
| ศาลฎีกากำหนดโทษใหม่จำเลยคดียาเสพติดตามกฎหมายใหม่ คำพิพากษาฎีกาที่ 875/2568
ศาลฎีกากำหนดโทษใหม่จำเลยคดียาเสพติดตามกฎหมายใหม่ – คำพิพากษาฎีกาที่ 875/2568 คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกำหนดโทษใหม่ให้จำเลยในคดียาเสพติด โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องโทษหนักเป็นสามเท่าตามกฎหมายเดิม แต่ภายใต้กฎหมายใหม่ที่มีโทษเบากว่า ศาลฎีกาใช้หลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) เพื่อปรับโทษให้เป็นคุณแก่จำเลย พร้อมทั้งวินิจฉัยขยายผลให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งร่วมกระทำความผิด โดยไม่ต้องยื่นคำร้องแยกต่างหาก
สรุปย่อ ศาลฎีกาพิจารณาว่า จำเลยที่ 2 ขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) เนื่องจากกฎหมายใหม่กำหนดโทษเบากว่ากฎหมายเดิม โดยในขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 6 ล้านบาทตามกฎหมายเดิม แต่กฎหมายใหม่ (มาตรา 145 วรรคสอง (2)) กำหนดโทษจำคุกเพียง 2–20 ปี และปรับ 200,000–2,000,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นโทษที่ “เป็นคุณ” กว่าเดิม แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งต้องโทษสามเท่า แต่ทั้งกฎหมายเก่าและใหม่ต่างบัญญัติลักษณะเดียวกัน เพียงแต่กฎหมายเก่ากำหนดโทษสูงสุดไว้ 50 ปี ในขณะที่กฎหมายใหม่ไม่ได้กำหนดไว้ จึงต้องนำกฎหมายทั้งสองมาปรับใช้เฉพาะส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย โดยศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้คู่ความไม่ฎีกา นอกจากนี้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำร้องขอกำหนดโทษใหม่ แต่เมื่อปรากฏว่าเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาจึงสามารถกำหนดโทษใหม่ให้ได้เช่นกัน คำพิพากษาศาลฎีกา: กำหนดโทษใหม่ให้จำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี 2 เดือน และปรับ 600,000 บาท จำเลยที่ 2 จำคุก 25 ปี และปรับ 3,000,000 บาท หากไม่ชำระค่าปรับ ให้กักขังแทนตามกฎหมาย
⚖️ ข้อเท็จจริงของคดี •จำเลยที่ 1 และ 2 ถูกฟ้องฐานสมคบและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยจำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น •ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 17 ปี 2 เดือน และปรับ 700,000 บาท •จำเลยที่ 2 ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 6,000,000 บาท เนื่องจากกฎหมายเดิมกำหนดให้เจ้าพนักงานต้องรับโทษเป็น 3 เท่าของความผิด •จำเลยทั้งสองรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง •จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้กำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายที่มีผลในภายหลัง
📚 คำวินิจฉัยของศาลฎีกา 🔸 ประเด็นที่ 1: การตีความ “โทษที่เป็นคุณ” ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กฎหมายใหม่ (ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 145 วรรคสอง (2)) กำหนดโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไว้เบากว่าโทษเดิม โดยกำหนดโทษจำคุก 2–20 ปี และปรับ 200,000–2,000,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็น “โทษที่เป็นคุณ” ตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 3 (1) 🔸 ประเด็นที่ 2: โทษสามเท่าตามฐานะเจ้าพนักงาน แม้ว่าทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างกำหนดให้เจ้าพนักงานที่กระทำผิดต้องรับโทษสามเท่า แต่: •กฎหมายเดิม (พ.ร.บ. มาตรการฯ พ.ศ. 2534) กำหนดโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 50 ปี •กฎหมายใหม่ (ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180) ไม่ได้จำกัดโทษสูงสุดไว้ ดังนั้น การนำโทษตามกฎหมายใหม่มาปรับบทเฉพาะในส่วนที่เป็นคุณต่อจำเลยที่ 2 จึงเป็นแนวทางที่ชอบด้วยกฎหมาย 🔸 ประเด็นที่ 3: อำนาจของศาลฎีกาในการกำหนดโทษให้จำเลยร่วม แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร้องขอกำหนดโทษใหม่ แต่เมื่อมีการวินิจฉัยว่าโทษจำเลยที่ 2 ต้องปรับใหม่ และจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วม ศาลฎีกาจึงมีอำนาจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ด้วย ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)
📌 คำพิพากษาศาลฎีกา (ปรับโทษใหม่) •จำเลยที่ 1: จำคุก 6 ปี 2 เดือน และปรับ 600,000 บาท •จำเลยที่ 2: จำคุก 25 ปี และปรับ 3,000,000 บาท
💡 ขยายความทางกฎหมาย 📖 หลักตาม ป.อ. มาตรา 3 (1) “ถ้าการกระทำใดเป็นความผิดตามกฎหมายในขณะกระทำ และต่อมามีกฎหมายบัญญัติให้การกระทำนั้นเป็นความผิด แต่กำหนดโทษเบาลง ให้ใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด” ในคดีนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะต้องรับโทษสามเท่าตามกฎหมายเดิม แต่เมื่อกฎหมายใหม่มีโทษฐานความผิดเดิมเบากว่า และโครงสร้างโทษใหม่เปิดช่องให้ศาลพิจารณาตามพฤติการณ์ ศาลจึงใช้กฎหมายใหม่แทน และปรับโทษใหม่ในกรอบที่ไม่เกิน 50 ปี 📖 แนวทางศาลฎีกาในการวินิจฉัยแม้ไม่ได้ฎีกา ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 195 วรรคสอง และ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด มาตรา 3 ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่องการอำนวยความยุติธรรมและหลักนิติธรรมในกระบวนการยุติธรรมไทย
🧠 ข้อคิดทางกฎหมาย 1.การใช้กฎหมายที่เป็นคุณ เป็นหลักสากลที่ยืนยันถึงความยุติธรรมในระบบกฎหมายอาญาไทย โดยให้สิทธิผู้กระทำความผิดได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย 2.ศาลฎีกามีบทบาทเชิงรุก ในการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม แม้ไม่มีฎีกาโดยตรง ก็สามารถพิจารณาเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง 3.จำเลยร่วมได้รับอานิสงส์ทางกฎหมาย เมื่อศาลเห็นว่าเป็นตัวการร่วม แม้มิได้ยื่นฎีกาด้วยตนเอง 4.กฎหมายใหม่ต้องศึกษาให้ครบทั้งระบบ เนื่องจากกฎหมายที่เป็นคุณในส่วนหนึ่ง อาจมีโทษที่เป็นโทษในอีกส่วน จึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2568 จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงได้ไม่เกิน 50 ปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงไว้ ดังนั้น กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ส่วนจำเลยที่ 1 แม้มิได้ร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ด้วย แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และกำลังรับโทษอยู่ ศาลฎีกาย่อมกำหนดโทษใหม่สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยได้ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)
คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 ประกอบมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก แต่ละบทมีโทษเท่ากัน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 34 ปี และปรับ 1,400,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ให้วางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้ คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 6,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี และปรับ 700,000 บาท ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 3,000,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี 2 เดือน และปรับ 700,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง ยกคำขอให้นับโทษต่อ คดีถึงที่สุด
จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา
ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่ามีเหตุกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ เห็นว่า การกำหนดโทษให้จำเลยที่ 2 ใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ต้องเป็นกรณีที่โทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ซึ่งบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดบัญญัติให้ศาลกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 สมคบกันมีเมทแอมเฟตามีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 159.941218 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลพิพากษาลงโทษ จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 6,000,000 บาท ก่อนลดโทษ ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ถึงการกระทำของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นการก่อให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ตามปริมาณเมทแอมเฟตามีนของกลางที่มีจำนวนดังกล่าวย่อมแสดงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ด้วย หากจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวออกไปโดยสภาพและพฤติการณ์ย่อมก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90 และต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่ากฎหมายเดิม เมื่อโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาคือโทษจำคุกตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุกตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลต้องกำหนดโทษให้จำเลยที่ 2 ใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ส่วนกรณีเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งได้คำว่า "โทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงได้ไม่เกินห้าสิบปีแตกต่างจากประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ส่วนจำเลยที่ 1 แม้จะมิได้ร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ด้วยแต่เมื่อสำนวนความปรากฏต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และกำลังรับโทษอยู่ ศาลฎีกาย่อมกำหนดโทษใหม่สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)
พิพากษากลับ ให้กำหนดโทษจำเลยทั้งสองเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ให้จำคุก 12 ปี และปรับ 1,200,000 บาท ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 180 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10, 12 จำคุก 50 ปี และปรับ 6,000,000 บาท ลดโทษจำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี และปรับ 600,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 3,000,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 2 เดือน และปรับ 600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี
|



