
| ศาลต้องใช้กฎหมายใหม่ที่เบากว่าหรือไม่? คดีครอบครองยาเสพติดเพื่อจำหน่ายกับการกำหนดโทษใหม่ตามมาตรา 3 (1)
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับประเด็นสำคัญในการกำหนดโทษใหม่ในคดียาเสพติดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง อันเป็นหลักการใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลยย้อนหลัง โดยศาลต้องวินิจฉัยว่าโทษตามกฎหมายใหม่ที่บัญญัติภายหลังนั้นมีความเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิมหรือไม่ และต้องพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีว่าการกระทำเข้าลักษณะตามมาตรา 145 วรรคสองหรือวรรคสามของประมวลกฎหมายยาเสพติดหรือไม่ พร้อมทั้งวินิจฉัยข้ออ้างของจำเลยเกี่ยวกับการขอให้ลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษตามมาตรา 152 วรรคสอง ซึ่งศาลเห็นว่าไม่อยู่ในขอบเขตของการกำหนดโทษใหม่ตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง การวินิจฉัยครั้งนี้จึงมีความสำคัญต่อหลักการตีความการใช้กฎหมายใหม่ในทางอาญาและกระบวนการพิจารณาลดโทษในคดียาเสพติด คดีนี้มีคำถามที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ 1 ศาลจะสามารถกำหนดโทษใหม่ให้จำเลยได้หรือไม่เมื่อกฎหมายภายหลังบัญญัติโทษเบากว่าเดิม 2 พฤติการณ์การครอบครองเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากเข้าลักษณะการแพร่กระจายในประชาชนตามกฎหมายใหม่หรือไม่ 3 การอ้างเหตุขอลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษตามมาตราเกี่ยวกับสภาพส่วนตัวของจำเลยสามารถนำมาพิจารณาในชั้นกำหนดโทษใหม่ได้หรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุดของคดีนี้เกี่ยวข้องกับหลักการใช้กฎหมายอาญาที่ย้อนหลังเป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง และการตีความระหว่างกฎหมายยาเสพติดฉบับเดิมกับบทบัญญัติใหม่ในมาตรา 145 ของประมวลกฎหมายยาเสพติด รวมถึงข้อจำกัดของการใช้มาตรา 152 วรรคสองซึ่งไม่ใช่เหตุในการ “กำหนดโทษใหม่” ภายหลังคดีถึงที่สุด ทำให้คดีนี้เป็นบรรทัดฐานสำคัญของการใช้กฎหมายใหม่ในทางอาญาที่เป็นคุณแก่จำเลยและขอบเขตของการลดโทษในคดียาเสพติด มาตรากฎหมายสำคัญที่ใช้วินิจฉัยในคดีนี้ ได้แก่ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 key words ที่เป็นแก่นของคดีนี้ พร้อมขยายความสั้น ๆ 1 กฎหมายที่เป็นคุณย้อนหลัง หมายถึงหลักการตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง ที่กำหนดให้ใช้กฎหมายใหม่หากมีโทษเบากว่า ซึ่งเป็นสาระสำคัญของคดีนี้ เพราะจำเลยร้องขอให้ใช้โทษตามกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ 2 มาตรา 145 วรรคสอง เป็นบทกฎหมายใหม่ที่ศาลวินิจฉัยว่าเข้าลักษณะความผิดของจำเลย เนื่องจากมีพฤติการณ์การจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ส่งผลให้โทษตามมาตรา 145 วรรคสองเบากว่าโทษเดิมและควรนำมาปรับใช้ 3 การกำหนดโทษใหม่ เป็นแก่นคดีและเป็นคำถามหลักว่าโทษเดิมที่ลงไว้ในคำพิพากษาถึงที่สุดสามารถกำหนดใหม่ได้หรือไม่ โดยศาลฎีกายืนยันว่าทำได้เมื่อกฎหมายภายหลังเป็นคุณแก่จำเลย 4 พฤติการณ์แห่งคดี ศาลพิจารณาปริมาณยาเสพติดรวม 220.217 กรัม รูปแบบของยาเสพติด และพฤติการณ์ก่อนจับกุม เพื่อวินิจฉัยว่าพฤติการณ์เข้าตามมาตรา 145 วรรคสอง ไม่ใช่วรรคสาม 5 ข้อจำกัดของมาตรา 152 วรรคสอง ศาลชี้ชัดว่า การขอลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษตามมาตรา 152 วรรคสอง ไม่ใช่ประเด็นของการกำหนดโทษใหม่หลังคดีถึงที่สุด จึงไม่อาจนำมาเป็นเหตุพิจารณาในคำร้องครั้งนี้ สรุปข้อเท็จจริง คดีนี้เริ่มจากการที่จำเลยถูกดำเนินคดีฐานเกี่ยวกับยาเสพติดหลายกรรมหลายบทความผิด ได้แก่ ฐานครอบครองเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน ฐานผลิตพืชกระท่อม และฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต รวมถึงฐานขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ศาลชั้นต้นพิจารณาว่าการกระทำเป็นหลายกรรมต่างกัน จึงลงโทษทุกกรรมไปตามมาตรา 91 ของประมวลกฎหมายอาญา โดยในกระทงสำคัญคือการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายซึ่งมีจำนวนมากและมีพยานหลักฐานว่าสามารถนำไปสู่การแพร่กระจายยาเสพติดในกลุ่มประชาชน ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกตลอดชีวิตในกระทงครอบครองเพื่อจำหน่าย และลงโทษจำคุกและปรับในกระทงอื่นตามที่กฎหมายบัญญัติ จำเลยรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 ประมวลกฎหมายอาญา เหลือจำคุก 25 ปีในกระทงสำคัญ และเมื่อรวมกับกระทงอื่นแล้วเป็นจำคุกรวม 25 ปี 8 เดือน 15 วัน พร้อมปรับรวมเป็น 1,004,000 บาท คดีถึงที่สุด ต่อมา จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่โดยอ้างว่ากฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ มาตรา 145 วรรคหนึ่ง มีโทษเบากว่ากฎหมายเดิม จึงควรใช้ตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดยกคำร้อง จำเลยฎีกาขอให้ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดพิจารณาใหม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าในกรณีนี้ต้องพิจารณาว่า การมีเมทแอมเฟตามีนของกลางรวม 220.217 กรัม ซึ่งเป็นจำนวนมากและมีพฤติการณ์บ่งชี้ว่าจำเลยมีการจำหน่ายอย่างต่อเนื่องจนเกิดการแพร่กระจายไปสู่กลุ่มผู้เสพ เป็นความผิดที่เข้าลักษณะตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งเป็นบทบัญญัติที่มีโทษจำคุก 2 ปีถึง 20 ปี และปรับ 200,000 บาทถึง 2,000,000 บาท เมื่อเทียบกับโทษตามคำพิพากษาที่ถึงที่สุดเดิมซึ่งลงโทษจำคุกตลอดชีวิต เห็นได้ชัดว่าโทษตามกฎหมายใหม่เป็นคุณแก่จำเลย ศาลจึงมีอำนาจกำหนดโทษใหม่ตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง อย่างไรก็ดี ศาลเห็นว่าพฤติการณ์ยังไม่ถึงขั้นเข้าข่ายมาตรา 145 วรรคสาม (2) ซึ่งเป็นความผิดที่กระทบความปลอดภัยสาธารณะในวงกว้าง จึงให้ใช้โทษตามวรรคสองเท่านั้น ศาลจึงกำหนดโทษจำคุก 20 ปี ปรับ 2,000,000 บาท และลดโทษกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ปรับ 1,000,000 บาท และเมื่อรวมกับโทษเดิมในกระทงเสพและกระทงขายยาแผนปัจจุบันแล้ว คงจำคุกรวม 10 ปี 7 เดือน ปรับ 1,002,500 บาท ส่วนข้อฎีกาที่ขอให้ศาลลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษตามมาตรา 152 วรรคสองนั้น ศาลวินิจฉัยว่าเป็นกรณีที่ต้องพิจารณาเมื่อศาลกำหนดโทษในครั้งแรก มิใช่เรื่องเกี่ยวกับการกำหนดโทษใหม่ จึงไม่รับวินิจฉัย การขยายความประเด็นกฎหมายสำคัญ 1 หลักการใช้กฎหมายอาญาที่ย้อนหลังเป็นคุณ มาตรา 3 วรรคหนึ่งของประมวลกฎหมายอาญากำหนดว่า หากกฎหมายที่บังคับใช้ภายหลังการกระทำความผิดมีโทษเบากว่า ให้ใช้กฎหมายภายหลัง ถือเป็นหลักสำคัญในการคุ้มครองสิทธิผู้ต้องหาและจำเลย 2 เกณฑ์การพิจารณาความร้ายแรงตามมาตรา 145 ประมวลกฎหมายยาเสพติด การพิจารณาว่าการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายนั้นก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชนหรือไม่นั้น ไม่ได้พิจารณาแต่เพียงปริมาณของกลาง แต่ต้องรวมถึงพฤติการณ์แห่งคดี เช่น การเตรียมการจำหน่าย การแจ้งเบาะแสก่อนจับกุม การตรวจพบยาเสพติดหลายรูปแบบ เป็นต้น 3 ความสัมพันธ์ระหว่างมาตรา 3 วรรคหนึ่ง และมาตรา 152 วรรคสอง มาตรา 152 วรรคสองเป็นดุลพินิจของศาลในการลงโทษต่ำกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกับหลักการกำหนดโทษใหม่ตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง ดังนั้นหากจำเลยยื่นคำร้องเพื่อขอลดโทษตามมาตรานี้ภายหลังคดีถึงที่สุด ศาลไม่อาจพิจารณาได้ ข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้ยืนยันหลักการสำคัญที่ว่า การใช้กฎหมายย้อนหลังในทางอาญาจะทำได้ก็ต่อเมื่อเป็นคุณแก่จำเลยเท่านั้น และศาลต้องพิจารณาองค์ประกอบ พฤติการณ์ ผลกระทบต่อสาธารณะ ตลอดจนความมุ่งหมายของกฎหมายใหม่อย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ คดียังสะท้อนให้เห็นถึงขอบเขตของมาตรา 152 วรรคสองว่ามิใช่เครื่องมือในการขอลดโทษในคดีที่ถึงที่สุดแล้ว แต่เป็นดุลพินิจในการกำหนดโทษครั้งแรกเท่านั้น IRAC Issue ในคดีนี้มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า การที่กฎหมายยาเสพติดใหม่มิได้กำหนดโทษหนักเท่ากฎหมายเดิมนั้นเป็นเหตุให้ศาลต้องกำหนดโทษใหม่ให้จำเลยตามมาตรา 3 วรรคหนึ่งหรือไม่ และข้ออ้างของจำเลยเกี่ยวกับมาตรา 152 วรรคสองว่าศาลควรลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษสามารถพิจารณาได้หรือไม่ Rule มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ประมวลกฎหมายอาญา กำหนดให้ใช้กฎหมายภายหลังหากโทษเบากว่า มาตรา 145 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม ประมวลกฎหมายยาเสพติด เป็นบทกำหนดโทษใหม่เกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีน มาตรา 152 วรรคสอง ประมวลกฎหมายยาเสพติด ให้อำนาจศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษเฉพาะกรณีเมื่อกำหนดโทษครั้งแรก มาตรา 78 ว่าด้วยการลดโทษกึ่งหนึ่งเมื่อจำเลยรับสารภาพ มาตรา 91 ว่าด้วยโทษหลายกรรมหลายบท Application จากข้อเท็จจริงพบว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนมากและมีพฤติการณ์นำไปสู่การแพร่กระจาย จึงเข้าบทมาตรา 145 วรรคสอง ซึ่งมีโทษเบากว่าที่ศาลชั้นต้นได้ลงโทษไว้ กรณีนี้เข้าหลักการใช้กฎหมายที่เป็นคุณตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง ศาลจึงมีอำนาจกำหนดโทษใหม่ สำหรับข้ออ้างเรื่องมาตรา 152 วรรคสอง แม้พฤติการณ์ส่วนตัวของจำเลยอาจเป็นเหตุให้พิจารณาได้ แต่ศาลเห็นว่าข้ออ้างนี้ไม่อยู่ในขอบเขตของการกำหนดโทษใหม่ตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง จึงไม่อาจรับวินิจฉัย Conclusion ศาลฎีกาพิพากษากลับให้กำหนดโทษจำเลยใหม่ตามมาตรา 145 วรรคสอง และลดกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 10 ปี ปรับ 1,000,000 บาท เมื่อรวมโทษอื่นเป็นจำคุก 10 ปี 7 เดือน ปรับ 1,002,500 บาท และไม่รับวินิจฉัยตามมาตรา 152 วรรคสอง ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 218/2567 การขอให้ศาลลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง ในคดีที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว ไม่ใช่การกำหนดโทษใหม่ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) ฎีกาย่อ คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยในหลายความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ได้แก่ ครอบครองเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย เสพยาเสพติด ผลิตพืชกระท่อม และขายยาโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยกำหนดโทษรวมจำคุก 25 ปี 8 เดือน 15 วัน และปรับกว่า 1 ล้านบาท ต่อมาจำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) อ้างว่ามีกฎหมายใหม่ที่เป็นคุณกว่า แต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายกคำร้อง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้เพื่อจำหน่าย ต้องพิจารณาตามประมวลกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่ ซึ่งมีอัตราโทษเบากว่ากฎหมายเดิม โดยข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยครอบครองยาในปริมาณมากถึง 8,375 เม็ด และมีพฤติการณ์เตรียมจำหน่าย จึงเข้าข่ายความผิดที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายตามมาตรา 145 วรรคสอง (2) เมื่อโทษตามกฎหมายใหม่เบากว่า ศาลต้องกำหนดโทษใหม่ให้จำเลยตามมาตรา 3 (1) แม้คดีจะถึงที่สุดแล้วก็ตาม อย่างไรก็ตาม พฤติการณ์ยังไม่ถึงขั้นกระทบความปลอดภัยสาธารณะร้ายแรงตามวรรคสาม ศาลฎีกาจึงพิพากษากลับ กำหนดโทษใหม่ให้จำคุก 20 ปี ปรับ 2 ล้านบาท และลดโทษกึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 10 ปี ปรับ 1 ล้านบาท เมื่อรวมกับความผิดอื่น คงโทษจำคุก 10 ปี 7 เดือน และปรับ 1,002,500 บา ฎีกาฉบับเต็ม คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 26/2, 26/3 วรรคหนึ่ง, 57, 66 วรรคสาม, 75 วรรคสาม, 76 วรรคสอง, 91 พระราชบัญญัติยา พ.ศ. 2510 มาตรา 12, 101 การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 2,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 6 เดือน ฐานผลิตพืชกระท่อมและฐานมีพืชกระท่อมไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับใบอนุญาต การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานผลิตพืชกระท่อม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุก 3 เดือน และปรับ 3,000 บาท ฐานขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 8 เดือน และปรับ 5,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก 25 ปี และปรับ 1,000,000 บาท ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน จำคุก 3 เดือน ฐานผลิตพืชกระท่อม จำคุก 1 เดือน 15 วัน และปรับ 1,500 บาท ฐานขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต จำคุก 4 เดือน และปรับ 2,500 บาท รวมจำคุก 25 ปี 8 เดือน 15 วัน และปรับ 1,004,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง คดีถึงที่สุด จำเลยยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า ในชั้นนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยว่า มีเหตุกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ในความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 66 วรรคสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ โดยจำเลยฎีกาว่า ในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต้องกำหนดโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในภายหลังการกระทำความผิด และเป็นคุณแก่จำเลยมากกว่ากฎหมายเดิม โจทก์มิได้บรรยายฟ้องและนำสืบว่าจำเลยมีพฤติการณ์การกระทำที่ทำให้ต้องรับโทษหนักขึ้นตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสองและวรรคสาม ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกคำร้องจำเลย ไม่ถูกต้อง นั้น เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่าเมทแอมเฟตามีนที่จำเลยมีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายอันเป็นความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 มีจำนวน 8,375 เม็ด ชนิดผงสีส้ม 1 กล่อง และชนิดเกล็ดสีขาว 10 ถุง มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้รวม 220.217 กรัม ประกอบกับก่อนเกิดเหตุ มีผู้แจ้งว่าจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติด เจ้าพนักงานตำรวจจึงขอหมายค้นและตรวจค้นจับกุมจำเลยได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของกลาง ตามพฤติการณ์แห่งคดีเชื่อได้ว่า หากจำเลยไม่ถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมและยึดเมทแอมเฟตามีนของกลางได้เสียก่อน ย่อมก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเมทแอมเฟตามีนไปในกลุ่มผู้เสพอย่างแน่นอน เมื่อพิจารณาประกอบกันแล้วรับฟังได้ว่าเป็นการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายที่ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000 บาท ถึง 2,000,000 บาท โทษจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดสำหรับความผิดฐานนี้จึงหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง กรณีมีเหตุต้องกำหนดโทษให้จำเลยใหม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) แต่การกระทำความผิดของจำเลยยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดเป็นการทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 วรรคสาม (2) ดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า เมื่อพิเคราะห์ฐานะเศรษฐกิจ การศึกษา อายุ สภาพครอบครัว และพฤติการณ์การกระทำความผิดของจำเลยแล้ว กรณีมีเหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะรายที่ศาลจะลงโทษจำคุกหรือปรับจำเลยน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง นั้น เห็นว่า กรณีมิใช่ปัญหาในการกำหนดโทษใหม่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย พิพากษากลับ ให้กำหนดโทษจำเลยเสียใหม่สำหรับความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) โดยให้จำคุก 20 ปี และปรับ 2,000,000 บาท ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก 10 ปี และปรับ 1,000,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนและฐานขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว เป็นจำคุก 10 ปี 7 เดือน และปรับ 1,002,500 บาท หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 กรณีต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังได้เกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยกระทำความผิดหลายกรรมเกี่ยวกับยาเสพติด รวมถึงฐานมีเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย เสพเมทแอมเฟตามีน ผลิตและครอบครองพืชกระท่อม และขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับอนุญาต ลงโทษทุกกรรมตามมาตรา 91 รวมจำคุก 25 ปี 8 เดือน 15 วัน และปรับ 1,004,000 บาท หลังลดโทษกึ่งหนึ่งจากการรับสารภาพ 2 ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และยกคำร้องของจำเลยที่ขอให้กำหนดโทษใหม่ตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง 3 ศาลฎีกาพิพากษากลับ โดยวินิจฉัยว่ากฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่มาตรา 145 วรรคสองเป็นคุณแก่จำเลย จึงกำหนดโทษใหม่ให้จำคุก 10 ปี และปรับ 1,000,000 บาท เมื่อรวมโทษอื่นตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น เป็นจำคุก 10 ปี 7 เดือน และปรับ 1,002,500 บาท พร้อมไม่รับพิจารณาคำขอให้ลงโทษต่ำกว่าอัตราโทษตามมาตรา 152 วรรคสอง แนวคำถาม - ธงคำตอบ ข้อ 1 หากจำเลยถูกพิพากษาถึงที่สุดให้รับโทษจำคุกในความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายตามกฎหมายยาเสพติดฉบับเดิม ต่อมามีกฎหมายยาเสพติดฉบับใหม่คือประมวลกฎหมายยาเสพติดที่บัญญัติอัตราโทษตามมาตรา 145 วรรคหนึ่งและวรรคสอง ซึ่งมีโทษเบากว่ากฎหมายเดิม แล้วจำเลยยื่นคำร้องต่อศาลขอให้กำหนดโทษใหม่โดยอ้างว่าต้องใช้กฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 วรรคหนึ่ง ให้ศาลกำหนดโทษใหม่ให้เบากว่าเดิมได้หรือไม่ โดยที่โทษเดิมเคยลงไว้เป็นจำคุกตลอดชีวิต ให้พิจารณาจากปริมาณเมทแอมเฟตามีนรวม 220.217 กรัม และพฤติการณ์ที่เจ้าพนักงานได้รับแจ้งว่าจำเลยจำหน่ายยาเสพติดมาก่อนจับกุม ธงคำตอบ การยื่นคำร้องของจำเลยเข้าลักษณะการขอใช้กฎหมายภายหลังต่อการกระทำซึ่งมีโทษเบากว่าเดิม อันเป็นหลักการตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง ศาลต้องตรวจสอบว่าความผิดของจำเลยเข้าบทตามมาตรา 145 วรรคใด และโทษตามกฎหมายใหม่เบากว่าโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุดหรือไม่ เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวนมาก รวม 220.217 กรัม และมีพฤติการณ์บ่งชี้ว่าหากไม่ถูกจับกุมจะก่อให้เกิดการแพร่กระจายแก่กลุ่มผู้เสพ ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่าการกระทำเข้าลักษณะตามมาตรา 145 วรรคสอง ซึ่งมีโทษจำคุก 2 ปีถึง 20 ปี เป็นโทษที่เบากว่าโทษเดิมที่ลงไว้เป็นจำคุกตลอดชีวิต กรณีจึงมีเหตุให้กำหนดโทษใหม่ ศาลฎีกากำหนดโทษจำคุก 20 ปีและปรับ 2,000,000 บาท ก่อนลดกึ่งหนึ่งตามมาตรา 78 เหลือจำคุก 10 ปีและปรับ 1,000,000 บาท ข้อ 2 ในกรณีที่จำเลยนำสืบว่าเจ้าพนักงานไม่ได้พิสูจน์หรือบรรยายฟ้องว่าจำเลยมีพฤติการณ์ร้ายแรงถึงขั้น “ทำให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไป” ตามมาตรา 145 วรรคสาม และจำเลยอ้างว่าเมื่อกฎหมายใหม่บังคับใช้แล้ว ศาลต้องใช้มาตรา 145 วรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นโทษเบาที่สุด ศาลต้องพิจารณาอย่างไร และความแตกต่างระหว่างวรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสามมีผลต่อการกำหนดโทษอย่างไร ธงคำตอบ การวินิจฉัยว่าการกระทำเข้าบทใดไม่ขึ้นอยู่กับการบรรยายฟ้องเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์แห่งคดีตามพยานหลักฐานทั้งหมด ศาลฎีกาตรวจสอบแล้วพบว่าการกระทำของจำเลยแม้ไม่ถึงระดับเข้าข่ายวรรคสามซึ่งต้องเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยในวงกว้าง แต่มีพฤติการณ์บ่งชี้ถึงความร้ายแรงระดับก่อให้เกิดการแพร่กระจายยาเสพติดแก่ประชาชนตามมาตรา 145 วรรคสอง จึงไม่อาจใช้วรรคหนึ่งที่มีโทษเบากว่าได้ การจัดลำดับความร้ายแรงระหว่างวรรคทั้งสามมีผลโดยตรงต่อโทษสูงสุดและต่ำสุดที่ศาลกำหนดได้ ศาลฎีกาจึงยึดวรรคสองซึ่งมีโทษกลางและเป็นคุณแกจำเลยมากกว่าโทษเดิมที่เป็นจำคุกตลอดชีวิต ข้อ 3 เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยยื่นคำร้องขอลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดโดยอ้างประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 152 วรรคสอง ซึ่งให้อำนาจศาลลดโทษได้หากมีเหตุสมควรเป็นกรณีเฉพาะราย เช่น ฐานะเศรษฐกิจ การศึกษา อายุ หรือสภาพครอบครัวของจำเลย ให้วินิจฉัยว่าคำขอดังกล่าวสามารถนำมาพิจารณาได้หรือไม่ในกระบวนการ “กำหนดโทษใหม่” ตามมาตรา 3 วรรคหนึ่ง ธงคำตอบ แม้ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวจำเลยอาจเป็นเหตุให้ศาลใช้ดุลพินิจลดโทษตามมาตรา 152 วรรคสองได้ในการกำหนดโทษครั้งแรก แต่เมื่อคดีถึงที่สุดแล้ว การยื่นคำร้องภายหลังมิใช่การกำหนดโทษครั้งแรก จึงไม่อยู่ในขอบเขตของมาตรา 152 วรรคสอง มาตรา 3 วรรคหนึ่งมีขอบเขตจำกัดเพื่อใช้เฉพาะการเปลี่ยนบทกฎหมายที่ใช้ลงโทษเท่านั้น ไม่ใช่เหตุให้ศาลกลับไปใช้ดุลพินิจใหม่ในการประเมินสภาพส่วนตัวของจำเลย ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัยข้ออ้างมาตรา 152 วรรคสอง และพิจารณาเฉพาะประเด็นผลของกฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลย ข้อ 4 ในคดีนี้จำเลยถูกพิพากษาลงโทษหลายกรรมหลายกระทง ได้แก่ ฐานครอบครองเพื่อจำหน่าย ฐานเสพ ฐานผลิตและครอบครองพืชกระท่อม และฐานขายยาแผนปัจจุบันโดยไม่ได้รับใบอนุญาต โดยคำร้องขอกำหนดโทษใหม่ยื่นเฉพาะในกระทงครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้วิเคราะห์ว่าหลักกฎหมายตามมาตรา 91 และหลักหลายกรรมมีผลต่อการกำหนดโทษใหม่เฉพาะกระทงเดียวอย่างไร และเมื่อศาลกำหนดโทษใหม่เฉพาะกระทงนั้นแล้วต้องรวมโทษเดิมอย่างไร ธงคำตอบ มาตรา 91 ประมวลกฎหมายอาญาบัญญัติให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไป หลักหลายกรรมแยกโทษแต่ละกระทงจากกันโดยสิ้นเชิง ดังนั้นเมื่อจำเลยยื่นคำร้องขอกำหนดโทษใหม่เฉพาะกระทงครอบครองเพื่อจำหน่าย การพิจารณาของศาลจำกัดเฉพาะกระทงนั้นเท่านั้น ศาลฎีกาจึงกำหนดโทษใหม่ตามมาตรา 145 วรรคสองแล้วลดโทษตามมาตรา 78 เหลือจำคุก 10 ปีและปรับ 1,000,000 บาท ส่วนกระทงอื่นยังคงโทษตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นเดิม เมื่อรวมโทษทั้งหมดแล้วจึงเป็นจำคุก 10 ปี 7 เดือน และปรับ 1,002,500 บาท แสดงให้เห็นว่าหลักหลายกรรมไม่ทำให้โทษกระทงอื่นเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการกำหนดโทษใหม่ในกระทงหนึ่ง ข้อ 5 เจ้าพนักงานตำรวจได้รับแจ้งก่อนจับกุมว่าจำเลยมีพฤติการณ์จำหน่ายยาเสพติด และเมื่อค้นพบของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีนจำนวนมากในหลายรูปแบบ รวมปริมาณสารบริสุทธิ์ 220.217 กรัม ให้วินิจฉัยว่าพฤติการณ์ดังกล่าวมีผลต่อการตีความว่าเป็นการ “ก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน” ตามมาตรา 145 วรรคสองหรือไม่ และเหตุใดศาลฎีกาจึงยอมรับพฤติการณ์ดังกล่าวแม้ไม่มีการบรรยายฟ้องไว้โดยละเอียด ธงคำตอบ แม้ฟ้องไม่ได้บรรยายโดยละเอียดว่าจำเลยจำหน่ายยาเสพติดจนก่อให้เกิดผลกระทบ แต่ศาลสามารถวินิจฉัยจากพยานหลักฐานและพฤติการณ์โดยรวมได้ เมื่อพบว่าของกลางมีจำนวนมากหลากหลายรูปแบบ บวกกับการที่มีผู้แจ้งข้อมูลการจำหน่ายมาก่อนจับกุม ศาลย่อมมีเหตุผลเชื่อว่าหากไม่ถูกจับกุมจะมีการแพร่กระจายยาเสพติดสู่กลุ่มผู้เสพอย่างแน่นอน พฤติการณ์จึงเข้าลักษณะตามมาตรา 145 วรรคสอง ศาลฎีกายอมรับพฤติการณ์ดังกล่าวเพราะเป็นข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับลักษณะความร้ายแรงของการกระทำ ไม่ใช่ข้อสาระสำคัญที่ต้องบรรยายในฟ้องให้ครบถ้วน การวินิจฉัยจึงสอดคล้องกับหลักการพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดีเพื่อกำหนดโทษตามบทกฎหมายใหม่ที่เป็นคุณแก่จำเลย |




