ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ยกฟ้องฐานผลิต/ครอบครองกัญชา หลัง “พืชกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด”(ฎีกา 1225/2567)

คำพิพากษาศาลฎีกา 1225/2567, ผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต กัญชาไม่ใช่ยาเสพติดประเภท 5, มีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มาตรา 2 วรรคสอง ป.อ., ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และ 195 วรรคสอง, ป.ยาเสพติดให้โทษ มาตรา 26/2 มาตรา 26/3 มาตรา 75 มาตรา 76, ความผิดฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, ความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้อาวุธปืน, นับโทษต่อจากคดีหมายเลขแดง, แนวคำพิพากษาศาลฎีกาเกี่ยวกับยาเสพติด, ผลของประกาศกระทรวงสาธารณสุข : กัญชาไม่เป็นยาเสพติดประเภท 5

    ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีจำเลยถูกฟ้องฐานมี เมทแอมเฟตามีน ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงฐานผลิตและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำเลยทุกฐานความผิด แต่จำเลยอุทธรณ์เฉพาะฐานความผิดบางข้อหา และโจทก์ไม่อุทธรณ์ ทำให้ความผิดบางส่วน “ยุติไป” ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณา พบว่า ได้มีการใช้ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ฉบับใหม่และประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ทำให้ “กัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5” อีกต่อไป ส่งผลให้การกระทำของจำเลยในฐานผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง (ตามที่อ้าง) ศาลอุทธรณ์ฯ จึงยกฟ้องในสองฐานนั้น. เมื่อศาลฎีกาพิจารณา พบว่า แม้ส่วนกรณีความผิดฐานต่อสู้เจ้าพนักงานและมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองนั้นจำเลยถูกลงโทษแล้ว ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้เฉพาะฐานดังกล่าว เหลือโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท พร้อมทั้งชี้แนวทางการนับโทษต่อจากคดีแดง และนัยทางกฎหมายเกี่ยวกับการปรับบทกฎหมายยาเสพติดและอำนาจศาลอุทธรณ์ในคดีที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย

ข้อเท็จจริง

1. โจทก์ฟ้องจำเลยให้ลงโทษในหลายฐานความผิด ได้แก่

มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต

ผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต

มีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต

ความผิดอื่นตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอาวุธปืน เช่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนเข้าเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ฯลฯ

2. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดทุกฐานที่โจทก์ฟ้อง โดยสรุปโทษดังนี้:

ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้อาวุธปืนกับฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่: ให้จำคุกตลอดชีวิต

ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต: จำคุก 1 ปี

ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต: จำคุก 1 ปี

ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้า: จำคุก 4 ปี และปรับ 300,000 บาท

ฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต: จำคุก 4 เดือน (ก่อนลดโทษ)

จำเลยให้การรับสารภาพในบางฐาน มีเหตุบรรเทาโทษ จึงถูกลดโทษตามมาตรา 78 ป.อ. และรวมโทษแล้วจำคุก 38 ปี 12 เดือน และปรับ 300,000 บาท (โทษต่อจากคดีแดง ย.1397/2563)

3. จำเลยอุทธรณ์เฉพาะความผิดบางฐาน (ไม่อุทธรณ์ฐานยาเสพติดและฐานกฎหมายอาวุธปืน) และโจทก์ไม่อุทธรณ์ ส่งผลให้ฐานที่ไม่ได้อุทธรณ์เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

4. เมื่อพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 6 พบว่า ได้มีการใช้ พระราชบัญญัติยาเสพติดฉบับใหม่ และมี ประกาศ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ตามมาตรา 29 วรรคสอง แห่ง ป.ยาเสพติด ซึ่งมีผลทำให้ “กัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5” อีกต่อไป (ตั้งแต่วันที่ประกาศมีผลบังคับ) 

ดังนั้น การกระทำของจำเลยในฐานผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองไม่เป็นความผิดตามป.อ. มาตรา 2 วรรคสองอีกต่อไป

ศาลอุทธรณ์ฯ จึงมีอำนาจแก้เป็นยกฟ้องในสองฐานนั้น ตามอำนาจทั่วไปของศาลอุทธรณ์และถือเป็น “ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 195 วรรคสอง 

5. ในชั้นฎีกา จำเลยฎีกาในประเด็นว่า

จำเลยได้ถูกฟ้องฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้า แต่จำเลยอ้างว่าเป็นของผู้ต้องหาอื่นที่เจ้าพนักงานตำรวจนำมากลั่นแกล้ง

ประเด็นฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานที่โจทก์อ้างนั้น จำเลยโต้แย้งว่าไม่ได้ใช้ปืนยิงจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้าหมดอายุความแล้ว เพราะจำเลยไม่อุทธรณ์ … (ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น)

ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานนั้น ศาลเห็นว่า พยานโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยชักอาวุธปืนจ่อผู้เสียหาย แต่ไม่อาจแน่ชัดได้ว่า “นิ้วมืออยู่ในโกร่งไกปืน” พร้อมจะยิงจริงหรือไม่ มีข้อสงสัย จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง

6. สุดท้าย ศาลฎีกาให้พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้อาวุธปืน (ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่งและวรรคสาม) ลงโทษจำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามมาตรา 78 → คงจำคุก 2 ปี

รวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง/หมู่บ้าน/ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีก 3 กระทง → จำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท

ยกฟ้องโจทก์ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน (ม.289 (2) ประกอบม.80) และให้แก้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อีกส่วนหนึ่ง

วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย

(1) ผลของการบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดและการเปลี่ยนสถานะ “กัญชา”

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง กำหนดว่า “หากกฎหมายอื่นออกใช้มาบังคับแทนกฎหมายเดิม หรือมีบทบัญญัติใหม่ที่กำหนดอัตราโทษต่ำลง ให้ใช้บทบัญญัตินั้นแก่ผู้ที่กระทำความผิดนั้นได้” – เป็นหลัก lex mitior

ในคดีนี้ มีการบังคับใช้ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ฉบับใหม่ และมี ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ซึ่งยกเลิกสถานะของ “กัญชา” จากยาเสพติดประเภท 5 → ส่งผลว่า การผลิตหรือครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ใช่ความผิดอีกต่อไปตามมาตรา 2 วรรคสองของป.อ. 

ศาลอุทธรณ์จึงยกฟ้องสองฐานนั้น และศาลฎีกาก็รับหลักนี้ว่า เหมาะสมแล้ว → ถือเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญทางยาเสพติดว่า เมื่อสถานะ กัญชา เปลี่ยนไป กฎหมายก็ต้องรองรับ

(2) อำนาจของศาลอุทธรณ์ในการแก้คำพิพากษา

ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และ 195 วรรคสอง เห็นว่า หากเป็น “ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ศาลอุทธรณ์อาจวินิจฉัยเอง แม้คู่ความจะไม่ยกขึ้นฎีกา

กรณีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ถือว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (การเปลี่ยนสถานะของยาเสพติด) จึงมีอำนาจแก้คำพิพากษา → สะท้อนว่าศาลอุทธรณ์มีบทบาทสำคัญในการปรับคำพิพากษาให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่

(3) “หลักใช้กฎหมายที่ให้โทษเบากว่า”และโอกาสของจำเลย

“หลักใช้กฎหมายที่ให้โทษเบากว่า”หมายถึง หากมีกฎหมายใหม่ที่ให้โทษต่ำลง ให้ใช้แก่ผู้กระทำก่อน – ศาลฎีกาใช้หลักนี้รับว่า กรณีของจำเลยฐานผลิต/ครอบครองกัญชาไม่เป็นความผิดอีกต่อไป → ได้ประโยชน์

แต่ในส่วนอื่น เช่น ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน มีอาวุธปืน ฯลฯ กฎหมายเดิมยังใช้ได้ → จำเลยต้องรับโทษตามนั้น

(4) แนวทางสำหรับการบังคับใช้กฎหมายในคดีต่อไป

คดีที่เกี่ยวกับกัญชา : ผู้ถูกกล่าวหาคดีผลิต/ครอบครองกัญชา ควรตรวจสอบว่าเกิดก่อนหรือหลังประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับปี 2565

ศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาอาจมีอำนาจพิจารณาข้อกฎหมายแม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ (ถ้าเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย)

ฝ่ายจำเลยควรอาศัยหลักและตรวจสอบว่าโทษต่ำลงหรือมีการยกเลิกความผิดหรือไม่

IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion)

Issue (ประเด็นปัญหา)

1. จำเลยจะต้องรับผิดฐานผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ภายหลังมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 ที่ยกเลิกสถานะกัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 5?

2. ศาลอุทธรณ์มีอำนาจแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นยกฟ้องในฐานดังกล่าวได้หรือไม่ แม้คู่ความฝ่ายโจทก์หรือจำเลยจะไม่อุทธรณ์?

3. จำเลยกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืน และฐาน พยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่จริงหรือไม่?

Rule (กฎหมายที่ใช้)

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง 

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง (อำนาจศาลอุทธรณ์)

ฃ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 29 วรรคสอง (ประกาศกระทรวงสาธารณสุขให้ยาอยู่ในประเภท 5)

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่งและสาม (ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน)

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง 

Application (การใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริง)

1. ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยถูกฟ้องฐานผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เมื่อตรวจพบว่า มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 ที่ทำให้กัญชาไม่อยู่ในประเภท 5 อีกต่อไป จึงตามมาตรา 2 วรรคสอง ป.อ. ให้ใช้บทที่ให้โทษต่ำลงหรือไม่มีโทษกับจำเลย → ศาลอุทธรณ์จึงยกฟ้องในสองฐานนั้น

2. แม้โจทก์หรือจำเลยในฐานดังกล่าวจะไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ เนื่องจากเป็น “ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย” ตามมาตรา 185 และ 195 ป.วิ.อ.

3. ในส่วนฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายมีอาวุธปืนนั้น ข้อเท็จจริงโจทก์และพยานระบุว่า จำเลยถูกค้นและชักอาวุธปืนออกมาขณะจับกุม ใช้กำลังกับเจ้าพนักงาน และมีอาวุธจริง ซึ่งสนับสนุนการลงโทษตามมาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่งและสาม แต่ข้อหาฐาน พยายามฆ่าเจ้าพนักงานนั้น ศาลเห็นว่า ยังมีข้อสงสัยว่า นิ้วของจำเลยสอดอยู่ในโกร่งไกปืนพร้อมยิงจริงหรือไม่ พยานโจทก์หนึ่งเบิกความว่าใช่ แต่พยานหลักอีกคนไม่ได้ยืนยันอย่างนั้น ทำให้มีข้อสงสัย → ตามมาตรา 227 วรรคสอง ป.วิ.อ. จะต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย → ศาลฎีกาจึงยกฟ้องฐานพยายามฆ่า

4. ในส่วนฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้านั้น จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาไปแล้ว ฐานนั้นจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

Conclusion (บทสรุป)

ศาลฎีกาพิพากษาว่า สำหรับคดี 1225/2567 จำเลย ไม่ต้องรับผิด ในฐานผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะกฎหมายยาเสพติดที่ใช้บังคับเปลี่ยนแปลงไป ทำให้กัญชาไม่ถูกจัดเป็นยาเสพติดประเภท 5 อีกต่อไป (ใช้หลัก lex mitior) และศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกฟ้อง แม้คู่ความจะไม่อุทธรณ์ ส่วนฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายมีอาวุธปืนยังคงมีความผิด จำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท โดยยกฟ้องในส่วนฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน เนื่องจากมีข้อสงสัยที่ต้องให้ประโยชน์แก่จำเลย

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

การเปลี่ยนแปลงสถานะยาเสพติด เช่น พืชกัญชา เมื่อกฎหมายหรือประกาศราชการเปลี่ยน ทำให้บทบัญญัติเดิมไม่อาจใช้ลงโทษได้ตามหลัก lex mitior คือ “กฎหมายใหม่ที่ให้โทษน้อยกว่าหรือไม่เป็นความผิด” ต้องใช้แก่ผู้กระทำก่อน

ศาลอุทธรณ์มีอำนาจแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นแม้คู่ความไม่อุทธรณ์ หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน (มาตรา 185, 195 ป.วิ.อ.)

ในคดีอาญา หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริง จำเลยต้องได้รับประโยชน์แห่งความสงสัย (มาตรา 227 วรรคสอง ป.วิ.อ.)

สำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายและทนายความ: ควรติดตามการแก้ไขกฎหมายอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด เพราะอาจมีผลให้คดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาหรือถูกฟ้องใหม่เปลี่ยนสถานะทันที

🔹 มาตรากฎหมายหลักที่ศาลใช้วินิจฉัย

ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง

ถ้ากฎหมายที่ใช้ภายหลังบัญญัติไว้ต่างจากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และกฎหมายภายหลังนั้นให้โทษน้อยกว่า หรือให้ผู้นั้นพ้นจากความผิด ให้ใช้กฎหมายภายหลังนั้น

มาตรานี้คือ “หัวใจของคดี” เพราะเมื่อมีกฎหมายใหม่ (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565) ระบุว่า “กัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5” ศาลจึงต้องใช้กฎหมายใหม่นั้นกับจำเลย แม้จำเลยจะกระทำความผิดก่อนกฎหมายใหม่ใช้บังคับ

🔑 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ 

1. “หลักใช้กฎหมายที่ให้โทษเบากว่า” 

เป็นหลักพื้นฐานในคดีอาญา ที่คุ้มครองผู้กระทำความผิดให้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายใหม่ซึ่งให้โทษน้อยลงหรือยกเลิกความผิดนั้นไป ศาลจึงยกฟ้องจำเลยในข้อหาผลิตและครอบครองกัญชา

2. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565

ประกาศนี้ออกตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 29 วรรคสอง ระบุชัดว่า “พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดประเภท 5” จึงมีผลให้ “การผลิต/ครอบครองกัญชา” ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป

3. อำนาจศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 และ 195

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกฟ้องจำเลยได้ แม้คู่ความจะไม่อุทธรณ์ เพราะเรื่องนี้เป็น “ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน” จึงอยู่ในอำนาจศาลโดยตรง

4. การยกประโยชน์แห่งความสงสัย (มาตรา 227 วรรคสอง ป.วิ.อ.)

ในประเด็นข้อหา “พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน” ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยตั้งใจจะยิงจริงหรือไม่ จึงให้ประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลยและยกฟ้องในข้อหานี้

5. ความผิดที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

เนื่องจากจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ในความผิดบางฐาน (เช่น จำหน่าย เมทแอมเฟตามีน) และโจทก์ก็ไม่อุทธรณ์ จึงถือว่าความผิดนั้น “ยุติไป” ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น — แสดงหลักการเรื่อง “ขอบเขตการอุทธรณ์”

💡 สรุปใจความ

แก่นของคดีนี้อยู่ที่การนำ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง มาปรับใช้กับ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 ที่ยกเลิกสถานะของกัญชา ทำให้จำเลยพ้นผิดในข้อหาผลิตและครอบครองกัญชา ซึ่งสะท้อนหลัก “กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลย” และยืนยันอำนาจศาลอุทธรณ์ในการแก้คำพิพากษาเพื่อคุ้มครองความยุติธรรมโดยรวมของสังคม

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

🔹 ข้อที่ 1 : ผลของการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ทำให้ “กัญชาไม่เป็นยาเสพติดประเภท 5” มีผลต่อคดีอาญาที่อยู่ระหว่างพิจารณาอย่างไร

คำถาม:

ในระหว่างที่คดีอาญาคดีหนึ่งอยู่ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยถูกฟ้องฐาน “ผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” ต่อมาปรากฏว่าได้มีการประกาศใช้ ประมวลกฎหมายยาเสพติด และมี ประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 ออกตามมาตรา 29 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งมีผลให้ “พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5” อีกต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหาดังกล่าว โดยอาศัย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ทั้งที่จำเลยมิได้อุทธรณ์ประเด็นนี้ และโจทก์ก็ไม่ได้อุทธรณ์เช่นกัน

ให้วินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกฟ้องจำเลยในข้อหาดังกล่าวมีอำนาจทำได้หรือไม่ และการใช้หลัก กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลย ส่งผลอย่างไรต่อคดี

ธงคำตอบ:

การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ยกฟ้องจำเลยในข้อหาผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ชอบด้วยกฎหมายและอยู่ในอำนาจศาลอุทธรณ์ เนื่องจากกรณีนี้เป็น ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ประเด็นดังกล่าวก็ตาม

ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง บัญญัติหลัก “กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลย” ว่า

“ถ้ากฎหมายภายหลังบัญญัติไว้ต่างจากกฎหมายเดิม และบทบัญญัติในภายหลังนั้นให้โทษน้อยกว่า หรือให้ผู้นั้นพ้นจากความผิด ให้ใช้บทบัญญัตินั้น”

เมื่อประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 ได้ระบุให้ “พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5” การกระทำของจำเลยในข้อหาผลิตและครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อม ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ศาลจึงต้องใช้กฎหมายใหม่ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยโดยตรง

ขณะเดียวกัน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 195 วรรคสอง ให้อำนาจศาลอุทธรณ์พิจารณา “ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ได้เอง แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงมีอำนาจยกฟ้องจำเลยในสองฐานความผิดดังกล่าวได้ และศาลฎีกายืนยันว่าเป็นการกระทำที่ชอบแล้ว

สรุปผลทางกฎหมาย:

ศาลอุทธรณ์มีอำนาจแก้คำพิพากษายกฟ้อง แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ เพราะเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย

ทำให้กฎหมายใหม่ที่ยกเลิกโทษ ต้องใช้แก่ผู้กระทำก่อนกฎหมายใหม่ใช้บังคับ

การกระทำของจำเลยในฐานผลิตและครอบครองกัญชา จึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไป และต้องได้รับการยกฟ้อง

🔹 ข้อที่ 2 : การวินิจฉัยข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานกับหลัก “ยกประโยชน์แห่งความสงสัย” ตามมาตรา 227 วรรคสอง

คำถาม:

จำเลยต่อสู้กับเจ้าพนักงานตำรวจที่เข้าแสดงตัวเพื่อจับกุม โดยมีการยื้อแย่งอาวุธปืนจนปืนลั่นขึ้นหนึ่งนัด โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ชักอาวุธปืนเล็งไปที่ลำตัวของเจ้าพนักงานในระยะใกล้และใช้นิ้วอยู่ในโกร่งไกปืนพร้อมยิง จึงเป็นความผิดฐาน “พยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบมาตรา 80

ให้วินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดฐานพยายามฆ่าตามฟ้องหรือไม่ โดยพิจารณาตามหลักการวินิจฉัยพยานหลักฐานตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง

ธงคำตอบ:

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ยังมี ข้อสงสัยตามสมควร ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าหรือไม่

แม้พยานฝ่ายโจทก์เบิกความว่า จำเลยชักอาวุธปืนเล็งไปที่ลำตัวของผู้เสียหาย แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในระยะใกล้เพียงหนึ่งเมตร เจ้าพนักงานเข้าประชิดตัวจำเลยทันที ขณะที่จำเลยเพิ่งรู้ตัวว่าถูกจับ พยานโจทก์เพียงคนเดียวที่เบิกความว่านิ้วของจำเลยอยู่ในโกร่งไกปืน แต่พยานอีกคนซึ่งอยู่ใกล้ชิดกลับไม่ยืนยันข้อเท็จจริงนี้ ศาลจึงเห็นว่า ยังมี “ข้อสงสัยตามสมควร” ว่าจำเลยตั้งใจจะยิงจริงหรือไม่

ตาม มาตรา 227 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติว่า

“เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย”

ดังนั้น ศาลฎีกาจึงให้ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลย และพิพากษายกฟ้องในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน แต่ยังคงลงโทษจำเลยในฐาน “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายมีอาวุธปืน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง และมาตรา 140 วรรคหนึ่ง–สาม

สรุปผลทางกฎหมาย:

แม้จำเลยมีอาวุธปืนและต่อสู้กับเจ้าพนักงานจริง แต่เมื่อไม่มีพยานหลักฐานหนักแน่นพอว่ามีเจตนาฆ่า ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย

ศาลฎีกาจึงยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่า และเหลือโทษเฉพาะฐานขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้อาวุธ

✅ สรุปภาพรวม:

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1225/2567 สะท้อน หลักกฎหมายสำคัญสองประการในคดีอาญา

1. หลัก “กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลย” ตามมาตรา 2 วรรคสอง ป.อ.

2. หลัก “ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย” ตามมาตรา 227 วรรคสอง ป.วิ.อ.

ทั้งสองหลักนี้เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาและจำเลยให้ได้รับความยุติธรรมสูงสุดตามรัฐธรรมนูญและเจตนารมณ์ของกฎหมายอาญา.


1.	ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 “มาตรา 2 บุคคลจักต้องรับโทษในทางอาญาต่อเมื่อได้กระทำการอันกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำนั้นบัญญัติเป็นความผิดและกำหนดโทษไว้ และโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้น ต้องเป็นโทษที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ถ้าตามบทบัญญัติของกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง การกระทำเช่นนั้นไม่เป็นความผิดต่อไป ให้ผู้ที่ได้กระทำการนั้นพ้นจากการเป็นผู้กระทำความผิด และถ้าได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษแล้ว ก็ให้ถือว่าผู้นั้นไม่เคยต้องคำพิพากษาว่าได้กระทำความผิดนั้น ถ้ารับโทษอยู่ก็ให้การลงโทษนั้นสิ้นสุดลง”  2.	ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง “มาตรา 185 ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำผิดก็ดี การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดก็ดี คดีขาดอายุความแล้วก็ดี มีเหตุตามกฎหมายที่จำเลยไม่ควรต้องรับโทษก็ดี ให้ศาลยกฟ้องโจทก์ปล่อยจำเลยไป แต่ศาลจะสั่งขังจำเลยไว้หรือปล่อยชั่วคราวระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้ เมื่อศาลเห็นว่าจำเลยได้กระทำผิด และไม่มีการยกเว้นโทษตามกฎหมาย ให้ศาลลงโทษแก่จำเลยตามความผิด แต่เมื่อเห็นสมควรศาลจะปล่อยจำเลยชั่วคราวระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดก็ได้”  3.	ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง “มาตรา 195 ข้อกฎหมายใด ๆ ที่คู่ความยกขึ้นในอุทธรณ์ ให้ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยชอบด้วยเหตุผล ... วรรคสอง โดยให้ถือว่าในอุทธรณ์นั้น คู่ความอาจยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนขึ้นได้ แม้มิได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาแล้วในศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวได้เอง” 4.	ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 “มาตรา 227 ให้ศาลใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง อย่าพิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำผิดจริงและจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย”

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1225/2567

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและความผิดอื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทุกฐานความผิด จำเลยอุทธรณ์เฉพาะความผิดอื่นบางข้อหา ไม่ได้อุทธรณ์ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนโจทก์ไม่อุทธรณ์ ดังนั้น ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและความผิดอื่นที่คู่ความไม่ได้อุทธรณ์เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาได้มี ป.ยาเสพติดออกมาใช้บังคับแทนกฎหมายเดิม และมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ออกตามความในมาตรา 29 วรรคสอง แห่ง ป.ยาเสพติด ซึ่งมีผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกต่อไป ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ เพราะเป็นอำนาจทั่วไปของศาลอุทธรณ์ภาค 6 และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และมาตรา 195 วรรคสอง

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 138, 140, 289, 371 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26/2, 26/3, 66, 75, 76, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบเมทแอมเฟตามีน กัญชา อาวุธปืนแบลงค์กันพร้อมซองกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.1397/2563 ของศาลชั้นต้น

จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 289 (2) ประกอบมาตรา 80, 371 ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (1) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26/2 วรรคหนึ่ง, 26/3 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนกับฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบมาตรา 80 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้า จำคุก 4 ปี และปรับ 300,000 บาท ฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานผลิตและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต) จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 2 เดือน ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่และฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธปืน (ที่ถูก ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่) ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุก 38 ปี 12 เดือน และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.1397/2563 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนแบลงค์กันพร้อมซองกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้คืนกัญชาของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจเอกบันลัง และดาบตำรวจสมชาย ผู้เสียหายกับพวกเข้าตรวจค้นกระท่อมของจำเลย พบจำเลยอยู่ที่บริเวณด้านหน้ากระท่อม หลังจากนั้นร้อยตำรวจเอกบันลังและผู้เสียหายเข้ากอดปล้ำกับจำเลยเพื่อจับกุม ในระหว่างนั้นจำเลยใช้มือชกที่ใบหน้าผู้เสียหาย 3 ครั้ง ได้รับบาดเจ็บบริเวณริมฝีปากล่าง เป็นแผลฟกช้ำขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร หลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีไปได้ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นภายในกระท่อม พบเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 109 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.525 กรัม อาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวขนาด 12 เครื่องหมายทะเบียน กท 368604 เลขหมายประจำปืน 31195 จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 3 นัด ส่วนการตรวจค้นที่นอกกระท่อม พบกัญชาสดปลูกไว้ในถุงดำ 1 ต้น ปลอกกระสุนปืน ขนาด .380 จำนวน 1 ปลอก ซองกระสุนปืน 1 อัน และเสื้อยืดคอกลมสีเทาของจำเลย 1 ตัว ตกอยู่ที่พื้นดิน ส่วนอาวุธปืนพกสั้นแบลงค์กัน ขนาด 9 มม. P.A. ดัดแปลงลำกล้องให้สามารถใช้ยิงกับกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .380 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ 1 กระบอก เจ้าพนักงานตำรวจอ้างว่าแย่งมาได้จากจำเลยขณะเข้ากอดปล้ำเพื่อจับกุมจึงยึดไว้เป็นของกลางทั้งหมด ร้อยตำรวจเอกบันลังกับพวกนำของกลางไปมอบให้พนักงานสอบสวน พร้อมทำบันทึกกล่าวโทษให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2563 ภายหลังเกิดเหตุคดีนี้ 3 วัน จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีกคดีหนึ่ง และถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้ว พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาคดีนี้แก่จำเลย ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ

พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและความผิดอื่น แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทุกฐานความผิด จำเลยคงอุทธรณ์เฉพาะความผิดต่อเจ้าพนักงานและความผิดต่อชีวิต ไม่ได้อุทธรณ์ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และลหุโทษ ส่วนโจทก์ไม่อุทธรณ์ ดังนั้น ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และลหุโทษ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาได้มีประมวลกฎหมายยาเสพติดออกมาใช้บังคับแทนกฎหมายเดิม และมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ออกตามความในมาตรา 29 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งมีผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 นับแต่วันที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ เพราะเป็นอำนาจทั่วไปของศาลอุทธรณ์ภาค 6 และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และมาตรา 195 วรรคสอง กรณีดังกล่าวไม่ถือว่าขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ที่บัญญัติให้การพิจารณาพิพากษาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ ซึ่งหมายถึงเฉพาะกรณีคู่ความอุทธรณ์ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยเท่านั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งสั่งคืนกัญชาของกลางแก่เจ้าของจึงชอบแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา ความผิด 2 ฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธปืน กับฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ด้วยหรือไม่ ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยไปตามลำดับ เห็นว่า แม้วันเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกบันลังและผู้เสียหายจะปลอมตัวแต่งกายเป็นเกษตรกร โดยใช้ผ้าโพกศีรษะด้วย แต่ร้อยตำรวจเอกบันลังและผู้เสียหายเบิกความยืนยันตรงกันว่า ขณะออกจากจุดซุ่มไปที่บริเวณหน้ากระท่อมได้เปิดใบหน้า พร้อมแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจับกุมจำเลยแล้ว โดยผู้เสียหายเรียกจำเลยว่า "ม้าง นี่ดาบตำรวจสมชายนะ" ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานโจทก์ทั้งสองเข้ามาอยู่ใกล้กับจำเลยเพียงประมาณ 1 เมตร เฉพาะอย่างยิ่งผู้เสียหายรู้จักจำเลยมาก่อนเป็นอย่างดี และอยู่ในลักษณะเผชิญหน้ากับจำเลย โดยจำเลยเองเบิกความยอมรับว่ารู้จักผู้เสียหายตั้งแต่จำเลยเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมศึกษา เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ อีกทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การไว้ว่า วันเกิดเหตุมีเจ้าพนักงานตำรวจมาที่กระท่อมของจำเลย ขณะนั้นในกระท่อมมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และยาเสพติดให้โทษอยู่ จำเลยกลัวความผิดจึงวิ่งหลบหนี มิได้อ้างเหตุเรื่องเข้าใจผิดว่าเจ้าพนักงานตำรวจเป็นคนร้ายแต่อย่างใด เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นพิจารณา จึงไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟัง อีกทั้งวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสามารถยึดอาวุธปืนพกสั้นแบลงค์กัน ขนาด 9 มม. ได้จากจำเลย 1 กระบอก และยึดปลอกกระสุนปืนขนาด .380 จำนวน 1 ปลอก ที่ใช้ยิงจากอาวุธปืนดังกล่าว กับซองอาวุธปืนอีก 1 อัน ตกอยู่ที่พื้นในบริเวณที่เกิดเหตุได้เป็นของกลางด้วย เมื่อในชั้นพิจารณาจำเลยเบิกความยอมรับว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยได้ใช้มือชกต่อยที่บริเวณใบหน้าของผู้เสียหายประมาณ 3 ครั้งจริง สนับสนุนให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าขาดเจตนาในการกระทำความผิด เพราะไม่ทราบว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ และขณะเกิดเหตุจำเลยไม่มีอาวุธปืนนั้น ขัดต่อเหตุผลและขัดกับพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยทราบอยู่แล้วว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ การที่จำเลยใช้มือชกไปที่ใบหน้าผู้เสียหายขณะเข้าจับกุม อันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยขณะนั้นจำเลยมีอาวุธปืนพกสั้นติดตัวมาด้วย และได้ชักอาวุธปืนดังกล่าวออกมาในขณะต่อสู้ขัดขวางการจับกุม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเบิกความทำนองเดียวกันว่า หลังจากมีการแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อเข้าจับกุมแล้ว จำเลยได้ชักอาวุธปืนพกสั้นแบลงค์กันซึ่งเหน็บไว้ที่เอวออกมาจ่อเล็งที่ลำตัวของผู้เสียหาย แต่ถูกร้อยตำรวจเอกบันลังกระโดดปัดและกดอาวุธปืนในมือของจำเลยให้วิถีปืนพ้นลำตัวของผู้เสียหาย ทำให้ปืนลั่นขึ้น 1 นัด และต่อมาร้อยตำรวจเอกบันลังสามารถแย่งอาวุธปืนจากจำเลยมาได้ ส่วนจำเลยวิ่งหลบหนีไป เห็นว่า การที่อาวุธปืนของจำเลยลั่นขึ้น 1 นัด ไม่ใช่เกิดจากการยิงของจำเลยโดยตรง แต่เกิดขึ้นในขณะร้อยตำรวจเอกบันลังเข้าไปกดมือและแย่งอาวุธปืนจากจำเลย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหาย 1 นัด ตามที่โจทก์อ้างในฟ้อง ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า ขณะจำเลยชักอาวุธปืนจากเอวออกมาจ่อเล็งไปที่ลำตัวของผู้เสียหาย นิ้วมือของจำเลยสอดอยู่ในโกร่งไกปืนลักษณะพร้อมที่จะยิง อันเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ แล้วนั้น ผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะนั้นนิ้วมือของจำเลยสอดอยู่ในโกร่งไกปืนแล้ว แต่ร้อยตำรวจเอกบันลังไม่เบิกความยืนยันว่านิ้วมือของจำเลยสอดอยู่ในโกร่งไกปืนหรือไม่ ดังนี้ จำต้องพิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหายด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ในข้อนี้เห็นว่า ขณะเกิดเหตุพยานโจทก์ทั้งสองออกจากจุดซุ่มเข้าประชิดตัวจำเลยที่บริเวณหน้ากระท่อมอย่างรวดเร็ว จำเลยเพิ่งรู้ตัวว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาจับกุมเมื่ออยู่ห่างกันเพียงประมาณ 1 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่ใกล้มาก แม้จำเลยอาจมีเวลาพอที่ชักอาวุธปืนออกจากเอวดังที่พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความ แต่การเผชิญหน้ากันอย่างปัจจุบันทันด่วนในระยะประชิดตัวเช่นนี้ มีข้อให้น่าระแวงสงสัยว่า จำเลยมีเวลาพอที่จะทันใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในโกร่งไกปืนและจ่อเล็งไปที่บริเวณลำตัวของผู้เสียหายในลักษณะพร้อมจะยิงได้จริงหรือไม่ ประกอบกับร้อยตำรวจเอกบันลังซึ่งเข้าแย่งอาวุธปืนจากจำเลยโดยตรง ก็ไม่เบิกความยืนยันว่า ในขณะนั้นนิ้วมือของจำเลยสอดอยู่ในโกร่งไกปืนหรือไม่ จึงไม่อาจรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายในส่วนนี้ได้อย่างสนิทใจ ตามรูปคดีจำเลยอาจชักอาวุธปืนออกจากเอวเพื่อต้องการขู่ผู้เสียหายไม่ให้เข้าจับกุมก็เป็นได้ อีกทั้งจำเลยให้การปฏิเสธในความผิดฐานนี้มาโดยตลอด เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักรับฟังได้โดยมั่นคง พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังมีความสงสัยอยู่ตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามฟ้องจริงหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่โต้เถียงเกี่ยวกับความผิดฐานนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง

ส่วนที่จำเลยฎีกาทำนองว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้า แต่เป็นเมทแอมเฟตามีนของผู้ต้องหาอื่นที่เจ้าพนักงานตำรวจนำมากลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ จำเลยมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงอุทธรณ์เฉพาะความผิดต่อเจ้าพนักงานและความผิดต่อชีวิต ดังนั้น ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้าจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว การที่จำเลยฎีกาในความผิดฐานนี้ จึงถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย

พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธปืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่งและวรรคสาม จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี รวมกับโทษในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อีก 3 กระทงแล้ว เป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบมาตรา 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

1) คำพิพากษาศาลฎีกา 1313/2523

Quick Summary:

ในคดีนี้ จำเลยได้ผลิตพืชกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีไว้ในครอบครอง ซึ่งกัญชาที่ปลูกไว้เป็นของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครอง โดยมิได้รับอนุญาต (ดูได้จากข้อความ “ต้นกัญชาของกลางเป็นผลที่เกิด…”). 

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าเป็นความผิดตามกฎหมายยาเสพติดในเวลานั้น เนื่องจากกฎหมายยังถือว่ากัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 5 และไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะกัญชาในเวลานั้น เหมือนกรณีหลังปี 2565. การผลิตและครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตในขณะนั้นจึงเป็นความผิดชัดเจน ข้อกฎหมายที่ใช้ ยกตัวอย่าง มาตรา 76 วรรคหนึ่ง (ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต) เป็นต้น. แนวคำพิพากษานี้ทำให้เห็นว่า ก่อนการเปลี่ยนแปลงสถานะของกัญชา หากมีกัญชาไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมเป็นความผิด และศาลจะใช้บทกฎหมายตามเวลานั้น.

เหตุที่เกี่ยวข้องกับคดี 1225/2567:

– เป็นกรณีผลิต/ครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตเหมือนกัน

– แต่มีกฎหมายในเวลานั้นซึ่งยังไม่ได้มีการเปลี่ยนสถานะกัญชา ดังนั้นจึงแตกต่างจากคดี 1225/2567 ที่มีกฎหมายใหม่เข้ามาเปลี่ยนสถานะ

– จึงเป็นแบบเปรียบเทียบสำคัญว่า “หากกฎหมายยังไม่เปลี่ยน” ผลจะเป็นอย่างไร

2) คำพิพากษาศาลฎีกา 7551/2561

Quick Summary:

คดีนี้ จำเลยถูกฟ้องในข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายกัญชา ซึ่งถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ศาลฎีการับฎีกาเฉพาะข้อหาจำหน่ายกัญชา ข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่ายถูกยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพราะจำเลยไม่อุทธรณ์ในส่วนดังกล่าว. 

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยและโจทก์ไม่อุทธรณ์ในฐานหนึ่ง ความผิดในส่วนนั้นยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ – เป็นการยืนยันหลักขอบเขตการอุทธรณ์. ส่วนข้อหามีอาวุธปืนซึ่งไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็อยู่ในกระบวนการที่แตกต่าง.

เหตุที่เกี่ยวข้องกับคดี 1225/2567:

– แม้จะไม่เกี่ยวกับประเด็นกฎหมาย “กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด” โดยตรง แต่เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้หลัก “ความผิดที่ถูกยุติไปเพราะไม่มีอุทธรณ์” ซึ่งปรากฏในคดี 1225/2567 เช่นกัน

– เป็นการเปรียบเทียบว่า เมื่อคู่ความไม่อุทธรณ์ในบางฐาน ศาลอุทธรณ์/ฎีกาไม่มีอำนาจแก้ในส่วนนั้น

3) คำพิพากษาศาลฎีกา 2873/2531

Quick Summary:

ในคดีนี้ จำเลยถูกแจ้งข้อหาว่ามียาเสพติดให้โทษ (กัญชา) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและดำเนินการสอบสวนแล้ว ซึ่งทำให้ฟ้องได้ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 76. 

ศาลตีความว่า การมีไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายนั้น จำเลยต้องมีไว้ในครอบครองก่อน จึงถือว่าโจทก์ฟ้องได้ถูกต้องและศาลอุทธรณ์พิพากษาอย่างชอบ.

เหตุที่เกี่ยวข้องกับคดี 1225/2567:

– เป็นอีกกรณีที่เกี่ยวกับกัญชาและการครอบครองเพื่อจำหน่าย

– ใช้เพื่อแสดงว่าในเวลาที่กฎหมายยังไม่เปลี่ยน เพียงแค่ครอบครองเพื่อจำหน่ายก็ถือว่าเป็นความผิดที่ฟ้องได้

 

– ช่วยเปรียบเทียบกับคดี 1225/2567 ที่มีกฎหมายเปลี่ยนสถานะ ทำให้ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง




คดียาเสพติดให้โทษ

พนักงานรัฐวิสาหกิจกับโทษคดียาเสพติดสามเท่า การใช้กฎหมายที่เป็นคุณ และการริบโทรศัพท์ของกลาง
การนำยาเสพติดเข้าประเทศ ถือว่าสำเร็จหรือพยายาม
กระบวนการริบทรัพย์ในคดียาเสพติดกับขั้นตอนขอให้รับฎีกาไว้พิจารณาตามกฎหมายพิเศษ
การกำหนดโทษผู้สนับสนุนคดีจำหน่ายยาเสพติดตามบทกฎหมายที่เป็นคุณ(ฎีกา 7422/2568)
ผู้ใหญ่บ้านคดียาเสพติด เพิ่มโทษสามเท่า ปรับบทกฎหมายได้ไม่ถือเพิ่มโทษ(ฎีกา 2806/2554)
กำหนดโทษใหม่คดียาเสพติด อุทธรณ์ได้แค่ไหน ใช้กฎหมายใหม่อย่างไร(ฎีกา 4912/2566)
ประเด็นกำหนดโทษใหม่ในคดียาเสพติด,โทษเป็นคุณ,(ฎีกา 218/2567)
พยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน & สมคบยา, ข้อสันนิษฐาน (ฎีกา 2182/2567)
เปิดบัญชีรับเงินค้ายา = สมคบยาเสพติด, กำหนดโทษใหม่, การแบ่งหน้าที่ (ฎีกา 2306/2567)
(ฎีกา 2682/2567) – คดียาเสพติด ผู้สนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2567 : การอุทธรณ์คดียาเสพติดและหลักกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย
การเพิ่มโทษผู้กระทำผิดไม่เข็ดหลาบในคดียาเสพติดและการยื่นคำร้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2568: กำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยในคดียาเสพติด
ศาลฎีกากำหนดโทษใหม่จำเลยคดียาเสพติดตามกฎหมายใหม่ – คำพิพากษาฎีกาที่ 875/2568
บทลงโทษผู้เสพยาเสพติด, เพิ่มโทษจำคุกหนึ่งในสามตามมาตรา 92, รอการลงโทษจำคุกตามมาตรา 56,
คดีถึงที่สุดแล้วเรือนจำเป็นภูมิลำเนาของจำเลย, ภูมิลำเนาผู้ต้องขัง, การส่งสำเนาอุทธรณ์ผิดที่
มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรม
สมคบเพื่อการค้ายาเสพติด มีโทษอย่างไร
เหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะรายลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้
ธนบัตรที่นำไปล่อซื้อยาเสพติดไม่ใช่สาระสำคัญถึงกับมีข้อสงสัยยกฟ้อง
คำว่า จำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย | ผิดกรรมเดียว
รับฝากยาบ้า 4.013 เม็ด ถูกจำคุก 22 ปี
ริบทรัพย์สินเกี่ยวกับยาเสพติด
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ เมทแอมเฟตามีน 75 เม็ด
ครอบครองยาบ้า 584 เม็ด รับสารภาพจำคุก 25 ปี
ยาเสพติดให้โทษ 600 เม็ด จำคุก 20 ปี
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาเสพติดให้โทษ 750 เม็ด โทษ 20 ปี
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 778 เม็ด จำคุก 25 ปี article
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 1,200 เม็ด จำคุก 18 ปี
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 2,374 เม็ด
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) 3,017 เม็ด
เมทแอมเฟตามีน 5,290 เม็ด จำคุก 20 ปี
ยาเสพติดให้โทษ ยาบ้า 12,000 เม็ด จำคุก 33 ปี 9 เดือน
ให้บัญชีธนาคารคนอื่นใช้โอนเงินค่ายาเสพติดโทษเท่ากันกับตัวการ
ขอลดโทษคดียาเสพติดตามมาตรา 100/2
การกำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
พยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยยกประโยชน์ แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย
ยาบ้า 279 เม็ด โทษจำคุก 7 ปี ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย
ข้อมูลเป็นประโยชน์ตามมาตรา 100/2
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาบ้า 27 เม็ด
การสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
ยาเสพติดให้โทษ ยาบ้า เมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ นำเข้า 22 เม็ด