
| ผู้ใหญ่บ้านคดียาเสพติด เพิ่มโทษสามเท่า ปรับบทกฎหมายได้ไม่ถือเพิ่มโทษ(ฎีกา 2806/2554)
ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการกำหนดโทษในคดียาเสพติดกรณีจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครอง เมื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับการมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงต้องรับโทษหนักเป็นพิเศษตามกฎหมายว่าด้วยการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด โดยศาลได้วางหลักการสำคัญเกี่ยวกับการเพิ่มโทษเป็นสามเท่า และยืนยันว่าการที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องตามกฎหมายพิเศษ ไม่ถือเป็นการเพิ่มเติมโทษแก่จำเลยแต่อย่างใด ข้อเท็จจริงของคดี คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน มีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำเลยรับสารภาพเฉพาะข้อหาอาวุธปืน แต่ปฏิเสธข้อหายาเสพติด โดยศาลต้องพิจารณาว่าจำเลยมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายพิเศษหรือไม่ และผลทางกฎหมายต่อการกำหนดโทษเป็นอย่างไร คำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต เห็นว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน จึงเพิ่มโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 และรวมโทษจำคุกและปรับตามที่เห็นสมควร ประเด็นปัญหาข้อกฎหมาย ประเด็นสำคัญอยู่ที่บทกฎหมายที่ใช้เพิ่มโทษ ว่าควรเป็นบทใดระหว่างพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ กับพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด และการที่ศาลอุทธรณ์แก้ไขบทกฎหมายดังกล่าว จะถือเป็นการเพิ่มโทษจำเลยหรือไม่ คำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 เห็นว่าจำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองตามกฎหมาย จึงต้องใช้บทเพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ไม่ใช่มาตรา 100 ของกฎหมายยาเสพติด และการปรับบทกฎหมายดังกล่าวเป็นเพียงการแก้ไขให้ถูกต้อง ไม่ถือเป็นการเพิ่มโทษใหม่ คำวินิจฉัยของศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยยืนตามศาลอุทธรณ์ โดยย้ำว่าตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย เมื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องระวางโทษเป็นสามเท่าตามกฎหมายพิเศษ การที่ศาลอุทธรณ์แก้บทกฎหมายจากที่ศาลชั้นต้นใช้ผิด เป็นการแก้ให้ถูกต้องตามกฎหมาย มิใช่การลงโทษหนักขึ้นโดยไม่ชอบ หลักกฎหมายและแนวคำพิพากษาที่ควรศึกษา คำพิพากษานี้วางหลักชัดเจนว่า การพิจารณาเพิ่มโทษต้องอาศัยบทกฎหมายที่ถูกต้องตามสถานะของจำเลย การปรับบทกฎหมายในชั้นอุทธรณ์ หากไม่ทำให้โทษหนักกว่ากรอบกฎหมายเดิม ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิจำเลย เจ้าพนักงานที่กระทำความผิดยาเสพติดต้องรับโทษหนักเป็นพิเศษตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการใช้บทกฎหมายพิเศษให้ถูกต้อง และยืนยันหลักว่าศาลสามารถแก้ไขบทกฎหมายเพื่อให้ถูกต้องได้โดยไม่กระทบสิทธิของจำเลย หากไม่เป็นการเพิ่มโทษเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต โดยเห็นว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงาน จึงเพิ่มโทษเป็นสามเท่าตามกฎหมายยาเสพติด 2. ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้บทกฎหมาย โดยใช้บทเพิ่มโทษตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มาตรา 10 และเห็นว่าการแก้ไขดังกล่าวไม่ถือเป็นการเพิ่มโทษ 3. ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ เห็นว่าการปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเป็นไปโดยชอบ ไม่เป็นการลงโทษจำเลยหนักขึ้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2806/2554 จำเลยเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองตาม พ.ร.บ.ลักษณะปกครองท้องที่ พ.ศ.2457 ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้าน จึงเป็นเจ้าพนักงานตาม พ.ร.บ.มาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ.2534 มาตรา 10 เมื่อจำเลยกระทำความผิดฐานมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย อันเป็นการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงต้องระวางโทษเป็นสามเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้นตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นวางโทษจำเลยสามเท่าตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 100 จึงไม่ถูกต้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบที่จะปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ไม่ถือว่าเป็นการเพิ่มเติมโทษจำเลย โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 หลายมาตรา รวมทั้งพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 และพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พร้อมขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยรับสารภาพข้อหามีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ปฏิเสธข้อหามีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และมีอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต การกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ลงโทษแยกเป็นกระทง ตามฐานมียาเสพติดให้โทษ จำคุก 4 ปี และปรับ 400,000 บาท เพิ่มโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 มาตรา 100 เป็นจำคุก 12 ปี และปรับ 1,200,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี และปรับ 800,000 บาท ส่วนความผิดฐานอาวุธปืน ลงโทษจำคุก 1 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 6 เดือน รวมจำคุก 8 ปี 6 เดือน และปรับ 800,000 บาท พร้อมริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้บทกฎหมาย โดยเห็นว่าจำเลยต้องรับโทษเพิ่มเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด พ.ศ. 2534 มาตรา 10 ลงโทษจำคุก 12 ปี และปรับ 1,200,000 บาท ลดโทษหนึ่งในสาม คงจำคุก 8 ปี และปรับ 800,000 บาท ส่วนความผิดอาวุธปืน ลดโทษคงจำคุก 3 เดือน รวมจำคุก 8 ปี 3 เดือน และปรับ 800,000 บาท พร้อมคืนอาวุธปืนและเครื่องกระสุนแก่เจ้าของ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นผู้ใหญ่บ้านซึ่งเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองตามกฎหมาย เมื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องรับโทษเป็นสามเท่าตามพระราชบัญญัติมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด การที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องไม่ถือเป็นการเพิ่มเติมโทษแก่จำเลย คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 ชอบแล้ว จึงพิพากษายืน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม: ผู้ใหญ่บ้านถือเป็น “เจ้าพนักงาน” ตามกฎหมายที่ใช้เพิ่มโทษคดียาเสพติดหรือไม่ และเพราะเหตุใดจึงเข้าข่ายต้องรับโทษหนักขึ้น? คำตอบ: ผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองตามกฎหมายลักษณะปกครองท้องที่ จึงเข้าลักษณะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เมื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด เช่น มียาเสพติดประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จึงต้องรับโทษหนักเป็นพิเศษตามบทเพิ่มโทษที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับเจ้าพนักงาน 2. คำถาม: กรณีเจ้าพนักงานกระทำความผิดฐานมียาเสพติดประเภท 1 ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ต้องเพิ่มโทษ “สามเท่า” ตามกฎหมายใด? คำตอบ: ต้องเพิ่มโทษเป็นสามเท่าตามกฎหมายว่าด้วยมาตรการในการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด (บทเพิ่มโทษสำหรับเจ้าพนักงาน) ไม่ใช่บทเพิ่มโทษตามกฎหมายยาเสพติดให้โทษที่ศาลชั้นต้นอ้างใช้ในคดีนี้ 3. คำถาม: ทำไมศาลชั้นต้นที่เพิ่มโทษสามเท่าตามกฎหมายยาเสพติดให้โทษจึงถือว่า “ปรับบทกฎหมายไม่ถูกต้อง”? คำตอบ: เพราะกรณีจำเลยมีฐานะเป็นเจ้าพนักงาน บทเพิ่มโทษสามเท่าที่ถูกต้องต้องอาศัยกฎหมายพิเศษที่กำหนดมาตรการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดสำหรับเจ้าพนักงานโดยเฉพาะ การนำบทเพิ่มโทษของกฎหมายยาเสพติดให้โทษมาใช้แทนจึงไม่ตรงกับบทกฎหมายที่ควรบังคับในกรณีเจ้าพนักงาน 4. คำถาม: ศาลอุทธรณ์สามารถแก้ไขบทกฎหมายที่ใช้เพิ่มโทษให้ถูกต้องได้หรือไม่ และจะถือว่าเป็นการ “เพิ่มโทษจำเลย” หรือไม่? คำตอบ: ศาลอุทธรณ์สามารถปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องได้ หากเป็นการแก้ไขเพื่อให้การบังคับใช้กฎหมายสอดคล้องกับข้อเท็จจริงและสถานะของจำเลย การแก้จากบทเพิ่มโทษที่ศาลชั้นต้นใช้ผิดไปเป็นบทที่ถูกต้อง ไม่ถือเป็นการเพิ่มโทษจำเลยโดยมิชอบ 5. คำถาม: ประเด็นสำคัญที่ศาลฎีกายืนตามศาลอุทธรณ์ในคดีนี้คืออะไร? คำตอบ: ศาลฎีกายืนว่า ผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมาย และเมื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดต้องรับโทษเพิ่มเป็นสามเท่าตามกฎหมายมาตรการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด นอกจากนี้ การที่ศาลอุทธรณ์ปรับบทกฎหมายให้ถูกต้องเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาโดยชอบ ไม่ใช่การเพิ่มเติมโทษจำเลย 6. คำถาม: คำพิพากษานี้ให้แนวทางอย่างไรเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่าง “ปรับบทกฎหมาย” กับ “เพิ่มโทษ” ในคดีอาญา? คำตอบ: แนวทางสำคัญคือ การปรับบทกฎหมายหมายถึงการแก้ไขฐานกฎหมายที่นำมาบังคับให้ถูกต้องตามข้อเท็จจริงและสถานะของผู้กระทำผิด หากยังอยู่ในกรอบโทษที่กฎหมายกำหนดและเป็นการแก้เพื่อความถูกต้อง ย่อมไม่ถือเป็นการเพิ่มโทษจำเลยในความหมายที่เป็นการลงโทษหนักขึ้นโดยไม่ชอบ 7. คำถาม: หากจำเลยมีความผิดหลายกรรมทั้งยาเสพติดและอาวุธปืน ศาลลงโทษอย่างไรโดยหลักทั่วไป? คำตอบ: โดยหลักทั่วไปเมื่อการกระทำเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ศาลต้องลงโทษแยกเป็นกระทงตามแต่ละฐานความผิด แล้วรวมโทษตามหลักกฎหมายอาญา การเพิ่มโทษตามบทกฎหมายพิเศษจะพิจารณาเฉพาะกรรมที่เข้าหลักเกณฑ์ของบทเพิ่มโทษนั้น |




