
| การนำยาเสพติดเข้าประเทศ ถือว่าสำเร็จหรือพยายาม
บทนำ คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยเส้นแบ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในคดียาเสพติดระหว่าง “ความผิดฐานนำยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยสำเร็จ” กับ “ความผิดฐานพยายามนำยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักร” ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลโดยตรงต่อฐานความผิดและอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ในระดับสูงสุด คดีนี้เกิดขึ้นจากการที่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติมาเลเซีย เดินทางโดยรถยนต์รับจ้างจากประเทศมาเลเซียเข้ามายังประเทศไทย ผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองและถูกตรวจค้นโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรบริเวณด่านชายแดน ก่อนตรวจพบเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ในสัมภาระของจำเลย ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญจึงอยู่ที่ว่า การกระทำของจำเลยในลักษณะดังกล่าวถือว่าเป็นการ “นำยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว” หรือยังอยู่ในขั้น “พยายาม” เท่านั้น ศาลฎีกาได้วางหลักกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “นำเข้า” ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ โดยอาศัยกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองเป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาว่าการกระทำได้ล่วงล้ำเข้าสู่เขตอำนาจรัฐไทยโดยสมบูรณ์แล้วหรือไม่ ซึ่งแนววินิจฉัยดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการดำเนินคดียาเสพติดในเขตชายแดนและการบังคับใช้กฎหมายอาญาอย่างเป็นระบบ ข้อเท็จจริงของคดีและพฤติการณ์แห่งการกระทำ คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติมาเลเซีย เดินทางโดยรถยนต์รับจ้างจากประเทศมาเลเซียเข้ามายังประเทศไทยผ่านบริเวณด่านศุลกากรสะเดา ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ขณะเจ้าหน้าที่ศุลกากรปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นรถที่เดินทางข้ามแดนเข้ามาในราชอาณาจักร ได้พบรถยนต์รับจ้างคันหนึ่งแล่นผ่านด่านเข้ามาในประเทศไทย โดยมีจำเลยนั่งอยู่ที่เบาะด้านหน้าข้างคนขับ เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรแสดงตัวเข้าตรวจค้น พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 7 ซอง ซุกซ่อนอยู่ภายในซองพลาสติกใส ซึ่งบรรจุอยู่ในกระปุกครีมใส่ผม และเก็บไว้ในกระเป๋าสะพายของจำเลยที่วางอยู่บนหน้าตักของจำเลย ขณะสอบถามผ่านล่าม จำเลยรับว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของตนเอง โดยซื้อมาจากเพื่อนชาวมาเลเซีย จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวจำเลยพร้อมของกลางไปยังด่านศุลกากรเพื่อจัดทำบันทึกการจับกุม และส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์พบว่า ของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ น้ำหนักสุทธิ 2.850 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.261 กรัม ซึ่งเข้าข่ายปริมาณที่กฎหมายถือว่าเป็นการนำเข้าเพื่อจำหน่าย จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม แต่ให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน และไม่ได้นำสืบพยานใดมาหักล้างข้อเท็จจริงของโจทก์ในชั้นพิจารณา ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย ปัญหาข้อกฎหมายสำคัญในคดีนี้อยู่ที่การตีความว่า การกระทำของจำเลยเข้าข่ายเป็น “ความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรโดยสำเร็จ” หรือเป็นเพียง “ความผิดฐานพยายามนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักร” จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า ขณะถูกตรวจค้นและจับกุม จำเลยยังอยู่ในกระบวนการตรวจของเจ้าหน้าที่ศุลกากรและตรวจคนเข้าเมือง จึงยังไม่ถือว่าได้นำยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยสมบูรณ์ การกระทำควรเป็นเพียงความผิดฐานพยายามเท่านั้น ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่มีผลโดยตรงต่อฐานความผิดและอัตราโทษ เนื่องจากความผิดฐานนำเข้าโดยสำเร็จตามกฎหมายยาเสพติดให้โทษมีโทษสูงกว่าความผิดฐานพยายามอย่างมีนัยสำคัญ การวิเคราะห์หลักกฎหมายและองค์ประกอบความผิด ศาลฎีกาได้พิจารณาความหมายของคำว่า “นำเข้า” ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า การนำเข้า หมายถึง การนำหรือสั่งนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมิได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องผ่านพ้นด่านศุลกากรโดยสมบูรณ์เสียก่อน ศาลฎีกาอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองเป็นหลักสำคัญ โดยรับฟังพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ศุลกากรว่า บุคคลที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยจะต้องผ่านพิธีการตรวจโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน และเมื่อผ่านพิธีการดังกล่าวแล้ว ย่อมถือว่าบุคคลนั้นได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยแล้ว ขั้นตอนของการตรวจค้นโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นเพียงการตรวจสิ่งของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดภายหลังจากที่บุคคลได้เข้ามาอยู่ในเขตอำนาจรัฐไทยแล้ว มิใช่เงื่อนไขของการเข้าสู่ราชอาณาจักรตามกฎหมายแต่อย่างใด เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองก่อนถูกตรวจค้นโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร จึงถือว่าจำเลยได้นำยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จ ไม่ใช่ความผิดในขั้นพยายาม เจตนารมณ์ของกฎหมายยาเสพติดที่ศาลนำมาประกอบการวินิจฉัย ศาลฎีกาได้วินิจฉัยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศอย่างเด็ดขาด โดยมุ่งควบคุมตั้งแต่การล่วงล้ำเข้าสู่เขตอำนาจรัฐ มิใช่รอให้ยาเสพติดถูกนำออกไปเผยแพร่ภายในประเทศก่อนจึงจะถือว่าความผิดสำเร็จ หากตีความว่าการกระทำยังเป็นเพียงความผิดพยายามตราบใดที่ยังไม่ผ่านด่านศุลกากร ย่อมเป็นการเปิดช่องให้การบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ และไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายยาเสพติดที่มุ่งป้องกันภัยตั้งแต่ต้นทาง แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง แนววินิจฉัยในคดีนี้สะท้อนหลักการที่ศาลฎีกาใช้มาอย่างต่อเนื่อง คือ การพิจารณาความผิดฐานนำเข้ายาเสพติดให้โทษ จะพิจารณาจากการที่บุคคลได้ล่วงล้ำเข้ามาอยู่ในเขตอำนาจรัฐไทยแล้วเป็นสำคัญ มิได้ผูกพันอยู่กับขั้นตอนทางศุลกากรเพียงอย่างเดียว เมื่อบุคคลผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองและอยู่ภายในราชอาณาจักร การกระทำที่นำยาเสพติดติดตัวเข้ามาย่อมถือว่าเป็นการนำเข้าโดยสำเร็จ แม้จะถูกตรวจค้นและจับกุมในบริเวณด่านก็ตาม แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดียาเสพติดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน และเป็นหลักให้ศาลล่างใช้ในการวินิจฉัยฐานความผิดอย่างชัดเจน สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม 1. ศาลชั้นต้น ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยนำเข้าและมีไว้ในครอบครองเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเข้าเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทหนักที่สุด วางโทษประหารชีวิต ก่อนลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากจำเลยรับสารภาพ คงจำคุก 25 ปี พร้อมริบของกลาง 2. ศาลอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาแล้วเห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยการที่จำเลยผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้วถือว่าได้นำยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยสำเร็จ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น 3. ศาลฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ย่อมถือว่าเดินทางเข้ามาในประเทศไทย การตรวจค้นโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นขั้นตอนภายหลัง มิใช่เงื่อนไขของการเข้าสู่ราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จ มิใช่ความผิดพยายาม และโทษที่ศาลล่างกำหนดเป็นโทษขั้นต่ำแล้ว ไม่อาจลดโทษได้อีก จึงพิพากษายืน สรุปข้อคิดทางกฎหมาย คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายอาญาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดียาเสพติดเกี่ยวกับการตีความองค์ประกอบความผิดฐาน “นำเข้า” โดยศาลฎีกาวางบรรทัดฐานชัดเจนว่า การพิจารณาว่าความผิดสำเร็จหรือไม่ มิได้ยึดติดกับขั้นตอนทางศุลกากร แต่ให้ความสำคัญกับการล่วงล้ำเข้าสู่เขตอำนาจรัฐไทยตามกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองเป็นเกณฑ์หลัก เมื่อบุคคลใดผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ย่อมถือว่าบุคคลนั้นอยู่ภายในราชอาณาจักร การนำยาเสพติดติดตัวเข้ามาจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานนำเข้าโดยสำเร็จทันที แม้จะถูกตรวจค้นและจับกุมในบริเวณด่านก็ตาม การตีความเช่นนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายยาเสพติดที่มุ่งป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศอย่างเคร่งครัด และไม่เปิดช่องให้ผู้กระทำความผิดอาศัยขั้นตอนทางปกครองเป็นข้ออ้างลดทอนความรับผิดทางอาญา แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการดำเนินคดียาเสพติดในพื้นที่ชายแดน และเป็นหลักในการกำหนดฐานความผิดและอัตราโทษที่ชัดเจนแก่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในคดีลักษณะเดียวกัน คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 1. คำถาม การนำยาเสพติดเข้าประเทศจะถือว่าความผิดสำเร็จเมื่อใด คำตอบ ถือว่าความผิดสำเร็จเมื่อผู้กระทำได้ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและอยู่ภายในเขตอำนาจรัฐไทยแล้ว แม้จะยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจของศุลกากรก็ตาม 2. คำถาม หากถูกจับกุมที่ด่านศุลกากร ยังถือว่าเป็นความผิดพยายามหรือไม่ คำตอบ ไม่เสมอไป หากพิสูจน์ได้ว่าผู้กระทำได้ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว การกระทำถือเป็นความผิดสำเร็จฐานนำเข้ายาเสพติด 3. คำถาม เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับการตรวจคนเข้าเมืองมากกว่าด่านศุลกากร คำตอบ เพราะการตรวจคนเข้าเมืองเป็นเกณฑ์ในการกำหนดการเข้าสู่ราชอาณาจักร ส่วนการตรวจศุลกากรเป็นขั้นตอนควบคุมสิ่งของภายหลังการเข้าประเทศแล้ว 4. คำถาม แนวคำพิพากษานี้มีผลอย่างไรต่อคดียาเสพติดตามแนวชายแดน คำตอบ เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดมีความชัดเจน ไม่เปิดช่องให้ผู้กระทำอ้างว่าความผิดยังไม่สำเร็จเพื่อลดโทษ ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 11833/2554 บุคคลที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยจะต้องผ่านพิธีการตรวจโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน เมื่อผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ถือว่าบุคคลนั้นเดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้ว หลังจากนั้นจึงมาผ่านขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่จะต้องตรวจสิ่งของต้องห้ามต่อไป การที่จำเลยนั่งรถยนต์รับจ้างจากประเทศมาเลเซียเข้ามาในประเทศไทยบริเวณด่านศุลกากรสะเดา ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา จึงถือว่าจำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้ว เมื่อจำเลยถูกนายตรวจศุลกากรตรวจค้นและพบเมทแอมเฟตามีนของกลางบรรจุอยู่ภายในซองพลาสติกใสใส่ไว้ในกระปุกครีมใส่ผมในกระเป๋าสะพายของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักร หาใช่เป็นเพียงความผิดฐานพยายามนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรไม่ โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 หลายมาตรา และขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย การนำเข้าและการมีไว้ในครอบครองเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด วางโทษประหารชีวิต ก่อนลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากรับสารภาพ คงจำคุก 25 ปี และริบของกลาง จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจค้นรถที่เดินทางจากประเทศมาเลเซียเข้ามาในประเทศไทยบริเวณด่านศุลกากรสะเดา พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 7 ซองซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายของจำเลย จำเลยรับว่าเป็นของตนเองที่ซื้อมาจากเพื่อนชาวมาเลเซีย ผลตรวจพิสูจน์พบเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ น้ำหนักสุทธิ 2.850 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.261 กรัม จำเลยไม่สืบพยาน ปัญหาตามฎีกาคือ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสำเร็จหรือเป็นเพียงความผิดพยายาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บุคคลที่เดินทางจากต่างประเทศต้องผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองก่อน เมื่อผ่านแล้วถือว่าเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ส่วนการตรวจของศุลกากรเป็นขั้นตอนภายหลัง เมื่อจำเลยถูกตรวจค้นหลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง จึงถือว่าได้นำยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยแล้ว เป็นความผิดสำเร็จ ไม่ใช่พยายาม ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น ส่วนฎีกาที่ขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลฎีกาเห็นว่าโทษจำคุก 25 ปีเป็นโทษขั้นต่ำตามกฎหมายแล้ว ไม่อาจลดได้อีก จึงพิพากษายืน 1. กฎหมายเดิมที่ใช้ในคดีนี้ (ขณะพิพากษาปี 2554) ในขณะเกิดคดีและมีคำพิพากษาศาลฎีกา คดีนี้อยู่ภายใต้บังคับของ พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ลักษณะสำคัญของกฎหมายเดิม คือ 1. แยกยาเสพติดออกเป็น “ประเภท” (ประเภท 1 – 5) 2. ความผิดฐาน ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ยาเสพติดประเภท 1 ถูกกำหนดโทษรุนแรงมาก 3. หากมีปริมาณถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ให้ สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย 4. โทษฐานนำเข้ายาเสพติดประเภท 1 เพื่อจำหน่าย o โทษสูงสุดถึง ประหารชีวิต o แม้จำเลยรับสารภาพ ศาลลดโทษได้จำกัด และยังเหลือโทษจำคุกยาวนาน ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า • การผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ถือว่า “นำเข้า” สำเร็จ • จึงเข้าองค์ประกอบความผิดฐานนำยาเสพติดเข้าราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย • ต้องใช้บทลงโทษตามกฎหมายเดิมที่มีโทษรุนแรงที่สุด 2. กฎหมายใหม่ที่ใช้บังคับในปัจจุบัน ปัจจุบัน พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ถูกยกเลิก และใช้กฎหมายชุดใหม่ คือ ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564 (มีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา) แนวคิดของกฎหมายใหม่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสาระสำคัญดังนี้ 3. ความแตกต่างเชิงโครงสร้างกฎหมาย 3.1 จาก “กฎหมายแยกฉบับ” → “ประมวลกฎหมาย” กฎหมายเดิม • ใช้กฎหมายหลายฉบับกระจัดกระจาย • เน้นการลงโทษเป็นหลัก กฎหมายใหม่ • รวมเป็น “ประมวลกฎหมายยาเสพติด” ฉบับเดียว • ปรับโครงสร้างความผิด โทษ และมาตรการทางเลือกให้เป็นระบบเดียวกัน • แยกบทบาท ผู้ค้า / ผู้ลำเลียง / ผู้เสพ ชัดเจนขึ้น 4. ความแตกต่างด้าน “ฐานความผิดนำเข้า” 4.1 หลักการ “นำเข้า” ยังคงอยู่ ประเด็นสำคัญคือ แนววินิจฉัยเรื่องการนำเข้ายาเสพติดของศาลฎีกาในคดีนี้ ยังไม่ถูกกฎหมายใหม่ล้มล้าง กล่าวคือ • การตีความว่า “เมื่อผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ถือว่าเข้าราชอาณาจักร” • ยังสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางวินิจฉัยภายใต้กฎหมายใหม่ได้ เพราะเป็นเรื่อง องค์ประกอบความผิดเชิงดินแดน มิใช่เรื่องอัตราโทษ ดังนั้น หลักกฎหมายเรื่อง “ความผิดสำเร็จ vs ความผิดพยายาม” ยังสอดคล้องกับกฎหมายใหม่ 5. ความแตกต่างด้าน “อัตราโทษ” 5.1 กฎหมายเดิม • นำเข้ายาเสพติดประเภท 1 เพื่อจำหน่าย → โทษถึง ประหารชีวิต • ศาลมีดุลพินิจจำกัดในการลดโทษ 5.2 กฎหมายใหม่ กฎหมายใหม่ ลดระดับความรุนแรงของโทษลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย 1. ลดการใช้โทษประหารชีวิต 2. เน้นโทษจำคุกเป็นหลัก 3. เปิดช่องให้ศาลใช้ดุลพินิจแยกบทบาทของผู้กระทำมากขึ้น 4. คำนึงถึงสัดส่วนความผิดและพฤติการณ์เป็นรายกรณี ในทางปฏิบัติ หากคดีลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายใหม่ โอกาสถูกลงโทษประหารชีวิต ลดลงอย่างมาก 6. ความแตกต่างด้านนโยบายทางอาญา 6.1 กฎหมายเดิม • เน้น “ลงโทษหนัก” เพื่อปราบปราม • มองผู้เกี่ยวข้องเป็นภัยต่อความมั่นคง 6.2 กฎหมายใหม่ • เน้น “แยกแยะบทบาท” • มุ่งปราบปรามเครือข่ายผู้ค้าเป็นหลัก • เปิดพื้นที่ให้มาตรการฟื้นฟูและแนวคิดเชิงสาธารณสุข 7. สรุปเชิงเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด 1. หลักเรื่องการนำเข้ายาเสพติด o แนววินิจฉัยศาลฎีกาปี 2554 ยังใช้ได้ 2. องค์ประกอบความผิด o ไม่แตกต่างในสาระสำคัญ 3. อัตราโทษและนโยบาย o กฎหมายใหม่ผ่อนคลายกว่าเดิมอย่างชัดเจน 4. ผลทางคดี o คดีแบบเดียวกันในปัจจุบัน มีแนวโน้มโทษเบากว่ายุคกฎหมายเดิม |




