
| การกำหนดโทษผู้สนับสนุนคดีจำหน่ายยาเสพติดตามบทกฎหมายที่เป็นคุณ(ฎีกา 7422/2568)
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยความรับผิดของผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยเฉพาะกรณีการเปิดบัญชีธนาคารเพื่ออำนวยความสะดวกแก่เครือข่ายค้ายา และการพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 125 หรือเป็นเพียงการกระทำตามมาตรา 129 ซึ่งมีโทษเบากว่า ศาลยังพิจารณาประเด็นการเลือกใช้กฎหมายที่เป็นคุณตามมาตรา 3 แห่งประมวลกฎหมายอาญา การกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) และหลักการที่ว่าการปรับบทกฎหมายใหม่ที่เป็นคุณ มิถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือข้อกล่าวหาแม้โจทก์จะฟ้องตามกฎหมายเดิม ข้อเท็จจริงสำคัญของคดี คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่จำเลยเปิดบัญชีธนาคารและอนุญาตให้ผู้อื่นใช้บัญชีดังกล่าวในการหมุนเวียนเงินที่เกี่ยวข้องกับการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ปริมาณสารบริสุทธิ์กว่า 31 กรัม โดยเงินที่นายปิยะพงษ์ชำระค่ายาได้ถูกโอนผ่านบุคคลหลายทอด ก่อนจะถูกโอนเข้าบัญชีของจำเลย ทั้งนี้ โทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อซื้อขายยาเสพติดก็เป็นหมายเลขที่จำเลยจัดหาไว้ให้ผู้กระทำผิดร่วมใช้ พฤติการณ์ทั้งหมดแสดงถึงการมีส่วนร่วมโดยตรงของจำเลยในการอำนวยความสะดวกแก่การจำหน่ายยา ซึ่งศาลล่างทั้งสองศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่าเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้ขายยาเสพติด (มาตรา 125) ไม่ใช่เพียงการเปิดบัญชีโดยรู้หรือควรรู้ ซึ่งจะเป็นความผิดตามมาตรา 129 ที่มีโทษเบากว่า นอกจากนั้น จำเลยยังมีคดีอาญาที่รอการลงโทษในคดีหมายเลขแดง อ952/2562 ทำให้ต้องพิจารณาคำขอโจทก์ที่ให้บวกโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ด้วย คำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นเห็นว่าการกระทำของจำเลยเป็น “กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท” โดยมีเจตนาเดียวคือสนับสนุนการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดคือ พ.ร.บ.มาตรการฯ มาตรา 6 วรรคหนึ่ง (1) ระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต ปรับ 1,000,000 บาท ส่วนเรื่องบวกโทษไม่อาจกระทำได้เพราะโทษจำคุกตลอดชีวิตไม่สามารถนำโทษอื่นมารวมได้ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์กลับเห็นว่าเป็น “หลายกรรมต่างกัน” จึงลงโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายยาเสพติดใหม่ มาตรา 145 วรรคสาม (2) จำนวน 30 ปี ปรับ 1,000,000 บาท พร้อมบวกโทษจำคุกอีก 2 เดือน ทำให้โทษรวมเป็นจำคุก 30 ปี 2 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท ศาลอุทธรณ์ถือว่าพฤติการณ์ของผู้ขายยาเสพติด (นายสุรเดช) ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะ ซึ่งเป็นเหตุฉกรรจ์ตามวรรคสาม ประเด็นฎีกา จำเลยฎีกาแย้งว่า 1. ศาลอุทธรณ์ใช้บทโทษผิดมาตรา (ไปใช้มาตรา 145 วรรคสามแทนวรรคอื่น) 2. การลงโทษตามวรรคสามเป็นการกำหนดบทหนักขึ้นโดยมิได้บรรยายฟ้อง 3. เป็นการพิพากษาเกินคำขอ และไม่ใช่กฎหมายที่ใช้ในวันกระทำความผิด การวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยประชุมใหญ่ของแผนกคดียาเสพติด ดังนี้ 1 ความแตกต่างระหว่างมาตรา 125 และมาตรา 129 • มาตรา 129 ใช้ในกรณี “การเปิดบัญชีธนาคารโดยรู้หรือควรรู้” แต่ยังไม่ถึงขั้นสนับสนุน • มาตรา 125 ใช้ในกรณี “สนับสนุนหรือช่วยเหลือ” ซึ่งมีบทลงโทษเทียบเท่าตัวการ ศาลเห็นว่าข้อเท็จจริงในคดีนี้จำเลยทำมากกว่าการเปิดบัญชี เพราะมีพฤติการณ์ให้หมายเลขโทรศัพท์, ยอมให้ใช้บัญชีรับเงินค่ายา, และมีส่วนให้เกิดธุรกรรมเชื่อมโยงหลายทอดที่เอื้อต่อการค้า ทำให้เข้าข่ายมาตรา 125 ชัดเจน 2 การกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคใด ศาลพิจารณาโดยต้องดู “บทบาทของตัวการ” ไม่ใช่จำเลย เพราะจำเลยรับโทษเทียบตัวการ จากพฤติการณ์ของนายสุรเดช • มีเมทแอมเฟตามีนปริมาณมาก • จำหน่ายเพื่อให้ผู้อื่นนำไปขายต่อ • การกระทำทำให้เกิดการแพร่กระจายในวงกว้าง ศาลจึงเห็นว่าควรใช้มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีโทษเบากว่า และเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย 3 หลักกฎหมายเรื่องการใช้บทที่เป็นคุณ แม้โจทก์ฟ้องตามกฎหมายเดิม (พ.ร.บ. 2522) แต่เมื่อกฎหมายใหม่ (ประมวลกฎหมายยาเสพติด) มีโทษเบากว่า จึงต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณ (มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา) ศาลย้ำว่า การใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณ ไม่ใช่พิพากษาเกินคำขอ เพราะได้ใช้ไปในส่วนที่ลดโทษให้จำเลย 4 ผลของการวินิจฉัย ศาลฎีกาจึง • ตัดบทโทษวรรคสามของศาลอุทธรณ์ออก • ใช้วรรคสอง (2) แทน • กำหนดโทษใหม่เป็นจำคุก 20 ปี และปรับ 1,000,000 บาท • บวกโทษคดีเดิมอีก 2 เดือน เป็นจำคุก 20 ปี 2 เดือน ปรับ 1,000,000 บาท ข้อคิดและหลักกฎหมายที่สำคัญ 1. การเปิดบัญชีธนาคารให้เครือข่ายยาเสพติดใช้ ไม่ใช่เพียงการกระทำตามมาตรา 129 หากพฤติการณ์โดยรวมเอื้อต่อการกระทำผิด ถือว่าเป็น “การสนับสนุน” ตามมาตรา 125 2. ผู้สนับสนุนถูกลงโทษเสมือนตัวการ 3. การกำหนดโทษตามมาตรา 145 ต้องดูพฤติการณ์ของ “ตัวการ” เป็นหลัก ไม่ใช่ผู้สนับสนุน 4. หากกฎหมายใหม่เป็นคุณกว่า ต้องใช้แม้โจทก์ฟ้องตามกฎหมายเก่า 5. การใช้กฎหมายที่เป็นคุณไม่ใช่การพิพากษาเกินคำขอ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น เห็นว่าจำเลยกระทำกรรมเดียวผิดต่อหลายบทกฎหมายเพื่อสนับสนุนผู้กระทำความผิดยาเสพติด จึงลงโทษตามบทที่หนักที่สุดคือจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 1,000,000 บาท 2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษาแก้เป็นหลายกรรมต่างกันและลงโทษจำคุก 30 ปี 2 เดือน ปรับ 1,000,000 บาท ตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) พร้อมบวกโทษคดีเดิม 3. ศาลฎีกา พิพากษาแก้ โดยวินิจฉัยว่าบทที่ถูกต้องคือมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย ลงโทษจำคุก 20 ปี 2 เดือน และปรับ 1,000,000 บาท ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7422/2568 ป.ยาเสพติด มาตรา 129 เป็นบทกฎหมายที่บัญญัติองค์ประกอบความผิดขึ้นใหม่ที่ใช้ในกรณีที่การกระทำไม่ถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิด แต่เป็นเพียงการเปิดบัญชีธนาคารโดยรู้หรือควรรู้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเท่านั้น หากการเปิดบัญชีธนาคารนั้นถึงขนาดเป็นการสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดก็เป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) ไม่เป็นความผิดตามมาตรา 129 เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำเลยฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ซึ่ง ป.ยาเสพติดยังคงบัญญัติให้การกระทำความผิดฐานดังกล่าวเป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) จำเลยจึงเป็นผู้สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด โดยจำเลยต้องระวางโทษเช่นเดียวกับตัวการ โจทก์ฟ้องให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และประมวลกฎหมายอาญา พร้อมขอให้บวกโทษจำคุกที่รอการลงโทษในคดีหมายเลขแดง อ952/2562 ของศาลแขวงดอนเมืองเข้าด้วย จำเลยให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้บวกโทษ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดตาม พ.ร.บ.มาตรการฯ ประกอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน โดยเห็นว่าเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามกฎหมายที่มีโทษหนักที่สุด จำคุกตลอดชีวิต ปรับ 1,000,000 บาท หากไม่ชำระให้กักขังแทนค่าปรับ และเนื่องจากลงโทษจำคุกตลอดชีวิตแล้วจึงไม่บวกโทษ ข้อหาและคำขออื่นให้ยก เมื่อคู่ความไม่อุทธรณ์ ศาลชั้นต้นส่งสำนวนให้ศาลอุทธรณ์ตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดียาเสพติด ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษาแก้ให้จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสาม (2) ประกอบมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) และ พ.ร.บ.ฟอกเงิน โดยเห็นว่าเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน แต่ให้ลงโทษตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) เพียงกรรมเดียว จำคุก 30 ปี ปรับ 1,000,000 บาท และบวกโทษจำคุก 2 เดือนจากคดี อ952/2562 รวมเป็นจำคุก 30 ปี 2 เดือน ปรับ 1,000,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามศาลชั้นต้น จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาต ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดเห็นว่าประเด็นเรื่องความผิดฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือการฟอกเงินและการเป็นความผิดหลายกรรมนั้น ยุติตามศาลอุทธรณ์ ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยคือการที่ศาลอุทธรณ์ลงโทษตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ตีความว่า มาตรา 129 เป็นบทใหม่สำหรับกรณีเพียงเปิดบัญชีธนาคารโดยรู้หรือควรรู้ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการกระทำความผิด หากพฤติการณ์ถึงขั้นสนับสนุนหรือช่วยเหลือ ย่อมเป็นความผิดตามมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) ไม่ใช่มาตรา 129 ซึ่งในคดีนี้ศาลล่างทั้งสองได้ลงโทษจำเลยฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดอยู่แล้ว ศาลฎีกาวินิจฉัยต่อว่าการกำหนดโทษตามมาตรา 145 ต้องพิจารณาบทบาทของตัวการเป็นสำคัญ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายสุรเดชขายเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากให้แก่นายปิยะพงษ์ ใช้หมายเลขโทรศัพท์ที่จำเลยให้ และให้โอนเงินผ่านบัญชีธนาคารหลายทอดไปยังบัญชีจำเลย ถือเป็นการสมคบและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยจำเลยสนับสนุนหรือช่วยเหลือ แต่พฤติการณ์ยังไม่ถึงขั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป หากเป็นการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน จึงเข้า มาตรา 145 วรรคสอง (2) ไม่ใช่วรรคสาม (2) เมื่อโทษตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษเดิม มาตรา 66 วรรคสาม มีโทษหนักกว่าบทลงโทษตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งใช้ภายหลัง และเป็นกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย ต้องใช้ตามมาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา การที่ศาลฎีกาปรับบทลงโทษจำเลยตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) จึงไม่ขัดต่อมาตรา 2 และไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือเกินข้อเท็จจริงในฟ้องแม้โจทก์จะฟ้องตามกฎหมายเดิมและไม่ได้แจ้งเหตุฉกรรจ์ตามกฎหมายใหม่ เพราะเป็นการใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องกับศาลอุทธรณ์ ฎีกาจำเลยฟังขึ้นบางส่วน พิพากษาแก้ให้จำเลยมีความผิดตามมาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 125 วรรคหนึ่ง (1) ลงโทษจำคุก 20 ปี ปรับ 1,000,000 บาท และบวกโทษจำคุก 2 เดือนในคดี อ952/2562 รวมเป็นจำคุก 20 ปี 2 เดือน ปรับ 1,000,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามศาลอุทธรณ์ คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม - คำตอบ คำถาม: คดีนี้เกี่ยวข้องกับประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายใดเป็นหลัก คำตอบ: คดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดความรับผิดของผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยจำเลยเปิดบัญชีธนาคารและให้ใช้หมายเลขโทรศัพท์เพื่ออำนวยความสะดวกแก่เครือข่ายจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน ประเด็นสำคัญอยู่ที่การวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 125 หรือเป็นเพียงการกระทำตามมาตรา 129 ตลอดจนการเลือกใช้บทลงโทษตามมาตรา 145 วรรคใด และการใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยโดยไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอตามมาตรา 192 2. คำถาม - คำตอบ คำถาม: ความแตกต่างระหว่างมาตรา 125 และมาตรา 129 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติดคืออะไร คำตอบ: มาตรา 125 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ใช้กับกรณีที่ผู้กระทำมีพฤติการณ์สนับสนุนหรือช่วยเหลือผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดโดยตรง เช่น การอำนวยความสะดวกในการจำหน่ายหรือหมุนเวียนเงินค่ายาเสพติด ผู้สนับสนุนต้องรับโทษเสมือนตัวการ ส่วนมาตรา 129 เป็นบทกฎหมายที่บัญญัติขึ้นใหม่สำหรับกรณีที่การกระทำยังไม่ถึงระดับสนับสนุนหรือช่วยเหลือ แต่เป็นเพียงการเปิดบัญชีธนาคารโดยรู้หรือควรรู้ว่าจะถูกนำไปใช้เป็นประโยชน์ต่อการกระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด จึงมีลักษณะเป็นบทเบากว่าและใช้เมื่อพฤติการณ์ไม่ร้ายแรงเท่ากรณีตามมาตรา 125 3. คำถาม - คำตอบ คำถาม: เหตุใดการเปิดบัญชีธนาคารและให้ใช้หมายเลขโทรศัพท์ในคดีนี้จึงถือเป็นการสนับสนุนการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด คำตอบ: ในคดีนี้ จำเลยไม่ได้เพียงเปิดบัญชีธนาคารอย่างเดียว แต่ยอมให้ใช้บัญชีดังกล่าวเป็นช่องทางรับโอนเงินค่ายาเสพติดผ่านบุคคลหลายทอดจนถึงบัญชีของจำเลย และยังให้ใช้หมายเลขโทรศัพท์ที่จำเลยจัดหาเป็นช่องทางติดต่อซื้อขายยาเสพติดด้วย พฤติการณ์ทั้งหมดทำให้การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนของกลางเกิดขึ้นได้จริงและช่วยให้เครือข่ายยาเสพติดหมุนเวียนเงินได้อย่างสะดวก จึงถือเป็นการอำนวยความสะดวกและช่วยเหลือในการจำหน่ายยาเสพติดอย่างมีนัยสำคัญ เข้าองค์ประกอบความผิดฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือตามมาตรา 125 มิใช่เพียงการเปิดบัญชีโดยรู้อย่างผิวเผินตามมาตรา 129 4. คำถาม - คำตอบ คำถาม: ศาลใช้หลักเกณฑ์ใดในการกำหนดว่าต้องใช้มาตรา 145 วรรคสอง (2) แทนมาตรา 145 วรรคสาม (2) คำตอบ: ศาลใช้หลักเกณฑ์ตามมาตรา 145 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งกำหนดให้การกำหนดโทษต้องพิจารณาพฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ของตัวการเป็นสำคัญ ในคดีนี้ ข้อเท็จจริงฟังได้ว่านายสุรเดชขายเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากให้นายปิยะพงษ์เพื่อให้นำไปจำหน่ายต่อ ทำให้เกิดการแพร่กระจายยาเสพติดในกลุ่มประชาชน แต่ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ถึงขั้นก่อให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปโดยตรง ศาลจึงเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าองค์ประกอบเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ว่าด้วยการจำหน่ายที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ไม่ใช่เหตุที่กระทบต่อความปลอดภัยสาธารณะตามมาตรา 145 วรรคสาม (2) ตามที่ศาลอุทธรณ์เคยวินิจฉัย 5. คำถาม - คำตอบ คำถาม: เหตุใดศาลจึงสามารถใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลยโดยไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือเกินฟ้อง คำตอบ: แม้โจทก์จะฟ้องตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษที่ใช้บังคับในขณะกระทำความผิด และมิได้บรรยายข้อเท็จจริงให้สอดคล้องกับองค์ประกอบเหตุฉกรรจ์ตามกฎหมายใหม่ รวมทั้งมิได้แจ้งข้อกล่าวหาเหตุฉกรรจ์ตามประมวลกฎหมายยาเสพติดแก่จำเลย แต่เมื่อกฎหมายใหม่กำหนดโทษเบากว่ากฎหมายเดิม ศาลมีหน้าที่ต้องใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 การปรับบทลงโทษจากกฎหมายเดิมไปใช้มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีโทษน้อยกว่า จึงเป็นการลดโทษและใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย ไม่ใช่การเพิ่มโทษหรือขยายข้อหาให้หนักขึ้น จึงไม่ถือเป็นการพิพากษาเกินคำขอหรือเกินฟ้องตามมาตรา 192 แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 6. คำถาม - คำตอบ คำถาม: บทเรียนทางกฎหมายสำคัญที่ได้จากแนวคำวินิจฉัยในคดีนี้คืออะไร คำตอบ: คดีนี้ให้บทเรียนทางกฎหมายสำคัญ ได้แก่ (1) หลักการแยกแยะระหว่างความผิดฐานสนับสนุนหรือช่วยเหลือตามมาตรา 125 กับกรณีเพียงเปิดบัญชีธนาคารตามมาตรา 129 ที่เป็นบทเบากว่า (2) หลักการกำหนดเหตุฉกรรจ์ตามมาตรา 145 ซึ่งต้องพิจารณาจากบทบาทและพฤติการณ์ของตัวการเป็นสำคัญ (3) หลักการใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยตามมาตรา 3 แห่งประมวลกฎหมายอาญา แม้โจทก์จะฟ้องตามกฎหมายเดิม และ (4) หลักว่า การใช้บทกฎหมายใหม่ในทางที่ลดทอนโทษ ไม่เป็นการพิพากษาเกินคำขอหากไม่ได้ทำให้จำเลยต้องรับโทษหนักขึ้นหรือเสียสิทธิในการต่อสู้คดี |




