ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




กำหนดโทษใหม่คดียาเสพติด อุทธรณ์ได้แค่ไหน ใช้กฎหมายใหม่อย่างไร(ฎีกา 4912/2566)

คำพิพากษาศาลฎีกา 4912/2566 หลักการกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3(1), หลักใช้กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณเมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว, เงื่อนไขการกำหนดโทษใหม่ในคดียาเสพติดเมื่อโทษเดิมไม่หนักกว่าโทษตามกฎหมายใหม่, ขอบเขตการอุทธรณ์เมื่ออุทธรณ์เฉพาะบางฐานและผลเป็นอันยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้น, อำนาจศาลอุทธรณ์ในการปรับบทกำหนดโทษใหม่ในปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง, แนววินิจฉัยว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่ก้าวล่วงเกินอำนาจ

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

     เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการขอกำหนดโทษใหม่ในคดียาเสพติดเมื่อกฎหมายใหม่มีผลใช้บังคับภายหลังคดีถึงที่สุดแล้ว โดยศาลฎีกาวางหลักสำคัญเรื่องเงื่อนไขตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3(1) ว่าศาลจะกำหนดโทษใหม่ได้ต่อเมื่อโทษเดิม “หนักกว่า” โทษตามกฎหมายใหม่ พร้อมอธิบายขอบเขตอำนาจศาลอุทธรณ์เมื่อจำเลยอุทธรณ์เฉพาะบางประเด็นว่าเรื่องที่ไม่อุทธรณ์ย่อมเป็นอันยุติ ไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำ อีกทั้งศาลฎีกายังชี้แนวทางการปรับบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 ว่าต้องพิจารณาพฤติการณ์และบทบาท มิใช่ยึดปริมาณแบบเดิม และยืนยันหลักการเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบยังทำได้โดยอาศัยบททั่วไปประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 แม้กฎหมายยาเสพติดใหม่ไม่มีบทเพิ่มโทษเฉพาะ

คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้

1. เมื่ออุทธรณ์เฉพาะบางฐาน เรื่องที่ไม่อุทธรณ์ถือว่ายุติ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยซ้ำได้หรือไม่

2. การปรับบทกำหนดโทษตาม ม.145 วรรคสอง (2) จะใช้เกณฑ์ใดชี้ว่า “แพร่กระจายในกลุ่มประชาชน”

3. คดีถึงที่สุดแล้ว จะขอกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. ม.3(1) ได้ ต้องพิสูจน์เงื่อนไข “โทษเดิมหนักกว่าโทษใหม่” อย่างไร

ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับการกำหนดขอบเขตอำนาจการพิจารณาในชั้นอุทธรณ์เมื่อจำเลยอุทธรณ์เฉพาะบางประเด็น และเงื่อนไขการ “กำหนดโทษใหม่” ในคดีถึงที่สุดตามกฎหมายใหม่ที่อ้างว่าเป็นคุณ รวมทั้งหลักการปรับบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติดมาตรา 145 ว่าต้องพิจารณาจาก “พฤติการณ์และบทบาท” ไม่ใช่ยึดปริมาณของกลางเพียงอย่างเดียว อีกทั้งการเพิ่มโทษยังอาศัยบททั่วไปของประมวลกฎหมายอาญาได้แม้กฎหมายเฉพาะไม่บัญญัติไว้โดยตรง

มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้

1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หลักใช้กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณและเงื่อนไข “โทษเดิมหนักกว่าโทษใหม่”

2. ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง อำนาจยกปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัย

3. พระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 กำหนดให้ใช้หลักวิธีพิจารณาตาม ป.วิ.อ. กับคดียาเสพติด

4. ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 (โดยเฉพาะ วรรคหนึ่ง และวรรคสอง (2)) หลักจำแนกพฤติการณ์การจำหน่ายและเกณฑ์ “แพร่กระจายในกลุ่มประชาชน”

5. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 (ประกอบมาตรา 17) การเพิ่มโทษหนึ่งในสามโดยอาศัยบททั่วไป แม้กฎหมายเฉพาะไม่บัญญัติเรื่องเพิ่มโทษไว้

key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ

1. กำหนดโทษใหม่ (ป.อ. มาตรา 3(1))

แก่นของคดีอยู่ที่การชี้ว่า “คดีถึงที่สุดแล้ว” จะขอกำหนดโทษใหม่ได้ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าโทษเดิมที่ถูกกำหนดไว้หนักกว่าโทษตามกฎหมายใหม่จริง ไม่ใช่เพียงกฎหมายเปลี่ยนชื่อฐานหรือโครงสร้างบทบัญญัติ

2. อุทธรณ์เฉพาะประเด็น (ขอบเขตการวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์)

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะบางประเด็น ทำให้ส่วนที่ไม่อุทธรณ์ถือว่ายุติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จึงไม่ควรวินิจฉัยก้าวล่วงไปแก้ไขเรื่องที่อยู่นอกประเด็นอุทธรณ์ เว้นแต่เป็นปัญหาความสงบเรียบร้อยตามกฎหมาย

3. ความสงบเรียบร้อย (ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง)

คดีนี้ใช้หลักว่า หากพบการปรับบทกำหนดโทษคลาดเคลื่อนและเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์มีอำนาจยกขึ้นปรับบทได้ แต่ต้องทำภายใต้ฐานอำนาจตามกฎหมาย มิใช่วินิจฉัยเกินกรอบจนคำพิพากษาไม่ชอบ

4. มาตรา 145 และ “แพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” (ประมวลกฎหมายยาเสพติด)

ประเด็นสำคัญคือเกณฑ์วรรคสอง (2) ต้องมีข้อเท็จจริงรองรับเรื่องการแพร่กระจายจริง ๆ ศาลฎีกาชี้ว่าเพียงปริมาณของกลางยังไม่พอจะสรุปว่ามีการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนได้ จึงต้องระวังการยกวรรคสอง (2) มาใช้โดยไม่มีพฤติการณ์หนักแน่น

5. เพิ่มโทษหนึ่งในสาม (ป.อ. มาตรา 92 ประกอบมาตรา 17)

แม้ประมวลกฎหมายยาเสพติดใหม่จะไม่มีบทเพิ่มโทษเฉพาะ ศาลยังเพิ่มโทษได้โดยอาศัยบททั่วไปของประมวลกฎหมายอาญา หากมีฐานข้อเท็จจริงและคำขอในสำนวนรองรับ ถือเป็นแนวทางสำคัญในการคำนวณโทษหลังการเปลี่ยนผ่านกฎหมายยาเสพติดใหม่

ภาพรวมคดีและที่มาของคำร้องกำหนดโทษใหม่

คดีนี้เดิมศาลชั้นต้นพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยมีความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีน 2 ฐานหลัก คือ (1) มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และ (2) เสพเมทแอมเฟตามีน เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ต้องลงโทษเป็นกระทงตามหลักทั่วไปเรื่องหลายกรรมต่างกัน แล้วจึงคำนวณโทษรวม พร้อมกำหนดโทษปรับและมาตรการเมื่อไม่ชำระค่าปรับ รวมทั้งริบของกลาง

ต่อมามีการปรับปรุงกฎหมายเป็น “ประมวลกฎหมายยาเสพติด” ทำให้บทฐานความผิดและกรอบโทษเปลี่ยนไป จำเลยจึงยื่นคำร้องขอให้ศาล “กำหนดโทษใหม่” โดยอ้างหลักใช้กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3(1) เพราะจำเลยยังอยู่ระหว่างรับโทษและเห็นว่าจะได้โทษเบาลง ทั้งส่วนจำคุกและปรับ

ประเด็นกฎหมายหลักที่ศาลฎีกาวางบรรทัดฐาน

คดีนี้สำคัญเพราะศาลฎีกาวางหลักไว้หลายชั้น โดยแก่นอยู่ที่ 3 กลุ่มประเด็น

1. เงื่อนไขการกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3(1) ในคดีถึงที่สุดแล้ว

2. ขอบเขตอำนาจศาลอุทธรณ์เมื่อจำเลยอุทธรณ์เฉพาะบางประเด็น และเรื่อง “ความสงบเรียบร้อย”

3. หลักการปรับบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 ว่าต้องยึดพฤติการณ์และบทบาท มิใช่ยึดปริมาณ และเกณฑ์ “แพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” ต้องพิสูจน์ให้ได้

หลัก “กฎหมายใหม่ที่เป็นคุณ” และเงื่อนไขสำคัญของ ป.อ. มาตรา 3(1)

ศาลฎีกาอธิบายโครงสร้างของ ป.อ. มาตรา 3 ว่าเป็นหลักคุ้มครองผู้กระทำผิดเมื่อกฎหมายภายหลังเบากว่า แต่จะใช้ได้ต้องเข้าเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในคดีที่ “ถึงที่สุดแล้ว” กฎหมายกำหนดให้ศาลกำหนดโทษใหม่ได้เฉพาะกรณีที่

1. ผู้กระทำผิดยังไม่ได้รับโทษหรือกำลังรับโทษอยู่ และ

2. โทษที่กำหนดตามคำพิพากษาเดิม “หนักกว่า” โทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง

ดังนั้น แค่กฎหมายเปลี่ยน “ฐาน” หรือ “รูปแบบการจัดหมวด” ไม่เพียงพอ ต้องเทียบกรอบโทษแล้วเห็นชัดว่าโทษเดิมหนักกว่าโทษใหม่จริง ศาลจึงจะมีอำนาจกำหนดโทษใหม่

ขอบเขตการอุทธรณ์: อุทธรณ์เฉพาะบางฐาน เรื่องที่ไม่อุทธรณ์ยุติทันที

ในชั้นอุทธรณ์ จำเลยอุทธรณ์ “เฉพาะ” ขอให้กำหนดโทษจำคุกและปรับในฐานเกี่ยวกับการครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยโจมตีว่าพฤติการณ์ไม่เข้าเกณฑ์ตามบทกำหนดโทษที่ศาลชั้นต้นใช้ แต่จำเลย “มิได้อุทธรณ์” ส่วนที่ศาลชั้นต้นปรับบทกำหนดโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนไว้แล้ว

ศาลฎีกาวางหลักว่า เมื่อคู่ความเลือกอุทธรณ์เฉพาะประเด็น ย่อมถือว่า “พอใจ” ในส่วนที่ไม่อุทธรณ์ และส่วนนั้นย่อมเป็นอันยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำ และไม่ควรก้าวล่วงไปแก้ไขเรื่องที่ไม่อยู่ในขอบเขตอุทธรณ์ เว้นแต่จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยที่กฎหมายเปิดช่องให้ยกขึ้นวินิจฉัยได้

ปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย: ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง

ศาลฎีกาอธิบายว่า หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้น “ปรับบทกำหนดโทษผิด” และปัญหานั้นเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย ศาลอุทธรณ์ย่อมมีอำนาจยกขึ้นปรับบทใหม่ได้ โดยอาศัย ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบกฎหมายวิธีพิจารณาคดียาเสพติด

แต่ศาลฎีกายังเน้น “วิธีใช้ดุลพินิจ” ว่า ศาลอุทธรณ์ต้องอยู่ในกรอบอำนาจตามกฎหมาย หากคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ก้าวล่วงจนไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยอุทธรณ์ ผลคือคำพิพากษาส่วนนั้นไม่ชอบ และไม่ก่อสิทธิให้จำเลยฎีกาในเนื้อหาที่เกิดจากคำวินิจฉัยที่ไม่ชอบนั้น แม้ศาลฎีกาเคยอนุญาตให้ฎีกา ศาลฎีกาก็ยังไม่อาจรับวินิจฉัยในส่วนที่ตั้งอยู่บนคำพิพากษาอุทธรณ์ที่ไม่ชอบได้ หลักนี้เป็น “เข็มทิศ” เรื่องความชอบด้วยกฎหมายของกระบวนพิจารณา ต้องมาก่อนการพิจารณาสาระ

นิยาม “จำหน่าย” และการปรับบทตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145

ศาลฎีกาให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแนวคิดของกฎหมายยาเสพติดใหม่ โดยชี้ว่า

1. ประมวลกฎหมายยาเสพติดนิยามคำว่า “จำหน่าย” ให้หมายความรวมถึง “มีไว้เพื่อจำหน่าย” ด้วย

2. บทความผิดและบทกำหนดโทษถูกจัดวางให้โฟกัสที่ “พฤติการณ์และบทบาทหน้าที่” ของผู้กระทำความผิดเป็นสำคัญ

3. ไม่ยึด “ปริมาณ” เป็นตัวตัดสินโทษหนักเบาแบบกฎหมายเดิมโดยอัตโนมัติ

ดังนั้น การจะเลือกว่าเข้าวรรคใดของมาตรา 145 ต้องดูข้อเท็จจริงเชิงคุณภาพ เช่น รูปแบบการกระทำ เครือข่าย การกระจายสู่คนจำนวนมาก ความเสี่ยงแพร่กระจาย ไม่ใช่ดูเพียงจำนวนกรัมแล้วสรุปทันที

เกณฑ์ “แพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” ตาม มาตรา 145 วรรคสอง (2) ต้องพิสูจน์ให้ถึง

ประเด็นชี้ขาดของคดีคือ ศาลชั้นต้นปรับบทกำหนดโทษตาม มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นกรณี “จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน”

ศาลฎีกาวางหลักว่า แม้ปริมาณของกลางจะบ่งชี้พฤติการณ์ได้ “ระดับหนึ่ง” แต่ยังไม่พอที่จะฟังได้แน่ชัดว่ามีการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน เพราะ

1. การกระทำตามฟ้องยังอยู่ในกรอบ “บทสันนิษฐาน” ที่จำเลยอาจนำสืบหักล้างได้

2. ของกลางอาจถูกจำหน่ายให้ผู้เสพรายเดียวหมดในครั้งเดียว หรือจำหน่ายให้หลายรายแต่จำนวนไม่มากก็ได้

3. เมื่อข้อเท็จจริงยังไม่พอสะท้อน “การกระจาย” ในเชิงสังคมหรือเชิงเครือข่ายตามนัยของวรรคสอง (2) ก็ยังฟังไม่ได้

ผลคือ ศาลฎีกาเห็นว่า พฤติการณ์ยังไม่ถึงเกณฑ์วรรคสอง (2) จึงไม่ควรใช้บทกำหนดโทษดังกล่าว

แล้วควรปรับบทเป็นวรรคใด: ศาลฎีกาชี้ไปที่ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง

เมื่อไม่เข้าเกณฑ์วรรคสอง (2) ศาลฎีกาจึงชี้ว่าควรปรับบทกำหนดโทษตาม มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกรอบโทษที่เบากว่าเมื่อเทียบกับวรรคที่มีพฤติการณ์หนักขึ้น

อย่างไรก็ดี แม้ศาลฎีกา “ไม่เห็นพ้อง” กับการปรับบทของศาลชั้นต้นที่ใช้วรรคสอง (2) แต่ศาลฎีกา “เห็นพ้อง” กับข้อสรุปสำคัญอีกด้านว่า คดีนี้ยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะต้องกำหนดโทษจำคุกและปรับใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3(1) ในส่วนบางประเด็น เพราะต้องกลับไปดูเงื่อนไขว่าโทษเดิมหนักกว่าโทษใหม่จริงหรือไม่

การเพิ่มโทษหลังยกเลิกบทเพิ่มโทษเฉพาะ: ยังเพิ่มได้ด้วย ป.อ. มาตรา 92

คดีนี้มีอีกประเด็นสำคัญมากด้าน “การเพิ่มโทษ” เดิมกฎหมายยาเสพติดเก่าเคยมีบทเพิ่มโทษเฉพาะ (เช่น เพิ่มกึ่งหนึ่ง) แต่เมื่อเป็นประมวลกฎหมายยาเสพติดใหม่ บางบทถูกยกเลิก และตัวบทใหม่ไม่ได้บัญญัติเรื่องเพิ่มโทษไว้โดยเฉพาะ

ศาลฎีกาวางหลักว่า ถึงกฎหมายเฉพาะจะไม่เขียนเรื่องเพิ่มโทษไว้ ก็ไม่ได้แปลว่าศาลหมดอำนาจเพิ่มโทษ เพราะ

1. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 17 วางหลักให้ “บททั่วไป” ของประมวลกฎหมายอาญาใช้กับความผิดตามกฎหมายอื่นได้

2. เมื่อโจทก์ประสงค์ขอเพิ่มโทษฐานไม่เข็ดหลาบและสะท้อนในคำฟ้อง ศาลย่อมเพิ่มโทษได้ตามบททั่วไป คือ ป.อ. มาตรา 92 (เพิ่มหนึ่งในสาม)

3. การเพิ่มโทษเป็น “ส่วนหนึ่งของโทษ” ที่ศาลอาจกำหนดใหม่ได้ภายในกรอบ ป.อ. มาตรา 3(1) หากเข้าเงื่อนไข

ศาลฎีกาจึงไม่เห็นพ้องกับแนวคิดที่ว่า เมื่อบทเพิ่มโทษเฉพาะถูกยกเลิกแล้วจะเพิ่มโทษไม่ได้เลย แต่ให้ใช้กลไกบททั่วไปแทนอย่างถูกต้อง

ผลทางคำนวณโทษที่ศาลฎีกากำหนดใหม่

ศาลฎีกาพิพากษากลับให้ “กำหนดโทษใหม่” ในฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยปรับบทเป็นประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90 และมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ประกอบหลัก ป.อ. มาตรา 3(1) แล้วคำนวณโทษตามขั้นตอนสำคัญดังนี้

1. กำหนดโทษฐานหลัก (จำคุกและปรับ) ตามกรอบที่เหมาะสม

2. เพิ่มโทษหนึ่งในสามตาม ป.อ. มาตรา 92 (ฐานไม่เข็ดหลาบ/กระทำผิดอีก)

3. ลดโทษกึ่งหนึ่งตาม ป.อ. มาตรา 78 เพราะรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา

4. รวมโทษหลายกรรมตามหลักที่เกี่ยวข้อง และกำหนดผลเมื่อไม่ชำระค่าปรับตาม ป.อ. มาตรา 29, 30

ผลสุดท้าย ศาลฎีกากำหนดโทษรวมให้จำคุกและปรับในระดับที่สอดคล้องกับกฎหมายใหม่และหลักทั่วไปข้างต้น พร้อมกำหนดการกักขังแทนค่าปรับภายในเพดาน และให้ริบของกลาง

แนวบรรทัดฐานสำคัญที่นักกฎหมายควรหยิบใช้

คดีนี้ให้ “แนวใช้จริง” หลายประเด็น โดยสรุปเป็นบรรทัดฐานได้ว่า

1. ผู้ร้องขอกำหนดโทษใหม่ต้องพิสูจน์เงื่อนไข ป.อ. มาตรา 3(1) อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่ยกเพียงว่ากฎหมายเปลี่ยน

2. ในชั้นอุทธรณ์ ขอบเขตการวินิจฉัยถูกกำหนดโดย “กรอบอุทธรณ์” ส่วนที่ไม่อุทธรณ์ย่อมยุติ เว้นแต่เป็นความสงบเรียบร้อย

3. คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ที่ก้าวล่วงอำนาจตามบทอุทธรณ์อาจเป็น “คำพิพากษาที่ไม่ชอบ” และส่งผลถึงสิทธิฎีกา

4. ประมวลกฎหมายยาเสพติดเปลี่ยนแกนคิดจาก “ปริมาณ” เป็น “พฤติการณ์และบทบาท” การปรับบทตาม ม.145 จึงต้องมีข้อเท็จจริงรองรับเรื่องการแพร่กระจาย ไม่ใช่อนุมานกว้าง

5. แม้กฎหมายเฉพาะจะไม่มีบทเพิ่มโทษ ศาลยังเพิ่มโทษได้ด้วยบททั่วไป ป.อ. มาตรา 92 ผ่านหลัก ป.อ. มาตรา 17 หากองค์ประกอบและคำขอปรากฏถูกต้อง

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย 

1. การขอกำหนดโทษใหม่หลังคดีถึงที่สุดไม่ใช่ทางลัด ต้องผ่านด่าน “โทษเดิมหนักกว่าโทษใหม่” ตาม ป.อ. มาตรา 3(1) ให้ได้ก่อน

2. การอุทธรณ์เฉพาะบางประเด็นคือการ “เลือกสนามรบ” และมีผลให้เรื่องที่ไม่อุทธรณ์ยุติ ศาลอุทธรณ์ไม่ควรก้าวล่วงโดยไม่มีฐานความสงบเรียบร้อย

3. คดียาเสพติดยุคประมวลกฎหมายยาเสพติด การปรับบท ม.145 ต้องชี้ให้เห็นพฤติการณ์การแพร่กระจายอย่างมีน้ำหนัก มิฉะนั้นต้องถอยไปใช้วรรคที่เบากว่า

4. แม้บทเพิ่มโทษเฉพาะของกฎหมายยาเสพติดเดิมถูกยกเลิก ระบบกฎหมายยังเปิดทางผ่านบททั่วไปให้เพิ่มโทษได้ แต่ต้องทำอย่างถูกวิธีและอยู่ในกรอบคำฟ้อง/คำขอ

5. บทเรียนเชิงปฏิบัติสำหรับทนายความ คือ ต้องวางคำร้องและคำอุทธรณ์ให้ “คม” ระบุฐานข้อเท็จจริงรองรับเกณฑ์ของมาตรา 145 ให้ชัด และจัดทำตารางเทียบกรอบโทษ (ภายในสำนวนของตน) เพื่อพิสูจน์เงื่อนไขมาตรา 3(1) อย่างไม่เปิดช่องให้ศาลยกคำร้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4912/2566 

จำเลยอุทธรณ์เฉพาะขอให้ศาลอุทธรณ์กำหนดโทษจำคุกและปรับในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่ศาลชั้นต้นกำหนดมาใหม่ โดยอ้างว่าการกระทำของจำเลยไม่ได้มีพฤติการณ์ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) โดยมิได้อุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นเกี่ยวกับการปรับบทกำหนดโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 104, 162 จึงถือว่าจำเลยพอใจไม่โต้แย้งดุลพินิจในการกำหนดบทกำหนดโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำสั่งศาลชั้นต้นแล้ว เช่นนี้ การกำหนดบทกำหนดโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 104, 162 ย่อมเป็นอันยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จึงไม่จำต้องวินิจฉัยซ้ำอีก คงมีอำนาจวินิจฉัยตามประเด็นอุทธรณ์ของจำเลยที่ว่า การกระทำของจำเลยมีพฤติการณ์ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) หรือไม่ หากศาลอุทธรณ์เห็นด้วยกับศาลชั้นต้นก็ปรับบทกำหนดโทษจำเลยตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ตามคำสั่งของศาลชั้นต้น แต่หากศาลอุทธรณ์เห็นว่าศาลชั้นต้นปรับบทกำหนดโทษจำเลยตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ไม่ถูกต้อง โดยเห็นว่าต้องปรับบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคสอง (1) ศาลอุทธรณ์ย่อมยกขึ้นปรับบทกำหนดโทษจำเลยใหม่ได้เนื่องจากเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ศาลอุทธรณ์จะก้าวล่วงไปวินิจฉัยการปรับบทกำหนดโทษจำเลยอีกครั้งหนึ่งและปรับบทกำหนดโทษเสียใหม่ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (1) โดยมิได้อ้าง ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 หาได้ไม่ ทั้งกรณีไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายใดที่ให้อำนาจศาลอุทธรณ์ในกรณีเช่นนี้ คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ที่วินิจฉัยเกี่ยวกับการปรับบทกำหนดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (1) จึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการพิจารณาและพิพากษาคดี ภาค 4 ลักษณะ 1 อุทธรณ์ และไม่ก่อสิทธิให้จำเลยฎีกาในข้อที่ว่าที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทกำหนดโทษตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (1) ชอบหรือไม่ แม้ศาลฎีกาอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาก็ไม่อาจรับวินิจฉัยได้เพราะกรณีที่จะอนุญาตให้ฎีกาได้ต้องเป็นกรณีที่คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น พิจารณาคำร้องกำหนดโทษใหม่แล้วมีคำสั่งกำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด โดยปรับบทฐานจำหน่ายและเสพ เพิ่มโทษหนึ่งในสาม และลดโทษรับสารภาพ กำหนดโทษรวมจำคุกและปรับ พร้อมริบของกลาง

2. ศาลอุทธรณ์ พิพากษากลับให้ยกคำร้อง เห็นว่าเงื่อนไขการกำหนดโทษใหม่ไม่เข้าเกณฑ์ และวินิจฉัยประเด็นบางส่วนเกี่ยวกับบทกำหนดโทษ

3. ศาลฎีกา พิพากษากลับบางส่วน ชี้ว่าศาลอุทธรณ์วินิจฉัยบางประเด็นก้าวล่วงอำนาจ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยเองได้ ปรับบทกำหนดโทษตาม ม.145 วรรคหนึ่ง และกำหนดโทษใหม่ตามหลัก ป.อ. ม.3(1) พร้อมยืนยันการเพิ่มโทษตาม ป.อ. ม.92

 

แนวคำถาม - ธงคำตอบ

ข้อ 1.

เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่โดยอ้างว่ามีการใช้ประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งเป็นกฎหมายภายหลังและเป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ศาลจะมีอำนาจกำหนดโทษใหม่ได้หรือไม่ เพียงใด และต้องพิจารณาเงื่อนไขใดเป็นสาระสำคัญ โดยเฉพาะในกรณีที่โทษเดิมซึ่งศาลชั้นต้นกำหนดไว้มีทั้งการจำคุก การเพิ่มโทษ และการลดโทษแล้ว

ธงคำตอบ

การกำหนดโทษใหม่ในคดีที่ถึงที่สุดแล้วต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) อย่างเคร่งครัด กล่าวคือ ต้องปรากฏว่าผู้กระทำความผิดยังไม่ได้รับโทษหรือกำลังรับโทษอยู่ และโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดนั้น “หนักกว่า” โทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง หากขาดเงื่อนไขข้อใดข้อหนึ่ง ศาลย่อมไม่มีอำนาจกำหนดโทษใหม่ แม้กฎหมายจะมีการปรับเปลี่ยนฐานความผิดหรือโครงสร้างบทกำหนดโทษก็ตาม

ในคดีนี้ จำเลยอ้างว่าประมวลกฎหมายยาเสพติดซึ่งประกาศใช้ภายหลังเป็นกฎหมายที่เป็นคุณ เพราะยกเลิกบทเพิ่มโทษบางประการและเปลี่ยนเกณฑ์การกำหนดโทษจากปริมาณไปเป็นพฤติการณ์ แต่ศาลฎีกาวินิจฉัยโดยเปรียบเทียบกรอบโทษตามคำพิพากษาเดิมกับกรอบโทษตามกฎหมายใหม่แล้วเห็นว่า โทษที่กำหนดไว้ในคำพิพากษาศาลชั้นต้นในฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและฐานเสพเมทแอมเฟตามีน มิได้หนักกว่าโทษที่กำหนดไว้ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90 และมาตรา 145 รวมถึงมาตรา 104 และ 162 ซึ่งเป็นกฎหมายภายหลัง

ดังนั้น คำร้องขอกำหนดโทษใหม่ของจำเลยในส่วนที่อ้างประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) จึงไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย ศาลไม่อาจกำหนดโทษใหม่เพียงเพราะกฎหมายเปลี่ยนชื่อฐานหรือวิธีจัดหมวดความผิดได้ เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าโทษเดิมหนักกว่าโทษใหม่จริง ซึ่งในคดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่าไม่ปรากฏเงื่อนไขดังกล่าว จึงไม่อาจใช้มาตรา 3 (1) เพื่อกำหนดโทษใหม่ในลักษณะที่จำเลยร้องขอทั้งหมดได้

ข้อ 2.

เมื่อจำเลยอุทธรณ์เฉพาะประเด็นว่าการกระทำของตนไม่เข้าลักษณะ “ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) โดยมิได้อุทธรณ์บทกำหนดโทษในความผิดฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ศาลอุทธรณ์มีอำนาจวินิจฉัยและปรับบทกำหนดโทษในส่วนใดได้บ้าง และศาลฎีกาวางหลักการอย่างไรเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจศาลอุทธรณ์และการตีความมาตรา 145 ดังกล่าว

ธงคำตอบ

เมื่อจำเลยอุทธรณ์เฉพาะบางประเด็น ย่อมถือว่าจำเลยพอใจและไม่โต้แย้งคำพิพากษาศาลชั้นต้นในส่วนที่มิได้อุทธรณ์ ส่วนนั้นจึงเป็นอันยุติตามคำสั่งศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ไม่จำต้องและไม่ควรก้าวล่วงไปวินิจฉัยซ้ำ เว้นแต่จะเป็นปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3

ในคดีนี้ จำเลยอุทธรณ์เฉพาะบทกำหนดโทษในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยโต้แย้งว่าการกระทำของตนไม่เข้าพฤติการณ์ตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ส่วนบทกำหนดโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำเลยมิได้อุทธรณ์ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า บทกำหนดโทษฐานเสพเป็นอันยุติ ศาลอุทธรณ์ไม่มีความจำเป็นต้องวินิจฉัยซ้ำ และหากจะปรับบทกำหนดโทษใหม่ในฐานมีไว้เพื่อจำหน่าย ก็ต้องอยู่ภายในกรอบอำนาจตามกฎหมายว่าด้วยอุทธรณ์

ศาลฎีกายังวางหลักการตีความมาตรา 145 อย่างสำคัญว่า ประมวลกฎหมายยาเสพติดได้เปลี่ยนแนวคิดจากกฎหมายเดิม โดยให้น้ำหนักแก่ “พฤติการณ์และบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิด” มากกว่าการยึดปริมาณของกลางเป็นตัวตัดสินโทษหนักเบา การจะถือว่าการกระทำเข้าลักษณะ “ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” ตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) จึงต้องมีข้อเท็จจริงรองรับอย่างชัดเจนถึงลักษณะการกระจายสู่ผู้เสพหลายรายในวงกว้าง มิใช่อาศัยเพียงปริมาณของกลางหรือข้อสันนิษฐานทั่วไป

เมื่อข้อเท็จจริงในคดีฟังได้เพียงว่าจำเลยมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์แน่ชัดว่าก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ศาลฎีกาจึงเห็นว่าการกระทำของจำเลยไม่เข้าเกณฑ์มาตรา 145 วรรคสอง (2) ต้องปรับบทกำหนดโทษตามมาตรา 145 วรรคหนึ่งแทน อย่างไรก็ดี ศาลฎีกายังพิจารณาควบคู่กับหลักการเพิ่มโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 92 ซึ่งเป็นบททั่วไปที่ยังใช้บังคับได้ แม้กฎหมายยาเสพติดใหม่จะไม่มีบทเพิ่มโทษเฉพาะ

คดีนี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญทั้งในด้านขอบเขตการอุทธรณ์ การใช้อำนาจศาลอุทธรณ์ และการตีความบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 โดยย้ำว่าศาลต้องยึดพฤติการณ์จริงและกรอบอำนาจตามกฎหมายเป็นหลัก มิใช่ขยายการวินิจฉัยเกินกว่าประเด็นที่คู่ความยกขึ้นอุทธรณ์.




คดียาเสพติดให้โทษ

พนักงานรัฐวิสาหกิจกับโทษคดียาเสพติดสามเท่า การใช้กฎหมายที่เป็นคุณ และการริบโทรศัพท์ของกลาง
การนำยาเสพติดเข้าประเทศ ถือว่าสำเร็จหรือพยายาม
กระบวนการริบทรัพย์ในคดียาเสพติดกับขั้นตอนขอให้รับฎีกาไว้พิจารณาตามกฎหมายพิเศษ
การกำหนดโทษผู้สนับสนุนคดีจำหน่ายยาเสพติดตามบทกฎหมายที่เป็นคุณ(ฎีกา 7422/2568)
ผู้ใหญ่บ้านคดียาเสพติด เพิ่มโทษสามเท่า ปรับบทกฎหมายได้ไม่ถือเพิ่มโทษ(ฎีกา 2806/2554)
ศาลต้องใช้กฎหมายใหม่ที่เบากว่าหรือไม่? คดีครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่ายกับการกำหนดโทษใหม่ตามมาตรา 3 (1)
ยกฟ้องฐานผลิต/ครอบครองกัญชา หลัง “พืชกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด”(ฎีกา 1225/2567)
พยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน & สมคบยา, ข้อสันนิษฐาน (ฎีกา 2182/2567)
เปิดบัญชีรับเงินค้ายา = สมคบยาเสพติด, กำหนดโทษใหม่, การแบ่งหน้าที่ (ฎีกา 2306/2567)
(ฎีกา 2682/2567) – คดียาเสพติด ผู้สนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2567 : การอุทธรณ์คดียาเสพติดและหลักกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย
การเพิ่มโทษผู้กระทำผิดไม่เข็ดหลาบในคดียาเสพติดและการยื่นคำร้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2568: กำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยในคดียาเสพติด
ศาลฎีกากำหนดโทษใหม่จำเลยคดียาเสพติดตามกฎหมายใหม่ – คำพิพากษาฎีกาที่ 875/2568
บทลงโทษผู้เสพยาเสพติด, เพิ่มโทษจำคุกหนึ่งในสามตามมาตรา 92, รอการลงโทษจำคุกตามมาตรา 56,
คดีถึงที่สุดแล้วเรือนจำเป็นภูมิลำเนาของจำเลย, ภูมิลำเนาผู้ต้องขัง, การส่งสำเนาอุทธรณ์ผิดที่
มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรม
สมคบเพื่อการค้ายาเสพติด มีโทษอย่างไร
เหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะรายลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้
ธนบัตรที่นำไปล่อซื้อยาเสพติดไม่ใช่สาระสำคัญถึงกับมีข้อสงสัยยกฟ้อง
คำว่า จำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย | ผิดกรรมเดียว
รับฝากยาบ้า 4.013 เม็ด ถูกจำคุก 22 ปี
ริบทรัพย์สินเกี่ยวกับยาเสพติด
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ เมทแอมเฟตามีน 75 เม็ด
ครอบครองยาบ้า 584 เม็ด รับสารภาพจำคุก 25 ปี
ยาเสพติดให้โทษ 600 เม็ด จำคุก 20 ปี
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาเสพติดให้โทษ 750 เม็ด โทษ 20 ปี
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 778 เม็ด จำคุก 25 ปี article
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 1,200 เม็ด จำคุก 18 ปี
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 2,374 เม็ด
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) 3,017 เม็ด
เมทแอมเฟตามีน 5,290 เม็ด จำคุก 20 ปี
ยาเสพติดให้โทษ ยาบ้า 12,000 เม็ด จำคุก 33 ปี 9 เดือน
ให้บัญชีธนาคารคนอื่นใช้โอนเงินค่ายาเสพติดโทษเท่ากันกับตัวการ
ขอลดโทษคดียาเสพติดตามมาตรา 100/2
การกำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
พยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยยกประโยชน์ แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย
ยาบ้า 279 เม็ด โทษจำคุก 7 ปี ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย
ข้อมูลเป็นประโยชน์ตามมาตรา 100/2
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาบ้า 27 เม็ด
การสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
ยาเสพติดให้โทษ ยาบ้า เมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ นำเข้า 22 เม็ด