ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




ศาลฎีกากำหนดโทษใหม่จำเลยคดียาเสพติดตามกฎหมายใหม่ – คำพิพากษาฎีกาที่ 875/2568

ทนาย ลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ ปรึกษากฎหมายทางแชทไลน์

ศาลฎีกากำหนดโทษใหม่จำเลยคดียาเสพติดตามกฎหมายใหม่ – คำพิพากษาฎีกาที่ 875/2568

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกำหนดโทษใหม่ให้จำเลยในคดียาเสพติด โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นต้องโทษหนักเป็นสามเท่าตามกฎหมายเดิม แต่ภายใต้กฎหมายใหม่ที่มีโทษเบากว่า ศาลฎีกาใช้หลักตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) เพื่อปรับโทษให้เป็นคุณแก่จำเลย พร้อมทั้งวินิจฉัยขยายผลให้แก่จำเลยที่ 1 ซึ่งร่วมกระทำความผิด โดยไม่ต้องยื่นคำร้องแยกต่างหาก


สรุปย่อ

ศาลฎีกาพิจารณาว่า จำเลยที่ 2 ขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) เนื่องจากกฎหมายใหม่กำหนดโทษเบากว่ากฎหมายเดิม โดยในขณะกระทำความผิด จำเลยที่ 2 ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิตและปรับ 6 ล้านบาทตามกฎหมายเดิม แต่กฎหมายใหม่ (มาตรา 145 วรรคสอง (2)) กำหนดโทษจำคุกเพียง 2–20 ปี และปรับ 200,000–2,000,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นโทษที่ “เป็นคุณ” กว่าเดิม

แม้จำเลยที่ 2 จะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐซึ่งต้องโทษสามเท่า แต่ทั้งกฎหมายเก่าและใหม่ต่างบัญญัติลักษณะเดียวกัน เพียงแต่กฎหมายเก่ากำหนดโทษสูงสุดไว้ 50 ปี ในขณะที่กฎหมายใหม่ไม่ได้กำหนดไว้ จึงต้องนำกฎหมายทั้งสองมาปรับใช้เฉพาะส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย โดยศาลมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้คู่ความไม่ฎีกา

นอกจากนี้ แม้จำเลยที่ 1 มิได้ยื่นคำร้องขอกำหนดโทษใหม่ แต่เมื่อปรากฏว่าเป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ศาลฎีกาจึงสามารถกำหนดโทษใหม่ให้ได้เช่นกัน

คำพิพากษาศาลฎีกา:

กำหนดโทษใหม่ให้จำเลยที่ 1 จำคุก 6 ปี 2 เดือน และปรับ 600,000 บาท

จำเลยที่ 2 จำคุก 25 ปี และปรับ 3,000,000 บาท

หากไม่ชำระค่าปรับ ให้กักขังแทนตามกฎหมาย


⚖️ ข้อเท็จจริงของคดี

•จำเลยที่ 1 และ 2 ถูกฟ้องฐานสมคบและมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย โดยจำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น

•ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยที่ 1 รวม 17 ปี 2 เดือน และปรับ 700,000 บาท

•จำเลยที่ 2 ต้องโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับ 6,000,000 บาท เนื่องจากกฎหมายเดิมกำหนดให้เจ้าพนักงานต้องรับโทษเป็น 3 เท่าของความผิด

•จำเลยทั้งสองรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง

•จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้กำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายที่มีผลในภายหลัง


📚 คำวินิจฉัยของศาลฎีกา

🔸 ประเด็นที่ 1: การตีความ “โทษที่เป็นคุณ”

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า กฎหมายใหม่ (ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 มาตรา 145 วรรคสอง (2)) กำหนดโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายไว้เบากว่าโทษเดิม โดยกำหนดโทษจำคุก 2–20 ปี และปรับ 200,000–2,000,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็น “โทษที่เป็นคุณ” ตามความหมายของ ป.อ. มาตรา 3 (1)

🔸 ประเด็นที่ 2: โทษสามเท่าตามฐานะเจ้าพนักงาน

แม้ว่าทั้งกฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างกำหนดให้เจ้าพนักงานที่กระทำผิดต้องรับโทษสามเท่า แต่:

•กฎหมายเดิม (พ.ร.บ. มาตรการฯ พ.ศ. 2534) กำหนดโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 50 ปี

•กฎหมายใหม่ (ประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180) ไม่ได้จำกัดโทษสูงสุดไว้

ดังนั้น การนำโทษตามกฎหมายใหม่มาปรับบทเฉพาะในส่วนที่เป็นคุณต่อจำเลยที่ 2 จึงเป็นแนวทางที่ชอบด้วยกฎหมาย

🔸 ประเด็นที่ 3: อำนาจของศาลฎีกาในการกำหนดโทษให้จำเลยร่วม

แม้จำเลยที่ 1 ไม่ได้ร้องขอกำหนดโทษใหม่ แต่เมื่อมีการวินิจฉัยว่าโทษจำเลยที่ 2 ต้องปรับใหม่ และจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วม ศาลฎีกาจึงมีอำนาจกำหนดโทษจำเลยที่ 1 ด้วย ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)


📌 คำพิพากษาศาลฎีกา (ปรับโทษใหม่)

•จำเลยที่ 1: จำคุก 6 ปี 2 เดือน และปรับ 600,000 บาท

•จำเลยที่ 2: จำคุก 25 ปี และปรับ 3,000,000 บาท


💡 ขยายความทางกฎหมาย

📖 หลักตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)

“ถ้าการกระทำใดเป็นความผิดตามกฎหมายในขณะกระทำ และต่อมามีกฎหมายบัญญัติให้การกระทำนั้นเป็นความผิด แต่กำหนดโทษเบาลง ให้ใช้กฎหมายที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิด”

ในคดีนี้ แม้จำเลยที่ 2 จะต้องรับโทษสามเท่าตามกฎหมายเดิม แต่เมื่อกฎหมายใหม่มีโทษฐานความผิดเดิมเบากว่า และโครงสร้างโทษใหม่เปิดช่องให้ศาลพิจารณาตามพฤติการณ์ ศาลจึงใช้กฎหมายใหม่แทน และปรับโทษใหม่ในกรอบที่ไม่เกิน 50 ปี

📖 แนวทางศาลฎีกาในการวินิจฉัยแม้ไม่ได้ฎีกา

ตาม ป.วิ.อาญา มาตรา 195 วรรคสอง และ พ.ร.บ. วิธีพิจารณาคดียาเสพติด มาตรา 3 ศาลฎีกามีอำนาจหยิบยกปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยขึ้นวินิจฉัยเองได้ แม้คู่ความจะมิได้ฎีกา ซึ่งสะท้อนแนวคิดเรื่องการอำนวยความยุติธรรมและหลักนิติธรรมในกระบวนการยุติธรรมไทย


🧠 ข้อคิดทางกฎหมาย

1.การใช้กฎหมายที่เป็นคุณ เป็นหลักสากลที่ยืนยันถึงความยุติธรรมในระบบกฎหมายอาญาไทย โดยให้สิทธิผู้กระทำความผิดได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงกฎหมาย

2.ศาลฎีกามีบทบาทเชิงรุก ในการปรับปรุงกระบวนการยุติธรรม แม้ไม่มีฎีกาโดยตรง ก็สามารถพิจารณาเพื่อความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง

3.จำเลยร่วมได้รับอานิสงส์ทางกฎหมาย เมื่อศาลเห็นว่าเป็นตัวการร่วม แม้มิได้ยื่นฎีกาด้วยตนเอง

4.กฎหมายใหม่ต้องศึกษาให้ครบทั้งระบบ เนื่องจากกฎหมายที่เป็นคุณในส่วนหนึ่ง อาจมีโทษที่เป็นโทษในอีกส่วน จึงต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน


คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 875/2568

จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ ตาม ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติด เป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งคำว่า "โทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตาม ป.ยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงได้ไม่เกิน 50 ปี แตกต่างจาก ป.ยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงไว้ ดังนั้น กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และ พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ส่วนจำเลยที่ 1 แม้มิได้ร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ด้วย แต่เมื่อความปรากฏต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และกำลังรับโทษอยู่ ศาลฎีกาย่อมกำหนดโทษใหม่สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยได้ ตาม ป.อ. มาตรา 3 (1)


คดีสืบเนื่องจากศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 57, 66 วรรคสาม, 91 ประกอบมาตรา 100/2 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำเลยที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 8 วรรคสอง ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 15 วรรคสาม (2), 66 วรรคสาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดไปตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีนจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 4 เดือน ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน กับฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย เป็นการกระทำกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด (ที่ถูก แต่ละบทมีโทษเท่ากัน) ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 จำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 34 ปี และปรับ 1,400,000 บาท ส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน จำเลยที่ 2 เป็นสมาชิกสภาท้องถิ่น ให้วางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม แต่ความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 66 วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกตลอดชีวิต และปรับตั้งแต่หนึ่งล้านบาทถึงห้าล้านบาท จึงไม่อาจเพิ่มโทษจำคุกได้ คงจำคุกจำเลยที่ 2 ตลอดชีวิต และปรับ 6,000,000 บาท จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 ฐานเสพเมทแอมเฟตามีน คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 เดือน ฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี และปรับ 700,000 บาท ฐานสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดและได้มีการกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายเพราะเหตุที่ได้มีการสมคบกัน คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 3,000,000 บาท รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 17 ปี 2 เดือน และปรับ 700,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี ริบของกลาง ยกคำขอให้นับโทษต่อ คดีถึงที่สุด


จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้กำหนดโทษใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้ยกคำร้อง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์แผนกคดียาเสพติดพิพากษายืน

จำเลยที่ 2 ฎีกา โดยได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา


ศาลฎีกาแผนกคดียาเสพติดวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 ว่ามีเหตุกำหนดโทษจำเลยที่ 2 ใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) หรือไม่ เห็นว่า การกำหนดโทษให้จำเลยที่ 2 ใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ต้องเป็นกรณีที่โทษที่กำหนดตามคำพิพากษาถึงที่สุดหนักกว่าโทษที่กำหนดตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ซึ่งบทกำหนดโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 145 อันเป็นกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดบัญญัติให้ศาลกำหนดโทษหนักเบาตามพฤติการณ์หรือบทบาทหน้าที่ในการกระทำความผิดเป็นสำคัญ คดีนี้ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 สมคบกันมีเมทแอมเฟตามีน คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 159.941218 กรัม ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลพิพากษาลงโทษ จำคุกตลอดชีวิต และปรับ 6,000,000 บาท ก่อนลดโทษ ซึ่งพฤติการณ์แห่งคดีไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่บ่งชี้ถึงการกระทำของจำเลยที่ 2 ว่าเป็นการก่อให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัย แต่ตามปริมาณเมทแอมเฟตามีนของกลางที่มีจำนวนดังกล่าวย่อมแสดงถึงพฤติการณ์ในการกระทำความผิดของจำเลยที่ 2 ด้วย หากจำเลยที่ 2 จำหน่ายเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวออกไปโดยสภาพและพฤติการณ์ย่อมก่อให้เกิดการแพร่กระจายในกลุ่มประชาชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90 และต้องด้วยบทกำหนดโทษตาม มาตรา 145 วรรคสอง (2) ซึ่งมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงยี่สิบปีและปรับตั้งแต่สองแสนบาทถึงสองล้านบาท อันเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 มากกว่ากฎหมายเดิม เมื่อโทษที่กำหนดตามคำพิพากษาคือโทษจำคุกตลอดชีวิตหนักกว่าโทษจำคุกตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง ศาลต้องกำหนดโทษให้จำเลยที่ 2 ใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลังตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ส่วนกรณีเจ้าพนักงานกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด ต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำความผิด โดยกฎหมายใหม่ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ยังคงบัญญัติให้ระวางโทษสมาชิกสภาท้องถิ่นที่กระทำความผิดร้ายแรงเกี่ยวกับยาเสพติดเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นเช่นเดียวกัน ซึ่งได้คำว่า "โทษที่กำหนดสำหรับความผิดนั้น" ก็คือโทษตามประมวลกฎหมายยาเสพติด ซึ่งเป็นคุณกว่ากฎหมายเดิม อย่างไรก็ตาม พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 12 บัญญัติว่า การกำหนดโทษจำคุกที่จะลงแก่ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ให้กำหนดโทษจำคุกอย่างสูงได้ไม่เกินห้าสิบปีแตกต่างจากประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 180 ซึ่งไม่ได้กำหนดโทษจำคุกขั้นสูงสุดไว้ ดังนั้น กฎหมายเดิมและกฎหมายใหม่ต่างมีส่วนที่เป็นคุณและเป็นโทษอยู่ด้วย จึงต้องนำมาปรับบทลงโทษจำเลยที่ 2 เฉพาะในส่วนที่เป็นคุณระคนปนกันไป ปัญหานี้เป็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้คู่ความไม่ฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225 และพระราชบัญญัติวิธีพิจารณาคดียาเสพติด พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยฎีกาของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น ส่วนจำเลยที่ 1 แม้จะมิได้ร้องขอให้ศาลกำหนดโทษใหม่ด้วยแต่เมื่อสำนวนความปรากฏต่อศาลว่าจำเลยที่ 1 เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 และกำลังรับโทษอยู่ ศาลฎีกาย่อมกำหนดโทษใหม่สำหรับจำเลยที่ 1 ด้วยได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1)


พิพากษากลับ ให้กำหนดโทษจำเลยทั้งสองเสียใหม่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 (1) ให้ลงโทษจำเลยที่ 1 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100/2 ให้จำคุก 12 ปี และปรับ 1,200,000 บาท ให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด มาตรา 90, 145 วรรคสอง (2) ประกอบมาตรา 180 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 พระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10, 12 จำคุก 50 ปี และปรับ 6,000,000 บาท ลดโทษจำเลยทั้งสองคนละกึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก จำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี และปรับ 600,000 บาท คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 25 ปี และปรับ 3,000,000 บาท เมื่อรวมกับโทษฐานเสพเมทแอมเฟตามีนตามคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว รวมจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 6 ปี 2 เดือน และปรับ 600,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 หากต้องกักขังแทนค่าปรับให้กักขังเกิน 1 ปี แต่ไม่เกิน 2 ปี

 




คดียาเสพติดให้โทษ

พนักงานรัฐวิสาหกิจกับโทษคดียาเสพติดสามเท่า การใช้กฎหมายที่เป็นคุณ และการริบโทรศัพท์ของกลาง
การนำยาเสพติดเข้าประเทศ ถือว่าสำเร็จหรือพยายาม
กระบวนการริบทรัพย์ในคดียาเสพติดกับขั้นตอนขอให้รับฎีกาไว้พิจารณาตามกฎหมายพิเศษ
การกำหนดโทษผู้สนับสนุนคดีจำหน่ายยาเสพติดตามบทกฎหมายที่เป็นคุณ(ฎีกา 7422/2568)
ผู้ใหญ่บ้านคดียาเสพติด เพิ่มโทษสามเท่า ปรับบทกฎหมายได้ไม่ถือเพิ่มโทษ(ฎีกา 2806/2554)
กำหนดโทษใหม่คดียาเสพติด อุทธรณ์ได้แค่ไหน ใช้กฎหมายใหม่อย่างไร(ฎีกา 4912/2566)
ประเด็นกำหนดโทษใหม่ในคดียาเสพติด,โทษเป็นคุณ,(ฎีกา 218/2567)
ยกฟ้องฐานผลิต/ครอบครองกัญชา หลัง “พืชกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด”(ฎีกา 1225/2567)
พยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน & สมคบยา, ข้อสันนิษฐาน (ฎีกา 2182/2567)
เปิดบัญชีรับเงินค้ายา = สมคบยาเสพติด, กำหนดโทษใหม่, การแบ่งหน้าที่ (ฎีกา 2306/2567)
(ฎีกา 2682/2567) – คดียาเสพติด ผู้สนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2567 : การอุทธรณ์คดียาเสพติดและหลักกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย
การเพิ่มโทษผู้กระทำผิดไม่เข็ดหลาบในคดียาเสพติดและการยื่นคำร้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2568: กำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยในคดียาเสพติด
บทลงโทษผู้เสพยาเสพติด, เพิ่มโทษจำคุกหนึ่งในสามตามมาตรา 92, รอการลงโทษจำคุกตามมาตรา 56,
คดีถึงที่สุดแล้วเรือนจำเป็นภูมิลำเนาของจำเลย, ภูมิลำเนาผู้ต้องขัง, การส่งสำเนาอุทธรณ์ผิดที่
มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรม
สมคบเพื่อการค้ายาเสพติด มีโทษอย่างไร
เหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะรายลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้
ธนบัตรที่นำไปล่อซื้อยาเสพติดไม่ใช่สาระสำคัญถึงกับมีข้อสงสัยยกฟ้อง
คำว่า จำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย | ผิดกรรมเดียว
รับฝากยาบ้า 4.013 เม็ด ถูกจำคุก 22 ปี
ริบทรัพย์สินเกี่ยวกับยาเสพติด
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ เมทแอมเฟตามีน 75 เม็ด
ครอบครองยาบ้า 584 เม็ด รับสารภาพจำคุก 25 ปี
ยาเสพติดให้โทษ 600 เม็ด จำคุก 20 ปี
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาเสพติดให้โทษ 750 เม็ด โทษ 20 ปี
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 778 เม็ด จำคุก 25 ปี article
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 1,200 เม็ด จำคุก 18 ปี
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 2,374 เม็ด
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) 3,017 เม็ด
เมทแอมเฟตามีน 5,290 เม็ด จำคุก 20 ปี
ยาเสพติดให้โทษ ยาบ้า 12,000 เม็ด จำคุก 33 ปี 9 เดือน
ให้บัญชีธนาคารคนอื่นใช้โอนเงินค่ายาเสพติดโทษเท่ากันกับตัวการ
ขอลดโทษคดียาเสพติดตามมาตรา 100/2
การกำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
พยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยยกประโยชน์ แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย
ยาบ้า 279 เม็ด โทษจำคุก 7 ปี ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย
ข้อมูลเป็นประโยชน์ตามมาตรา 100/2
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาบ้า 27 เม็ด
การสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
ยาเสพติดให้โทษ ยาบ้า เมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ นำเข้า 22 เม็ด