้อื่น แม้จะไม่มีการแสดงต่อสาธารณะหรือไม่มีการซื้อขายโดยตรง ก็อาจเข้าลักษณะ “การจำหน่าย” ได้ตามบริบทของการตกลงระหว่างคู่ความ จุดเชื่อมโยงกับคดี 2182/2567: • ประเด็นนิยาม “จำหน่าย” ในคดี 2842/2537 ช่วยให้เห็นแนวศาลเก่าในแง่การส่งมอบยา • ในคดี 2182/2567 ต้องพิจารณาว่าการส่งมอบผ่านตัวกลางตามที่ตกลงให้ ถือว่าเป็น “จำหน่าย / พยายามจำหน่าย” หรือไม่ • ผู้ศึกษาสามารถเปรียบว่า ศาลปัจจุบันอาจยึดแนวเก่าแต่ปรับให้เข้ากับข้อเท็จจริงร่วมสมัย กรณีตัวอย่าง 4: คำพิพากษาศาลฎีกา 5016/2565 – ความผิด “พยายาม” ตามกฎหมายยาเสพติด สรุปเหตุการณ์ & บทวินิจฉัย: คำพิพากษาศาลฎีกา 5016/2565 เป็นคดีเกี่ยวกับความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติด ให้โทษ ซึ่งมีประเด็นเกี่ยวกับ การพยายาม โดยศาลฎีกาได้ให้แนวทางว่า ในกรณีที่การกระทำยังไม่สำเร็จ ผู้ต้องหาอาจถูกพิพากษาในฐานพยายามตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการพิจารณาข้อเท็จจริงว่าการดำเนินการใด ๆ ถึงขั้นใกล้สำเร็จหรือไม่ จุดเชื่อมโยงกับคดี 2182/2567: • เน้นบทกฎหมาย “พยายาม” ซึ่งเป็นบทสำคัญในคดี 2182/2567 • วิธีวิเคราะห์ของศาลฎีกาใน 5016/2565 ช่วยให้ผู้ศึกษามองว่าศาลจะพิจารณาว่าขั้นตอนใดเข้าลักษณะ “พยายาม” • ในคดี 2182/2567 ศาลใช้หลักเดียวกัน มองว่าการตกลง / ส่งมอบผ่านตัวกลาง ถึงขั้นใกล้สำเร็จ จึงเข้าลักษณะพยายามจำหน่าย กรณีตัวอย่าง 5: คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวกับ “มีไว้เพื่อจำหน่าย vs เสพ” สรุปเหตุการณ์ & บทวินิจฉัย: ในบทความวิเคราะห์ “ครอบครองยาเสพติดเพื่อเสพหรือเพื่อจำหน่าย?” มีการนำเสนอแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1047/2563 ซึ่งศาลเห็นว่าเป็นกรณีครอบครองเพื่อเสพ จึงให้รอการลงโทษและคุมประพฤติ จึงไม่ถือเป็นการจำหน่าย นอกจากนี้ มีกรณีตัวอย่างเกี่ยวกับยาบ้า 27 เม็ด ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาว่าเป็นความผิดมีไว้เพื่อจำหน่ายตามมาตรา 66 และศาลฎีกายกคำอุทธรณ์บางประการในแนวทางเดียวกัน จุดเชื่อมโยงกับคดี 2182/2567: • ช่วยให้เข้าใจว่า ศาลพิจารณาแยกแยะระหว่างการครอบครองเพื่อเสพกับเพื่อจำหน่าย • ในคดี 2182/2567 จำเลยต้องเผชิญกับข้อสันนิษฐานว่าเป็นเพื่อจำหน่าย และต้องหักล้างให้ได้ • การเปรียบกับคดี 1047/2563 ช่วยให้เห็นเงื่อนไขว่ากรณีใดศาลอาจให้รอการลงโทษ
บทความ: ความหมายและหลักเกณฑ์ของ “พยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด” ในทางกฎหมาย คำว่า “พยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด” หมายถึง การที่ผู้กระทำได้ลงมือกระทำการบางอย่างที่มุ่งหมายไปสู่การผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ในครอบครองยาเสพติด แต่การกระทำนั้นยังไม่ถึงขั้นสำเร็จ เช่น ยังไม่ส่งมอบยาให้ผู้ซื้อ หรือถูกจับกุมเสียก่อนที่การซื้อขายจะเสร็จสิ้น ตาม มาตรา 90 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ผู้ที่พยายามกระทำความผิดจะต้องรับโทษในอัตราเท่ากับผู้กระทำสำเร็จ คดีตัวอย่างที่ชัดเจนคือ กรณีจำเลยติดต่อซื้อเมทแอมเฟตามีนทางโทรศัพท์ โอนเงินค่ายา และให้จัดส่งผ่านบุคคลกลาง แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบพัสดุก่อนถึงมือผู้ซื้อ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้ยังไม่เกิดการส่งมอบของกลาง แต่เมื่อมีการตกลง โอนเงิน และจัดส่งครบขั้นตอนแล้ว ถือว่าเป็นการ พยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และยังเข้าลักษณะ “สมคบกันกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด” ตามมาตรา 127 อีกด้วย ประเด็นสำคัญของคำพิพากษานี้อยู่ที่การตีความว่า “พยายาม” ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นส่งมอบยาเสพติดจริง เพียงกระทำการใด ๆ ที่ใกล้ความสำเร็จในการจำหน่าย ก็ถือว่ามีความผิดได้แล้ว นอกจากนี้ ศาลยังอ้างข้อสันนิษฐานตาม มาตรา 15 วรรคสาม (2) แห่ง พ.ร.บ.ยาเสพติด ให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งระบุว่า หากมีเมทแอมเฟตามีนในปริมาณเกินเกณฑ์ ให้ถือว่าเป็นการครอบครองเพื่อจำหน่าย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้เป็นอย่างอื่น ซึ่งจำเลยในคดีนี้ไม่สามารถหักล้างได้ คำพิพากษานี้จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ตอกย้ำว่า ผู้ที่กระทำการใด ๆ ซึ่งมุ่งไปสู่การซื้อขายยาเสพติด แม้จะยังไม่รับหรือส่งมอบของ ก็อาจถูกลงโทษในฐานะผู้ พยายามกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ได้เช่นเดียวกับผู้ที่กระทำสำเร็จ เพื่อป้องกันและปราบปรามการแพร่ระบาดของยาเสพติดอย่างเด็ดขาด |



.jpg)

.jpg)