
| ยกฟ้องฐานผลิต/ครอบครองกัญชา หลัง พืชกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด(ฎีกา 1225/2567)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกรณีจำเลยถูกฟ้องฐานมี เมทแอมเฟตามีน ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงฐานผลิตและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยศาลชั้นต้นได้พิพากษาลงโทษจำเลยทุกฐานความผิด แต่จำเลยอุทธรณ์เฉพาะฐานความผิดบางข้อหา และโจทก์ไม่อุทธรณ์ ทำให้ความผิดบางส่วน “ยุติไป” ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น. ต่อมาเมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิจารณา พบว่า ได้มีการใช้ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ฉบับใหม่และประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่ทำให้ “กัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5” อีกต่อไป ส่งผลให้การกระทำของจำเลยในฐานผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง (ตามที่อ้าง) ศาลอุทธรณ์ฯ จึงยกฟ้องในสองฐานนั้น. เมื่อศาลฎีกาพิจารณา พบว่า แม้ส่วนกรณีความผิดฐานต่อสู้เจ้าพนักงานและมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองนั้นจำเลยถูกลงโทษแล้ว ศาลฎีกาจึงพิพากษาแก้ให้เฉพาะฐานดังกล่าว เหลือโทษจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท พร้อมทั้งชี้แนวทางการนับโทษต่อจากคดีแดง และนัยทางกฎหมายเกี่ยวกับการปรับบทกฎหมายยาเสพติดและอำนาจศาลอุทธรณ์ในคดีที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ข้อเท็จจริง 1. โจทก์ฟ้องจำเลยให้ลงโทษในหลายฐานความผิด ได้แก่ • มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต • ผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต • มีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต • ความผิดอื่นตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายอาวุธปืน เช่น มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต พาอาวุธปืนเข้าเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุสมควร ฯลฯ 2. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดทุกฐานที่โจทก์ฟ้อง โดยสรุปโทษดังนี้: • ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้อาวุธปืนกับฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่: ให้จำคุกตลอดชีวิต • ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต: จำคุก 1 ปี • ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต: จำคุก 1 ปี • ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้า: จำคุก 4 ปี และปรับ 300,000 บาท • ฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต: จำคุก 4 เดือน (ก่อนลดโทษ) • จำเลยให้การรับสารภาพในบางฐาน มีเหตุบรรเทาโทษ จึงถูกลดโทษตามมาตรา 78 ป.อ. และรวมโทษแล้วจำคุก 38 ปี 12 เดือน และปรับ 300,000 บาท (โทษต่อจากคดีแดง ย.1397/2563) 3. จำเลยอุทธรณ์เฉพาะความผิดบางฐาน (ไม่อุทธรณ์ฐานยาเสพติดและฐานกฎหมายอาวุธปืน) และโจทก์ไม่อุทธรณ์ ส่งผลให้ฐานที่ไม่ได้อุทธรณ์เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น 4. เมื่อพิจารณาในศาลอุทธรณ์ภาค 6 พบว่า ได้มีการใช้ พระราชบัญญัติยาเสพติดฉบับใหม่ และมี ประกาศ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ตามมาตรา 29 วรรคสอง แห่ง ป.ยาเสพติด ซึ่งมีผลทำให้ “กัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5” อีกต่อไป (ตั้งแต่วันที่ประกาศมีผลบังคับ) ดังนั้น การกระทำของจำเลยในฐานผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองไม่เป็นความผิดตามป.อ. มาตรา 2 วรรคสองอีกต่อไป ศาลอุทธรณ์ฯ จึงมีอำนาจแก้เป็นยกฟ้องในสองฐานนั้น ตามอำนาจทั่วไปของศาลอุทธรณ์และถือเป็น “ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย” ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 195 วรรคสอง 5. ในชั้นฎีกา จำเลยฎีกาในประเด็นว่า • จำเลยได้ถูกฟ้องฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้า แต่จำเลยอ้างว่าเป็นของผู้ต้องหาอื่นที่เจ้าพนักงานตำรวจนำมากลั่นแกล้ง • ประเด็นฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานที่โจทก์อ้างนั้น จำเลยโต้แย้งว่าไม่ได้ใช้ปืนยิงจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้าหมดอายุความแล้ว เพราะจำเลยไม่อุทธรณ์ … (ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น) • ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานนั้น ศาลเห็นว่า พยานโจทก์รับฟังได้ว่า จำเลยชักอาวุธปืนจ่อผู้เสียหาย แต่ไม่อาจแน่ชัดได้ว่า “นิ้วมืออยู่ในโกร่งไกปืน” พร้อมจะยิงจริงหรือไม่ มีข้อสงสัย จึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 227 วรรคสอง 6. สุดท้าย ศาลฎีกาให้พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้อาวุธปืน (ป.อ. มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่งและวรรคสาม) ลงโทษจำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามมาตรา 78 → คงจำคุก 2 ปี รวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง/หมู่บ้าน/ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต, และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อีก 3 กระทง → จำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท ยกฟ้องโจทก์ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน (ม.289 (2) ประกอบม.80) และให้แก้ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อีกส่วนหนึ่ง วิเคราะห์ประเด็นทางกฎหมาย (1) ผลของการบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดและการเปลี่ยนสถานะ “กัญชา” • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง กำหนดว่า “หากกฎหมายอื่นออกใช้มาบังคับแทนกฎหมายเดิม หรือมีบทบัญญัติใหม่ที่กำหนดอัตราโทษต่ำลง ให้ใช้บทบัญญัตินั้นแก่ผู้ที่กระทำความผิดนั้นได้” – เป็นหลัก lex mitior • ในคดีนี้ มีการบังคับใช้ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ฉบับใหม่ และมี ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ซึ่งยกเลิกสถานะของ “กัญชา” จากยาเสพติดประเภท 5 → ส่งผลว่า การผลิตหรือครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตไม่ใช่ความผิดอีกต่อไปตามมาตรา 2 วรรคสองของป.อ. • ศาลอุทธรณ์จึงยกฟ้องสองฐานนั้น และศาลฎีกาก็รับหลักนี้ว่า เหมาะสมแล้ว → ถือเป็นแนวคำพิพากษาสำคัญทางยาเสพติดว่า เมื่อสถานะ กัญชา เปลี่ยนไป กฎหมายก็ต้องรองรับ (2) อำนาจของศาลอุทธรณ์ในการแก้คำพิพากษา • ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และ 195 วรรคสอง เห็นว่า หากเป็น “ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ศาลอุทธรณ์อาจวินิจฉัยเอง แม้คู่ความจะไม่ยกขึ้นฎีกา • กรณีนี้ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ถือว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย (การเปลี่ยนสถานะของยาเสพติด) จึงมีอำนาจแก้คำพิพากษา → สะท้อนว่าศาลอุทธรณ์มีบทบาทสำคัญในการปรับคำพิพากษาให้สอดคล้องกับกฎหมายใหม่ (3) “หลักใช้กฎหมายที่ให้โทษเบากว่า”และโอกาสของจำเลย • “หลักใช้กฎหมายที่ให้โทษเบากว่า”หมายถึง หากมีกฎหมายใหม่ที่ให้โทษต่ำลง ให้ใช้แก่ผู้กระทำก่อน – ศาลฎีกาใช้หลักนี้รับว่า กรณีของจำเลยฐานผลิต/ครอบครองกัญชาไม่เป็นความผิดอีกต่อไป → ได้ประโยชน์ • แต่ในส่วนอื่น เช่น ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน มีอาวุธปืน ฯลฯ กฎหมายเดิมยังใช้ได้ → จำเลยต้องรับโทษตามนั้น (4) แนวทางสำหรับการบังคับใช้กฎหมายในคดีต่อไป • คดีที่เกี่ยวกับกัญชา : ผู้ถูกกล่าวหาคดีผลิต/ครอบครองกัญชา ควรตรวจสอบว่าเกิดก่อนหรือหลังประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับปี 2565 • ศาลชั้นอุทธรณ์และฎีกาอาจมีอำนาจพิจารณาข้อกฎหมายแม้ไม่มีคู่ความอุทธรณ์ (ถ้าเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย) • ฝ่ายจำเลยควรอาศัยหลักและตรวจสอบว่าโทษต่ำลงหรือมีการยกเลิกความผิดหรือไม่ IRAC (Issue – Rule – Application – Conclusion) Issue (ประเด็นปัญหา) 1. จำเลยจะต้องรับผิดฐานผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ ภายหลังมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 ที่ยกเลิกสถานะกัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 5? 2. ศาลอุทธรณ์มีอำนาจแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นยกฟ้องในฐานดังกล่าวได้หรือไม่ แม้คู่ความฝ่ายโจทก์หรือจำเลยจะไม่อุทธรณ์? 3. จำเลยกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีอาวุธปืน และฐาน พยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่จริงหรือไม่? Rule (กฎหมายที่ใช้) • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง, 195 วรรคสอง (อำนาจศาลอุทธรณ์) • ฃ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 29 วรรคสอง (ประกาศกระทรวงสาธารณสุขให้ยาอยู่ในประเภท 5) • ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่งและสาม (ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงาน) • ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง Application (การใช้กฎหมายกับข้อเท็จจริง) 1. ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยถูกฟ้องฐานผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่เมื่อตรวจพบว่า มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 ที่ทำให้กัญชาไม่อยู่ในประเภท 5 อีกต่อไป จึงตามมาตรา 2 วรรคสอง ป.อ. ให้ใช้บทที่ให้โทษต่ำลงหรือไม่มีโทษกับจำเลย → ศาลอุทธรณ์จึงยกฟ้องในสองฐานนั้น 2. แม้โจทก์หรือจำเลยในฐานดังกล่าวจะไม่อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ก็มีอำนาจแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นได้ เนื่องจากเป็น “ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย” ตามมาตรา 185 และ 195 ป.วิ.อ. 3. ในส่วนฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายมีอาวุธปืนนั้น ข้อเท็จจริงโจทก์และพยานระบุว่า จำเลยถูกค้นและชักอาวุธปืนออกมาขณะจับกุม ใช้กำลังกับเจ้าพนักงาน และมีอาวุธจริง ซึ่งสนับสนุนการลงโทษตามมาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่งและสาม แต่ข้อหาฐาน พยายามฆ่าเจ้าพนักงานนั้น ศาลเห็นว่า ยังมีข้อสงสัยว่า นิ้วของจำเลยสอดอยู่ในโกร่งไกปืนพร้อมยิงจริงหรือไม่ พยานโจทก์หนึ่งเบิกความว่าใช่ แต่พยานหลักอีกคนไม่ได้ยืนยันอย่างนั้น ทำให้มีข้อสงสัย → ตามมาตรา 227 วรรคสอง ป.วิ.อ. จะต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย → ศาลฎีกาจึงยกฟ้องฐานพยายามฆ่า 4. ในส่วนฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้านั้น จำเลยไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นพิพากษาไปแล้ว ฐานนั้นจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น Conclusion (บทสรุป) ศาลฎีกาพิพากษาว่า สำหรับคดี 1225/2567 จำเลย ไม่ต้องรับผิด ในฐานผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต เพราะกฎหมายยาเสพติดที่ใช้บังคับเปลี่ยนแปลงไป ทำให้กัญชาไม่ถูกจัดเป็นยาเสพติดประเภท 5 อีกต่อไป (ใช้หลัก lex mitior) และศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกฟ้อง แม้คู่ความจะไม่อุทธรณ์ ส่วนฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายมีอาวุธปืนยังคงมีความผิด จำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท โดยยกฟ้องในส่วนฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน เนื่องจากมีข้อสงสัยที่ต้องให้ประโยชน์แก่จำเลย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย • การเปลี่ยนแปลงสถานะยาเสพติด เช่น พืชกัญชา เมื่อกฎหมายหรือประกาศราชการเปลี่ยน ทำให้บทบัญญัติเดิมไม่อาจใช้ลงโทษได้ตามหลัก lex mitior คือ “กฎหมายใหม่ที่ให้โทษน้อยกว่าหรือไม่เป็นความผิด” ต้องใช้แก่ผู้กระทำก่อน • ศาลอุทธรณ์มีอำนาจแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้นแม้คู่ความไม่อุทธรณ์ หากเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน (มาตรา 185, 195 ป.วิ.อ.) • ในคดีอาญา หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับข้อเท็จจริง จำเลยต้องได้รับประโยชน์แห่งความสงสัย (มาตรา 227 วรรคสอง ป.วิ.อ.) • สำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายและทนายความ: ควรติดตามการแก้ไขกฎหมายอย่างใกล้ชิดโดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด เพราะอาจมีผลให้คดีที่อยู่ระหว่างพิจารณาหรือถูกฟ้องใหม่เปลี่ยนสถานะทันที 🔹 มาตรากฎหมายหลักที่ศาลใช้วินิจฉัย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ถ้ากฎหมายที่ใช้ภายหลังบัญญัติไว้ต่างจากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด และกฎหมายภายหลังนั้นให้โทษน้อยกว่า หรือให้ผู้นั้นพ้นจากความผิด ให้ใช้กฎหมายภายหลังนั้น มาตรานี้คือ “หัวใจของคดี” เพราะเมื่อมีกฎหมายใหม่ (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565) ระบุว่า “กัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5” ศาลจึงต้องใช้กฎหมายใหม่นั้นกับจำเลย แม้จำเลยจะกระทำความผิดก่อนกฎหมายใหม่ใช้บังคับ 🔑 ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ 1. “หลักใช้กฎหมายที่ให้โทษเบากว่า” เป็นหลักพื้นฐานในคดีอาญา ที่คุ้มครองผู้กระทำความผิดให้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายใหม่ซึ่งให้โทษน้อยลงหรือยกเลิกความผิดนั้นไป ศาลจึงยกฟ้องจำเลยในข้อหาผลิตและครอบครองกัญชา 2. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 ประกาศนี้ออกตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 29 วรรคสอง ระบุชัดว่า “พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดประเภท 5” จึงมีผลให้ “การผลิต/ครอบครองกัญชา” ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป 3. อำนาจศาลอุทธรณ์ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 และ 195 ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกฟ้องจำเลยได้ แม้คู่ความจะไม่อุทธรณ์ เพราะเรื่องนี้เป็น “ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน” จึงอยู่ในอำนาจศาลโดยตรง 4. การยกประโยชน์แห่งความสงสัย (มาตรา 227 วรรคสอง ป.วิ.อ.) ในประเด็นข้อหา “พยายามฆ่าเจ้าพนักงาน” ศาลฎีกาเห็นว่าพยานหลักฐานยังมีข้อสงสัยว่าจำเลยตั้งใจจะยิงจริงหรือไม่ จึงให้ประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลยและยกฟ้องในข้อหานี้ 5. ความผิดที่ยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เนื่องจากจำเลยไม่ได้อุทธรณ์ในความผิดบางฐาน (เช่น จำหน่าย เมทแอมเฟตามีน) และโจทก์ก็ไม่อุทธรณ์ จึงถือว่าความผิดนั้น “ยุติไป” ตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น — แสดงหลักการเรื่อง “ขอบเขตการอุทธรณ์” 💡 สรุปใจความ แก่นของคดีนี้อยู่ที่การนำ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง มาปรับใช้กับ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 ที่ยกเลิกสถานะของกัญชา ทำให้จำเลยพ้นผิดในข้อหาผลิตและครอบครองกัญชา ซึ่งสะท้อนหลัก “กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลย” และยืนยันอำนาจศาลอุทธรณ์ในการแก้คำพิพากษาเพื่อคุ้มครองความยุติธรรมโดยรวมของสังคม แนวคำถาม - ธงคำตอบ 🔹 ข้อที่ 1 : ผลของการเปลี่ยนแปลงกฎหมายที่ทำให้ “กัญชาไม่เป็นยาเสพติดประเภท 5” มีผลต่อคดีอาญาที่อยู่ระหว่างพิจารณาอย่างไร คำถาม: ในระหว่างที่คดีอาญาคดีหนึ่งอยู่ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยถูกฟ้องฐาน “ผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต” ต่อมาปรากฏว่าได้มีการประกาศใช้ ประมวลกฎหมายยาเสพติด และมี ประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 ออกตามมาตรา 29 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งมีผลให้ “พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5” อีกต่อไป ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยในข้อหาดังกล่าว โดยอาศัย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ทั้งที่จำเลยมิได้อุทธรณ์ประเด็นนี้ และโจทก์ก็ไม่ได้อุทธรณ์เช่นกัน ให้วินิจฉัยว่า การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ยกฟ้องจำเลยในข้อหาดังกล่าวมีอำนาจทำได้หรือไม่ และการใช้หลัก กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลย ส่งผลอย่างไรต่อคดี ธงคำตอบ: การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้ยกฟ้องจำเลยในข้อหาผลิตกัญชาและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น ชอบด้วยกฎหมายและอยู่ในอำนาจศาลอุทธรณ์ เนื่องจากกรณีนี้เป็น ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ซึ่งศาลอุทธรณ์มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง แม้คู่ความจะมิได้อุทธรณ์ประเด็นดังกล่าวก็ตาม ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง บัญญัติหลัก “กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลย” ว่า “ถ้ากฎหมายภายหลังบัญญัติไว้ต่างจากกฎหมายเดิม และบทบัญญัติในภายหลังนั้นให้โทษน้อยกว่า หรือให้ผู้นั้นพ้นจากความผิด ให้ใช้บทบัญญัตินั้น” เมื่อประกาศกระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2565 ได้ระบุให้ “พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5” การกระทำของจำเลยในข้อหาผลิตและครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อม ไม่เป็นความผิดอีกต่อไป ศาลจึงต้องใช้กฎหมายใหม่ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยโดยตรง ขณะเดียวกัน ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และ มาตรา 195 วรรคสอง ให้อำนาจศาลอุทธรณ์พิจารณา “ปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน” ได้เอง แม้คู่ความจะมิได้ยกขึ้น ศาลอุทธรณ์ภาค 6 จึงมีอำนาจยกฟ้องจำเลยในสองฐานความผิดดังกล่าวได้ และศาลฎีกายืนยันว่าเป็นการกระทำที่ชอบแล้ว สรุปผลทางกฎหมาย: • ศาลอุทธรณ์มีอำนาจแก้คำพิพากษายกฟ้อง แม้คู่ความไม่อุทธรณ์ เพราะเป็นปัญหาความสงบเรียบร้อย • ทำให้กฎหมายใหม่ที่ยกเลิกโทษ ต้องใช้แก่ผู้กระทำก่อนกฎหมายใหม่ใช้บังคับ • การกระทำของจำเลยในฐานผลิตและครอบครองกัญชา จึงไม่เป็นความผิดอีกต่อไป และต้องได้รับการยกฟ้อง 🔹 ข้อที่ 2 : การวินิจฉัยข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงานกับหลัก “ยกประโยชน์แห่งความสงสัย” ตามมาตรา 227 วรรคสอง คำถาม: จำเลยต่อสู้กับเจ้าพนักงานตำรวจที่เข้าแสดงตัวเพื่อจับกุม โดยมีการยื้อแย่งอาวุธปืนจนปืนลั่นขึ้นหนึ่งนัด โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ชักอาวุธปืนเล็งไปที่ลำตัวของเจ้าพนักงานในระยะใกล้และใช้นิ้วอยู่ในโกร่งไกปืนพร้อมยิง จึงเป็นความผิดฐาน “พยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบมาตรา 80 ให้วินิจฉัยว่า จำเลยต้องรับผิดฐานพยายามฆ่าตามฟ้องหรือไม่ โดยพิจารณาตามหลักการวินิจฉัยพยานหลักฐานตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ธงคำตอบ: ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยไม่ต้องรับผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ยังมี ข้อสงสัยตามสมควร ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าหรือไม่ แม้พยานฝ่ายโจทก์เบิกความว่า จำเลยชักอาวุธปืนเล็งไปที่ลำตัวของผู้เสียหาย แต่เมื่อพิจารณารายละเอียดพบว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในระยะใกล้เพียงหนึ่งเมตร เจ้าพนักงานเข้าประชิดตัวจำเลยทันที ขณะที่จำเลยเพิ่งรู้ตัวว่าถูกจับ พยานโจทก์เพียงคนเดียวที่เบิกความว่านิ้วของจำเลยอยู่ในโกร่งไกปืน แต่พยานอีกคนซึ่งอยู่ใกล้ชิดกลับไม่ยืนยันข้อเท็จจริงนี้ ศาลจึงเห็นว่า ยังมี “ข้อสงสัยตามสมควร” ว่าจำเลยตั้งใจจะยิงจริงหรือไม่ ตาม มาตรา 227 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา บัญญัติว่า “เมื่อมีความสงสัยตามสมควรว่าจำเลยได้กระทำผิดหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลย” ดังนั้น ศาลฎีกาจึงให้ ยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลย และพิพากษายกฟ้องในข้อหาพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน แต่ยังคงลงโทษจำเลยในฐาน “ต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้กำลังประทุษร้ายมีอาวุธปืน” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง และมาตรา 140 วรรคหนึ่ง–สาม สรุปผลทางกฎหมาย: • แม้จำเลยมีอาวุธปืนและต่อสู้กับเจ้าพนักงานจริง แต่เมื่อไม่มีพยานหลักฐานหนักแน่นพอว่ามีเจตนาฆ่า ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย • ศาลฎีกาจึงยกฟ้องข้อหาพยายามฆ่า และเหลือโทษเฉพาะฐานขัดขวางเจ้าพนักงานโดยใช้อาวุธ ✅ สรุปภาพรวม: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1225/2567 สะท้อน หลักกฎหมายสำคัญสองประการในคดีอาญา 1. หลัก “กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลย” ตามมาตรา 2 วรรคสอง ป.อ. 2. หลัก “ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย” ตามมาตรา 227 วรรคสอง ป.วิ.อ. ทั้งสองหลักนี้เป็นกลไกสำคัญในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ต้องหาและจำเลยให้ได้รับความยุติธรรมสูงสุดตามรัฐธรรมนูญและเจตนารมณ์ของกฎหมายอาญา.
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1225/2567 โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต ฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตและความผิดอื่น ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทุกฐานความผิด จำเลยอุทธรณ์เฉพาะความผิดอื่นบางข้อหา ไม่ได้อุทธรณ์ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนโจทก์ไม่อุทธรณ์ ดังนั้น ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและความผิดอื่นที่คู่ความไม่ได้อุทธรณ์เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาได้มี ป.ยาเสพติดออกมาใช้บังคับแทนกฎหมายเดิม และมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ออกตามความในมาตรา 29 วรรคสอง แห่ง ป.ยาเสพติด ซึ่งมีผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกต่อไป ตาม ป.อ. มาตรา 2 วรรคสอง ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ เพราะเป็นอำนาจทั่วไปของศาลอุทธรณ์ภาค 6 และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และมาตรา 195 วรรคสอง โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 80, 91, 138, 140, 289, 371 พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 26/2, 26/3, 66, 75, 76, 100/1, 102 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบเมทแอมเฟตามีน กัญชา อาวุธปืนแบลงค์กันพร้อมซองกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง นับโทษจำคุกจำเลยในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.1397/2563 ของศาลชั้นต้น จำเลยให้การรับสารภาพในข้อหาผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่งและวรรคสาม, 289 (2) ประกอบมาตรา 80, 371 ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (1) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 26/2 วรรคหนึ่ง, 26/3 วรรคหนึ่ง, 75 วรรคหนึ่ง, 76 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคหนึ่ง, 72 ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนกับฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบมาตรา 80 ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 จำคุกตลอดชีวิต ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาตและโดยไม่มีเหตุสมควร เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 1 ปี ฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้า จำคุก 4 ปี และปรับ 300,000 บาท ฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 4 เดือน ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานผลิตและมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต (ที่ถูก ฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต) จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต คงจำคุก 6 เดือน ฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต คงจำคุก 2 เดือน ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่และฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธปืน (ที่ถูก ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่) ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 33 ปี 4 เดือน เมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้ว จำคุก 38 ปี 12 เดือน และปรับ 300,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี นับโทษจำคุกในคดีนี้ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ ย.1397/2563 ของศาลชั้นต้น ริบเมทแอมเฟตามีน อาวุธปืนแบลงค์กันพร้อมซองกระสุนปืนและปลอกกระสุนปืนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 72 วรรคหนึ่งและวรรคสาม เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามมาตรา 72 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ให้ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตและฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้คืนกัญชาของกลางแก่เจ้าของ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความไม่โต้เถียงกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ร้อยตำรวจเอกบันลัง และดาบตำรวจสมชาย ผู้เสียหายกับพวกเข้าตรวจค้นกระท่อมของจำเลย พบจำเลยอยู่ที่บริเวณด้านหน้ากระท่อม หลังจากนั้นร้อยตำรวจเอกบันลังและผู้เสียหายเข้ากอดปล้ำกับจำเลยเพื่อจับกุม ในระหว่างนั้นจำเลยใช้มือชกที่ใบหน้าผู้เสียหาย 3 ครั้ง ได้รับบาดเจ็บบริเวณริมฝีปากล่าง เป็นแผลฟกช้ำขนาดประมาณ 2 เซนติเมตร หลังเกิดเหตุจำเลยหลบหนีไปได้ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเข้าตรวจค้นภายในกระท่อม พบเมทแอมเฟตามีน อันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 จำนวน 109 เม็ด คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 1.525 กรัม อาวุธปืนยาวลูกซองเดี่ยวขนาด 12 เครื่องหมายทะเบียน กท 368604 เลขหมายประจำปืน 31195 จำนวน 1 กระบอก และกระสุนปืนลูกซอง ขนาด 12 จำนวน 3 นัด ส่วนการตรวจค้นที่นอกกระท่อม พบกัญชาสดปลูกไว้ในถุงดำ 1 ต้น ปลอกกระสุนปืน ขนาด .380 จำนวน 1 ปลอก ซองกระสุนปืน 1 อัน และเสื้อยืดคอกลมสีเทาของจำเลย 1 ตัว ตกอยู่ที่พื้นดิน ส่วนอาวุธปืนพกสั้นแบลงค์กัน ขนาด 9 มม. P.A. ดัดแปลงลำกล้องให้สามารถใช้ยิงกับกระสุนปืนออโตเมติก ขนาด .380 ไม่มีเครื่องหมายทะเบียนของเจ้าพนักงานประทับ 1 กระบอก เจ้าพนักงานตำรวจอ้างว่าแย่งมาได้จากจำเลยขณะเข้ากอดปล้ำเพื่อจับกุมจึงยึดไว้เป็นของกลางทั้งหมด ร้อยตำรวจเอกบันลังกับพวกนำของกลางไปมอบให้พนักงานสอบสวน พร้อมทำบันทึกกล่าวโทษให้ดำเนินคดีแก่จำเลย ต่อมาวันที่ 6 กรกฎาคม 2563 ภายหลังเกิดเหตุคดีนี้ 3 วัน จำเลยถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอีกคดีหนึ่ง และถูกศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษไปแล้ว พนักงานสอบสวนจึงแจ้งข้อหาคดีนี้แก่จำเลย ในชั้นสอบสวนจำเลยให้การรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ข้อหาผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต และข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนข้อหาอื่นให้การปฏิเสธ พิเคราะห์แล้ว คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและความผิดอื่น แต่เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยทุกฐานความผิด จำเลยคงอุทธรณ์เฉพาะความผิดต่อเจ้าพนักงานและความผิดต่อชีวิต ไม่ได้อุทธรณ์ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และลหุโทษ ส่วนโจทก์ไม่อุทธรณ์ ดังนั้น ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ความผิดต่อพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ และลหุโทษ เป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 6 เห็นว่า ในระหว่างพิจารณาได้มีประมวลกฎหมายยาเสพติดออกมาใช้บังคับแทนกฎหมายเดิม และมีประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องระบุชื่อยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 พ.ศ. 2565 ออกตามความในมาตรา 29 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งมีผลให้พืชกัญชาไม่เป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 นับแต่วันที่ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับดังกล่าวมีผลใช้บังคับ การกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตอีกต่อไป ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 2 วรรคสอง ดังนี้ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 ย่อมมีอำนาจพิพากษาแก้เป็นยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต และฐานมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตได้ เพราะเป็นอำนาจทั่วไปของศาลอุทธรณ์ภาค 6 และเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185 วรรคหนึ่ง และมาตรา 195 วรรคสอง กรณีดังกล่าวไม่ถือว่าขัดต่อพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 14 ที่บัญญัติให้การพิจารณาพิพากษาคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นอำนาจของศาลอุทธรณ์ ซึ่งหมายถึงเฉพาะกรณีคู่ความอุทธรณ์ในคดีความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดด้วยเท่านั้น คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ที่ยกฟ้องโจทก์ในความผิดฐานผลิตกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีกัญชาไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งสั่งคืนกัญชาของกลางแก่เจ้าของจึงชอบแล้ว เมื่อโจทก์ไม่ฎีกา ความผิด 2 ฐานนี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ในชั้นนี้คงมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธปืน กับฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 ด้วยหรือไม่ ซึ่งเห็นสมควรวินิจฉัยไปตามลำดับ เห็นว่า แม้วันเกิดเหตุร้อยตำรวจเอกบันลังและผู้เสียหายจะปลอมตัวแต่งกายเป็นเกษตรกร โดยใช้ผ้าโพกศีรษะด้วย แต่ร้อยตำรวจเอกบันลังและผู้เสียหายเบิกความยืนยันตรงกันว่า ขณะออกจากจุดซุ่มไปที่บริเวณหน้ากระท่อมได้เปิดใบหน้า พร้อมแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อจับกุมจำเลยแล้ว โดยผู้เสียหายเรียกจำเลยว่า "ม้าง นี่ดาบตำรวจสมชายนะ" ซึ่งขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน พยานโจทก์ทั้งสองเข้ามาอยู่ใกล้กับจำเลยเพียงประมาณ 1 เมตร เฉพาะอย่างยิ่งผู้เสียหายรู้จักจำเลยมาก่อนเป็นอย่างดี และอยู่ในลักษณะเผชิญหน้ากับจำเลย โดยจำเลยเองเบิกความยอมรับว่ารู้จักผู้เสียหายตั้งแต่จำเลยเรียนหนังสืออยู่ชั้นประถมศึกษา เจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ อีกทั้งในชั้นสอบสวนจำเลยก็ให้การไว้ว่า วันเกิดเหตุมีเจ้าพนักงานตำรวจมาที่กระท่อมของจำเลย ขณะนั้นในกระท่อมมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และยาเสพติดให้โทษอยู่ จำเลยกลัวความผิดจึงวิ่งหลบหนี มิได้อ้างเหตุเรื่องเข้าใจผิดว่าเจ้าพนักงานตำรวจเป็นคนร้ายแต่อย่างใด เพิ่งยกขึ้นกล่าวอ้างในชั้นพิจารณา จึงไม่มีน้ำหนักแก่การรับฟัง อีกทั้งวันเกิดเหตุเจ้าพนักงานตำรวจสามารถยึดอาวุธปืนพกสั้นแบลงค์กัน ขนาด 9 มม. ได้จากจำเลย 1 กระบอก และยึดปลอกกระสุนปืนขนาด .380 จำนวน 1 ปลอก ที่ใช้ยิงจากอาวุธปืนดังกล่าว กับซองอาวุธปืนอีก 1 อัน ตกอยู่ที่พื้นในบริเวณที่เกิดเหตุได้เป็นของกลางด้วย เมื่อในชั้นพิจารณาจำเลยเบิกความยอมรับว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยได้ใช้มือชกต่อยที่บริเวณใบหน้าของผู้เสียหายประมาณ 3 ครั้งจริง สนับสนุนให้พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ข้ออ้างของจำเลยที่ว่าขาดเจตนาในการกระทำความผิด เพราะไม่ทราบว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ และขณะเกิดเหตุจำเลยไม่มีอาวุธปืนนั้น ขัดต่อเหตุผลและขัดกับพยานหลักฐานที่ปรากฏในสำนวน ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่โจทก์นำสืบว่า จำเลยทราบอยู่แล้วว่าผู้เสียหายเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ การที่จำเลยใช้มือชกไปที่ใบหน้าผู้เสียหายขณะเข้าจับกุม อันเป็นการปฏิบัติการตามหน้าที่ โดยขณะนั้นจำเลยมีอาวุธปืนพกสั้นติดตัวมาด้วย และได้ชักอาวุธปืนดังกล่าวออกมาในขณะต่อสู้ขัดขวางการจับกุม การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธปืนตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ส่วนความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ พยานโจทก์ทั้งสองปากดังกล่าวเบิกความทำนองเดียวกันว่า หลังจากมีการแสดงตัวเป็นเจ้าพนักงานตำรวจเพื่อเข้าจับกุมแล้ว จำเลยได้ชักอาวุธปืนพกสั้นแบลงค์กันซึ่งเหน็บไว้ที่เอวออกมาจ่อเล็งที่ลำตัวของผู้เสียหาย แต่ถูกร้อยตำรวจเอกบันลังกระโดดปัดและกดอาวุธปืนในมือของจำเลยให้วิถีปืนพ้นลำตัวของผู้เสียหาย ทำให้ปืนลั่นขึ้น 1 นัด และต่อมาร้อยตำรวจเอกบันลังสามารถแย่งอาวุธปืนจากจำเลยมาได้ ส่วนจำเลยวิ่งหลบหนีไป เห็นว่า การที่อาวุธปืนของจำเลยลั่นขึ้น 1 นัด ไม่ใช่เกิดจากการยิงของจำเลยโดยตรง แต่เกิดขึ้นในขณะร้อยตำรวจเอกบันลังเข้าไปกดมือและแย่งอาวุธปืนจากจำเลย จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยใช้อาวุธปืนยิงพยายามฆ่าผู้เสียหาย 1 นัด ตามที่โจทก์อ้างในฟ้อง ส่วนที่โจทก์นำสืบว่า ขณะจำเลยชักอาวุธปืนจากเอวออกมาจ่อเล็งไปที่ลำตัวของผู้เสียหาย นิ้วมือของจำเลยสอดอยู่ในโกร่งไกปืนลักษณะพร้อมที่จะยิง อันเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงาน ซึ่งกระทำการตามหน้าที่ แล้วนั้น ผู้เสียหายเบิกความว่า ขณะนั้นนิ้วมือของจำเลยสอดอยู่ในโกร่งไกปืนแล้ว แต่ร้อยตำรวจเอกบันลังไม่เบิกความยืนยันว่านิ้วมือของจำเลยสอดอยู่ในโกร่งไกปืนหรือไม่ ดังนี้ จำต้องพิจารณาคำเบิกความของผู้เสียหายด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ ในข้อนี้เห็นว่า ขณะเกิดเหตุพยานโจทก์ทั้งสองออกจากจุดซุ่มเข้าประชิดตัวจำเลยที่บริเวณหน้ากระท่อมอย่างรวดเร็ว จำเลยเพิ่งรู้ตัวว่ามีเจ้าพนักงานตำรวจเข้ามาจับกุมเมื่ออยู่ห่างกันเพียงประมาณ 1 เมตร ซึ่งเป็นระยะที่ใกล้มาก แม้จำเลยอาจมีเวลาพอที่ชักอาวุธปืนออกจากเอวดังที่พยานโจทก์ทั้งสองปากเบิกความ แต่การเผชิญหน้ากันอย่างปัจจุบันทันด่วนในระยะประชิดตัวเช่นนี้ มีข้อให้น่าระแวงสงสัยว่า จำเลยมีเวลาพอที่จะทันใช้นิ้วมือสอดเข้าไปในโกร่งไกปืนและจ่อเล็งไปที่บริเวณลำตัวของผู้เสียหายในลักษณะพร้อมจะยิงได้จริงหรือไม่ ประกอบกับร้อยตำรวจเอกบันลังซึ่งเข้าแย่งอาวุธปืนจากจำเลยโดยตรง ก็ไม่เบิกความยืนยันว่า ในขณะนั้นนิ้วมือของจำเลยสอดอยู่ในโกร่งไกปืนหรือไม่ จึงไม่อาจรับฟังคำเบิกความของผู้เสียหายในส่วนนี้ได้อย่างสนิทใจ ตามรูปคดีจำเลยอาจชักอาวุธปืนออกจากเอวเพื่อต้องการขู่ผู้เสียหายไม่ให้เข้าจับกุมก็เป็นได้ อีกทั้งจำเลยให้การปฏิเสธในความผิดฐานนี้มาโดยตลอด เมื่อโจทก์ไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนคำเบิกความของผู้เสียหายให้มีน้ำหนักรับฟังได้โดยมั่นคง พยานหลักฐานของโจทก์จึงยังมีความสงสัยอยู่ตามสมควรว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ตามฟ้องจริงหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยนั้นให้จำเลยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานดังกล่าวมานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน สำหรับฎีกาข้ออื่นของจำเลยที่โต้เถียงเกี่ยวกับความผิดฐานนี้ไม่จำต้องวินิจฉัยอีกต่อไป เพราะไม่ทำให้ผลคดีเปลี่ยนแปลง ส่วนที่จำเลยฎีกาทำนองว่า จำเลยไม่ได้กระทำความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้า แต่เป็นเมทแอมเฟตามีนของผู้ต้องหาอื่นที่เจ้าพนักงานตำรวจนำมากลั่นแกล้งปรักปรำจำเลย นั้น เห็นว่า เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในความผิดฐานนี้ จำเลยมิได้ใช้สิทธิอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้น คงอุทธรณ์เฉพาะความผิดต่อเจ้าพนักงานและความผิดต่อชีวิต ดังนั้น ความผิดฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้าจึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว การที่จำเลยฎีกาในความผิดฐานนี้ จึงถือเป็นข้อที่ไม่ได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลอุทธรณ์ภาค 6 เป็นฎีกาที่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 252 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานในการปฏิบัติการตามหน้าที่โดยใช้กำลังประทุษร้ายโดยมีหรือใช้อาวุธปืน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 138 วรรคสอง, 140 วรรคหนึ่งและวรรคสาม จำคุก 3 ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 2 ปี รวมกับโทษในความผิดฐานมีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับใบอนุญาต และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเพื่อการค้าตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 อีก 3 กระทงแล้ว เป็นจำคุก 7 ปี 6 เดือน และปรับ 300,000 บาท ยกฟ้องโจทก์สำหรับข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (2) ประกอบมาตรา 80 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 คำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง 1) คำพิพากษาศาลฎีกา 1313/2523 Quick Summary: ในคดีนี้ จำเลยได้ผลิตพืชกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีไว้ในครอบครอง ซึ่งกัญชาที่ปลูกไว้เป็นของกลาง ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตาม พ.ร.บ. ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 และข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครอง โดยมิได้รับอนุญาต (ดูได้จากข้อความ “ต้นกัญชาของกลางเป็นผลที่เกิด…”). ศาลฎีกาได้วินิจฉัยว่าเป็นความผิดตามกฎหมายยาเสพติดในเวลานั้น เนื่องจากกฎหมายยังถือว่ากัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 5 และไม่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะกัญชาในเวลานั้น เหมือนกรณีหลังปี 2565. การผลิตและครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตในขณะนั้นจึงเป็นความผิดชัดเจน ข้อกฎหมายที่ใช้ ยกตัวอย่าง มาตรา 76 วรรคหนึ่ง (ครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต) เป็นต้น. แนวคำพิพากษานี้ทำให้เห็นว่า ก่อนการเปลี่ยนแปลงสถานะของกัญชา หากมีกัญชาไว้โดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมเป็นความผิด และศาลจะใช้บทกฎหมายตามเวลานั้น. เหตุที่เกี่ยวข้องกับคดี 1225/2567: – เป็นกรณีผลิต/ครอบครองกัญชาโดยไม่ได้รับอนุญาตเหมือนกัน – แต่มีกฎหมายในเวลานั้นซึ่งยังไม่ได้มีการเปลี่ยนสถานะกัญชา ดังนั้นจึงแตกต่างจากคดี 1225/2567 ที่มีกฎหมายใหม่เข้ามาเปลี่ยนสถานะ – จึงเป็นแบบเปรียบเทียบสำคัญว่า “หากกฎหมายยังไม่เปลี่ยน” ผลจะเป็นอย่างไร 2) คำพิพากษาศาลฎีกา 7551/2561 Quick Summary: คดีนี้ จำเลยถูกฟ้องในข้อหามีกัญชาไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และจำหน่ายกัญชา ซึ่งถือเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ศาลฎีการับฎีกาเฉพาะข้อหาจำหน่ายกัญชา ข้อหาครอบครองเพื่อจำหน่ายถูกยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ เพราะจำเลยไม่อุทธรณ์ในส่วนดังกล่าว. ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยและโจทก์ไม่อุทธรณ์ในฐานหนึ่ง ความผิดในส่วนนั้นยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ – เป็นการยืนยันหลักขอบเขตการอุทธรณ์. ส่วนข้อหามีอาวุธปืนซึ่งไม่ใช่ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ก็อยู่ในกระบวนการที่แตกต่าง. เหตุที่เกี่ยวข้องกับคดี 1225/2567: – แม้จะไม่เกี่ยวกับประเด็นกฎหมาย “กัญชาไม่ใช่ยาเสพติด” โดยตรง แต่เป็นตัวอย่างที่ดีของการใช้หลัก “ความผิดที่ถูกยุติไปเพราะไม่มีอุทธรณ์” ซึ่งปรากฏในคดี 1225/2567 เช่นกัน – เป็นการเปรียบเทียบว่า เมื่อคู่ความไม่อุทธรณ์ในบางฐาน ศาลอุทธรณ์/ฎีกาไม่มีอำนาจแก้ในส่วนนั้น 3) คำพิพากษาศาลฎีกา 2873/2531 Quick Summary: ในคดีนี้ จำเลยถูกแจ้งข้อหาว่ามียาเสพติดให้โทษ (กัญชา) ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในชั้นสอบสวนพนักงานสอบสวนได้แจ้งข้อหาและดำเนินการสอบสวนแล้ว ซึ่งทำให้ฟ้องได้ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 76. ศาลตีความว่า การมีไว้เพื่อจำหน่ายและจำหน่ายนั้น จำเลยต้องมีไว้ในครอบครองก่อน จึงถือว่าโจทก์ฟ้องได้ถูกต้องและศาลอุทธรณ์พิพากษาอย่างชอบ. เหตุที่เกี่ยวข้องกับคดี 1225/2567: – เป็นอีกกรณีที่เกี่ยวกับกัญชาและการครอบครองเพื่อจำหน่าย – ใช้เพื่อแสดงว่าในเวลาที่กฎหมายยังไม่เปลี่ยน เพียงแค่ครอบครองเพื่อจำหน่ายก็ถือว่าเป็นความผิดที่ฟ้องได้
– ช่วยเปรียบเทียบกับคดี 1225/2567 ที่มีกฎหมายเปลี่ยนสถานะ ทำให้ศาลอุทธรณ์ยกฟ้อง |





