
| กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยใช้ย้อนหลังได้เพียงใด เมื่อคดีถึงที่สุดแล้วและผู้ต้องโทษขอกำหนดโทษใหม่ในคดียาเสพติด
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการนำกฎหมายที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดมาใช้ภายหลังคดีถึงที่สุดแล้ว โดยเฉพาะกรณีผู้ต้องโทษกำลังรับโทษอยู่และกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ในภายหลัง ประเด็นสำคัญอยู่ที่การตีความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ว่า คำว่า กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดหรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด มิได้หมายถึงเฉพาะบทบัญญัติที่กำหนดฐานความผิดหรืออัตราโทษเท่านั้น แต่ยังรวมถึงบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดด้วย คดีนี้จำเลยที่ 2 เคยให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อตำรวจ จนได้รับประโยชน์จากพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ซึ่งเปิดโอกาสให้ศาลลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำได้ เมื่อภายหลังมีการเปลี่ยนแปลงกฎหมายและจำเลยขอให้กำหนดโทษใหม่ จึงเกิดปัญหาว่าศาลจะต้องนำบทบัญญัติเดิมซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยมาประกอบการกำหนดโทษใหม่ด้วยหรือไม่ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อมาตรา 100/2 เป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ย่อมต้องนำมาใช้ตามหลักประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 การกำหนดโทษใหม่โดยไม่นำบทบัญญัติดังกล่าวมาพิจารณาย่อมทำให้จำเลยได้รับโทษหนักกว่าที่ควรได้รับตามกฎหมายที่เป็นคุณ สาระสำคัญที่สุดของคดี คดีนี้เป็นกรณีขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว หลักสำคัญอยู่ที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ซึ่งกำหนดให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด กฎหมายที่เป็นคุณมิได้จำกัดเฉพาะบทบัญญัติที่ลดอัตราโทษ แต่รวมถึงบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำด้วย จำเลยที่ 2 เคยให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 เป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ศาลฎีกาจึงนำบทบัญญัติดังกล่าวมาประกอบการกำหนดโทษใหม่ หลักดังกล่าวยังนำไปใช้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ฎีกา เพราะเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและสำนวนปรากฏแก่ศาลฎีกา คำถามที่น่าสนใจ 1. คดีถึงที่สุดแล้ว ผู้ต้องโทษยังสามารถขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายที่เป็นคุณได้หรือไม่ 2. บทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำเพราะผู้กระทำความผิดให้ข้อมูลสำคัญ ถือเป็นกฎหมายที่เป็นคุณตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 หรือไม่ 3. ศาลฎีกาสามารถปรับโทษให้แก่จำเลยที่ไม่ได้ฎีกาได้หรือไม่ เมื่อปัญหานั้นเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ข้อเท็จจริงและที่มาของการขอกำหนดโทษใหม่ คดีเดิมศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนหลายฐาน ได้แก่ ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เมื่อวางโทษ เพิ่มโทษ และลดโทษตามกฎหมายแล้ว จำเลยทั้งสองต้องรับโทษรวมจำคุกคนละ 27 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 690,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้ดำเนินการตามกฎหมาย และให้ริบเมทแอมเฟตามีนกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ภายหลังจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วมีคำสั่งกำหนดโทษใหม่ โดยหลังจากวางโทษ เพิ่มโทษ และลดโทษรวมทุกข้อหาแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 21 ปี 6 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 350,000 บาท นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาเดิม จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้ โดยกำหนดโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายใหม่ และถือความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียว เมื่อเพิ่มโทษและลดโทษแล้ว ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษรวมเป็นจำคุกคนละ 13 ปี 6 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 400,000 บาท นอกจากที่กำหนดโทษใหม่ให้เป็นไปตามคำพิพากษาเดิมที่ถึงที่สุด จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยโต้แย้งว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 เป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่ตน เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อตำรวจ และศาลชั้นต้นเคยนำบทบัญญัติดังกล่าวมาใช้ลงโทษจำเลยที่ 2 ต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด หลักกฎหมายเรื่องกฎหมายที่เป็นคุณและการกำหนดโทษใหม่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วางหลักว่า หากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด แม้คดีจะถึงที่สุดแล้ว แต่หากผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษหรือกำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลย่อมมีอำนาจกำหนดโทษเสียใหม่ตามหลักเกณฑ์ของมาตรา 3 (1) ประเด็นสำคัญของคดีนี้อยู่ที่ความหมายของคำว่า กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดหรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความหมายดังกล่าวครอบคลุมถึงกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดด้วย มิได้จำกัดเฉพาะบทบัญญัติเรื่องฐานความผิดหรืออัตราโทษเท่านั้น ดังนั้น การพิจารณาว่ากฎหมายใดเป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด จึงต้องพิจารณาบทบัญญัติที่มีผลต่อจำนวนโทษที่จะได้รับด้วย รวมถึงบทบัญญัติที่ให้อำนาจศาลลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำ ในคดีนี้ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 เปิดโอกาสให้ศาลลงโทษผู้กระทำความผิดต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำได้ หากผู้นั้นให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ส่วนประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 153 ยังคงมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจซึ่งเป็นผู้จับกุม และเปิดโอกาสให้ศาลลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดได้เช่นกัน เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยที่ 2 เคยได้รับประโยชน์ตามมาตรา 100/2 และบทบัญญัติดังกล่าวเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ศาลจึงต้องนำมาใช้ประกอบการกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 การวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ประเด็นเกี่ยวกับการปรับบทกำหนดโทษในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การถือว่าความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานร่วมกันจำหน่ายเป็นกรรมเดียว ตลอดจนเรื่องการเพิ่มโทษ ได้ยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์แล้ว ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 จึงเหลือเพียงว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ได้ปรับบทกำหนดโทษเกี่ยวกับการที่จำเลยที่ 2 ให้ข้อมูลสำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาเห็นว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 เป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดและเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 เมื่อบทบัญญัติดังกล่าวมีผลทำให้ศาลสามารถลงโทษจำเลยที่ 2 ต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำได้ จึงเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายเกี่ยวกับโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิด ซึ่งต้องนำมาพิจารณาตามหลักประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 การกำหนดโทษใหม่โดยไม่นำมาตรา 100/2 มาปรับใช้ จึงทำให้จำเลยที่ 2 ไม่ได้รับประโยชน์จากกฎหมายที่เป็นคุณ ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องด้วยกับคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในส่วนนี้ และวินิจฉัยว่าฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ผลต่อจำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ฎีกา แม้จำเลยที่ 1 จะไม่ได้ฎีกา แต่จำเลยที่ 1 กำลังรับโทษและเคยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่เช่นเดียวกัน เมื่อคดีของจำเลยที่ 2 ขึ้นมาสู่ศาลฎีกาและสำนวนปรากฏแก่ศาลฎีกาว่า การไม่ปรับใช้พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ทำให้การกำหนดโทษหนักกว่าที่ควรเป็น ปัญหาดังกล่าวจึงเกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด ศาลฎีกาเห็นว่าเรื่องนี้เป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย จึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและปรับบทกำหนดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ได้ด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ผลของการกำหนดโทษใหม่ ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ปรับบทกำหนดโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ด้วย สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลกำหนดโทษจำคุกคนละ 15 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท เพิ่มโทษคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกคนละ 20 ปี และปรับคนละ 800,000 บาท จากนั้นลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว จำเลยทั้งสองต้องรับโทษจำคุกคนละ 10 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 400,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ภายหลังจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอกำหนดโทษใหม่ ศาลชั้นต้นกำหนดโทษใหม่โดยหลังจากวางโทษ เพิ่มโทษ และลดโทษรวมทุกข้อหาแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 21 ปี 6 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 350,000 บาท นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาเดิม 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้ โดยกำหนดโทษความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายใหม่ และถือความผิดฐานร่วมกันมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายกับฐานร่วมกันจำหน่ายเป็นกรรมเดียว เมื่อเพิ่มโทษและลดโทษแล้ว รวมจำคุกคนละ 13 ปี 6 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 400,000 บาท 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาพิพากษาแก้ให้ปรับบทกำหนดโทษตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 แก่จำเลยทั้งสองด้วย เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 10 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 400,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของหลักการใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 โดยการพิจารณาว่ากฎหมายใดเป็นคุณมิใช่พิจารณาเฉพาะว่ากฎหมายใหม่ลดอัตราโทษของฐานความผิดลงหรือไม่เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาบทบัญญัติทุกส่วนที่มีผลต่อโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดด้วย หากกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเปิดโอกาสให้ศาลลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำ เพราะผู้กระทำความผิดได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และบทบัญญัตินั้นเป็นคุณแก่ผู้ต้องโทษ ศาลย่อมต้องนำบทบัญญัติดังกล่าวมาพิจารณาประกอบการกำหนดโทษใหม่ อีกประการหนึ่ง แม้คดีจะถึงที่สุดแล้ว มิได้หมายความว่าจะไม่มีกรณีใดที่ศาลสามารถกำหนดโทษใหม่ได้ หากผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษหรือกำลังรับโทษอยู่ และเข้าเงื่อนไขของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ศาลยังอาจมีอำนาจกำหนดโทษใหม่ได้ นอกจากนี้ หากปัญหาเกี่ยวกับการกำหนดโทษเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย เมื่อสำนวนปรากฏแก่ศาลฎีกา ศาลฎีกาย่อมมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ แม้จำเลยบางคนจะไม่ได้ฎีกาก็ตาม ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้ ประเด็นกฎหมายสำคัญของคดีนี้เกี่ยวข้องกับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ว่า กฎหมายที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดครอบคลุมถึงบทบัญญัติที่เกี่ยวกับโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดด้วย มิได้จำกัดเฉพาะการลดอัตราโทษของฐานความผิดเท่านั้น เมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเปิดโอกาสให้ศาลลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำ เพราะผู้กระทำความผิดให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และบทบัญญัติดังกล่าวเป็นคุณแก่จำเลย ศาลต้องนำมาพิจารณาประกอบการกำหนดโทษใหม่ตามหลักกฎหมายที่เป็นคุณ มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 153 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 สาระสำคัญที่เป็นแก่นของคดี กฎหมายที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด หมายถึงหลักที่กำหนดให้พิจารณาใช้บทกฎหมายซึ่งทำให้ผู้กระทำความผิดได้รับผลทางโทษที่เป็นคุณกว่า เมื่อกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างจากกฎหมายที่ใช้ภายหลัง และหากเข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 แม้คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลก็อาจกำหนดโทษใหม่ได้ การให้ข้อมูลสำคัญเพื่อปราบปรามยาเสพติด การที่ผู้กระทำความผิดให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อาจเป็นเหตุให้ศาลลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำตามบทบัญญัติที่ใช้บังคับได้ และหากบทบัญญัตินั้นเป็นคุณแก่ผู้ต้องโทษ ย่อมต้องนำมาพิจารณาในการกำหนดโทษตามหลักกฎหมายที่เป็นคุณ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม คดีถึงที่สุดแล้วสามารถขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ได้หรือไม่ คำตอบ สามารถทำได้ในกรณีที่เข้าเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) กล่าวคือ ผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษหรือกำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ในภายหลัง การขอกำหนดโทษใหม่จึงต้องพิจารณาเงื่อนไขของกฎหมายเป็นรายคดี มิใช่ว่าคดีถึงที่สุดทุกคดีจะสามารถขอกำหนดโทษใหม่ได้ 2. คำถาม กฎหมายที่เป็นคุณหมายถึงเฉพาะกฎหมายที่ลดอัตราโทษหรือไม่ คำตอบ ไม่จำกัดเฉพาะกฎหมายที่ลดอัตราโทษ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดหรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 รวมถึงกฎหมายที่บัญญัติเกี่ยวกับโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดด้วย จึงครอบคลุมถึงบทบัญญัติที่เปิดโอกาสให้ศาลลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษขั้นต่ำด้วย 3. คำถาม การให้ข้อมูลสำคัญแก่ตำรวจในคดียาเสพติดมีผลต่อการกำหนดโทษอย่างไร คำตอบ หากเป็นการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และเข้าเงื่อนไขตามบทบัญญัติของกฎหมายที่ใช้บังคับ ศาลอาจมีอำนาจลงโทษผู้กระทำความผิดต่ำกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นได้ 4. คำถาม ศาลฎีกาสามารถปรับโทษให้จำเลยที่ไม่ได้ฎีกาได้หรือไม่ คำตอบ สามารถทำได้ในกรณีที่ปัญหานั้นเป็นข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและสำนวนปรากฏแก่ศาลฎีกา คดีนี้ศาลฎีกาจึงปรับบทกำหนดโทษให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งไม่ได้ฎีกาด้วย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 หมายเหตุเกี่ยวกับกฎหมายปัจจุบัน พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งมีมาตรา 100/2 ถูกยกเลิกเมื่อประมวลกฎหมายยาเสพติดมีผลใช้บังคับแล้ว อย่างไรก็ตาม บทบัญญัติเดิมยังอาจมีความสำคัญสำหรับความผิดที่กระทำในขณะที่กฎหมายเดิมใช้บังคับ หากบทบัญญัตินั้นเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ปัจจุบันหลักเกี่ยวกับการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 153 ซึ่งมีหลักเกณฑ์ทางวิธีพิจารณาเพิ่มเติม ดังนั้น การนำหลักจากคำพิพากษานี้ไปใช้กับคดีอื่น ต้องพิจารณากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด กฎหมายที่ใช้ในภายหลัง ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการให้ข้อมูล และเงื่อนไขการขอกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ประกอบกันเป็นรายคดี ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4000/2569 ป.อ. มาตรา 3 บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่กรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง...ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง... ดังนี้ คำว่า กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดหรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดดังกล่าวนั้น หมายความรวมถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นด้วย ได้แก่ การลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น เนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ หากมีการแก้ไขบทกฎหมายดังกล่าวในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดและมีผลที่จะทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับโทษน้อยลง ศาลมีอำนาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 2 ได้ภายในหลักเกณฑ์ของมาตรา 3 ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ดังนี้ เมื่อ ป.ยาเสพติด มาตรา 153 ยังคงบัญญัติเกี่ยวกับการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งเป็นผู้จับกุม ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ แต่การให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใดด้วย การไม่กำหนดโทษจำเลยที่ 2 ตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง เมื่อสำนวนความปรากฏแก่ศาลฎีกา จึงเห็นสมควรปรับบทกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ด้วย เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุดว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่งและวรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสองและวรรคสาม, 91, 100/2 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 32 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน จำคุกคนละ 4 ปี และปรับคนละ 320,000 บาท เพิ่มโทษคนละกระทงละกึ่งหนึ่งตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 97 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุกคนละ 6 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุกคนละ 48 ปี และปรับคนละ 900,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุกคนละ 6 ปี และปรับคนละ 480,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ให้คนละกระทงละกึ่งหนึ่ง ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกคนละ 3 เดือน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกคนละ 24 ปี และปรับคนละ 450,000 บาท ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกคนละ 3 ปี และปรับคนละ 240,000 บาท รวมจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 27 ปี 3 เดือน และปรับคนละ 690,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกินกว่า 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบเมทแอมเฟตามีนและโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งกำหนดโทษจำเลยทั้งสองใหม่เป็นว่า หลังวางโทษ เพิ่มโทษและลดโทษรวมทุกข้อหาแล้ว คงจำคุกจำเลยทั้งสองคนละ 21 ปี 6 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 350,000 บาท นอกจากที่แก้ไขให้เป็นไปตามคำพิพากษาเดิม จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้เป็นว่า ให้กำหนดโทษจำคุกจำเลยทั้งสองใหม่สำหรับความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 เพียงกรรมเดียว จำคุกคนละ 20 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท เพิ่มโทษกระทงละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นจำคุกคนละ 26 ปี 8 เดือน และปรับคนละ 800,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน เป็นจำคุกคนละ 5 เดือน 10 วัน ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกคนละ 13 ปี 4 เดือน และปรับคนละ 400,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกคนละ 2 เดือน 20 วัน รวมจำคุกคนละ 13 ปี 6 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 400,000 บาท นอกจากที่กำหนดโทษใหม่ให้เป็นไปตามคำพิพากษาเดิมที่ถึงที่สุด จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า การปรับบทกำหนดโทษในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน การลงโทษในความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานร่วมกันจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นกรรมเดียวโดยลงโทษฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และการเพิ่มโทษยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยที่ 2 มีว่า การที่ศาลอุทธรณ์ไม่ปรับบทกำหนดโทษจำเลยที่ 2 เกี่ยวกับการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อตำรวจชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ โดยจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 นั้น เห็นว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บัญญัติว่า ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด เว้นแต่คดีถึงที่สุดแล้ว แต่กรณีที่คดีถึงที่สุดแล้วดังต่อไปนี้ (1) ถ้าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษ หรือกำลังรับโทษอยู่และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง...ให้ศาลกำหนดโทษเสียใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง... ดังนี้ คำว่า กฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดหรือกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดดังกล่าวนั้น หมายความรวมถึงกฎหมายที่บัญญัติถึงโทษที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดนั้นด้วย ซึ่งคดีนี้ได้แก่การลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเนื่องจากจำเลยที่ 2 ได้ให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ หากมีการแก้ไขบทกฎหมายดังกล่าวในทางที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดและมีผลที่จะทำให้จำเลยที่ 2 ได้รับโทษน้อยลง ศาลก็มีอำนาจแก้ไขโทษที่จะลงแก่จำเลยที่ 2 ได้ภายในหลักเกณฑ์ของมาตรา 3 ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยที่ 2 น้อยกว่าอัตราโทษขั้นต่ำที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ดังนี้ เมื่อประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 153 ยังคงบัญญัติเกี่ยวกับการให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต่อเจ้าพนักงาน ป.ป.ส. หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจซึ่งเป็นผู้จับกุม ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นก็ได้ แต่การให้ข้อมูลที่สำคัญและเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดให้โทษต่อตำรวจ ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิดเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 จึงต้องใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ไม่ว่าในทางใดด้วย การไม่กำหนดโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 จึงเป็นการหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังแล้ว ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น อนึ่ง จำเลยที่ 1 ซึ่งกำลังรับโทษยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ แต่ไม่ได้ฎีกา เมื่อจำเลยที่ 2 ฎีกา สำนวนความจึงปรากฏแก่ศาลฎีกา และเมื่อศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการไม่กำหนดโทษจำเลยที่ 2 ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 จึงเป็นการหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังแล้ว ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรปรับบทกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ใหม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ด้วย ปัญหาดังกล่าวเป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลฎีกามีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ได้ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ปรับบทกำหนดโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ด้วย ความผิดฐานร่วมกันมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกคนละ 15 ปี และปรับคนละ 600,000 บาท เพิ่มโทษคนละหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 เป็นจำคุกคนละ 20 ปี และปรับคนละ 800,000 บาท ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมาย มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 10 ปี และปรับคนละ 400,000 บาท เมื่อรวมกับโทษในความผิดฐานอื่นแล้ว เป็นจำคุกคนละ 10 ปี 2 เดือน 20 วัน และปรับคนละ 400,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์
|




