ReadyPlanet.com
bulletรับฟ้องคดีแพ่ง/อาญา
bulletพระราชบัญญัติ
bulletป.แพ่งและพาณิชย์
bulletป.อาญา ฎีกา
bulletป.วิอาญา
bulletป.วิแพ่ง
bulletป.กฎหมายที่ดิน
bulletป.รัษฎากร
bulletฟ้องหย่า
bulletอำนาจปกครอง
bulletนิติกรรม
bulletคดีมรดก
bulletอายุความฟ้องร้องคดี
bulletครอบครองปรปักษ์
bulletเอกเทศสัญญา
bulletเกี่ยวกับแรงงาน
bulletเกี่ยวกับคดีอาญา
bulletคดียาเสพติดให้โทษ
bulletตั๋วเงินและเช็ค
bulletห้างหุ้นส่วน-บริษัท
bulletคำพิพากษาและคำสั่ง
bulletทรัพย์สิน/กรรมสิทธิ์
bulletอุทธรณ์ฎีกา
bulletเกี่ยวกับคดีล้มละลาย
bulletเกี่ยวกับวิแพ่ง
bulletเกี่ยวกับวิอาญา
bulletการบังคับคดี
bulletคดีจราจรทางบก
bulletการเล่นแชร์ แชร์ล้ม
bulletอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
bulletมรรยาททนายความ
bulletถอนคืนการให้,เสน่หา
bulletข้อสอบเนติบัณฑิต
bulletคำพิพากษา 2550
bulletทรัพย์สินทางปัญญา
bulletสัญญาขายฝาก
bulletสำนักทนายความ
bulletป-อาญา มาตรา1- 398
bulletภาษาอังกฤษ
bulletการสมรสและการหมั้น
bulletแบบฟอร์มสัญญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2551-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-แพ่ง
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-วิ-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-อาญา
bulletข้อสอบเนติ-ปี2550-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2549-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2548-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2547-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2546-แพ่งพาณิชย์
bulletข้อสอบเนติ-ปี2545-แพ่งพาณิชย์
bulletนิติกรรมสัญญา
bulletพระธรรมนูญศาล
bulletทรัพย์สิน-สามีภริยา
bulletบิดามารดา-รับรองบุตร
bulletคดีครอบครัว
bulletสัญญาระหว่างสมรส
bulletสิทธิครอบครองที่ดิน
bulletสัญญาซื้อขาย
bulletแปลงหนี้ใหม่
bulletการได้กรรมสิทธิ์
bulletคดีเรื่องบุตร
bulletเช่าซื้อรถยนต์
bulletถอนผู้จัดการมรดก
bulletฟ้องค่าทดแทน
bulletฟ้องหย่า-ฟ้องหย่า
bulletสินสมรส-สินสมรส
bulletบันดาลโทสะ
bulletเบิกความเท็จ
bulletสิทธิ-สัญญาเช่า
bulletค้ำประกัน
bulletเจ้าของรวม
bulletจำนอง
bulletลูกหนี้ร่วม
bulletคำพิพากษาฎีกาทั่วไป
bulletกระดานถาม-ตอบ
bulletป-กฎหมายยาเสพติด2564
bulletขนส่งทางทะเล
bulletสมรสเป็นโมฆะ
bulletสามีภริยา
bulletตัวการไม่เปิดเผยชื่อ
bulletทนายความของสภาจัดให้
bulletอาวุธปืน
bulletรับช่วงสิทธิ
bulletแพ่งมาตรา1-1755




การนำยาเสพติดเข้าประเทศ ถือว่าสำเร็จหรือพยายาม

ความผิดฐานนำยาเสพติดเข้าราชอาณาจักร, เส้นแบ่งความผิดสำเร็จกับพยายาม, ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วถือว่าเข้าประเทศ, การตรวจค้นของศุลกากร, เมทแอมเฟตามีนประเภท 1, กฎหมายยาเสพติดให้โทษ, องค์ประกอบความผิดนำเข้า, แนววินิจฉัยศาลฎีกาคดียาเสพติด, ความผิดเกี่ยวกับชายแดน, การลักลอบนำยาเข้า, ความผิดข้ามแดน, การตีความคำว่านำเข้า, โทษประหารคดียาเสพติด, โทษจำคุกตลอดชีวิต, หลักกฎหมายอาญายาเสพติด, นำยาเสพติดเข้าราชอาณาจักร, ความผิดสำเร็จ, ความผิดพยายาม,

บทนำ

คำพิพากษาศาลฎีกานี้มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยเส้นแบ่งที่สำคัญอย่างยิ่งในคดียาเสพติดระหว่าง “ความผิดฐานนำยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยสำเร็จ” กับ “ความผิดฐานพยายามนำยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักร” ซึ่งเป็นประเด็นที่ส่งผลโดยตรงต่อฐานความผิดและอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้ในระดับสูงสุด

คดีนี้เกิดขึ้นจากการที่จำเลยซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติมาเลเซีย เดินทางโดยรถยนต์รับจ้างจากประเทศมาเลเซียเข้ามายังประเทศไทย ผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองและถูกตรวจค้นโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรบริเวณด่านชายแดน ก่อนตรวจพบเมทแอมเฟตามีนซุกซ่อนอยู่ในสัมภาระของจำเลย ประเด็นข้อกฎหมายสำคัญจึงอยู่ที่ว่า การกระทำของจำเลยในลักษณะดังกล่าวถือว่าเป็นการ “นำยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว” หรือยังอยู่ในขั้น “พยายาม” เท่านั้น

ศาลฎีกาได้วางหลักกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับความหมายของคำว่า “นำเข้า” ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ โดยอาศัยกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองเป็นเกณฑ์สำคัญในการพิจารณาว่าการกระทำได้ล่วงล้ำเข้าสู่เขตอำนาจรัฐไทยโดยสมบูรณ์แล้วหรือไม่ ซึ่งแนววินิจฉัยดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการดำเนินคดียาเสพติดในเขตชายแดนและการบังคับใช้กฎหมายอาญาอย่างเป็นระบบ

ข้อเท็จจริงของคดีและพฤติการณ์แห่งการกระทำ

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติมาเลเซีย เดินทางโดยรถยนต์รับจ้างจากประเทศมาเลเซียเข้ามายังประเทศไทยผ่านบริเวณด่านศุลกากรสะเดา ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา ขณะเจ้าหน้าที่ศุลกากรปฏิบัติหน้าที่ตรวจค้นรถที่เดินทางข้ามแดนเข้ามาในราชอาณาจักร ได้พบรถยนต์รับจ้างคันหนึ่งแล่นผ่านด่านเข้ามาในประเทศไทย โดยมีจำเลยนั่งอยู่ที่เบาะด้านหน้าข้างคนขับ

เมื่อเจ้าหน้าที่ศุลกากรแสดงตัวเข้าตรวจค้น พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 7 ซอง ซุกซ่อนอยู่ภายในซองพลาสติกใส ซึ่งบรรจุอยู่ในกระปุกครีมใส่ผม และเก็บไว้ในกระเป๋าสะพายของจำเลยที่วางอยู่บนหน้าตักของจำเลย ขณะสอบถามผ่านล่าม จำเลยรับว่าเมทแอมเฟตามีนดังกล่าวเป็นของตนเอง โดยซื้อมาจากเพื่อนชาวมาเลเซีย

จากนั้นเจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวจำเลยพร้อมของกลางไปยังด่านศุลกากรเพื่อจัดทำบันทึกการจับกุม และส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย ผลการตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์พบว่า ของกลางเป็นเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ น้ำหนักสุทธิ 2.850 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.261 กรัม ซึ่งเข้าข่ายปริมาณที่กฎหมายถือว่าเป็นการนำเข้าเพื่อจำหน่าย

จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นจับกุม แต่ให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน และไม่ได้นำสืบพยานใดมาหักล้างข้อเท็จจริงของโจทก์ในชั้นพิจารณา

ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัย

ปัญหาข้อกฎหมายสำคัญในคดีนี้อยู่ที่การตีความว่า การกระทำของจำเลยเข้าข่ายเป็น

“ความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรโดยสำเร็จ”

หรือเป็นเพียง

“ความผิดฐานพยายามนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักร”

จำเลยฎีกาโต้แย้งว่า ขณะถูกตรวจค้นและจับกุม จำเลยยังอยู่ในกระบวนการตรวจของเจ้าหน้าที่ศุลกากรและตรวจคนเข้าเมือง จึงยังไม่ถือว่าได้นำยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยสมบูรณ์ การกระทำควรเป็นเพียงความผิดฐานพยายามเท่านั้น

ประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่มีผลโดยตรงต่อฐานความผิดและอัตราโทษ เนื่องจากความผิดฐานนำเข้าโดยสำเร็จตามกฎหมายยาเสพติดให้โทษมีโทษสูงกว่าความผิดฐานพยายามอย่างมีนัยสำคัญ

การวิเคราะห์หลักกฎหมายและองค์ประกอบความผิด

ศาลฎีกาได้พิจารณาความหมายของคำว่า “นำเข้า” ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า การนำเข้า หมายถึง การนำหรือสั่งนำเข้ามาในราชอาณาจักร โดยมิได้กำหนดเงื่อนไขว่าต้องผ่านพ้นด่านศุลกากรโดยสมบูรณ์เสียก่อน

ศาลฎีกาอาศัยข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองเป็นหลักสำคัญ โดยรับฟังพยานโจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ศุลกากรว่า บุคคลที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยจะต้องผ่านพิธีการตรวจโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน และเมื่อผ่านพิธีการดังกล่าวแล้ว ย่อมถือว่าบุคคลนั้นได้เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรไทยแล้ว

ขั้นตอนของการตรวจค้นโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นเพียงการตรวจสิ่งของต้องห้ามหรือของต้องจำกัดภายหลังจากที่บุคคลได้เข้ามาอยู่ในเขตอำนาจรัฐไทยแล้ว มิใช่เงื่อนไขของการเข้าสู่ราชอาณาจักรตามกฎหมายแต่อย่างใด

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยได้ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองก่อนถูกตรวจค้นโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร จึงถือว่าจำเลยได้นำยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จ ไม่ใช่ความผิดในขั้นพยายาม

เจตนารมณ์ของกฎหมายยาเสพติดที่ศาลนำมาประกอบการวินิจฉัย

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาในประเทศอย่างเด็ดขาด โดยมุ่งควบคุมตั้งแต่การล่วงล้ำเข้าสู่เขตอำนาจรัฐ มิใช่รอให้ยาเสพติดถูกนำออกไปเผยแพร่ภายในประเทศก่อนจึงจะถือว่าความผิดสำเร็จ

หากตีความว่าการกระทำยังเป็นเพียงความผิดพยายามตราบใดที่ยังไม่ผ่านด่านศุลกากร ย่อมเป็นการเปิดช่องให้การบังคับใช้กฎหมายขาดประสิทธิภาพ และไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของกฎหมายยาเสพติดที่มุ่งป้องกันภัยตั้งแต่ต้นทาง

แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้อง

แนววินิจฉัยในคดีนี้สะท้อนหลักการที่ศาลฎีกาใช้มาอย่างต่อเนื่อง คือ การพิจารณาความผิดฐานนำเข้ายาเสพติดให้โทษ จะพิจารณาจากการที่บุคคลได้ล่วงล้ำเข้ามาอยู่ในเขตอำนาจรัฐไทยแล้วเป็นสำคัญ มิได้ผูกพันอยู่กับขั้นตอนทางศุลกากรเพียงอย่างเดียว

เมื่อบุคคลผ่านกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองและอยู่ภายในราชอาณาจักร การกระทำที่นำยาเสพติดติดตัวเข้ามาย่อมถือว่าเป็นการนำเข้าโดยสำเร็จ แม้จะถูกตรวจค้นและจับกุมในบริเวณด่านก็ตาม

แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับคดียาเสพติดที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดน และเป็นหลักให้ศาลล่างใช้ในการวินิจฉัยฐานความผิดอย่างชัดเจน

สรุปผลคำพิพากษาของศาลทั้งสาม

1. ศาลชั้นต้น

ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าจำเลยมีความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย เมทแอมเฟตามีนที่จำเลยนำเข้าและมีไว้ในครอบครองเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานนำเข้าเพื่อจำหน่ายซึ่งเป็นบทหนักที่สุด วางโทษประหารชีวิต ก่อนลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากจำเลยรับสารภาพ คงจำคุก 25 ปี พร้อมริบของกลาง

2. ศาลอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิจารณาแล้วเห็นว่าคำพิพากษาศาลชั้นต้นชอบด้วยข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย โดยการที่จำเลยผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้วถือว่าได้นำยาเสพติดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยสำเร็จ จึงพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น

3. ศาลฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ย่อมถือว่าเดินทางเข้ามาในประเทศไทย การตรวจค้นโดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นขั้นตอนภายหลัง มิใช่เงื่อนไขของการเข้าสู่ราชอาณาจักร การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดสำเร็จ มิใช่ความผิดพยายาม และโทษที่ศาลล่างกำหนดเป็นโทษขั้นต่ำแล้ว ไม่อาจลดโทษได้อีก จึงพิพากษายืน

สรุปข้อคิดทางกฎหมาย

คดีนี้สะท้อนหลักกฎหมายอาญาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในคดียาเสพติดเกี่ยวกับการตีความองค์ประกอบความผิดฐาน “นำเข้า” โดยศาลฎีกาวางบรรทัดฐานชัดเจนว่า การพิจารณาว่าความผิดสำเร็จหรือไม่ มิได้ยึดติดกับขั้นตอนทางศุลกากร แต่ให้ความสำคัญกับการล่วงล้ำเข้าสู่เขตอำนาจรัฐไทยตามกระบวนการตรวจคนเข้าเมืองเป็นเกณฑ์หลัก

เมื่อบุคคลใดผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ย่อมถือว่าบุคคลนั้นอยู่ภายในราชอาณาจักร การนำยาเสพติดติดตัวเข้ามาจึงครบองค์ประกอบความผิดฐานนำเข้าโดยสำเร็จทันที แม้จะถูกตรวจค้นและจับกุมในบริเวณด่านก็ตาม การตีความเช่นนี้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายยาเสพติดที่มุ่งป้องกันและปราบปรามการลักลอบนำยาเสพติดเข้าประเทศอย่างเคร่งครัด และไม่เปิดช่องให้ผู้กระทำความผิดอาศัยขั้นตอนทางปกครองเป็นข้ออ้างลดทอนความรับผิดทางอาญา

แนวคำพิพากษานี้จึงเป็นบรรทัดฐานสำคัญสำหรับการดำเนินคดียาเสพติดในพื้นที่ชายแดน และเป็นหลักในการกำหนดฐานความผิดและอัตราโทษที่ชัดเจนแก่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ในคดีลักษณะเดียวกัน

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

1. คำถาม

การนำยาเสพติดเข้าประเทศจะถือว่าความผิดสำเร็จเมื่อใด

คำตอบ

ถือว่าความผิดสำเร็จเมื่อผู้กระทำได้ผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองและอยู่ภายในเขตอำนาจรัฐไทยแล้ว แม้จะยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจของศุลกากรก็ตาม

2. คำถาม

หากถูกจับกุมที่ด่านศุลกากร ยังถือว่าเป็นความผิดพยายามหรือไม่

คำตอบ

ไม่เสมอไป หากพิสูจน์ได้ว่าผู้กระทำได้ผ่านการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว การกระทำถือเป็นความผิดสำเร็จฐานนำเข้ายาเสพติด

3. คำถาม

เหตุใดศาลจึงให้ความสำคัญกับการตรวจคนเข้าเมืองมากกว่าด่านศุลกากร

คำตอบ

เพราะการตรวจคนเข้าเมืองเป็นเกณฑ์ในการกำหนดการเข้าสู่ราชอาณาจักร ส่วนการตรวจศุลกากรเป็นขั้นตอนควบคุมสิ่งของภายหลังการเข้าประเทศแล้ว

4. คำถาม

แนวคำพิพากษานี้มีผลอย่างไรต่อคดียาเสพติดตามแนวชายแดน

คำตอบ

เป็นบรรทัดฐานสำคัญที่ทำให้การบังคับใช้กฎหมายยาเสพติดมีความชัดเจน ไม่เปิดช่องให้ผู้กระทำอ้างว่าความผิดยังไม่สำเร็จเพื่อลดโทษ

     ยินดีให้คำปรึกษากฎหมายแชทไลน์

      เพิ่มเพื่อนไลน์แชทกับทนายความลีนนท์ พงษ์ศิริสุวรรณ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่  11833/2554

บุคคลที่เดินทางจากต่างประเทศเข้ามาในประเทศไทยจะต้องผ่านพิธีการตรวจโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองก่อน เมื่อผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ถือว่าบุคคลนั้นเดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้ว หลังจากนั้นจึงมาผ่านขั้นตอนของเจ้าหน้าที่ศุลกากรที่จะต้องตรวจสิ่งของต้องห้ามต่อไป การที่จำเลยนั่งรถยนต์รับจ้างจากประเทศมาเลเซียเข้ามาในประเทศไทยบริเวณด่านศุลกากรสะเดา ตำบลสำนักขาม อำเภอสะเดา จังหวัดสงขลา จึงถือว่าจำเลยเดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้ว เมื่อจำเลยถูกนายตรวจศุลกากรตรวจค้นและพบเมทแอมเฟตามีนของกลางบรรจุอยู่ภายในซองพลาสติกใสใส่ไว้ในกระปุกครีมใส่ผมในกระเป๋าสะพายของจำเลย การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักร หาใช่เป็นเพียงความผิดฐานพยายามนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรไม่

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 หลายมาตรา และขอให้ริบเมทแอมเฟตามีนของกลาง จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานนำยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย การนำเข้าและการมีไว้ในครอบครองเป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงลงโทษตามบทที่มีโทษหนักที่สุด วางโทษประหารชีวิต ก่อนลดโทษกึ่งหนึ่งเนื่องจากรับสารภาพ คงจำคุก 25 ปี และริบของกลาง

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 9 พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่ศุลกากรตรวจค้นรถที่เดินทางจากประเทศมาเลเซียเข้ามาในประเทศไทยบริเวณด่านศุลกากรสะเดา พบเมทแอมเฟตามีนจำนวน 7 ซองซุกซ่อนอยู่ในกระเป๋าสะพายของจำเลย จำเลยรับว่าเป็นของตนเองที่ซื้อมาจากเพื่อนชาวมาเลเซีย ผลตรวจพิสูจน์พบเมทแอมเฟตามีนไฮโดรคลอไรด์ น้ำหนักสุทธิ 2.850 กรัม คำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ 2.261 กรัม จำเลยไม่สืบพยาน

ปัญหาตามฎีกาคือ การกระทำของจำเลยเป็นความผิดสำเร็จหรือเป็นเพียงความผิดพยายาม ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า บุคคลที่เดินทางจากต่างประเทศต้องผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองก่อน เมื่อผ่านแล้วถือว่าเข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ส่วนการตรวจของศุลกากรเป็นขั้นตอนภายหลัง เมื่อจำเลยถูกตรวจค้นหลังผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมือง จึงถือว่าได้นำยาเสพติดเข้ามาในประเทศไทยแล้ว เป็นความผิดสำเร็จ ไม่ใช่พยายาม ฎีกาข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

ส่วนฎีกาที่ขอให้ลงโทษสถานเบา ศาลฎีกาเห็นว่าโทษจำคุก 25 ปีเป็นโทษขั้นต่ำตามกฎหมายแล้ว ไม่อาจลดได้อีก จึงพิพากษายืน

1. กฎหมายเดิมที่ใช้ในคดีนี้ (ขณะพิพากษาปี 2554)

ในขณะเกิดคดีและมีคำพิพากษาศาลฎีกา คดีนี้อยู่ภายใต้บังคับของ

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522

ลักษณะสำคัญของกฎหมายเดิม คือ

1. แยกยาเสพติดออกเป็น “ประเภท” (ประเภท 1 – 5)

2. ความผิดฐาน ผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย ยาเสพติดประเภท 1 ถูกกำหนดโทษรุนแรงมาก

3. หากมีปริมาณถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ให้ สันนิษฐานว่าเป็นการกระทำเพื่อจำหน่าย

4. โทษฐานนำเข้ายาเสพติดประเภท 1 เพื่อจำหน่าย

o โทษสูงสุดถึง ประหารชีวิต

o แม้จำเลยรับสารภาพ ศาลลดโทษได้จำกัด และยังเหลือโทษจำคุกยาวนาน

ในคดีนี้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

การผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ถือว่า “นำเข้า” สำเร็จ

จึงเข้าองค์ประกอบความผิดฐานนำยาเสพติดเข้าราชอาณาจักรเพื่อจำหน่าย

ต้องใช้บทลงโทษตามกฎหมายเดิมที่มีโทษรุนแรงที่สุด

2. กฎหมายใหม่ที่ใช้บังคับในปัจจุบัน

ปัจจุบัน พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ถูกยกเลิก

และใช้กฎหมายชุดใหม่ คือ

ประมวลกฎหมายยาเสพติด พ.ศ. 2564

(มีผลใช้บังคับตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา)

แนวคิดของกฎหมายใหม่เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีสาระสำคัญดังนี้

3. ความแตกต่างเชิงโครงสร้างกฎหมาย

3.1 จาก “กฎหมายแยกฉบับ” → “ประมวลกฎหมาย”

กฎหมายเดิม

ใช้กฎหมายหลายฉบับกระจัดกระจาย

เน้นการลงโทษเป็นหลัก

กฎหมายใหม่

รวมเป็น “ประมวลกฎหมายยาเสพติด” ฉบับเดียว

ปรับโครงสร้างความผิด โทษ และมาตรการทางเลือกให้เป็นระบบเดียวกัน

แยกบทบาท ผู้ค้า / ผู้ลำเลียง / ผู้เสพ ชัดเจนขึ้น

4. ความแตกต่างด้าน “ฐานความผิดนำเข้า”

4.1 หลักการ “นำเข้า” ยังคงอยู่

ประเด็นสำคัญคือ

แนววินิจฉัยเรื่องการนำเข้ายาเสพติดของศาลฎีกาในคดีนี้ ยังไม่ถูกกฎหมายใหม่ล้มล้าง

กล่าวคือ

การตีความว่า “เมื่อผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองแล้ว ถือว่าเข้าราชอาณาจักร”

ยังสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางวินิจฉัยภายใต้กฎหมายใหม่ได้

เพราะเป็นเรื่อง องค์ประกอบความผิดเชิงดินแดน มิใช่เรื่องอัตราโทษ

ดังนั้น

หลักกฎหมายเรื่อง “ความผิดสำเร็จ vs ความผิดพยายาม”

ยังสอดคล้องกับกฎหมายใหม่

5. ความแตกต่างด้าน “อัตราโทษ”

5.1 กฎหมายเดิม

นำเข้ายาเสพติดประเภท 1 เพื่อจำหน่าย

→ โทษถึง ประหารชีวิต

ศาลมีดุลพินิจจำกัดในการลดโทษ

5.2 กฎหมายใหม่

กฎหมายใหม่ ลดระดับความรุนแรงของโทษลงอย่างมีนัยสำคัญ โดย

1. ลดการใช้โทษประหารชีวิต

2. เน้นโทษจำคุกเป็นหลัก

3. เปิดช่องให้ศาลใช้ดุลพินิจแยกบทบาทของผู้กระทำมากขึ้น

4. คำนึงถึงสัดส่วนความผิดและพฤติการณ์เป็นรายกรณี

ในทางปฏิบัติ

หากคดีลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นภายใต้กฎหมายใหม่

โอกาสถูกลงโทษประหารชีวิต ลดลงอย่างมาก

6. ความแตกต่างด้านนโยบายทางอาญา

6.1 กฎหมายเดิม

เน้น “ลงโทษหนัก” เพื่อปราบปราม

มองผู้เกี่ยวข้องเป็นภัยต่อความมั่นคง

6.2 กฎหมายใหม่

เน้น “แยกแยะบทบาท”

มุ่งปราบปรามเครือข่ายผู้ค้าเป็นหลัก

เปิดพื้นที่ให้มาตรการฟื้นฟูและแนวคิดเชิงสาธารณสุข

7. สรุปเชิงเปรียบเทียบให้เห็นภาพชัด

1. หลักเรื่องการนำเข้ายาเสพติด

o แนววินิจฉัยศาลฎีกาปี 2554 ยังใช้ได้

2. องค์ประกอบความผิด

o ไม่แตกต่างในสาระสำคัญ

3. อัตราโทษและนโยบาย

o กฎหมายใหม่ผ่อนคลายกว่าเดิมอย่างชัดเจน

4. ผลทางคดี

o คดีแบบเดียวกันในปัจจุบัน มีแนวโน้มโทษเบากว่ายุคกฎหมายเดิม




คดียาเสพติดให้โทษ

พนักงานรัฐวิสาหกิจกับโทษคดียาเสพติดสามเท่า การใช้กฎหมายที่เป็นคุณ และการริบโทรศัพท์ของกลาง
กระบวนการริบทรัพย์ในคดียาเสพติดกับขั้นตอนขอให้รับฎีกาไว้พิจารณาตามกฎหมายพิเศษ
การกำหนดโทษผู้สนับสนุนคดีจำหน่ายยาเสพติดตามบทกฎหมายที่เป็นคุณ(ฎีกา 7422/2568)
ผู้ใหญ่บ้านคดียาเสพติด เพิ่มโทษสามเท่า ปรับบทกฎหมายได้ไม่ถือเพิ่มโทษ(ฎีกา 2806/2554)
กำหนดโทษใหม่คดียาเสพติด อุทธรณ์ได้แค่ไหน ใช้กฎหมายใหม่อย่างไร(ฎีกา 4912/2566)
ประเด็นกำหนดโทษใหม่ในคดียาเสพติด,โทษเป็นคุณ,(ฎีกา 218/2567)
ยกฟ้องฐานผลิต/ครอบครองกัญชา หลัง “พืชกัญชาไม่ใช่ยาเสพติด”(ฎีกา 1225/2567)
พยายามจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน & สมคบยา, ข้อสันนิษฐาน (ฎีกา 2182/2567)
เปิดบัญชีรับเงินค้ายา = สมคบยาเสพติด, กำหนดโทษใหม่, การแบ่งหน้าที่ (ฎีกา 2306/2567)
(ฎีกา 2682/2567) – คดียาเสพติด ผู้สนับสนุนการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีน
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4302/2567 : การอุทธรณ์คดียาเสพติดและหลักกฎหมายที่เป็นคุณแก่จำเลย
การเพิ่มโทษผู้กระทำผิดไม่เข็ดหลาบในคดียาเสพติดและการยื่นคำร้องผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 434/2568: กำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายภายหลังที่เป็นคุณแก่จำเลยในคดียาเสพติด
ศาลฎีกากำหนดโทษใหม่จำเลยคดียาเสพติดตามกฎหมายใหม่ – คำพิพากษาฎีกาที่ 875/2568
บทลงโทษผู้เสพยาเสพติด, เพิ่มโทษจำคุกหนึ่งในสามตามมาตรา 92, รอการลงโทษจำคุกตามมาตรา 56,
คดีถึงที่สุดแล้วเรือนจำเป็นภูมิลำเนาของจำเลย, ภูมิลำเนาผู้ต้องขัง, การส่งสำเนาอุทธรณ์ผิดที่
มีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย และฐานจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนเป็นหลายกรรม
สมคบเพื่อการค้ายาเสพติด มีโทษอย่างไร
เหตุอันสมควรเป็นการเฉพาะรายลงโทษน้อยกว่าอัตราโทษที่กฎหมายกำหนดไว้
ธนบัตรที่นำไปล่อซื้อยาเสพติดไม่ใช่สาระสำคัญถึงกับมีข้อสงสัยยกฟ้อง
คำว่า จำหน่าย ตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ
ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย | ผิดกรรมเดียว
รับฝากยาบ้า 4.013 เม็ด ถูกจำคุก 22 ปี
ริบทรัพย์สินเกี่ยวกับยาเสพติด
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ เมทแอมเฟตามีน 75 เม็ด
ครอบครองยาบ้า 584 เม็ด รับสารภาพจำคุก 25 ปี
ยาเสพติดให้โทษ 600 เม็ด จำคุก 20 ปี
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาเสพติดให้โทษ 750 เม็ด โทษ 20 ปี
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 778 เม็ด จำคุก 25 ปี article
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 1,200 เม็ด จำคุก 18 ปี
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ 2,374 เม็ด
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาบ้า (เมทแอมเฟตามีน) 3,017 เม็ด
เมทแอมเฟตามีน 5,290 เม็ด จำคุก 20 ปี
ยาเสพติดให้โทษ ยาบ้า 12,000 เม็ด จำคุก 33 ปี 9 เดือน
ให้บัญชีธนาคารคนอื่นใช้โอนเงินค่ายาเสพติดโทษเท่ากันกับตัวการ
ขอลดโทษคดียาเสพติดตามมาตรา 100/2
การกำหนดโทษใหม่ตามกฎหมายที่บัญญัติในภายหลัง
พยานบอกเล่ามีน้ำหนักน้อยยกประโยชน์ แห่งความสงสัยให้แก่จำเลย
ยาบ้า 279 เม็ด โทษจำคุก 7 ปี ครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่าย
ข้อมูลเป็นประโยชน์ตามมาตรา 100/2
ครอบครองเพื่อจำหน่าย ยาบ้า 27 เม็ด
การสมคบกันเพื่อกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด
ยาเสพติดให้โทษ ยาบ้า เมทแอมเฟตามีน 4,000 เม็ด
ยาบ้า ยาเสพติดให้โทษ นำเข้า 22 เม็ด